Se connecterลู่ฟางหนิงไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใดนางถึงได้เดินหนีโจวหยางอวี้มาเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะในชีวิตก่อนนางเคยทำผิดไว้กับเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นางจึงยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะสนทนากับเขา
“หนิงหนิงเจ้าเป็นอันใดหรือ เหตุใดสีหน้าถึงได้เป็นเช่นนั้น”
ลู่เหว่ยหรงเอ่ยถามน้องสาว เมื่อเห็นว่านางเดินกลับมายังกระโจมที่พักด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก อาการของซูเยี่ยนหลิงก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น เพราะรุ่ยอ๋องช่วยเหลือไว้ได้ทัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอาการป่วยของนางอาจกำเริบขึ้นมา
“หรือว่าเจ้าไข้ขึ้น?” ลู่เหว่ยหรงเอื้อมมือไปวัดความร้อนบนหน้าผากของน้องสาว แต่เมื่อพบว่านางไม่มีความผิดปกติอันใด คิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน
ลู่ฟางหนิงดึงมือพี่ชายคนรองออก เอ่ยว่า “ข้ามิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ พี่รองอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าแค่เหนื่อยจากการเข้าป่าล่าสัตว์เท่านั้น พักผ่อนสักประเดี๋ยวคงจะดีขึ้น”
ลู่เหว่ยหรงได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นเจ้าก็รีบพักผ่อนเถิด หากถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเดี๋ยวข้าจะมาเรียกอีกครั้ง”
“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงรับคำ ก่อนจะเดินเข้ากระโจมที่พักของตนเองไป
แม้จะบอกกับพี่ชายว่าต้องการพักผ่อน ทว่าลู่ฟางหนิงกลับไม่สามารถข่มตาตนเองให้นอนหลับได้เลย เพราะในหัวของนางครุ่นคิดแต่เรื่องของโจวหยางอวี้ไม่หยุด ชาติก่อนเพราะหลงมัวเมากับความรักจอมปลอมของโจวหยางเทียน นางถึงได้ทำให้โจวหยางอวี้ต้องพบกับจุดจบอันน่าอนาถ ความรู้สึกผิดบาปในครั้งนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของนางไม่เคยจางหาย
“ข้าควรทำอย่างไรดี…” ลู่ฟางหนิงพึมพำกับตนเอง แม้ว่ายามนี้นางสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองกับโจวหยางเทียนได้แล้ว ทว่านางยังไม่รู้ว่าจะสามารถช่วยโจวหยางอวี้ให้รอดพ้นจากจุบจบอันน่าอนาถเช่นนั้นได้อย่างไร เพราะนางเองก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน นางจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยขนาดไหน
แต่ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง นางจะขอชดใช้ความผิดเหล่านั้นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ภายในใจของนางจึงตั้งมั่นไว้ว่าชาตินี้นางจะคอยเป็นเงาของโจวหยางอวี้ หากใครคิดร้ายต่อเขา นางจะกำจัดทิ้งไม่ให้เหลือซาก เพียงแต่นางไม่สามารถทำเรื่องทั้งหมดได้เพียงคนเดียว
