LOGIN“พี่สิงห์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ลิชายังถามถึงพี่อยู่เลย”
อลิชาเอ่ยเสียงหวานเจี๊ยบเมื่อชายตัวใหญ่วัยกลางคนเปิดประตูร้านเข้ามา ดูลักษณะผิวดำกร้านและชุดที่สวมใส่แล้วไม่น่าจะมีเงินทองเข้าร้านอัญมณี แต่อลิชารีบต้อนรับเพราะคนผู้นี้เป็นนายหน้าเดินพลอย เตี่ยสอนว่าถ้ารู้จักผูกมิตรไว้ดีๆ ถ้าโอกาสหน้าเขามีของดีก็จะนำมาเสนอขายให้เราก่อน
“สวัสดีครับคุณหนูหมวย ผมมีทับทิมสวยๆ มาปล่อยขาย”
“หมวยรอพี่ทุกวันเลยค่ะ”
คนเดินพลอยยิ้มแย้มขณะนั่งลงฝั่งตรงข้าม จงใจเลือกมาเวลาที่เถ้าแก่ไม่อยู่เพราะคิดว่าคุณหนูหน้าตาจิ้มลิ้มจะตามชั้นเชิงของคนเดินพลอยไม่ทัน เขาสวมเสื้อตัวใหญ่โคร่ง มีกระเป๋าซอกเล็กซอกน้อยซ่อนอยู่ ทั้งกระเป๋ากางเกงข้างหน้าข้างหลัง ขอบกางเกงก็ยังมีช่องซิป เขาบรรจงล้วงห่อของมีค่าออกมาซึ่งเป็นทับทิมดิบคละขนาด นายสิงห์จะร่ายราคาว่ากะรัตละเท่าไรแล้วรอเถ้าแก่น้อยพิจารณา
อลิชาคัดทีละห่อ ห่อไหนไม่สนใจก็ส่งคืนเจ้าของไป แต่ถ้าสนใจก็จะใช้ปากคีบและแว่นขยาย ส่องดูน้ำดูไฟ ดูรูปทรงและตำหนิริ้วรอยของพลอยทีละเม็ดอย่างใจเย็นพร้อมต่อราคา เตี่ยเพิ่งกลับเข้าร้านมาก็ไม่รบกวน ปล่อยให้ลูกสาวเป็นคนต่อรองตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนแม่ของอลิชาแอบดูอยู่ห่างๆ ด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไปช่วยลูกต่อราคาดีไหมคะเฮีย”
“ไปทำไม เห็นรอยเขี้ยวลากพื้นนั่นไหมละ นั่นแหละแม่ค้าเขี้ยวลากดินของจริง ดูฝีมืออาหมวยมันไปเถอะ”
เสี่ยจิวชงชาดื่มอย่างสบายใจ ในขณะที่อลิชาเริ่มเจรจาซื้อขายทีละห่อ ในใจเธอเล็งทับทิมเม็ดใหญ่เนื้องามไว้แล้ว แต่ทำเป็นเฉยๆ ว่าไม่อยากได้
“ช่วงนี้ค้าขายเงียบๆ อะไรๆ ก็ไม่ดี ลูกค้าหายหมด หมวยให้ราคาเท่านี้นะคะพี่”
“ทับทิมเกรดนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะครับคุณหนู ขอกำไรให้ผมหน่อยนะครับ ทับทิมเม็ดนี้สิบกะรัต เจ้าของบอกขายกะรัตละหกหมื่นห้า ถือว่าไม่แพงเลยครับ”
นายสิงห์บอก แต่ความจริงเขารับราคามาแค่สี่หมื่นห้า อลิชายิ้มหวานพลางหรี่ดวงตาคมเฉี่ยวที่ดูรู้ทันทีว่าฉลาดเป็นกรด
“แพงเกินไปนะคะ... หมวยให้ได้แค่สี่หมื่นแปดขาดตัวค่ะ”
เธอรู้ว่าคนเดินพลอยรับของมาจากเจ้าของมาปล่อยขาย เขาย่อมบวกเงินไว้กินส่วนต่าง และยังได้รับส่วนแบ่ง 1-2% จากเจ้าของพลอยด้วย อลิชาจึงกล้าต่อราคา นายสิงห์จึงขอตัวไปโทรศัพท์เจรจากับเจ้าของทับทิมที่นอกร้าน ได้ความกลับมาเจรจาว่าถ้าไม่ได้กะรัตละสี่หมื่นห้าก็ไม่ขาย นายสิงห์อยากกินส่วนตัวเลยบอกราคาให้อลิชาไปว่า
