Masukถนนที่รถลีมูซีนคันหรูวิ่งเป็นถนนที่วางผังเมืองเหนือจรดใต้ มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายขนาบข้างไปตลอดทาง ธงราชวังที่ติดอยู่ตรงมุมฝากระโปรงรถทั้งสองข้างเปิดทางให้ถนนโล่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขตราชวังเป็นเขตหน่วยงานราชการ อลิชาประทับใจจัตุรัสใหญ่กลางเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต อาคารบ้านเรือนทันสมัย ตึกสูงสร้างใหม่หลายแห่งกำลังจะเปิดตัวให้คนต่างชาติเข้ามาเช่าเปิดธุรกิจ แตกต่างจากเขตย่านเมืองเก่าที่ยังคงคงรูปแบบศิลปะเปอร์เซียและไม่เป็นระเบียบเท่าไรนัก
ไม่นานนักรถคันหรูก็พาแม่ค้าตัวน้อยมาถึงที่หมาย ป้ายสวยงามด้านหน้าเขียนว่าอะไรเธอไม่แน่ใจเพราะอ่านทับศัพท์ไม่คล่อง แต่ที่แน่ๆ คือมีทหารเฝ้าป้อมตามจุดตามแนวกำแพงสูงใหญ่ ทหารรักษาการสวมชุดเกราะกันกระสุนและหมวกเบเร่ต์สีแดง กางเกงยัดในรองเท้าบู๊ต ไว้หนวดเคราครึ้มและมีอาวุธประจำกาย เมื่อขับรถผ่านประตูสามชั้นเข้าไป อลิชาก็พบว่าวังหินอ่อนที่เคยอ่านจากนิทานอาหรับราตรีมีอยู่จริง
ประตูรถเปิดออก ปลายเท้าของเธอเหยียบลงบนพรมขนแกะหนานุ่ม ถักทอลวดลายเปอร์เซีย ปูเป็นทางทอดยาวสู่ตัวตำหนัก
ที่นี่เป็นวังของเจ้าชายชารีฟ อัล มีดีส
ตำหนักหินอ่อน จุดเด่นคือตัวตำหนักสีขาวสวยงาม ตำหนักแห่งนี้โอ่อ่าสวยงามและหรูหราฟู่ฟ่า ภายนอกเป็นตึกสูงสามชั้นหลังใหญ่โตดูเรียบง่าย มีหอสูงจั่วแหลมที่เสียดยอดขึ้นเหนือหมู่อาคาร สิ่งนี้คือหอดักลม หรือ Wind Tower ทำหน้าที่เปรียบเสมือนแอร์ธรรมชาติ ถือเป็นความฉลาดหลักแหลมของวิศวกรสมัยโบราณที่รู้จักระบบหมุนเวียนอากาศ ทำให้ทุกห้องหับมีลมเย็นสบายๆ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้า
เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจึงพบห้องโถงใหญ่ ตกแต่งสวยงามด้วยไม้สนและไม้ซีดาร์ เพดานสูงปลอดโปร่ง รอบๆ ห้องโถงมีห้องรับรองแยกย่อยออกไปหลายห้อง แต่ปิดไว้เพื่อความปลอดภัย อลิชาเดินไปตามพรมลวดลายสวยงาม และมีโอกาสได้ชมบัลลังก์ซึ่งตกแต่งด้วยทองคำและอัญมณีหลากชนิดลวดลายวิจิตรโดดเด่น ลักษณะเป็นแท่นใหญ่จนดูเหมือนเตียง มีขั้นบันไดสามขั้นทำจากทองคำลวดลายหัตถ์แห่งฟาติมาซึ่งในอดีตผู้ปกครองมีดีสเคยใช้ออกว่าราชการจริงๆ แต่ปัจจุบันย้ายออกไปยังอาคารทันสมัยแล้ว ที่นี่จึงใช้เป็นที่รับรองแขกผู้มาเยือน ส่วนที่ประทับจริงๆ จะอยู่ลึกเข้าไปชั้นในอีกหนึ่งถึงสองประตู แบ่งเป็นประตูสตรีและประตูบุรุษ ชายหญิงเข้าออกแยกกันคนละประตู อยู่กันคนละอาคาร แม้จะไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าอยู่ แต่อลิชารู้ว่ามีสายตาจับจ้องจากที่ไหนสักแห่ง
อีกด้านหนึ่งของห้องโถง ชารีฟ อัล มีดีส ยืนประสานมือไพล่หลังด้วยท่วงท่าสบายๆ เขากำลังเดินผ่านที่นี่ไปที่ไหนสักแห่ง และกำลังจะต้องไปพบอุลามะอ์[1]ตามนัดหมาย แต่ทุกสิ่งปลิวหายไปเมื่ออลิชาก้าวเข้ามาในวังของเขา