แต่แล้วลู่ฟางหนิงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ในชีวิตก่อนของนาง นางก็มิได้ช่วยเหลือโจวหยางเทียนเพียงลำพัง ทว่ายามนั้นนางแอบซุกซ่อนกำลังลับเอาไว้ พวกเขาเป็นนักฆ่าฝีมือดีที่ติดตามอยู่ข้างกายของนางมานานหลายปี แต่กว่าที่นางจะสามารถทำให้คนเหล่านั้นมาเป็นพวกได้ ก็มิใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
ลู่ฟางหนิงจึงคิดว่าชีวิตนี้นางจะไม่เป็นแม่ทัพหญิงแล้ว แต่นางจะเป็นนักฆ่าไร้เงา คอยกำจัดศัตรูให้กับโจวหยางอวี้เพื่อชดเชยความผิดบาปในชาติก่อนที่เคยทำไว้กับเขา ตำแหน่งรัชทายาทของเขา นางก็จะปกป้องเอาไว้จนสุดกำลัง มิให้ใครหน้าไหนแย่งไปจากเขาได้เด็ดขาด และที่สำคัญฝีมือการต่อสู้ในชาติก่อนยังติดตัวนางมาด้วย ทว่าเรื่องนี้นางต้องเก็บไว้เป็นความลับ จนกว่าจะสามารถเอาคืนโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิงได้
ไม่รู้ว่าลู่ฟางหนิงครุ่นคิดเรื่องราวเหล่านี้ไปนานขนาดไหน กว่าจะรู้ตัวอีกทีพี่ชายคนรองของนางก็เข้ามาเรียกให้ไปทานอาหารเย็นร่วมกับบิดาและพี่ชายคนโตแล้ว
เช้าวันถัดมา
ขุนนางหลายคนและครอบครัวของพวกเขาต่างมารวมตัวกันที่ลานล่าสัตว์อีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานนี้พวกเขาได้เข้าป่าล่าสัตว์ วันนี้ฮ่องเต้จะประกาศผู้ชนะและทรงพระราชทานรางวัลให้ ซึ่งผู้ที่ล่าสัตว์ได้มากที่สุดในครั้งนี้คือองค์รัชทายาทโจวหยางอวี้ เขาจึงเป็นผู้ชนะไปโดยปริยาย สตรีหลายนางต่างลอบชื่นชมเขาไม่หยุด หากแต่สายตาของเขาไม่เคยเหลือบมองพวกนางแม้เพียงครั้งเดียว
ลู่ฟางหนิงเองก็ยินดีกับชัยชนะของโจวหยางอวี้ด้วยเช่นกัน แม้ในชาติก่อนนางจะจดจำได้ว่าเขาเป็นผู้ชนะ แต่นางในยามนั้นมิได้สนใจเขามากนัก เพราะหัวใจของนางกำลังหมกมุ่นอยู่กับโจวหยางเทียน ทว่าเมื่อได้มองเขาให้ดีอีกสักครั้ง นางกลับพบว่าเขาเป็นบุรุษที่สง่าผ่าเผยเหมาะสมกับตำแหน่งฮ่องเต้คนต่อไปของแคว้นโจวมากกว่าโจวหยางเทียนเสียอีก
ทว่านางก็ยังคิดหาเหตุผลไม่ออก ว่าบุรุษผู้เพียบพร้อมอย่างโจวหยางอวี้ชอบนางตั้งแต่ตอนไหน เพราะเท่าที่จำได้ นางกับเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แม้จะเคยพบกันเป็นครั้งคราวตามงานเลี้ยงต่างๆ แต่นางกับเขาก็ไม่เคยได้สนทนาอย่างสนิทสนมกันเลยสักครั้งเดียว
และถึงแม้ว่านางจะเคยเข้าไปเป็นพระสหายร่วมชั้นเรียนขององค์หญิงสามในระยะเวลาที่ไม่นานมากนัก ทว่านางกับเขาก็ไม่เคยพบเจอกันในวังหลวงมาก่อน เหมือนชีวิตของพวกเขาเดินทางเป็นเส้นขนานกันตลอด แล้วเขาจะมาหลงรักหรือชอบพอนางได้อย่างไร
ทว่าความสงสัยเหล่านี้ของลู่ฟางหนิงกลับไม่สามารถหาคำตอบได้ นอกจากนางต้องไปถามจากโจวหยางอวี้เอาเอง แต่นางก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะนางยังไม่รู้ว่ายามนี้เขามีใจให้นางแล้วหรือไม่ ที่สำคัญนางยังไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ดังนั้นความสงสัยนี้ นางจึงพับเก็บไว้ในใจ รอว่าสักวันคงจะได้รับคำตอบอย่างแน่นอน
“คิดอะไรอยู่อย่างนั้นหรือ?”