“เจ้าของพลอยบอกขายที่หกหมื่นครับ”
“ราคานี้ขอผ่านนะคะ”
อลิชาบอกปฏิเสธ ถ้าเปลี่ยนใจจะขายเธอก็ยินดีรับซื้อ นายสิงห์อยากได้ราคาสูงกว่านี้จึงต้องหอบทับทิมเม็ดนั้นไปเสนอขายร้านอื่น แต่อลิชาโทรศัพท์ไปแจ้งทุกร้านแล้ว “พี่สิงห์กำลังเอาทับทิมสิบกะรัตไปบอกขาย เปิดที่กะรัตละหกหมื่นห้า พี่ช่วยบอกราคากะรัตละสี่หมื่นแปดให้หมวยด้วยนะคะ หมวยมีค่านายหน้าให้ 2% หรือถ้าพี่จะซื้อเก็บไว้เองก็ได้ค่ะ”
แค่นี้คนเดินพลอยก็จะเจอแต่ราคาสี่หมื่นแปดหรือต่ำกว่า แม้จะพยายามเดินขายเท่าไรก็ต่อราคาไม่ขึ้น มีแต่จะยิ่งโดนกดราคาไปเรื่อยๆ ถ้านายสิงห์อยากจะกินส่วนต่างก็ต้องลดความโลภลง ดังนั้นเขาจึงเจรจาไปมากับเจ้าของทับทิมได้ข้อยุติว่ายอมปล่อยขายที่สี่หมื่นสอง นายสิงห์เอามาบอกขายสี่หมื่นแปด เท่ากับได้ส่วนต่างกะรัตละหกพัน รับเช็คเงินสดไปขึ้นเงินยิ้มกริ่มกลับบ้าน
อลิชานั่งคัดพลอยส่งให้ช่างเจียรนัย ทับทิมเม็ดโตๆ แบบนี้หายากและขายต่อได้ราคางาม เผลอๆ อาจจะพุ่งไปที่กะรัตและแปดหมื่นด้วยซ้ำ แต่อลิชาถือคติว่าไม่ ‘ฟัน’ ลูกค้าแบบคอขาด เพชรพลอยทุกชิ้นต้องเป็นของแท้มีคุณภาพสมราคา เมื่อคิดจะค้าขายต้องซื่อสัตย์สุจริต จริงใจและให้ความมั่นใจ ลูกค้าไม่ว่าหน้าใหม่หน้าเก่าก็ล้วนติดแม่ค้าคนสวยจนกลายเป็นขาประจำทุกราย
“ทับทิมเม็ดนั้นมีลูกค้าจองไว้แล้วเหรอหมวย”
“ผู้การศักดิ์สั่งให้หาทับทิมขนาดสิบกะรัตขึ้นไปไว้ให้ค่ะเตี่ย หมวยจะบวกราคากะรัตละห้าพัน”
“ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี มีคนร้อนเงินปล่อยของออกขายเยอะ สต็อกของเราก็พลอยระบายออกได้ช้า หมวยก็ชะลอของเข้าใหม่หน่อยแล้วกัน”
“ผิดแล้วค่ะเตี่ย ช่วยเศรษฐกิจซบเซานี่แหละจะมีของดีๆ หายากๆ ปล่อยขายในราคาถูก ถ้าเรารอเศรษฐกิจดีๆ แล้วค่อยซื้อ ราคามันก็พุ่งไปไกลแล้วสิคะ”
“อาหมวย เตี่ยรู้ว่าลื้อกำลังไฟแรง แต่เชื่อเตี่ยเถอะ ลดการซื้อลงก่อน”
อลิชารับปาก แต่เอาเข้าจริงก็ซื้อเพลินมันมือไปหน่อย ร้านจิวเวลรีของครอบครัวก็เริ่มขาดเงินสด นั่นหมายความว่าเช็คที่สั่งจ่ายไปก่อนหน้านี้อาจจะเด้งดึ๋งๆ ถือเป็นความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา คราวนี้แหละที่เธอโดนเตี่ยด่าเช้าด่าเย็น ด่าไม่ซ้ำประโยค ด่าจนล้นออกมากองนอกหู ทะลักออกมาเป็นน้ำตาเนืองนอง ส่วนแม่ก็ด่าเตี่ยซ้ำอีกทอด โทษฐานไม่ช่วยคุมงานลูก ทั้งเตี่ยทั้งอลิชาจึงรีบช่วยกันควานหาลูกค้าเพื่อเสนอขาย แต่ก็ได้ไม่มากพอ
“โอย งานเข้า จะหาเงินสิบล้านจากไหนภายในสิ้นเดือน!”
