로그인บทที่ 8 : ตอกฝาโลงองค์ชายสาม
เสียงฝีเท้าหนักแน่นเหยียบย่ำลงบนพื้นศิลาแลงดังกังวานก้องไปทั่วลานประลองอันเงียบสงัด ทหารองครักษ์พยัคฆ์ทมิฬหลายร้อยนายในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทกระจายกำลังปิดล้อมทางเข้าออกทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว คมทวนยาวและหน้าไม้วาววับเล็งตรงเข้าสู่ศูนย์กลางลานประลอง สะกดข่มความเคลื่อนไหวของทุกคนจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว เซียวจิ้งหลานก้าวลงมาจากอัฒจันทร์ไม้สูง ชายเสื้อคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาสะบัดพลิ้วตามแรงลมหนาว ร่างสูงสง่าก้าวเดินตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเซี่ยอวิ๋นซี นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายตามองฉางเฟิงที่คุกเข่ากุมข้อมือจมกองเลือดอยู่บนพื้น ก่อนจะหันมาสบมองดวงหน้าหวานหมดจดของคนข้างกาย มือหนายกขึ้นแตะที่หลังมือเรียวเบาๆ กอบกุมฝ่ามือที่ยังจับด้ามกระบี่แน่นเพื่อถ่ายทอดไออุ่น สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล "มือเจ็บหรือไม่?" เซี่ยอวิ๋นซีลดกระบี่ลง ส่ายหน้าช้าๆ พร้อมรอยยิ้มบางเบา "หม่อมฉันสบายดีพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องไม่ต้องกังวล" เซียวจิ้งหลานพยักหน้ารับ แววตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยียบในเสี้ยววินาทีเมื่อหันกลับไปเผชิญหน้านักโทษบนพื้น รองเท้าศึกหนังสีเข้มก้าวเข้าไปเตะเข้าที่ข้อพับขาของฉางเฟิงจนร่างยักษ์ล้มคว่ำหน้าลงกับพื้นศิลา "ตรวจค้น!" ชินอ๋องออกคำสั่งสั้นกระชับ ทหารพยัคฆ์ทมิฬสองนายกรูเข้ามารื้อค้นร่างกายของฉางเฟิงอย่างละเอียด มีดสั้นปลายแหลมกรีดเปิดตะเข็บรองเท้าศึกและสาบเสื้อหนา เผยให้เห็นเศษดินสีดำสนิทเนื้อละเอียดที่อัดแน่นอยู่ใต้รอยต่อของพื้นรองเท้า ดินชนิดนี้มีประกายเงาวาวและส่งกลิ่นฉุนของแร่กำมะถันจางๆ โชยออกมาเตะจมูก เซียวจิ้งหลานใช้ปลายดาบเขี่ยก้อนดินสีดำขึ้นมา ช้อนสายตามองไปยังเหล่าขุนนางบนอัฒจันทร์ "ดินดำผสมแร่กำมะถันเช่นนี้ ทั้งแคว้นต้าชิงมีเพียงแห่งเดียว... คือหุบเขาลึกแถบชายแดนทักษิณ บริเวณที่ตั้งค่ายทหารนอกระบบของตระกูลเว่ย" สุรเสียงทุ้มกังวานสะท้อนก้องไปทั่วสนาม "เจ้ายอดฝีมือผู้นี้เพิ่งเดินทางรอนแรมมาจากค่ายลับแห่งนั้นได้ไม่เกินสามวัน เพื่อมาร่วมการประลองตามคำสั่งของนายเหนือหัว" ทหารองครักษ์อีกนายดึงป้ายเหล็กสีดำรูปสามเหลี่ยมออกมาจากซับในเสื้อของฉางเฟิง ด้านหน้าสลักอักษร 'เว่ย' ด้านหลังสลักลายพยัคฆ์คาบดาบ ตราสัญลักษณ์เฉพาะของกองกำลังลับที่ราชสำนักสั่งยุบไปเมื่อสิบปีก่อน หลักฐานประจักษ์ชัดเจนจนขุนนางทั้งสองฝั่งต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึก จ้าวเจ๋อเหยียนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์หน้าซีดเผือด เขารีบก้าวสะดุดขาตนเองวิ่งลงมากลางลานประลอง