เสียงเรียกของลู่เหว่ยหรงที่ดังขึ้นอยู่ด้านข้าง ดึงให้สติของลู่ฟางหนิงที่กำลังครุ่นคิดไปไกลหวนคืนกลับมา
นางหันไปมองหน้าพี่ชายคนรอง แย้มรอยยิ้มไร้เดียงสาให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้สึกเสียดายที่ล่าได้เพียงแค่ไก่ป่าเท่านั้น หากรู้ว่าฮ่องเต้จะมอบของรางวัลให้กับผู้ชนะมากขนาดนั้น ข้าจะตั้งใจล่าสัตว์ให้ได้มากกว่านี้”
อันที่จริงฝีมือระดับลู่ฟางหนิงสามารถล่าได้กระทั่งเสือโคร่งตัวใหญ่ ทว่านางจงใจล่าได้เพียงแค่ไก่ป่าสองตัวเท่านั้นเพราะไม่อยากเป็นที่ถูกจับตามอง และไม่ต้องการทำให้บิดาและพี่ชายเกิดความสงสัยในตัวนาง
ลู่เหว่ยหรงได้ยินน้องสาวเอ่ยเช่นนั้นก็หลุดขำออกมา เพราะพวกเขาล่าได้ทั้งกวางป่าและสุนัขจิ้งจอก อีกทั้งยังคิดว่าจะนำขนของสุนัขจิ้งจอกไปทำเป็นเสื้อคลุมให้กับมารดาและน้องสาวอีกด้วย
ลู่จางหมิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้างกันก็สนใจหันไปร่วมวงสนทนาอีกคน “หากเจ้าอยากล่าสัตว์ได้มากกว่านี้ เจ้าต้องรีบพัฒนาฝีมือของตนเอง อย่างเช่นไปฝึกฝีมือกับพวกข้าที่ค่ายทหารสกุลลู่ดีหรือไม่”
ลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดพี่ชายคนโต นางก็หวนนึกถึงชีวิตในชาติก่อนของตนเอง เพราะนางในยามนั้นอยากมีฝีมือที่เก่งกาจเฉกเช่นบิดาและพี่ชายทั้งสอง นางจึงได้ติดตามพวกเขาไปฝึกฝีมือที่ค่ายทหาร จนในที่สุดนางก็สามารถเป็นแม่ทัพหญิงคนแรกของแคว้นโจวได้ และโจวหยางเทียนก็คอยใช้คำหวานเป่าหูนางให้ทำตามแผนการของเขาไปทีละขั้น โดยที่นางก็ยังไม่รู้ตัวว่าสิ่งเหล่านั้นที่นางกระทำลงไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ กว่านางจะรู้ตัวอีกที มือของนางก็แปดเปื้อนเลือดของผู้คนไปมากมายเพื่อเขาแล้ว
“ว่าอย่างไรเล่า หากเจ้าอยากไปข้าจะขอร้องท่านพ่อให้” ลู่เหว่ยหรงเอ่ยถามน้องสาวซ้ำอีกครั้ง เมื่อพบว่านางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรและยังไม่ได้เอ่ยตอบคำถามของพี่ชายคนโตเสียที
ลู่ฟางหนิงพับเก็บความคิดทั้งหมดกลับไป ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของพี่ชายทั้งสองว่า “เช่นนั้นคงต้องรบกวนพี่ใหญ่กับพี่รองขอร้องท่านพ่อให้ข้าแล้วเจ้าค่ะ”
ลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงได้ยินคำตอบของน้องสาว พวกเขาก็แย้มรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยบอกนางเป็นเสียงเดียวกัน “ได้/ได้”
หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลให้กับผู้ชนะเสร็จสิ้น เทศกาลล่าสัตว์ในปีนี้ก็ได้สิ้นสุดลง ขบวนรถม้าของเหล่าเชื้อพระวงศ์เริ่มทะยอยเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ขณะที่ขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางและครอบครัวจำต้องรั้งรอเพื่อติดตามไปทีหลัง ซูเยี่ยนหลิงจึงอาศัยช่วงจังหวะนี้เข้าไปสนทนากับลู่ฟางหนิงที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางเหมือนกับคนอื่นๆ“หนิงหนิงเจ้าได้ล่ากระต่ายป่ามาให้ข้าหรือไม่”ก่อนหน้านี้ซูเยี่ยนหลิงเคยขอร้องให้ลู่ฟางหนิงล่ากระต่ายป่ามาให้นาง ดังนั้นเมื่อการล่าสัตว์จบลงนางจึงมาทวงถามตามคำสัญญานั้น เมื่อกลับเมืองหลวงไปแล้ว นางจะได้นำกระต่ายป่าไปโอ้อวดเพราะต้องการให้ตนเองดูโดดเด่นในหมู่สตรีวัยเดียวกันโดยที่ผลงานทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของลู่ฟางหนิงทั้งสิ้นลู่ฟางหนิงเมื่อพบว่าซูเยี่ยนหลิงเดินมาหาตน นางก็ลอบกรอกตาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะนางไม่อยากเห็นหน้าสตรีนางนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กระนั้นนางก็ยังต้องเก็บกลั้นอารมณ์นั้นเอาไว้ แล้วหันกลับไปเอ่ยตอบซูเยี่ยนหลิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเจ้า ข้าจึงไม่ได้เข้าป่าล่าสัตว์ต่อ นอกจากไก่ป่าสองตัว ข้าก็ล่าอย่างอื่นไม่ได้อีกเลย”ซูเยี