ตอนที่ประตูเปิดออก สายลมอ่อนๆ ก็พร่างพรูเข้ามาพร้อมกับร่างบอบบางของเธอ เธอดูสดใสเปล่งประกายเพราะแสงแดดอ่อนๆ อาบไล้ผิวขาวผ่อง งามจนเขาไม่อาจละสายตา
ดวงตาเจ้าเอ๋ย เขาไม่เคยเห็นใครต้องตาต้องใจเท่าเธอคนนี้เลย ชายผู้สูงศักดิ์หยุดมองนานจนบรรดาผู้ติดตามพากันแปลกใจ
“ผู้หญิงต่างชาติคนนั้นเป็นใคร”
[1] ผู้คิดหลักการศาสนาอิสลาม
“ยิ้มอะไรเหรอเมียจ๋า”“ก็อยากจะยิ้ม ยิ้มไม่ได้เหรอเพคะ”“ตอบกวนแบบนี้เดี๋ยวมีเรื่อง” ชารีฟค่อยๆ ลุกจากเตียงของสองแฝด เดินตรงเข้ามาหาราวกับพญาสิงโต ริมฝีปากของเขาประทับลงบนริมฝีปากแดงระเรื่อ สอดลิ้นเข้ามาในอุ้งปากน้อยๆ แล้วบรรจงจูบแลกลิ้นออดอ้อน“ลูกหลับแล้ว ไปดูดาวกันเถอะ”“ตอนนี้เหรอคะ”“ฉันอยากจะสร้างลูกอีกสักคน คราวนี้จะให้ made in desert แบบแท้ๆ”“บ้า”“แล้วไปไหม” เขาถามเย้า อลิชาจึงยิ้มแกมขำออกมา“ไปสิ ไม่เห็นต้องถาม” ท้องฟ้ายามเที่ยงคืนมืดมิดเหมือนผืนกำมะหยี่ที่ระยิบระยับด้วยดวงดารา ด้วยเขตพื้นที่ตรงจุดนี้ยังคงบริสุทธิ์ปราศจากมลภาวะใดๆ ทำให้มองเห็นดวงดาวมากมายและสุกใสราวกับแสงโคม งามดั่งสวรรค์ประทาน เธอและเขาเดินเท้าเปล่าเปลือยสัมผัสเม็ดทราย ในมือมีกิ่งไม้แห้งๆ เดินลากพื้นทรายเป็นทางยาว ปล่อยให้กระแสลมอ่อนโยนและดวงดาวนับหมื่นนับพันบนฟากฟ้าโอบกอดกันไว้ แม้ว่าลมจะพัดจนไหล่เล็กๆ หนาวสั่น แต่ว่าทั้งสองก็หลงรักห้วงเวลาอั
อลิชาชอบฟาร์มแห่งนี้มาก เธอจะจูงมือลูกเดินเล่นไปรอบๆ ลัดเลาะไปตามใต้ร่มเงาไม้ของต้นอินทผาลัม ผ่านดงต้นส้มและต้นมะนาวควินซ์ซึ่งเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ผลคล้ายลูกแพร์รสชาติเปรี้ยวๆ เมื่อเดินไปใต้ร่มต้นมะกอกฝรั่งตรงไปสู่สระใหญ่ เป็ดและห่านจะร้องเซ็งแซ่ ซ้ายมือเป็นกรงนกยูงขนาดใหญ่มหึมา พวกมันกำลังรำแพนสวยงาม ส่วนขวามือเป็นเรือนกระจกปลูกผักสดๆ อาโปชอบต้นพีชที่พ่อปลูกไว้ริมตำหนัก ส่วนวาโยเฉยๆ เพราะตื่นเต้นกับฝูงแกะและแพะของพ่อมากกว่า“เสด็จพ่อจ๋า เสด็จพ่อจ๋าดูนั่น” วาโยชี้ไปที่นกนักล่าซึ่งบินร่อนแล้วก็โฉบวูบลงมา กางกรงเล็บตะปบกระต่ายป่าไปเป็นอาหาร ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วแต่วาโยก็ปรบมือชอบใจ“ถ้าเข้าไปในเขตทะเลทรายลึกๆ จะเห็นเสือดาว หมาจิ้งจอก หมาป่าด้วยนะ”“วาโยอยากไปพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่กลัวเหรอลูก”“ไม่กลัว วาโยแข็งแรง”“งั้นพ่อจะพาไป” ชารีฟอุ้มลูกชายให้นั่งบนหลังม้า ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นตามไปอย่างองอาจ เขาสอนให้ลูกรู้จักรากเหง้าของตนเอง บอกให้รู้ว่าสายเลือดของเขาถือกำเนิดจากทะเล