คุกเข่าลงประสานมือคารวะฮ่องเต้ด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้ม "เสด็จพ่อ! ลูกมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวเจ๋อเหยียนละล่ำละลักปฏิเสธ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก "ชายผู้นี้เป็นเพียงนักสู้เร่ร่อนที่ลูกว่าจ้างมาผ่านสำนักคุ้มภัย ลูกไม่รู้ว่าเขาเป็นคนของกบฏชายแดนทักษิณ มีคนจงใจส่งเขามาเพื่อจัดฉากใส่ร้ายลูก!" "จัดฉากใส่ร้ายหรือ?" เซี่ยอวิ๋นซีแค่นหัวเราะเบาๆ ดวงตาหงส์ทอดมองอดีตคนรักด้วยความเวทนาปนรังเกียจ "องค์ชายสามช่างตัดช่องน้อยแต่พอตัวเก่งกาจยิ่งนัก หากท่านมิได้รู้เห็นเป็นใจ เช่นนั้นท่านช่วยอธิบายได้หรือไม่ว่า เหตุใดเรือขนส่งเสบียงของตำหนักท่าน จึงแอบลอยลำออกจากท่าเรือหลวงมุ่งหน้าลงใต้ตั้งแต่เมื่อคืนวาน?" จ้าวเจ๋อเหยียนชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา เสียงฝีเกือกม้าห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่งดังแว่วมาจากนอกประตูลานประลอง ทหารม้าพยัคฆ์ทมิฬนายหนึ่งควบม้าเข้ามาหยุดลงข้างสนาม กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งเข้ามารายงานพร้อมถือกล่องไม้ลงรักสีดำขลิบทอง "รายงานท่านอ๋อง! หน่วยพยัคฆ์ทมิฬสกัดจับเรือสำเภาหลวงที่ท่าเรือทิศใต้ได้สำเร็จ จับกุมคนส่งสารประจำตำหนักองค์ชายสามพร้อมเอกสารลับและสิ่งของสำคัญพ่ะย่ะค่ะ!" ทหารเปิดฝากล่องไม้ออก เผยม้วนกระดาษลับที่ยังมิได้เปิดอ่าน ปลายม้วนผนึกด้วยครั่งสีแดงสด ประทับลวดลาย ตราหยกมังกรเมฆาประจำพระองค์ของจ้าวเจ๋อเหยียน อย่างชัดเจน ข้างกันมีสมุดบัญชีรายชื่อนายทหารระดับแม่กองในค่ายลับ และจดหมายสั่งการให้เคลื่อนย้ายค่ายทหารหนีการตรวจค้น เซียวจิ้งหลานรับม้วนสาส์นลับขึ้นมา ยื่นส่งให้ขันทีประจำพระองค์นำขึ้นไปถวายฮ่องเต้ "เนื้อความในจดหมายระบุชัดเจน องค์ชายสามสั่งการให้ค่ายทหารลับชายแดนทักษิณเตรียมพร้อมเคลื่อนพลเข้าประชิดเมืองหลวง หากการส่งคนเข้ายึดตำแหน่งนายกองรักษาพระนครในวันนี้ประสบความสำเร็จ" เซียวจิ้งหลานปรายตามองจ้าวเจ๋อเหยียนด้วยสายตาเยียบเย็น "ตราประทับส่วนพระองค์และลายพระหัตถ์ขององค์ชายสาม คงมิอาจมีผู้ใดปลอมแปลงได้กระมัง?" ฮ่องเต้หยวนเจิ้งตี้ทรงคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน พระพักตร์ดำคล้ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งความโกรธเกรี้ยวระเบิดออกมา พระหัตถ์ฟาดม้วนสาส์นลงบนโต๊ะเสวยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว "ลูกทรราช!" ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นยืน ชี้พระดรรชนีไปยังจ้าวเจ๋อเหยียนที่หมอบกราบอยู่กับพื้น "เราเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี มอบบรรดาศักดิ์และอำนาจให้ เจ้ากลับลอบซ่องสุมกำลังพล คิดการใหญ่ก่อกบฏต่อแผ่นดิน!" "เสด็จพ่อ! ลูกผิดไปแล้ว! เสด็จพ่อโปรดเมตตาลูกด้วย!" จ้าวเจ๋อเหยียนโขกศีรษะลงกับพื้นศิลาแลงจนเลือดซึมหน้าผาก ร้องไห้คร่ำครวญขอชีวิตอย่างหมดรูป