“ยิ้มอะไรเหรอเมียจ๋า”“ก็อยากจะยิ้ม ยิ้มไม่ได้เหรอเพคะ”“ตอบกวนแบบนี้เดี๋ยวมีเรื่อง” ชารีฟค่อยๆ ลุกจากเตียงของสองแฝด เดินตรงเข้ามาหาราวกับพญาสิงโต ริมฝีปากของเขาประทับลงบนริมฝีปากแดงระเรื่อ สอดลิ้นเข้ามาในอุ้งปากน้อยๆ แล้วบรรจงจูบแลกลิ้นออดอ้อน“ลูกหลับแล้ว ไปดูดาวกันเถอะ”“ตอนนี้เหรอคะ”“ฉันอยากจะสร้างลูกอีกสักคน คราวนี้จะให้ made in desert แบบแท้ๆ”“บ้า”“แล้วไปไหม” เขาถามเย้า อลิชาจึงยิ้มแกมขำออกมา“ไปสิ ไม่เห็นต้องถาม” ท้องฟ้ายามเที่ยงคืนมืดมิดเหมือนผืนกำมะหยี่ที่ระยิบระยับด้วยดวงดารา ด้วยเขตพื้นที่ตรงจุดนี้ยังคงบริสุทธิ์ปราศจากมลภาวะใดๆ ทำให้มองเห็นดวงดาวมากมายและสุกใสราวกับแสงโคม งามดั่งสวรรค์ประทาน เธอและเขาเดินเท้าเปล่าเปลือยสัมผัสเม็ดทราย ในมือมีกิ่งไม้แห้งๆ เดินลากพื้นทรายเป็นทางยาว ปล่อยให้กระแสลมอ่อนโยนและดวงดาวนับหมื่นนับพันบนฟากฟ้าโอบกอดกันไว้ แม้ว่าลมจะพัดจนไหล่เล็กๆ หนาวสั่น แต่ว่าทั้งสองก็หลงรักห้วงเวลาอั
อลิชาชอบฟาร์มแห่งนี้มาก เธอจะจูงมือลูกเดินเล่นไปรอบๆ ลัดเลาะไปตามใต้ร่มเงาไม้ของต้นอินทผาลัม ผ่านดงต้นส้มและต้นมะนาวควินซ์ซึ่งเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ผลคล้ายลูกแพร์รสชาติเปรี้ยวๆ เมื่อเดินไปใต้ร่มต้นมะกอกฝรั่งตรงไปสู่สระใหญ่ เป็ดและห่านจะร้องเซ็งแซ่ ซ้ายมือเป็นกรงนกยูงขนาดใหญ่มหึมา พวกมันกำลังรำแพนสวยงาม ส่วนขวามือเป็นเรือนกระจกปลูกผักสดๆ อาโปชอบต้นพีชที่พ่อปลูกไว้ริมตำหนัก ส่วนวาโยเฉยๆ เพราะตื่นเต้นกับฝูงแกะและแพะของพ่อมากกว่า“เสด็จพ่อจ๋า เสด็จพ่อจ๋าดูนั่น” วาโยชี้ไปที่นกนักล่าซึ่งบินร่อนแล้วก็โฉบวูบลงมา กางกรงเล็บตะปบกระต่ายป่าไปเป็นอาหาร ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วแต่วาโยก็ปรบมือชอบใจ“ถ้าเข้าไปในเขตทะเลทรายลึกๆ จะเห็นเสือดาว หมาจิ้งจอก หมาป่าด้วยนะ”“วาโยอยากไปพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่กลัวเหรอลูก”“ไม่กลัว วาโยแข็งแรง”“งั้นพ่อจะพาไป” ชารีฟอุ้มลูกชายให้นั่งบนหลังม้า ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นตามไปอย่างองอาจ เขาสอนให้ลูกรู้จักรากเหง้าของตนเอง บอกให้รู้ว่าสายเลือดของเขาถือกำเนิดจากทะเล
