Home / รักโบราณ / หอบแฝดห้า ทำฟาร์มในโลกอสูร / บทที่ 3 : กระชากหน้ากากดอกบัวขาว

Share

บทที่ 3 : กระชากหน้ากากดอกบัวขาว

last update publish date: 2026-03-18 10:44:03

"ท่านพ่อ... โปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ"

เสียงหวานใสเจือสะอื้นดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียด เซียวรั่วเสวี่ย คุณหนูใหญ่สายเลือดอสรพิษหยกขาว ก้าวกรีดกรายออกมาจากเบื้องหลังผู้นำตระกูล ใบหน้างดงามดูบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาวอาบชุ่มด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวัง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่นางสวมใส่ดูขัดแย้งกับกลิ่นอายเย็นเยียบของสัตว์เลือดเย็นที่แผ่กระจายออกมาจากเกล็ดสีขาวจางๆ บริเวณลำคอ

"น้องรอง... เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นปานนี้ ท่านพ่อเมตตาเลี้ยงดูเจ้ามา แต่เจ้ากลับทำเรื่องผิดจารีตจนตั้งครรภ์ ซ้ำยังกำเริบเสิบสานข่มขู่ท่านพ่ออีกหรือ"

เซียวรั่วเสวี่ยแสร้งทอดถอนใจ นัยน์ตาเรียวเล็กทอประกายริษยาที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตให้ดูน่าสงสารราวกับปวดใจนักหนา "สตรีที่ทำให้วงศ์ตระกูลต้องแปดเปื้อนเช่นเจ้า... หากมิยอมรับผิด ก็สมควรถูกถอดถอนชื่อออกจากผังตระกูลเซียว เพื่อมิให้บรรพชนต้องมัวหมองนะน้องรอง!"

เซียวหนิงเยว่เพียงปลายตามองสตรีดอกบัวขาว ประสาทสัมผัสของอดีตมือสังหารสูดดมกลิ่นอายในห้วงอากาศ สัญชาตญาณนักล่าทำการคัดกรองกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นสาบของพยัคฆ์ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจับสัมผัสถึงกลิ่นหอมเฝื่อนบางเบาที่ลอยระเหยมาจากปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของอีกฝ่าย

"กลิ่นหญ้ากลืนสติผสมผงราคะกัดกระดูก..."

ริมฝีปากซีดเซียวเหยียดยิ้มเย็นชา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงประหนึ่งกำลังมองทะลุหน้ากากจอมปลอมอันเน่าเฟะ "ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม แต่กลิ่นสมุนไพรสลายปราณยังคงฝังลึกอยู่ในซอกเล็บของเจ้า ช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้สะอิดสะเอียนเสียจริง คุณหนูใหญ่"

ใบหน้าที่แสร้งโศกเศร้าของเซียวรั่วเสวี่ยพลันแข็งค้าง ม่านตาอสรพิษหดแคบลงอย่างฉับพลัน จังหวะการเต้นของหัวใจใต้ทรวงอกกระตุกผิดจังหวะจนแทบจะหยุดหายใจ

"จะ... เจ้ายกเรื่องอันใดมากล่าวหาข้ากัน!"

คุณหนูใหญ่เซียวรั่วเสวี่ยเซถอยหลังไปครึ่งก้าว นัยน์ตาที่เพิ่งเบิกกว้างด้วยความตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาร่วงเผาะอย่างรวดเร็ว นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตา แสร้งสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ

"น้องรอง... ชาถ้วยนั้นข้าตั้งใจต้มด้วยสมุนไพรบำรุงปราณเพื่อหวังให้เจ้าร่างกายแข็งแรงขึ้น เหตุใดเจ้าจึงนำความหวังดีของข้ามาบิดเบือนเป็นยาพิษเช่นนี้! หากเจ้าเคียดแค้นที่ข้าได้รับความเมตตาจากท่านพ่อมากกว่า ก็จงลงไม้ลงมือด่าทอข้าเถิด... แต่อย่าได้กุเรื่องมาสาดโคลนเหยียบย่ำจิตใจอันบริสุทธิ์ของข้าเลย!"