เสิ่นฮองเฮาที่นั่งอยู่บนแท่นสูงรีบขยับกายออกห่าง แววตาพระโพธิสัตว์แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา พระนางมิได้เอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียว ยามนี้สิ่งที่ต้องทำคือตัดหางปล่อยวัดเพื่อมิให้เชื้อเพลิงแห่งความกบฏลามมาเผาผลาญตำหนักคุนหนิง เซี่ยหยวนและเหล่าขุนนางฝ่ายองค์ชายสามต่างพากันคุกเข่าหมอบราบไปกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อโทษทัณฑ์สมรู้ร่วมคิด "ราชโองการ!" ฮ่องเต้ทรงประกาศก้องด้วยสุรเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น "สั่งถอดจ้าวเจ๋อเหยียนออกจากฐานันดรศักดิ์องค์ชาย ริบทรัพย์สินและที่ดินทั้งหมดเข้าสู่ท้องพระคลัง ส่งตัวไปคุมขังไว้ในคุกหลวงชั้นในสุดของศาลต้าหลี่ รอการไต่สวนโทษประหารข้อหากบฏ!" "ส่วนพรรคพวกในค่ายทหารลับ ให้กองทัพพยัคฆ์ทมิฬยกพลลงใต้ไปกวาดล้างให้สิ้นซาก!" "น้อมรับพระบัญชา!" เซียวจิ้งหลานประสานมือรับคำสั่งอย่างหนักแน่น ทหารองครักษ์กรูกันเข้ามากระชากร่างของจ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นจากพื้น ถอดมงกุฎหยกและสายรัดเอวดิ้นทองออกอย่างไม่ไว้หน้า อดีตองค์ชายสามผู้เคยหยิ่งยโสร้องโหยหวนดิ้นรน ขาทั้งสองข้างลากครูดไปกับพื้นฝุ่นยามทหารลากตัวออกไปจากลานประลอง สายตาเคียดแค้นคู่นั้นยังคงจ้องเขม็งมาที่เซี่ยอวิ๋นซีไม่วางตา เซี่ยอวิ๋นซียืนมองภาพนั้นนิ่ง ลมหนาวพัดชายเสื้อสีขาวเงินสะบัดพลิ้ว ความแค้นที่สุมแน่นในอกตั้งแต่อดีตชาติเริ่มได้รับการชำระสะสางไปอีกหนึ่งเป้าหมาย สุราพิษและคุกตำหนักเย็นที่เขาเคยเผชิญ บัดนี้จ้าวเจ๋อเหยียนกำลังจะได้ลิ้มรสชาติของมันด้วยตนเอง เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำตัวหนาถูกวางทาบลงบนไหล่บางอย่างอ่อนโยน เซียวจิ้งหลานยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เอื้อมมือมาผูกเชือกเสื้อคลุมให้คนรักอย่างประณีต แผ่รังสีอบอุ่นโอบล้อมกายบางเอาไว้ ขับไล่ความเหน็บหนาวของลมแดนเหนือไปจนหมดสิ้น "เหนื่อยมามากแล้ว กลับจวนกันเถิด" เซียวจิ้งหลานกระซิบข้างหู เซี่ยอวิ๋นซีเงยหน้าขึ้นสบสายตากับแม่ทัพหน้าดุ ประกายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองเขาด้วยความหวงแหนและภาคภูมิใจ มือเรียวยกขึ้นแตะทับหลังมือหนาของชินอ๋อง บีบกระชับแน่นอย่างลึกซึ้ง "พ่ะย่ะค่ะ... กลับจวนของเรากัน" ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและเกรงขามของขุนนางทั้งราชสำนัก เซียวจิ้งหลานกุมมือเซี่ยอวิ๋นซีไว้แน่น นำพาร่างโปร่งก้าวเดินเคียงข้างกันออกจากลานประลองอย่างสง่างาม ดุจพญาพยัคฆ์ที่กำลังปกป้องยอดดวงใจของตนเองตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา
ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข
ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ
บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า
บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดกิ่งหลิวริมสระน้ำหลวง นำพาความเย็นฉ่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนผืนแผ่นดิน แสงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ดวงจันทร์วันเพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าสีครามเข้ม สาดประกายแสงสีเงินนวลตาลงกระทบกระเบื้องเคลือบหลังคาตำหนักเฉียนชิง เสียงประทัดเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังก้องแว่วมาจากนอกแนวกำแพงวังหลวง บ่งบอกถึงความคึกคักของราษฎรในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายภายในห้องแต่งพระองค์ชั้นในของตำหนักหลวง ม่านแพรไหมสีทึบปิดกั้นสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิดฉลองพระองค์คลุมมังกรทองเก้าเล็บและชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการผ้าไหมหนาหนัก แขวนสงบนิ่งอยู่บนราวไม้ชิงชันจ้าวอวิ๋นซียืนอยู่หน้าคันฉ่องสำริดบานใหญ่ สวมชุดผ้าไหมยาวสีฟ้าครามเรียบง่าย ไร้ลวดลายดิ้นทอง ไร้ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ชายเสื้อปล่อยทิ้งตัวสบายตา สายรัดเอวผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มขับเน้นช่วงเอวบางให้ดูโปร่งเพรียว เรือนผมดำขลับมัดรวบขึ้นครึ่งศีรษะ รัดเกล้าด้วยปิ่นไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดปราศจากเครื่องประทินโฉม อาบแสงเทียนสลัวทอประกายสดใสดั่งคุณชายสูงศักดิ์ตระกูลบัณฑิตเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง
บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษรแสงสุริยันยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สักทองฉลุลายกิ่งไผ่ ทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นลงบนโต๊ะทรงพระอักษรไม้ชิงชันตัวใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของหมึกจีนโบราณเคล้าคลอกลิ่นควันกำยานไม้กฤษณาที่ลอยกรุ่นจากกระถางทองเหลือง เสียงพลิกหน้ากระดาษสาดังก้องเป็นจังหวะเนิบช้าท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทรงพระอักษรใหญ่ตำหนักเฉียนชิงกองฎีกาผ้าไหมสีเหลืองและเล่มพับกระดาษข่อยของเหล่าเสนาบดี เรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบสามกองสูงจ้าวอวิ๋นซีนั่งเหยียดกายตรงบนเก้าอี้มังกรบุเบาะนวมหนานุ่ม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวมังกรหงส์ ใบหน้าหวานหมดจดแผ่รังสีสงบนิ่งจริงจัง พระเนตรหงส์จับจ้องมองรายงานการขุดลอกคูคลองและการจัดสรรงบประมาณของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์มือเรียวกุมพู่กันขนกระต่ายด้ามหยก จุ่มหมึกชาดสีแดงสด บรรจงเขียนลายพระหัตถ์ตอบรับข้อเสนอทีละฉบับเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม กล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือเรียวเริ่มตึงแน่น จ้าวอวิ๋นซีวางพู่กันลงบนที่วางหยก ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึง







