LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น
ครอบครัวสกุลลู่ทั้งสี่ชีวิตกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่ภายในหนึ่งปีจะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ได้
ลู่ฮูหยินออกมาส่งสามี บุตรชายและบุตรสาวขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวน ภายในใจของนางยังมีความกังวลมากมายเพราะบุตรสาวเพิ่งหายจากอาการป่วย แม้ในใจของลู่ฮูหยินไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ครั้งนี้ แต่ในเมื่อบุตรสาวขอร้องอ้อนวอนขนาดนั้น นางจะใจจืดใจดำรั้งบุตรสาวไว้ได้อย่างไร ดังนั้นลู่ฮูหยินจึงกำชับให้สามีและบุตรชายทั้งสองคนดูแลลู่ฟางหนิงให้มากเป็นพิเศษ อย่าให้นางได้รับอันตรายใดๆ เด็ดขาด
“ท่านแม่อย่าเป็นกังวลเลย ท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ข้าได้รับอันตรายง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ”
ลู่ฟางหนิงผละออกจากอ้อมกอดของมารดา พร้อมกับพูดปลอบใจให้นางเลิกกังวลเสียที ทว่าลู่ฮูหยินก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลได้ อย่างไรลู่ฟางหนิงก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง ลู่หนิงเหอเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปโอบบ่าภรรยา กล่าวว่า “ฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลหนิงหนิงของพวกเราเป็นอย่างดี”
“พวกเราทั้งสองก็จะดูแลหนิงหนิงไม่ให้คลาดสายตา ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ” ลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงก็กล่าวเสริมอีกเสียง เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่ฮูหยินจึงยอมให้พวกเขาทั้งสี่คนขึ้นรถม้าเดินทางไปยังเทศกาลล่าสัตว์ โดยที่ลู่ฟางหนิงนั่งรถม้าของจวนสกุลลู่ไป ส่วนบิดากับพี่ชายทั้งสองขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นาง
ขบวนเดินทางล่าสัตว์มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง จุดหมายปลายทางคือลานล่าสัตว์ของราชวงศ์ซึ่งอยู่นอกเมือง ขบวนด้านหน้าที่มีทหารคุ้มกันอย่างหนาแน่นเป็นของฮ่องเต้และฮองเฮา ถัดมาเป็นขบวนขององค์รัชทายาท จากนั้นจึงเป็นของเหล่าสนมชายา ขบวนของเหล่าอ๋องและองค์หญิงองค์ชาย สุดท้ายจึงเป็นขบวนของเหล่าขุนนางและครอบครัว
ปีนี้ขบวนล่าสัตว์ดูคึกคักกว่าทุกปีที่ผ่านมา หาใช่เพราะว่าฮ่องเต้ทรงพระราชทานเงินรางวัลมากเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะยามนี้องค์รัชทายาทถึงวัยเลือกคู่ครองแล้ว ดังนั้นขุนนางหลายคนจึงได้ให้บุตรสาวที่ถึงวัยออกเรือนของพวกตนติดตามมาด้วย หวังว่าบุตรสาวเหล่านั้นจะถูกตาต้องใจองค์รัชทายาทเข้า ภายภาคหน้าพวกนางอาจจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์หงส์ ปกครองหกตำหนักของวังหลัง