"สาดโคลนหรือ? จิตใจอันบริสุทธิ์งั้นหรือ?"

"รอยยิ้มจอมปลอมนั่น ซ่อนเขี้ยวพิษไว้กี่เล่มกันแน่"

เซียวหนิงเยว่ยังคงชำแหละความจริงอย่างเลือดเย็น "จัดฉากปรุงยาพิษ นำมาผสมในถ้วยชา หวังให้ข้าเตลิดเข้าป่าหมอกอสูรไปเป็นเหยื่อเดรัจฉาน แผนการตื้นเขินระดับนี้ นึกว่าข้าดูไม่ออกหรืออย่างไร!"

"หุบปากวาจาสามหาวของเจ้าเดี๋ยวนี้!"

เซียวเจิ้นหนานตวาดกร้าว คลื่นปราณพยัคฆ์ระเบิดออกกวาดทำลายเก้าอี้ไม้ที่เหลือจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผู้นำตระกูลพุ่งพรวดเข้ามาบดบังร่างของบุตรสาวคนโตไว้เบื้องหลัง เพื่อปกป้องภาพลักษณ์อันบริสุทธิ์ของนาง กรงเล็บหนาทึบงอกยาวหมายกระซวกคอหอยสตรีบนเตียงให้ดับดิ้น

"รั่วเสวี่ยคืออัจฉริยะผู้เบิกสายเลือดอสรพิษหยกขาว จิตใจนางบริสุทธิ์สูงส่ง! ส่วนเจ้ามันเป็นแค่เศษขยะที่ทำเรื่องบัดสีจนตั้งครรภ์มารหัวขน! หลักฐานไร้สาระอันใดกัน ข้าเห็นเพียงนังวิกลจริตที่พยายามสาดโคลนใส่พี่สาวเพื่อปัดความผิด!"

บิดาผู้ไร้หัวใจประกาศก้อง กฎแห่งผู้แข็งแกร่งฉายชัดในแววตาดุดัน "คนไร้ค่าเช่นเจ้า ต่อให้ตายร้อยครั้งก็เทียบไม่ได้กับชื่อเสียงของรั่วเสวี่ยเพียงครึ่งก้าว! ในเมื่อเจ้ากล้าใส่ร้ายอนาคตของตระกูลเซียว วันนี้ข้าในฐานะผู้นำตระกูล จะขอชำระล้างความอัปยศนี้ด้วยมือข้าเอง!"

ตรรกะหน้าไหว้หลังหลอกของเดรัจฉานเฒ่าทำเอามือสังหารสาวแค่นยิ้มหยัน... ปกป้องคนผิดเพียงเพราะมีประโยชน์ และพร้อมเหยียบย่ำสายเลือดตัวเองเพียงเพราะอ่อนแอ โลกที่ใช้เพียงกำลังตัดสินความถูกผิด ช่างเหมาะกับกติกาสังเวียนเลือดของนักฆ่าหมายเลขหนึ่งเสียจริง!

พริบตานั้นก้อนเลือดในหน้าท้องแบนราบเกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง ปราณดิบเถื่อนขุมหนึ่งแผ่ซ่านจากสายเลือดปริศนาในครรภ์ สัญชาตญาณเดรัจฉานของมันตอบสนองต่อรังสีฆ่าฟันที่พุ่งเป้ามายังมารดา ขุมพลังนั้นหิวโหย โกรธเกรี้ยว และกระหายที่จะฉีกกระดูกพยัคฆ์ตรงหน้ามาเคี้ยวกลืนเพื่อดับโทสะ

ทว่าเซียวหนิงเยว่รีบกดข่มสัญชาตญาณทำลายล้างนั้นไว้เบื้องลึก ส่งผ่านความรู้สึกปกป้องไปให้สายเลือดของตนอย่างนุ่มนวล

"เศษขยะงั้นหรือ..."

เซียวหนิงเยว่ไม่ถอยหนี ร่างบอบบางกลับโน้มตัวไปข้างหน้าท้าทายกรงเล็บแหลมคม การเคลื่อนไหวของนางว่องไวและไร้ร่องรอยดุจภูตผี เศษความทรงจำของร่างเดิมที่ทะลักเข้ามาเมื่อคืนนี้ ฉายชัดถึงภาพซากอสูรวิปริตที่ถูกลอบนำไปฝังกลบไว้บริเวณหุบเขาต้องห้ามหลังจวน...

เพียงเสี้ยวอึดใจ ริมฝีปากบางก็ขยับเข้าใกล้ใบหูของบิดา น้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเยือกเย็นดุจคมมีดน้ำแข็ง กระซิบถ้อยคำที่ได้ยินเพียงสองคน

"ศาสตร์ต้องห้ามที่หลังเขา... ซากอสูรวิปริตพวกนั้น ยังฝังกลบอยู่ใต้ดินดีหรือไม่"

กรงเล็บพยัคฆ์ที่กำลังจะพุ่งเจาะกะโหลกหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน

เซียวเจิ้นหนานเบิกตากว้างจนแทบถลน ม่านตาสีอำพันสั่นไหวอย่างรุนแรง ร่างกายสูงใหญ่ที่เคยแผ่รังสีอำมหิตกลับสั่นสะท้าน ขนทุกเส้นบนร่างตั้งชันด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังราวกับคนจับไข้

"จะ... เจ้าพล่ามเหลวไหลอันใดกัน"

ผู้นำตระกูลตวาดกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดผวา ทว่าน้ำเสียงที่เค้นลอดไรฟันกลับแหบพร่าและสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุม

ความลับ... ความลับสุดยอดเรื่องการหลอมอสูรวิปริตรั่วไหลออกไปได้อย่างไร ศาสตร์ต้องห้ามที่ถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังจวนคืออาญาแผ่นดินที่มีโทษถึงขั้นประหารล้างเก้าชั่วโคตร หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูเบื้องบน ตระกูลเซียวทั้งตระกูลย่อมถูกกองทัพผู้ฝึกตนระดับสูงบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก

นัยน์ตาของผู้นำตระกูลเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดผวา ยามจ้องมองบุตรสาวที่ตนตราหน้าว่าเป็นขยะ บัดนี้รอยยิ้มมุมปากของนางกลับดูคล้ายมัจจุราชที่กุมชะตากรรมของคนทั้งจวนไว้ในกำมือ รังสีความตายที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางนี้เหนือล้ำกว่าอสูรตนใดที่เขาเคยพานพบ

"ท่านพี่... เหตุใดจึงหยุดมือเล่าเจ้าคะ"

ไป๋อวี้หลานที่ลอบสั่นสะท้านจากบรรยากาศอันกดดัน ทว่าความอาฆาตชิงชังกลับมีมากกว่า นางจึงกรีดร้องเร่งเร้าไม่หยุด "มัวรออันใดอยู่ ลงมือสิเจ้าคะ นางทำเรื่องบัดสีปานนี้ ปล่อยไว้จวนเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด รีบกำจัดนังแพศยานี่เสียสิเจ้าคะ"

"หลีกทางซะ"

เซียวเจิ้นหนานกัดฟันกรอด น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ พยายามสะกดข่มอาการหวาดผวาอย่างสุดความสามารถ "ถอยออกไปให้หมด... ปล่อยนางไป"

"ท่านพ่อ..."

เซียวรั่วเสวี่ยทรุดตัวลงคุกเข่า หยาดน้ำตาร่วงหล่นอาบสองแก้มเนียนราวกับไข่มุกขาดสาย ใบหน้างดงามดูน่าทะนุถนอมและแหลกสลาย "น้องรองกุเรื่องป้ายสีข้า ซ้ำยังเหยียบย่ำเกียรติยศของท่านพ่อถึงเพียงนี้... เหตุใดท่านจึงยอมปล่อยนางไปง่ายๆ เล่าเจ้าคะ หรือท่านพ่อ... หลงเชื่อวาจาโป้ปดของนางไปแล้ว"

"ข้าสั่งให้หลีกทาง"

ผู้นำตระกูลตวาดกลับเสียงดังกึกก้อง พลังปราณที่ปะทุออกมากระแทกสองแม่ลูกอสรพิษจนล้มกลิ้งไปกองกับพื้นกระดาน "ใครกล้าขวางทางนาง... ข้าจะฉีกร่างมันเดี๋ยวนี้"

ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าขนลุก ทหารยามและบ่าวไพร่ต่างทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นงันงก

เซียวหนิงเยว่หมุนตัวเตรียมก้าวออกจากเรือน ทว่าจู่ๆ ฝีเท้าของนางกลับหยุดชะงัก นัยน์ตาเยือกเย็นปรายมองไปยังร่างของเซียวรั่วเสวี่ยที่ล้มกองอยู่บนพื้น ก่อนจะก้าวเข้าไปหาอย่างเชื่องช้าทว่าคุกคาม

"จะ... เจ้าจะทำอะไร ทะ... ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย" สตรีดอกบัวขาวกรีดร้องเสียงหลง ขยับตัวถอยหนีด้วยความหวาดผวา ทว่าผู้นำตระกูลกลับยืนนิ่งกำหมัดแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากห้าม

"ของเจ้างั้นหรือ"

เซียวหนิงเยว่แค่นยิ้มหยัน ปลายนิ้วลูบคลำอัญมณีสีเขียวมรกตอันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของมารดาแท้ๆ

เดิมทีวิญญาณนักฆ่าจากต่างมิติเช่นนางมิได้แยแสของนอกกาย ทว่าเสี้ยวความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมกลับร่ำร้องอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นสร้อยเส้นนี้ ประกอบกับทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสถูกผิวอัญมณี ก้อนเลือดปริศนาในหน้าท้องแบนราบก็เกิดการสั่นไหวเบาๆ มันแผ่กระแสความรู้สึก 'หิวโหยและตะกละตะกลาม' ออกมาอย่างชัดเจน

สัญชาตญาณมารดาผนวกกับการวิเคราะห์ของมือสังหาร ทำให้นางตระหนักได้ทันทีว่า ภายในมรกตเม็ดนี้ย่อมมีพลังงานมหาศาลซุกซ่อนอยู่... และมันจะเป็น 'แหล่งอาหาร' ชั้นยอดสำหรับการหล่อเลี้ยงสายเลือดอสูรในครรภ์ของนางอย่างแน่นอน

"นี่คือสินเดิมของมารดาข้า หน้าด้านปล้นชิงไปแล้วยังกล้าทึกทักว่าเป็นของตน... สันดานหัวขโมยฝังรากลึกเสียจริง"

ไป๋อวี้หลานเบิกตากว้าง อ้าปากเตรียมจะด่าทอ ทว่าสายตาอำมหิตของผู้นำตระกูลที่ตวัดมองมา บังคับให้นางต้องกลืนคำหยาบคายลงคอไปจนหมดสิ้น

"ของของข้า ข้าขอรับคืน" เซียวหนิงเยว่เก็บสร้อยมรกตใส่สาบเสื้ออย่างเยือกเย็น ก่อนจะปรายตามองเดรัจฉานเฒ่าที่ยืนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ

"ผู้นำตระกูล... หวังว่าท่านจะอบรมสุนัขในเรือนให้รู้จักแยกแยะของขโมยกับของตนเองให้ดีกว่านี้"