ลู่ฟางหนิงไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใดนางถึงได้เดินหนีโจวหยางอวี้มาเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะในชีวิตก่อนนางเคยทำผิดไว้กับเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นางจึงยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะสนทนากับเขา“หนิงหนิงเจ้าเป็นอันใดหรือ เหตุใดสีหน้าถึงได้เป็นเช่นนั้น”ลู่เหว่ยหรงเอ่ยถามน้องสาว เมื่อเห็นว่านางเดินกลับมายังกระโจมที่พักด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก อาการของซูเยี่ยนหลิงก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น เพราะรุ่ยอ๋องช่วยเหลือไว้ได้ทัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอาการป่วยของนางอาจกำเริบขึ้นมา“หรือว่าเจ้าไข้ขึ้น?” ลู่เหว่ยหรงเอื้อมมือไปวัดความร้อนบนหน้าผากของน้องสาว แต่เมื่อพบว่านางไม่มีความผิดปกติอันใด คิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดมุ่นเข้าหากันลู่ฟางหนิงดึงมือพี่ชายคนรองออก เอ่ยว่า “ข้ามิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ พี่รองอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าแค่เหนื่อยจากการเข้าป่าล่าสัตว์เท่านั้น พักผ่อนสักประเดี๋ยวคงจะดีขึ้น”ลู่เหว่ยหรงได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นเจ้าก็รีบพักผ่อนเถิด หากถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเดี๋ยวข้าจะมาเรียกอีกครั้ง”“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงรับคำ ก่อนจะเดินเข้ากระโจมที
แม้โจวหยางเทียนจะโมโหมากเพียงใดที่แผนการของตนล้มเหลว แต่กระนั้น เขาก็ยังประคองร่างของซูเยี่ยนหลิงมาส่งยังกระโจมที่พักของอีกฝ่ายราวกับเป็นห่วงนางจากใจจริง ทว่าความเป็นจริงนั้นเขากลับก่นด่านางในใจว่าไม่ได้เรื่อง แค่มอบถุงหอมถุงเดียวให้กับลู่ฟางหนิงก็ทำไม่สำเร็จ เช่นนี้เขาจะใช้ประโยชน์อันใดจากนางได้อีกทว่าซูเยี่ยนหลิงที่ถูกรุ่ยอ๋องประคองมายังกระโจมที่พักกลับคิดเข้าข้างตนเองว่าเขามีความรู้สึกที่พิเศษมอบให้กับนาง มิเช่นนั้น เขาคงไม่ประคองนางมาส่งถึงที่พักเช่นนี้ทางด้านของลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงที่ล่ากวางมาได้หลายตัว เมื่อได้ยินว่าสหายของน้องสาวเกิดอันตรายก็รีบมาดูอาการของนางด้วยความห่วงใยทันที เพราะพวกเขาก็เห็นซูเยี่ยนหลิงเป็นน้องสาวคนหนึ่งเช่นกัน แม้พวกเขาอยากจะหาสาเหตุการคลุ้มคลั่งของม้า ทว่าลู่ฟางหนิงกลับเอ่ยห้ามเอาไว้ บอกว่าม้าของซูเยี่ยนหลิงอาจจะเพียงแค่ตกใจเท่านั้น เพราะนางไม่อยากให้ซูเยี่ยนหลิงรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผนการของโจวหยางเทียนนางอยากให้ชีวิตของซูเยี่ยนหลิงและครอบครัวพังพินาศเหมือนกับนางในชาติที่แล้วก่อน ตอนนั้นบอกความจริงกับอีกฝ่ายก็นับว่ายังไม่สายเกินไป“พี่ใหญ่ พี่รอง ข
หลังจากที่ได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนจึงได้มารวมตัวกันที่ลานพิธี เมื่อฮ่องเต้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ เทศกาลล่าสัตว์จึงได้เริ่มต้นขึ้นในขณะที่เหล่าบุรุษเข้าป่าล่าสัตว์ กลุ่มของฮองเฮา สนมชายาและเหล่าสตรีชนชั้นสูงบางคนที่ไม่ชอบกิจกรรมผาดโผนก็ได้รั้งรออยู่ยังที่พัก ระหว่างนี้ฮองเฮาได้จัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้น เพื่อให้เหล่าสตรีทั้งหลายรู้สึกไม่เบื่อหน่าย