บทส่งท้าย ครอบครัวแสนสุข อาโปกับวาโยวีดีโอคอลกลับไปหาตากับยายทุกวัน และสัญญากันว่าเดือนหน้าตากับยายจะมาหา อลิชาจึงตั้งใจว่าจะให้เตี่ยกับแม่ปิดร้านมาพักผ่อนที่มีดีสสักเดือนสองเดือนแล้วค่อยขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับไปส่งที่เมืองไทย ไม่นานนักสองตายายก็ได้รับข่าวดีว่าอลิชากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ชารีฟดีใจจนไปเหมาซื้อหุ้นบริษัทผ้าอ้อมเด็กและจะรอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่โดยรอใช้รูปของลูกแปะบนหีบห่อ เห่อหนักกว่าเตี่ยเธอเสียอีกพ่อคุณเอ๊ย“อาโปกำลังจะได้เป็นพี่ใหญ่แล้วนะ ส่วนวาโยกำลังจะได้เป็นพี่ชาย”“น้องของหนูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพคะ” อาโปอยากได้น้องสาว แต่วาโยอยากได้น้องชาย“ยังไม่รู้ชัดหรอกจ๊ะ ต้องรออีกสักสี่เดือนถึงจะบอกได้นะ” อลิชาอุบไว้เพราะความจริงแล้วเธอฝันถึงเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ร้องเรียกเธอว่าแม่จ๋าๆ หนูมาขอเป็นลูกแม่ หน้าตาเหมือนชารีฟเปี๊ยบ! แถมพอมาอยู่ที่มีดีสก็แพ้ท้องอยากกินขนมสายไหมอยุธยาอีก เธอพยายามไม่บอกใครเพราะไม่อยากให
“ทำไมปากนายแดงจัง”“กระหม่อมเพิ่งจูบเมียพ่ะย่ะค่ะ”โอเค ชัดเจน... ชีคฟาริสพยักหน้าและทำท่าจะเอาบ้าง แต่มุกระวีถลึงตาใส่เสียก่อน เขาจึงหัวเราะร้ายๆ ในลำคอแล้วผายมือไปที่เพชรพลอยที่วางโชว์ในตู้นิรภัย “อยากได้อะไรก็เลือกเลย ฉันซื้อให้” “ไม่เอา ไม่ต้องมาทำตัวป๋าแถวนี้ หม่อมฉันอยากจะได้อะไรก็จะซื้อเอง” มุกระวีเชิดหน้าใส่และทำท่าจะเดินออกท่าเดียว อลิชารู้ว่าชีคฟาริสโคตรจะใจป้ำ จ่ายเงินซื้อของรัวเป็นปืนกล เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้ลูกค้าชั้นเยี่ยมหลุดลอยหรอกจ้า “หม่อมฉันเพิ่งได้แหวนแอเมทีสต์สีม่วงรูปหัวใจมาใหม่นะเพคะท่านฟาริส ลองดูหน่อยว่าคุณมุกระวีชอบไหม” แอเมทีสต์สีม่วงเจียระไนสดสวย มีทั้งแหวน ต่างหู สร้อย กำไล ราคาก็แตกต่างกันออกไปตามเกรดพลอย ถ้าสีม่วงเข้มจัดๆ จะมีราคาแพง หากสีม่วงอ่อนๆ หรือเกือบใสก็จะราคาลดหลั่นกันไป เธอหยิบแหวนแอเมทีสต์สีม่วงเข้มออกจากตู้ ชีคฟาริสไม่พูดอะไรมาก คว้าแหวนวงนั้นมาลองสวมนิ้วให้มุกระวี เห็นว่าพลอยสีม่วงขับผิวขาวผ่องสวยดี พระองค์
“ชารีฟไม่อยู่หรอกหรือ”“ไปส่งแฝดที่โรงเรียนเพคะ เดี๋ยวสักพักก็คงจะมา แหม หม่อมฉันไม่นึกไม่ฝันเลยนะเพคะว่าพระองค์จะปิ๊งสาวต่างชาติ”“เธอพูดเหมือนชารีฟเป๊ะเลยนะ แต่หมอนั่นด่ากระทบฉันซะแสบๆ คันๆ” ชีคฟาริสหัวเราะและแนะนำหญิงสาวที่พามาด้วยให้อลิชารู้จัก“มุกระวี เธอคนนี้ชื่ออลิชา เป็นน้องสะใภ้ของฉันเอง ตอนนี้ลูกสองแล้ว เธอมีศักดิ์เป็นพระชายาแห่งเฟซซาน... อลิชา นี่มุกระวี เป็นสาวไทยเหมือนกับเธอ”มุกระวียิ้มออกมาพร้อมยกมือไหว้ อลิชายกมือรับไหว้และทักทายมุกระวีด้วยความยินดี ต่างคนต่างรู้สึกเหมือนได้เจอคนรู้จักในต่างแดน อลิชายังอดชมไม่ได้ว่ามุกระวียิ้มแล้วสวยบาดใจจริงๆ เธอสง่างามในขณะเดียวกันก็แสนหวาน แต่อย่าคิดว่ามุกระวีจะเป็นหญิงสาวอ่อนแอเด็ดขาดเชียว อลิชายิ้มน้อยยิ้มใหญ่และกล่าวทักทายออกไป“ต้องทำใจหน่อยนะคะ”“เอ่อ...” ตอนแรกมุกระวีก็ไม่เข้าใจ พอเข้าใจขึ้นมาก็หัวเราะคิก เพราะอลิชาหมายความถึงชายผู้ทรงอำนาจที่จับมือเธอไม่ปล่อย มุกระวีจึงยิ่งนึกชอบอลิชามากขึ้นไปอีก&