บทส่งท้าย ครอบครัวแสนสุข อาโปกับวาโยวีดีโอคอลกลับไปหาตากับยายทุกวัน และสัญญากันว่าเดือนหน้าตากับยายจะมาหา อลิชาจึงตั้งใจว่าจะให้เตี่ยกับแม่ปิดร้านมาพักผ่อนที่มีดีสสักเดือนสองเดือนแล้วค่อยขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับไปส่งที่เมืองไทย ไม่นานนักสองตายายก็ได้รับข่าวดีว่าอลิชากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ชารีฟดีใจจนไปเหมาซื้อหุ้นบริษัทผ้าอ้อมเด็กและจะรอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่โดยรอใช้รูปของลูกแปะบนหีบห่อ เห่อหนักกว่าเตี่ยเธอเสียอีกพ่อคุณเอ๊ย“อาโปกำลังจะได้เป็นพี่ใหญ่แล้วนะ ส่วนวาโยกำลังจะได้เป็นพี่ชาย”“น้องของหนูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพคะ” อาโปอยากได้น้องสาว แต่วาโยอยากได้น้องชาย“ยังไม่รู้ชัดหรอกจ๊ะ ต้องรออีกสักสี่เดือนถึงจะบอกได้นะ” อลิชาอุบไว้เพราะความจริงแล้วเธอฝันถึงเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ร้องเรียกเธอว่าแม่จ๋าๆ หนูมาขอเป็นลูกแม่ หน้าตาเหมือนชารีฟเปี๊ยบ! แถมพอมาอยู่ที่มีดีสก็แพ้ท้องอยากกินขนมสายไหมอยุธยาอีก เธอพยายามไม่บอกใครเพราะไม่อยากให
“ทำไมปากนายแดงจัง”“กระหม่อมเพิ่งจูบเมียพ่ะย่ะค่ะ”โอเค ชัดเจน... ชีคฟาริสพยักหน้าและทำท่าจะเอาบ้าง แต่มุกระวีถลึงตาใส่เสียก่อน เขาจึงหัวเราะร้ายๆ ในลำคอแล้วผายมือไปที่เพชรพลอยที่วางโชว์ในตู้นิรภัย “อยากได้อะไรก็เลือกเลย ฉันซื้อให้” “ไม่เอา ไม่ต้องมาทำตัวป๋าแถวนี้ หม่อมฉันอยากจะได้อะไรก็จะซื้อเอง” มุกระวีเชิดหน้าใส่และทำท่าจะเดินออกท่าเดียว อลิชารู้ว่าชีคฟาริสโคตรจะใจป้ำ จ่ายเงินซื้อของรัวเป็นปืนกล เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้ลูกค้าชั้นเยี่ยมหลุดลอยหรอกจ้า “หม่อมฉันเพิ่งได้แหวนแอเมทีสต์สีม่วงรูปหัวใจมาใหม่นะเพคะท่านฟาริส ลองดูหน่อยว่าคุณมุกระวีชอบไหม” แอเมทีสต์สีม่วงเจียระไนสดสวย มีทั้งแหวน ต่างหู สร้อย กำไล ราคาก็แตกต่างกันออกไปตามเกรดพลอย ถ้าสีม่วงเข้มจัดๆ จะมีราคาแพง หากสีม่วงอ่อนๆ หรือเกือบใสก็จะราคาลดหลั่นกันไป เธอหยิบแหวนแอเมทีสต์สีม่วงเข้มออกจากตู้ ชีคฟาริสไม่พูดอะไรมาก คว้าแหวนวงนั้นมาลองสวมนิ้วให้มุกระวี เห็นว่าพลอยสีม่วงขับผิวขาวผ่องสวยดี พระองค์
“ชารีฟไม่อยู่หรอกหรือ”“ไปส่งแฝดที่โรงเรียนเพคะ เดี๋ยวสักพักก็คงจะมา แหม หม่อมฉันไม่นึกไม่ฝันเลยนะเพคะว่าพระองค์จะปิ๊งสาวต่างชาติ”“เธอพูดเหมือนชารีฟเป๊ะเลยนะ แต่หมอนั่นด่ากระทบฉันซะแสบๆ คันๆ” ชีคฟาริสหัวเราะและแนะนำหญิงสาวที่พามาด้วยให้อลิชารู้จัก“มุกระวี เธอคนนี้ชื่ออลิชา เป็นน้องสะใภ้ของฉันเอง ตอนนี้ลูกสองแล้ว เธอมีศักดิ์เป็นพระชายาแห่งเฟซซาน... อลิชา นี่มุกระวี เป็นสาวไทยเหมือนกับเธอ”มุกระวียิ้มออกมาพร้อมยกมือไหว้ อลิชายกมือรับไหว้และทักทายมุกระวีด้วยความยินดี