ใช้เวลาเดินทางเพียงสองชั่วยามเท่านั้น ขบวนเสด็จของฮ่องเต้และเหล่าขุนนางก็มาถึงลานล่าสัตว์ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองหลวง เมื่อมาถึงฮ่องเต้ก็ยังมิได้เปิดพิธีอย่างเป็นทางการ แต่กลับสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปยังที่พักของตนเอง ตามที่ทางพระราชวังได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ เพื่อได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนที่จะต้องเข้าป่าล่าสัตว์
ที่พักของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์นั้นจะแยกกันอย่างเป็นสัดส่วนโดยมีเหล่าทหารองครักษ์คอยป้องกันและดูแลความปลอดภัยให้ ส่วนที่พักของลู่ฟางหนิงนั้นเป็นกระโจมขนาดกลาง ด้านในมีเตียงนอนหนึ่งหลังกับโต๊ะอาหารเพียงหนึ่งชุดเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างจากของเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่เป็นเรือนรับรองขนาดใหญ่
หลังจากที่จัดเก็บข้าวของและเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย ลู่ฟางหนิงจึงพบว่าซูเยี่ยนหลิงกำลังเดินเข้ามาหานางในกระโจมที่พัก ถึงแม้ไม่อยากเห็นหน้าอีกฝ่ายมากเพียงใด แต่ลู่ฟางหนิงจำต้องเก็บกลั้นอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้ และแสร้งทำเป็นดีกับซูเยี่ยนหลิงเหมือนที่อีกฝ่ายเคยทำกับนางเมื่อชาติก่อน
“หนิงหนิง ข้าได้ยินมาว่าการเข้าป่าล่าสัตว์นั้นอันตรายยิ่งนัก เจ้าควรพกถุงหอมถุงนี้ไว้ติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้ายนะ” หลังจากที่นั่งลงบนเก้าอี้ ซูเยี่ยนหลิงจึงยื่นถุงหอมที่ได้รับมาจากโจวหยางเทียนส่งให้กับลู่ฟางหนิงทันที
แม้ในใจไม่อยากมอบให้ แต่ถ้าหากนางพบกับรุ่ยอ๋องเข้าโดยบังเอิญ นางจะอธิบายกับเขาว่าอย่างไรเล่า ดังนั้นจึงได้นำถุงหอมถุงนี้มามอบให้กับลู่ฟางหนิงตามที่เขาเอ่ยบอก
ลู่ฟางหนิงมองถุงหอมสีชมพูตรงหน้า นางก็หวนนึกถึงความทรงจำในชาติก่อนของตนเอง ยามนั้นซูเยี่ยนหลิงก็เคยมอบถุงหอมถุงนี้ให้กับนางเช่นกัน จากนั้นม้าของนางก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
และหลังจากที่พี่ชายทั้งสองของนางได้ตรวจสอบก็พบว่าถุงหอมถุงนี้มีความผิดปกติ ด้านในนั้นมีสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งทำให้สัตว์ที่สูดดมเข้าไปเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เมื่อสอบถามจากซูเยี่ยนหลิง ฝ่ายนั้นก็บอกว่าไม่รู้อะไร ซูเยี่ยนหลิงบอกเพียงแค่ว่าซื้อถุงหอมถุงนี้มาจากร้านค้าริมทางเท่านั้นและไม่รู้ว่าด้านในมีส่วนผสมของอะไรบ้าง ดังนั้นซูเยี่ยนหลิงจึงรอดตัวไป
ทว่าในชาติก่อน ก่อนที่ลู่ฟางหนิงจะสิ้นใจตาย โจวหยางเทียนเป็นคนสารภาพออกมาเองว่าเป็นฝีมือของเขาที่ทำให้ม้าของนางเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ดังนั้นลู่ฟางหนิงจึงมั่นใจว่าถุงหอมถุงนี้ต้องเป็นโจวหยางเทียนที่ให้ซูเยี่ยนหลิงมามอบให้กับนางอย่างแน่นอน
“รับไว้สิ หนิงหนิง” เมื่อเห็นว่าลู่ฟางหนิงไม่ยอมรับถุงหอมไปจากตนเสียที ซูเยี่ยนหลิงจึงเอ่ยเร่งเร้าสหายอีกครั้ง หากแต่ลู่ฟางหนิงกลับเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าเอาถุงหอมถุงนี้มาจากไหนหรือ?”