กล่าวจบ ร่างบอบบางก็สะบัดชายกระโปรงเปื้อนฝุ่น ก้าวออกจากเรือนซอมซ่ออย่างทระนง แผ่นหลังเหยียดตรงแผ่กลิ่นอายมัจจุราชกดดันจนบ่าวไพร่ต้องลนลานแหวกทางให้ ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะช้อนตาขึ้นสบตากับสตรีไร้ปราณผู้นี้

เบื้องหลังอิสรภาพที่เพิ่งช่วงชิงมาได้ คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวอย่างเงียบเชียบ

ทันทีที่ร่างบอบบางของสตรีไร้ปราณลับสายตา เซียวเจิ้นหนานทรุดกายหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ม่านตาสีอำพันวาวโรจน์ด้วยความอาฆาต มือหนายกขึ้นทำสัญลักษณ์ลับกลางอากาศ

พริบตานั้น เงาร่างชุดดำห้าสายทะยานลงมาจากขื่อหลังคาดุจภูตผี องครักษ์เงาเดนตายของตระกูลคุกเข่ารอรับคำสั่งอย่างเงียบเชียบ

ผู้นำตระกูลปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก นัยน์ตาสะท้อนประกายอำมหิต ก่อนจะเค้นเสียงสั่งการลอดไรฟัน

"ปล่อยให้นางออกนอกเมืองไปก่อน... ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเมือง จงสับร่างมันให้แหลก แล้วนำเศษซากไปโยนทิ้งในป่าหมอกอสูรเสีย"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หอบแฝดห้า ทำฟาร์มในโลกอสูร   บทที่ 5 : มิติโอสถสวรรค์

    กลิ่นคาวเลือดคาวคลุ้งและลมหายใจเหม็นเน่าของฝูงอสูรหมาป่าวิปริตมลายหายไปในพริบตาห้วงอากาศของป่าหมอกอสูรถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ เซียวหนิงเยว่ลืมตาขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นัยน์ตาสีดำขลับดุจนักล่ากวาดมองรอบทิศทางอย่างรวดเร็วนางไม่ได้ตกอยู่ในวงล้อมของคมเขี้ยวเดรัจฉานอีกต่อไป ทว่ากำลังยืนอยู่กลางผืนดินดำขลับอันเงียบสงบและกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด"ที่นี่ที่ใด..."อดีตมือสังหารตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ หยัดเท้าทั้งสองตั้งมั่นสัญชาตญาณระวังภัยเปิดรับทุกสรรพเสียง ทว่ามีเพียงความเงียบสงัดและเสียงน้ำไหลรินบางเบาเท่านั้น[ติ๊ง... ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดเข้าสู่ 'ระบบฟาร์มมิติโอสถสวรรค์']เสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดเซียวหนิงเยว่ก้มมองต้นตอของเสียง แสงสีมรกตสว่างวาบออกมาจากสร้อยคอที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ ร่างบอบบางล้วงหยิบอัญมณีสีเขียวขึ้นมาตรึงไว้เบื้องหน้า นัยน์ตาสีดำขลับหรี่ลงอย่างจับผิดในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม... ไม่มีข้อมูลของสิ่งประหลาดเช่นนี้อยู่เลยแม้แต่น้อย"ระบบฟาร์มมิติ... คือสิ่งใด" น้ำเสียงของอดีตมือสังหารเย็นเยียบ แฝงรัง

  • หอบแฝดห้า ทำฟาร์มในโลกอสูร   บทที่ 4 : การหลบลี้ที่เหนือความคาดหมาย

    ตลอดเส้นทางจากประตูเมืองจนถึงชายแดนรกร้าง เซียวหนิงเยว่รับรู้ได้ตลอดเวลาว่ามี 'หนูโสโครก' สะกดรอยตามมาไม่ห่าง ทว่าอดีตมือสังหารกลับแสร้งก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ล่อลวงพวกมันมาจนถึงสถานที่ที่เหมาะแก่การเป็นหลุมฝังศพของพวกมันที่สุดลมพัดกรรโชกแรง หอบเอากลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นซากศพเน่าเปื่อยลอยแตะจมูกทันทีที่เซียวหนิงเยว่เหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนป่าหมอกอสูร บรรยากาศรอบกายมืดสลัว แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบ"ช่างเป็นการเลือกหลุมฝังศพได้เหมาะสมกับขยะเช่นเจ้าเสียนี่กระไร"เสียงคำรามต่ำเหี้ยมเกรียมดังแทรกความเงียบงัน หูของสตรีไร้ปราณกระตุกรับกระแสเสียงที่ผิดจังหวะ กิ่งไม้ด้านบนลู่ลมเบาเกินไป สัญชาตญาณเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย ขนอ่อนหลังคอตั้งชันขึ้นในชั่วพริบตา"กลิ่นสาบสุนัขรับใช้ของเซียวเจิ้นหนานช่างเหม็นโฉ่จนข้าอยากจะอาเจียน"เซียวหนิงเยว่แค่นเสียงหยัน นัยน์ตาสีดำขลับตวัดมองความมืดมิดเบื้องบนอย่างเยือกเย็น ร่างบอบบางไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้จะถูกล้อมด้วยจิตสังหาร "พวกเจ้าซ่อนตัวได้อ่อนหัดสิ้นดี ปล่อยให้ข้าล่อมาจนถึงที่นี่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก""ปากดีนักนะนังแพศยา"ยอดฝีมือตระกูลพยัคฆ์ชุ

  • หอบแฝดห้า ทำฟาร์มในโลกอสูร   บทที่ 3 : กระชากหน้ากากดอกบัวขาว

    "ท่านพ่อ... โปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ"เสียงหวานใสเจือสะอื้นดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียด เซียวรั่วเสวี่ย คุณหนูใหญ่สายเลือดอสรพิษหยกขาว ก้าวกรีดกรายออกมาจากเบื้องหลังผู้นำตระกูล ใบหน้างดงามดูบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาวอาบชุ่มด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวัง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่นางสวมใส่ดูขัดแย้งกับกลิ่นอายเย็นเยียบของสัตว์เลือดเย็นที่แผ่กระจายออกมาจากเกล็ดสีขาวจางๆ บริเวณลำคอ"น้องรอง... เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นปานนี้ ท่านพ่อเมตตาเลี้ยงดูเจ้ามา แต่เจ้ากลับทำเรื่องผิดจารีตจนตั้งครรภ์ ซ้ำยังกำเริบเสิบสานข่มขู่ท่านพ่ออีกหรือ"เซียวรั่วเสวี่ยแสร้งทอดถอนใจ นัยน์ตาเรียวเล็กทอประกายริษยาที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตให้ดูน่าสงสารราวกับปวดใจนักหนา "สตรีที่ทำให้วงศ์ตระกูลต้องแปดเปื้อนเช่นเจ้า... หากมิยอมรับผิด ก็สมควรถูกถอดถอนชื่อออกจากผังตระกูลเซียว เพื่อมิให้บรรพชนต้องมัวหมองนะน้องรอง!"เซียวหนิงเยว่เพียงปลายตามองสตรีดอกบัวขาว ประสาทสัมผัสของอดีตมือสังหารสูดดมกลิ่นอายในห้วงอากาศ สัญชาตญาณนักล่าทำการคัดกรองกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นสาบของพยัคฆ์ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจั

  • หอบแฝดห้า ทำฟาร์มในโลกอสูร   บทที่ 2 : จิตสังหารสยบพยัคฆ์

    ฝุ่นไม้จางลง ปรากฏร่างของบิดาและแม่เลี้ยงที่ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในเรือนซอมซ่อ"ช่างเหม็นสาบสางเสียจริง"ไป๋อวี้หลาน สตรีแพศยาสายเลือดอสรพิษกระดิ่งทองแดง ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูก แสร้งบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น"ท่านพี่ ดูสภาพขยะชิ้นนี้สิเจ้าคะ หายหัวเข้าป่าหมอกอสูรไปเป็นเดือน กลับมาพร้อมมารหัวขนของเดรัจฉานตัวใดก็มิรู้ จวนตระกูลเซียวของเราต้องแปดเปื้อนคาวโลกีย์ก็เพราะความร่านของตัวบัดซบแท้ๆ"เซียวเจิ้นหนาน ผู้นำตระกูลพยัคฆ์ ก้าวอาดๆ เหยียบเศษประตูพังยับ นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ดุจสัตว์ร้าย รังสีคุกคามระดับจ่าฝูงถูกปลดปล่อยออกมากดทับบรรยากาศโดยรอบ มวลปราณดิบเถื่อนหมายบดขยี้กระดูกของสตรีบนเตียงให้แหลกเหลว บังคับให้สตรีไร้ปราณต้องหมอบคลานยอมจำนนตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าผู้อ่อนแอห้วงบรรยากาศภายในห้องบิดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ของผู้นำตระกูล ขาเตียงไม้ที่ผุพังเริ่มลั่นเปรี๊ยะราวกับจะหักสะบั้น กระดูกในร่างของเซียวหนิงเยว่ถูกปราณพยัคฆ์กดทับจนปวดร้าวราวกับมีหินผานับพันชั่งทับลงมาบนบ่ากลิ่นคาวเลือดตีตื้นขึ้นมาถึงลำคอ ทว่าอดีตมือสังหารเพียงแค่กลืนมันกลับลงไปอย่างเงียบเชียบ สองมือกำแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มเก่าขาด ไม่ยอมแม้แ

  • หอบแฝดห้า ทำฟาร์มในโลกอสูร   บทที่ 1 : อุ้มครรภ์สายเลือดอสูร

    "คุณหนู... ตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้วขอรับ"น้ำเสียงสั่นพร่าแหบโหยดุจใบไม้ร่วงหล่น ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในเรือนไม้ซอมซ่อเปลือกตาที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงขึ้นในฉับพลัน นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายเย็นเยียบดุจคมดาบกวาดมองรอบทิศทาง"เจ้าเป็นใคร" น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถาม ราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงรังสีคุกคามจนอีกฝ่ายผงะหงายหลัง"ขะ... ข้าน้อยคือหมอประจำจวน... คุณหนูเซียว ท่านสลบไปถึงสามวันเต็ม..." หมอชราละล่ำละลักตอบม่านตาของชายชราเบิกกว้าง สตรีตรงหน้าคือขยะตระกูลเซียวที่ใครๆ ต่างเหยียบย่ำ ทว่าบัดนี้กลิ่นอายรอบตัวกลับเปลี่ยนไปราวกับสัตว์นักล่าที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลและพร้อมจะขย้ำคอหอยเหยื่อ"เมื่อครู่ เจ้าพล่ามเรื่องอันใด"เซียวหนิงเยว่เค้นเสียงยันกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังตั้งตรงดุจคันศรที่ถูกง้างจนตึง สายตาเยือกเย็นล็อกเป้าไปที่เส้นเลือดใหญ่เต้นตุบๆ บนลำคอของหมอชรา ประเมินวิถีการลงมือในหัวอย่างรวดเร็ว หากชายผู้นี้ตุกติกเพียงสะบัดมือกระแทกลูกกระเดือก ทุกอย่างย่อมจบสิ้นในกระบวนท่าเดียว"ขะ... ข้าน้อยมิได้พล่าม ชีพจรของท่าน... ชีพจรเต้นผสานรุนแรงดุจคลื่นกระแทกฝั่ง... มีร่องรอยของพลังชีวิตก่อกำ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status