ต่างคนต่างรู้สึกเหมือนได้เจอคนรู้จักในต่างแดน อลิชายังอดชมไม่ได้ว่ามุกระวียิ้มแล้วสวยบาดใจจริงๆ เธอสง่างามในขณะเดียวกันก็แสนหวาน แต่อย่าคิดว่ามุกระวีจะเป็นหญิงสาวอ่อนแอเด็ดขาดเชียว อลิชายิ้มน้อยยิ้มใหญ่และกล่าวทักทายออกไป“ต้องทำใจหน่อยนะคะ”“เอ่อ...” ตอนแรกมุกระวีก็ไม่เข้าใจ พอเข้าใจขึ้นมาก็หัวเราะคิก เพราะอลิชาหมายความถึงชายผู้ทรงอำนาจที่จับมือเธอไม่ปล่อย มุกระวีจึงยิ่งนึกชอบอลิชามากขึ้นไปอีก&
“หม่อมฉันขอโทษที่หนีไปนะเพคะ ไม่โกรธนะคนดี ก็ตอนนั้นหมวยสับสนชีวิตอ่า...” อลิชาพยายามทำเสียงง้องแง้ง แต่คนตัวใหญ่ไม่ง้องไม่แง้งด้วยสักนิด“ฉันมานั่งคิดนอนคิดดูแล้ว ขืนปล่อยให้เธออยู่แต่ในวังเลี้ยงลูก เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่านจนต้องวุ่นวายตามจับกลับมาอีก ฉันมีงานต้องดูแลการขุดเจาะน้ำมันที่เฟซซานอยู่แล้ว ฉันก็เลยคิดว่าจะฝากงานบางอย่างให้เธอทำ”“งานอะไรหรือเพคะ หม่อมฉันเคยแต่ค้าขายเพชรพลอย อาจจะทำอย่างอื่นไม่เก่งพอ”“ฉันก็เองก็ไม่เก่ง รับดูแลงานนี้มาหลายปี ขาดทุนทุกปีแถมลูกค้าก็ไม่มี เลยคิดว่างานนี้เหมาะกับเธอมากกว่า”“พูดขนาดนี้ หม่อมฉันอยากรู้แล้วสิว่างานอะไร”“นี่ไง” เขาหยุดที่อยู่ร้านจิลเวลรีใหญ่ซึ่งตกแต่งหรูหราสวยงาม ตั้งอยู่บนทำเลดีเยี่ยม ก่อนจะชี้นิ้วขึ้นไปที่ป้ายร้าน อลิชาจึงแหงนหน้าตาม ป้ายชื่อร้านเขียนว่า ‘ALISHA’ “ชารีฟ...” “เธออยากทำไหม
ช่วงเวลาที่ลูกๆ อายุครบสองขวบ วาโยกับอาโปกลายเป็นอสุรกายตัวน้อย งอแง ไม่รับฟังเหตุผล ชอบ ‘ซ่อม’ ข้าวของ ดื้อแบบฉบับเด็กสองขวบทั่วๆ ไป สองพี่น้องช่วยกันเอาสีเมจิกระบายสีตู้โชว์เพชร เอาเกลือมาเทที่พื้นแล้วราดน้ำลงไป ไม่ก็พังโทรทัศน์ไปสองเครื่อง ฉีกหนังสือนิทานเป็นชิ้นๆ แล้วพูดจ้อเป็นเจ้
“โดนซะบ้างก็ดี สมน้ำหน้า พูดจาดูถูกคนอื่นเก่งนัก” “เป็นเชื้อพระวงศ์มีดีสแท้ๆ แต่ใส่ของปลอม รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ฮิๆ สะใภ้ของดีนาร์เก่งจริงๆ” อลิชารับฟังแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ถึง
บทที่ 13 หนี ช่วงค่ำวันนั้นมีงานเลี้ยงอย่างไม่เป็นทางการกับบรรดาเชื้อพระวงศ์ เธอดูดีในชุดผ้าแคชเมียร์สีขาวบริสุทธิ์ทรงปริ๊นเซสไลน์ งามสง่าและขับเน้นให้เธอสวยสะพรั่งยิ่งขึ้น เรือนผมสีดำสนิทรวบหางม้าซ่อนไว
“เราสองคนหลงรักกันตั้งแต่แรกพบเลยเสด็จแม่” อลิชาฟังแล้วหันไปมองหน้า คนอาไร้เข้าข้างตัวเองสุดๆ รักแรกพบอะไรกัน เกลียดแรกพบมากกว่า“จริงหรือ มีคนรายงานแม่ว่าลูกเสียมารยาทต่ออลิชา กอดกันจนถูกมุตตาวาตี”“มีเ