ลู่ฟางหนิงเพียงแค่ต้องการหยั่งเชิงซูเยี่ยนหลิงเท่านั้น แต่ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน นางคงจะรับถุงหอมถุงนี้มาจากซูเยี่ยนหลิงด้วยความดีใจแล้ว แต่ในเมื่อนางรู้ว่าอีกฝ่ายมิได้ประสงค์ดีกับนาง นางก็ต้องการทดสอบอะไรบางอย่างก่อนที่จะรับมา
“เอ่อ…ข้าซื้อมาจากร้านค้าริมทางน่ะ เห็นเขาบอกว่ามันสามารถช่วยไล่สัตว์ร้ายไม่ให้เข้ามาใกล้ได้” ซูเยี่ยนหลิงจงใจโกหกออกไป เพราะนางไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงรู้ว่าถุงหอมถุงนี้เป็นของที่รุ่ยอ๋องมอบให้ อีกอย่างนางอยากให้ลู่ฟางหนิงซาบซึ้งในน้ำใจและคิดว่านางเป็นสหายที่ดีที่สุด
ลู่ฟางหนิงรู้ว่าซูเยี่ยนหลิงกำลังโกหก ดังนั้นนางจึงอยากทดสอบอีกครั้งว่ายามนี้ซูเยี่ยนหลิงได้ร่วมมือกับโจวหยางเทียนแล้วหรือไม่
“หากว่าข้าอยากเปลี่ยนถุงหอมกับเจ้า เจ้าจะว่าอันใดหรือไม่”
“เปลี่ยน? เหตุใดต้องเปลี่ยนด้วย”
ซูเยี่ยนหลิงรู้สึกไม่พอใจ เพราะถุงหอมของนางเป็นสีฟ้าซึ่งเป็นสีที่นางโปรดปรานมาก ส่วนถุงหอมของลู่ฟางหนิงเป็นสีชมพูและเป็นสีโปรดของลู่ฟางหนิงเหมือนกัน
“ข้าแค่รู้สึกว่าถุงหอมถุงนี้กลิ่นมันหอมฉุนเกินไป เลยอยากขอเปลี่ยนเป็นอันที่กลิ่นไม่แรงก็เท่านั้น”
“ไม่หรอกมั้ง ถุงหอมก็คงจะเหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ”
ซูเยี่ยนหลิงปฏิเสธ เพราะนางชอบถุงหอมสีฟ้ามากกว่า แต่กระนั้นก็ยังยกถุงหอมสีชมพูขึ้นมาดมเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ลู่ฟางหนิงเอ่ยมาเป็นความจริงหรือไม่
ลู่ฟางหนิงเห็นว่าซูเยี่ยนหลิงปฏิเสธคำขอ นางก็เกือบจะมั่นใจแล้วว่าในยามนี้ซูเยี่ยนหลิงได้ร่วมมือกับโจวหยางเทียนแล้ว ทว่าในชั่วอึดใจต่อมา ซูเยี่ยนหลิงกลับยื่นถุงหอมสีฟ้าของตนเองให้กับนาง ก่อนจะกล่าวว่า “จริงด้วย ถุงหอมสีชมพูมีกลิ่นหอมมากกว่า เช่นนั้นข้าเอาถุงนี้ ส่วนถุงนั้นมอบให้เจ้าก็แล้วกัน”
ลู่ฟางหนิงรับถุงหอมสีฟ้ามา ก่อนจะมองดูซูเยี่ยนหลิงที่กำลังคล้องถุงหอมสีชมพูไว้ข้างเอวของตน หากซูเยี่ยนหลิงยอมแลกถุงหอมกับนาง เช่นนั้นก็หมายความว่าซูเยี่ยนหลิงไม่รู้ว่าถุงหอมถุงนั้นมีปัญหา
หรือว่าซูเยี่ยนหลิงในยามนี้ยังไม่ได้ร่วมมือกับโจวหยางเทียน บางทีซูเยี่ยนหลิงก็อาจจะเป็นหมากที่โจวหยางเทียนหลอกใช้เช่นเดียวกันกับนาง เพียงแต่เมื่อเขาได้ในสิ่งที่ต้องการ เขากลับเขี่ยนางทิ้งแล้วเลือกซูเยี่ยนหลิงแทน
หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลให้กับผู้ชนะเสร็จสิ้น เทศกาลล่าสัตว์ในปีนี้ก็ได้สิ้นสุดลง ขบวนรถม้าของเหล่าเชื้อพระวงศ์เริ่มทะยอยเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ขณะที่ขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางและครอบครัวจำต้องรั้งรอเพื่อติดตามไปทีหลัง ซูเยี่ยนหลิงจึงอาศัยช่วงจังหวะนี้เข้าไปสนทนากับลู่ฟางหนิงที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางเหมือนกับคนอื่นๆ“หนิงหนิงเจ้าได้ล่ากระต่ายป่ามาให้ข้าหรือไม่”ก่อนหน้านี้ซูเยี่ยนหลิงเคยขอร้องให้ลู่ฟางหนิงล่ากระต่ายป่ามาให้นาง ดังนั้นเมื่อการล่าสัตว์จบลงนางจึงมาทวงถามตามคำสัญญานั้น เมื่อกลับเมืองหลวงไปแล้ว นางจะได้นำกระต่ายป่าไปโอ้อวดเพราะต้องการให้ตนเองดูโดดเด่นในหมู่สตรีวัยเดียวกันโดยที่ผลงานทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของลู่ฟางหนิงทั้งสิ้นลู่ฟางหนิงเมื่อพบว่าซูเยี่ยนหลิงเดินมาหาตน นางก็ลอบกรอกตาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะนางไม่อยากเห็นหน้าสตรีนางนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กระนั้นนางก็ยังต้องเก็บกลั้นอารมณ์นั้นเอาไว้ แล้วหันกลับไปเอ่ยตอบซูเยี่ยนหลิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเจ้า ข้าจึงไม่ได้เข้าป่าล่าสัตว์ต่อ นอกจากไก่ป่าสองตัว ข้าก็ล่าอย่างอื่นไม่ได้อีกเลย”ซูเยี