“หม่อมฉันขอโทษที่หนีไปนะเพคะ ไม่โกรธนะคนดี ก็ตอนนั้นหมวยสับสนชีวิตอ่า...” อลิชาพยายามทำเสียงง้องแง้ง แต่คนตัวใหญ่ไม่ง้องไม่แง้งด้วยสักนิด“ฉันมานั่งคิดนอนคิดดูแล้ว ขืนปล่อยให้เธออยู่แต่ในวังเลี้ยงลูก เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่านจนต้องวุ่นวายตามจับกลับมาอีก ฉันมีงานต้องดูแลการขุดเจาะน้ำมันที่เฟซซานอยู่แล้ว ฉันก็เลยคิดว่าจะฝากงานบางอย่างให้เธอทำ”“งานอะไรหรือเพคะ หม่อมฉันเคยแต่ค้าขายเพชรพลอย อาจจะทำอย่างอื่นไม่เก่งพอ”“ฉันก็เองก็ไม่เก่ง รับดูแลงานนี้มาหลายปี ขาดทุนทุกปีแถมลูกค้าก็ไม่มี เลยคิดว่างานนี้เหมาะกับเธอมากกว่า”“พูดขนาดนี้ หม่อมฉันอยากรู้แล้วสิว่างานอะไร”“นี่ไง” เขาหยุดที่อยู่ร้านจิลเวลรีใหญ่ซึ่งตกแต่งหรูหราสวยงาม ตั้งอยู่บนทำเลดีเยี่ยม ก่อนจะชี้นิ้วขึ้นไปที่ป้ายร้าน อลิชาจึงแหงนหน้าตาม ป้ายชื่อร้านเขียนว่า ‘ALISHA’ “ชารีฟ...” “เธออยากทำไหม
“พี่สิงห์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ลิชายังถามถึงพี่อยู่เลย”อลิชาเอ่ยเสียงหวานเจี๊ยบเมื่อชายตัวใหญ่วัยกลางคนเปิดประตูร้านเข้ามา ดูลักษณะผิวดำกร้านและชุดที่สวมใส่แล้วไม่น่าจะมีเงินทองเข้าร้านอัญมณี แต่อลิชารีบต้อนรับเพราะคนผู้นี้เป็นนายหน้าเดินพลอย เตี่ยสอนว่าถ้ารู้จักผูกมิตรไว้ดีๆ ถ้าโอกาสหน้าเขามีขอ
บทที่ 1 อดีตของอลิชาสี่ปีก่อนหน้านั้น...ถ้ามีคนถามว่าสาวน้อยหน้าใสอย่างเธอเรียนจบแล้วจะทำอาชีพอะไร อลิชาก็จะตอบว่าจะเป็นแม่ค้า ซื้อมาขายไป คนที่ถามก็จะพิจารณาสาวสวยในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้วคิดไปเองว่าแม่ค้าผิวขาวจั๊วะน่าเจี
“มีข่าวลือว่าเมื่อหลายปีก่อน มีสาวสวยคนหนึ่งก่อเรื่องขโมยแหวนเพชรในวังของพระองค์ ตอนนั้นตามจับกันให้วุ่นแต่นางโจรก็หนีรอดไปได้ คาดเดากันว่าเป็นสาวไทย”“อะไรนะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่เป็นข่าว”“เรื่องนี้จะกระทบความสัมพันธ์หลายประเทศ และทางมีดีสไม่ต้องกา
สวัสดีค่ะ วันนี้พบกับนิยายของไอศิกา เรื่อง ‘หวานใจเจ้าทะเลทราย’ เขียนร่วมกับนักเขียนยอดฝีมืออีกท่านหนึ่งนั่นคือคุณนศามณี ชื่อ ‘ระอุรักเจ้าทะเลทราย’ ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นนิยายที่อยู่ในซีรีย์ชุด ‘ดวงใจเจ้าทะเลทราย’ นะคะ นางเอกของเรื่องหวานใจเจ้าทะเลทรายเป็นสาวหมวย คุณหนูลูกสาวร้านขายเพชรพลอย