แต่กระนั้นก็ยังมีสตรีหลายคนที่เข้าป่าตามเหล่าบุรุษไปล่าสัตว์ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มขององค์หญิงสามซึ่งเป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของฮองเฮาเมื่อสตรีหลายนางเห็นองค์หญิงสามเป็นผู้นำกลุ่มสตรีเข้าป่าล่าสัตว์ หลายคนก็ควบอาชาตามนางไป ส่วนมากเพื่อต้องการประจบเอาใจ เพราะองค์หญิงสามเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับองค์รัชทายาท หากพวกนางสามารถตีสนิทกับองค์หญิงสามได้ การเข้าถึงองค์รัชทายาทก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวซูเยี่ยนหลิงเห็นว่าสตรีหลายคนติดตามองค์หญิงสามไปแล้ว นางก็เอ่ยคะยั้นคะยอให้ลู่ฟางหนิงตามไปเช่นกัน “ฟางหนิง พวกเราติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไปกันเถิด”ลู่ฟางหนิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ หากนางติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไป เหตุการณ์เหมือนในช
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวสกุลลู่ทั้งสี่ชีวิตกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่ภายในหนึ่งปีจะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ได้ลู่ฮูหยินออกมาส่งสามี บุตรชายและบุตรสาวขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวน ภายในใจของนางยังมีความกังวลมากมายเพราะบุตรสาวเพิ่งหายจากอาการป่วย แม้ในใจของลู่ฮูหยินไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ครั้งนี้ แต่ในเมื่อบุตรสาวขอร้องอ้อนวอนขนาดนั้น นางจะใจจืดใจดำรั้งบุตรสาวไว้ได้อย่างไร ดังนั้นลู่ฮูหยินจึงกำชับให้สามีและบุตรชายทั้งสองคนดูแลลู่ฟางหนิงให้มากเป็นพิเศษ อย่าให้นางได้รับอันตรายใดๆ เด็ดขาด“ท่านแม่อย่าเป็นกังวลเลย ท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ข้าได้รับอันตรายง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ”ลู่ฟางหนิงผละออกจากอ้อมกอดของมารดา พร้อมกับพูดปลอบใจให้นางเลิกกังวลเสียที ทว่าลู่ฮูหยินก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลได้ อย่างไรลู่ฟางหนิงก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง ลู่หนิงเหอเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปโอบบ่าภรรยา กล่าวว่า “ฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลหนิงหนิงของพวกเราเ
แม้ซูเยี่ยนหลิงจะเคยพานพบบุรุษรูปงามมามากมาย ทว่านางปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่ยอ๋องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ชวนให้รู้สึกน่าหลงใหลมากกว่าคนอื่นๆหากวันนั้นรถม้าของนางไม่เกิดพังระหว่างทาง นางก็คงไม่ได้รู้จักกับรุ่ยอ๋องเช่นนี้ อีกทั้งวันนี้ยังได้พบกับเขาเข้าโดยบังเอิญ หากไม่กล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะโชคชะตานำพา นางก็ไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรแล้ว “คารวะท่านอ๋องเพคะ”ซูเยี่ยนหลิงยอบกายคำนับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางขวยเขิน ยามที่นางช้อนสายตาขึ้นมองก็พบว่าเขากำลังแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดระแคะระคายว่ารุ่ยอ๋องจะหมายปองตำแหน่งรัชทายาทของน้องชายอย่างโจวหยางอวี้ กระทั่งฮ่องเต้เองก็ไม่เคยคิดว่าพระโอรสองค์โตจะมีความคิดที่มักใหญ่ใฝ่สูงเช่นกัน หากแต่ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันแสนอ่อนโยนนี้จะซ่อนความชั่วร้ายไว้มากมายเพียงใด“คราวก่อนที่ท่านอ๋องช่วยหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันยังไม่ได้ตอบแทนเลย หากท่านอ๋องไม่รังเกียจ หม่อมฉันขอเลี้ยงน้ำชาท่านอ๋องสักจอกจะได้หรือไม่เพคะ”แน่นอนว่าบุญคุณของรุ่ยอ๋องในครั้งนั้น ซูเยี่ยนหลิงไม่มีวันลืม ทว่าการเชิญชวนนี้ก็หาใช่เพื่อตอบแทนบุญคุณเสียท