ลู่ฟางหนิงไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใดนางถึงได้เดินหนีโจวหยางอวี้มาเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะในชีวิตก่อนนางเคยทำผิดไว้กับเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นางจึงยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะสนทนากับเขา“หนิงหนิงเจ้าเป็นอันใดหรือ เหตุใดสีหน้าถึงได้เป็นเช่นนั้น”ลู่เหว่ยหรงเอ่ยถามน้องสาว เมื่อเห็นว่านางเดินกลับมายังกระโจมที่พักด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก อาการของซูเยี่ยนหลิงก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น เพราะรุ่ยอ๋องช่วยเหลือไว้ได้ทัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอาการป่วยของนางอาจกำเริบขึ้นมา“หรือว่าเจ้าไข้ขึ้น?” ลู่เหว่ยหรงเอื้อมมือไปวัดความร้อนบนหน้าผากของน้องสาว แต่เมื่อพบว่านางไม่มีความผิดปกติอันใด คิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดมุ่นเข้าหากันลู่ฟางหนิงดึงมือพี่ชายคนรองออก เอ่ยว่า “ข้ามิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ พี่รองอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าแค่เหนื่อยจากการเข้าป่าล่าสัตว์เท่านั้น พักผ่อนสักประเดี๋ยวคงจะดีขึ้น”ลู่เหว่ยหรงได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นเจ้าก็รีบพักผ่อนเถิด หากถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเดี๋ยวข้าจะมาเรียกอีกครั้ง”“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงรับคำ ก่อนจะเดินเข้ากระโจมที
แม้โจวหยางเทียนจะโมโหมากเพียงใดที่แผนการของตนล้มเหลว แต่กระนั้น เขาก็ยังประคองร่างของซูเยี่ยนหลิงมาส่งยังกระโจมที่พักของอีกฝ่ายราวกับเป็นห่วงนางจากใจจริง ทว่าความเป็นจริงนั้นเขากลับก่นด่านางในใจว่าไม่ได้เรื่อง แค่มอบถุงหอมถุงเดียวให้กับลู่ฟางหนิงก็ทำไม่สำเร็จ เช่นนี้เขาจะใช้ประโยชน์อันใดจากนางได้อีกทว่าซูเยี่ยนหลิงที่ถูกรุ่ยอ๋องประคองมายังกระโจมที่พักกลับคิดเข้าข้างตนเองว่าเขามีความรู้สึกที่พิเศษมอบให้กับนาง มิเช่นนั้น เขาคงไม่ประคองนางมาส่งถึงที่พักเช่นนี้ทางด้านของลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงที่ล่ากวางมาได้หลายตัว เมื่อได้ยินว่าสหายของน้องสาวเกิดอันตรายก็รีบมาดูอาการของนางด้วยความห่วงใยทันที เพราะพวกเขาก็เห็นซูเยี่ยนหลิงเป็นน้องสาวคนหนึ่งเช่นกัน แม้พวกเขาอยากจะหาสาเหตุการคลุ้มคลั่งของม้า ทว่าลู่ฟางหนิงกลับเอ่ยห้ามเอาไว้ บอกว่าม้าของซูเยี่ยนหลิงอาจจะเพียงแค่ตกใจเท่านั้น เพราะนางไม่อยากให้ซูเยี่ยนหลิงรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผนการของโจวหยางเทียนนางอยากให้ชีวิตของซูเยี่ยนหลิงและครอบครัวพังพินาศเหมือนกับนางในชาติที่แล้วก่อน ตอนนั้นบอกความจริงกับอีกฝ่ายก็นับว่ายังไม่สายเกินไป“พี่ใหญ่ พี่รอง ข
หลังจากที่ได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนจึงได้มารวมตัวกันที่ลานพิธี เมื่อฮ่องเต้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ เทศกาลล่าสัตว์จึงได้เริ่มต้นขึ้นในขณะที่เหล่าบุรุษเข้าป่าล่าสัตว์ กลุ่มของฮองเฮา สนมชายาและเหล่าสตรีชนชั้นสูงบางคนที่ไม่ชอบกิจกรรมผาดโผนก็ได้รั้งรออยู่ยังที่พัก ระหว่างนี้ฮองเฮาได้จัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้น เพื่อให้เหล่าสตรีทั้งหลายรู้สึกไม่เบื่อหน่าย แต่กระนั้นก็ยังมีสตรีหลายคนที่เข้าป่าตามเหล่าบุรุษไปล่าสัตว์ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มขององค์หญิงสามซึ่งเป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของฮองเฮาเมื่อสตรีหลายนางเห็นองค์หญิงสามเป็นผู้นำกลุ่มสตรีเข้าป่าล่าสัตว์ หลายคนก็ควบอาชาตามนางไป ส่วนมากเพื่อต้องการประจบเอาใจ เพราะองค์หญิงสามเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับองค์รัชทายาท หากพวกนางสามารถตีสนิทกับองค์หญิงสามได้ การเข้าถึงองค์รัชทายาทก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวซูเยี่ยนหลิงเห็นว่าสตรีหลายคนติดตามองค์หญิงสามไปแล้ว นางก็เอ่ยคะยั้นคะยอให้ลู่ฟางหนิงตามไปเช่นกัน “ฟางหนิง พวกเราติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไปกันเถิด”ลู่ฟางหนิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ หากนางติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไป เหตุการณ์เหมือนในช
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวสกุลลู่ทั้งสี่ชีวิตกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่ภายในหนึ่งปีจะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ได้ลู่ฮูหยินออกมาส่งสามี บุตรชายและบุตรสาวขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวน ภายในใจของนางยังมีความกังวลมากมายเพราะบุตรสาวเพิ่งหายจากอาการป่วย แม้ในใจของลู่ฮูหยินไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ครั้งนี้ แต่ในเมื่อบุตรสาวขอร้องอ้อนวอนขนาดนั้น นางจะใจจืดใจดำรั้งบุตรสาวไว้ได้อย่างไร ดังนั้นลู่ฮูหยินจึงกำชับให้สามีและบุตรชายทั้งสองคนดูแลลู่ฟางหนิงให้มากเป็นพิเศษ อย่าให้นางได้รับอันตรายใดๆ เด็ดขาด“ท่านแม่อย่าเป็นกังวลเลย ท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ข้าได้รับอันตรายง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ”ลู่ฟางหนิงผละออกจากอ้อมกอดของมารดา พร้อมกับพูดปลอบใจให้นางเลิกกังวลเสียที ทว่าลู่ฮูหยินก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลได้ อย่างไรลู่ฟางหนิงก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง ลู่หนิงเหอเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปโอบบ่าภรรยา กล่าวว่า “ฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลหนิงหนิงของพวกเราเ
แม้ซูเยี่ยนหลิงจะเคยพานพบบุรุษรูปงามมามากมาย ทว่านางปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่ยอ๋องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ชวนให้รู้สึกน่าหลงใหลมากกว่าคนอื่นๆหากวันนั้นรถม้าของนางไม่เกิดพังระหว่างทาง นางก็คงไม่ได้รู้จักกับรุ่ยอ๋องเช่นนี้ อีกทั้งวันนี้ยังได้พบกับเขาเข้าโดยบังเอิญ หากไม่กล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะโชคชะตานำพา นางก็ไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรแล้ว “คารวะท่านอ๋องเพคะ”ซูเยี่ยนหลิงยอบกายคำนับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางขวยเขิน ยามที่นางช้อนสายตาขึ้นมองก็พบว่าเขากำลังแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดระแคะระคายว่ารุ่ยอ๋องจะหมายปองตำแหน่งรัชทายาทของน้องชายอย่างโจวหยางอวี้ กระทั่งฮ่องเต้เองก็ไม่เคยคิดว่าพระโอรสองค์โตจะมีความคิดที่มักใหญ่ใฝ่สูงเช่นกัน หากแต่ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันแสนอ่อนโยนนี้จะซ่อนความชั่วร้ายไว้มากมายเพียงใด“คราวก่อนที่ท่านอ๋องช่วยหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันยังไม่ได้ตอบแทนเลย หากท่านอ๋องไม่รังเกียจ หม่อมฉันขอเลี้ยงน้ำชาท่านอ๋องสักจอกจะได้หรือไม่เพคะ”แน่นอนว่าบุญคุณของรุ่ยอ๋องในครั้งนั้น ซูเยี่ยนหลิงไม่มีวันลืม ทว่าการเชิญชวนนี้ก็หาใช่เพื่อตอบแทนบุญคุณเสียท







