LOGINตลอดเส้นทางจากประตูเมืองจนถึงชายแดนรกร้าง เซียวหนิงเยว่รับรู้ได้ตลอดเวลาว่ามี 'หนูโสโครก' สะกดรอยตามมาไม่ห่าง ทว่าอดีตมือสังหารกลับแสร้งก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ล่อลวงพวกมันมาจนถึงสถานที่ที่เหมาะแก่การเป็นหลุมฝังศพของพวกมันที่สุด
ลมพัดกรรโชกแรง หอบเอากลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นซากศพเน่าเปื่อยลอยแตะจมูกทันทีที่เซียวหนิงเยว่เหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนป่าหมอกอสูร บรรยากาศรอบกายมืดสลัว แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบ
"ช่างเป็นการเลือกหลุมฝังศพได้เหมาะสมกับขยะเช่นเจ้าเสียนี่กระไร"
เสียงคำรามต่ำเหี้ยมเกรียมดังแทรกความเงียบงัน หูของสตรีไร้ปราณกระตุกรับกระแสเสียงที่ผิดจังหวะ กิ่งไม้ด้านบนลู่ลมเบาเกินไป สัญชาตญาณเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย ขนอ่อนหลังคอตั้งชันขึ้นในชั่วพริบตา
"กลิ่นสาบสุนัขรับใช้ของเซียวเจิ้นหนานช่างเหม็นโฉ่จนข้าอยากจะอาเจียน"
เซียวหนิงเยว่แค่นเสียงหยัน นัยน์ตาสีดำขลับตวัดมองความมืดมิดเบื้องบนอย่างเยือกเย็น ร่างบอบบางไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้จะถูกล้อมด้วยจิตสังหาร "พวกเจ้าซ่อนตัวได้อ่อนหัดสิ้นดี ปล่อยให้ข้าล่อมาจนถึงที่นี่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก"
"ปากดีนักนะนังแพศยา"
ยอดฝีมือตระกูลพยัคฆ์ชุดดำตวาดกร้าว เงาร่างห้าสายพุ่งทะยานลงมาจากเรือนยอดไม้ดุจวิหคกระหายเลือด
"วันนี้พวกข้าจะสับร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ แล้วนำเนื้อสกปรกไปโยนให้แร้งอสูรจิกกินตามคำสั่งผู้นำตระกูล"
ประกายดาบสะท้อนแสงสลัวพุ่งแหวกอากาศ หมายสะบั้นร่างบอบบางให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว
"เช่นนั้นก็เข้ามา..."
ริมฝีปากซีดเซียวเหยียดยิ้มอำมหิต แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นห้วงอนธการอันเย็นเยียบ "มาดูซิว่าดาบทื่อๆ ของพวกเจ้า หรือปิ่นปักผมของข้า สิ่งใดจะเจาะทะลุคอหอยได้ไวกว่ากัน"
เซียวหนิงเยว่ทิ้งตัวกลิ้งคลุกโคลนตมเบื้องล่างเพื่อหลบเลี่ยงคมดาบมรณะ สรีระบอบบางอาศัยคราบดินโคลนพรางกลิ่นกายและพลางตัวจนกลมกลืนไปกับผืนป่า ดาบใหญ่ฟาดฟันพลาดเป้า สับลงบนพื้นดินจนเศษหินและโคลนกระจายว่อน
"นังนี่หลบได้ ระวังตัวด้วย นางไม่มีปราณวิญญาณก็จริงแต่การเคลื่อนไหวประหลาดนัก"
"สายตาของพวกเจ้าช้าเกินไป..."
เสียงกระซิบเย็นเยียบดุจภูตผีดังขึ้นที่ริมหูของนักฆ่าผู้โชคร้าย เซียวหนิงเยว่อาศัยจังหวะที่ศัตรูเสียศูนย์ พุ่งตัวประชิดแผ่นหลัง สองมือบิดข้อต่อหัวไหล่ของอีกฝ่ายจนบิดเบี้ยวผิดรูปทรง
กร๊อบ...
เสียงกระดูกลั่นแตกหักดังสะท้าน ปิ่นปักผมอาบพิษยางไม้ที่แอบชโลมไว้ระหว่างทางถูกแทงสวนทะลุจุดตายบริเวณลำคออย่างแม่นยำ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมใบหน้าของสตรีไร้ปราณจนดูดุจมัจจุราชที่เพิ่งผุดจากขุมนรก
"อ๊ากกก... นังปีศาจ ฆ่านาง รุมสับนางให้เละ"
หัวหน้านักฆ่าตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นลูกน้องล้มลงชักกระตุกน้ำลายฟูมปาก ดาบอีกสี่เล่มเปลี่ยนทิศทางพุ่งเป้าโหมกระหน่ำเข้าใส่ร่างใจกลางวงล้อมอย่างบ้าคลั่ง
"ข้อต่อหัวไหล่เปราะบางปานกิ่งไม้แห้ง... นี่หรือยอดฝีมือลอบสังหารแห่งตระกูลพยัคฆ์"
เซียวหนิงเยว่กระชากปิ่นปักผมออก โลหิตอุ่นร้อนพุ่งทะลักรดหลังมือ นางเบี่ยงหน้าท้องหลบคมอาวุธตามสัญชาตญาณ ก่อนจะอาศัยร่างไร้วิญญาณของศัตรูต่างโล่กำบังรับคมดาบแทน
"ในปรโลกจงฝากไปบอกบิดาขยะของข้าด้วย ว่าสุนัขล่าเนื้อของเขามันขาดการฝึกฝน"
"หนี ถอยไปตั้งหลัก นังนี่มันไม่ใช่คน"
ยอดฝีมือที่เหลือเริ่มเสียขวัญ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของพวกมันสัมผัสได้ถึงรังสีความตายที่เข้มข้นจนแทบหายใจไม่ออก ต่างพากันกลับหลังหันหมายจะทะยานหนีขึ้นต้นไม้
"กฎข้อแรกของนักล่า..."
ร่างบอบบางพุ่งทะยานเตะสกัดข้อพับเข่าศัตรู มือข้างหนึ่งโอบประคองหน้าท้องที่กำลังสั่นไหวและเรียกร้องอาหารอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะใช้ท่อนแขนรัดลำคอศัตรูจนกระดูกหักสะบั้น
"หันหลังให้มัจจุราชที่กำลังหิวโหย เท่ากับรนหาที่ตาย"
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและดิบเถื่อน ไร้ซึ่งกระบวนท่างดงาม มีเพียงการบดขยี้จุดตาย หักข้อเท้า และปาดคอหอย ยอดฝีมือชุดดำล้มลงสิ้นใจจมกองเลือดไปทีละร่าง
ทว่าร่างกายบอบบางที่ไร้ปราณก็ถึงขีดจำกัดเช่นกัน
เซียวหนิงเยว่ทรุดกายลงคุกเข่ากลางแอ่งโคลน หอบหายใจสะท้านจนหน้าอกกระเพื่อมไหว เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมปะปนกับคราบเลือด
"เจ้าก้อนเนื้อตะกละเอ๋ย..."
นางสบถลอดไรฟัน ทว่าสองมือกลับประคองหน้าท้องที่เริ่มปวดร้าวอย่างทะนุถนอมผิดกับวาจา "เจ้าช่างเลือกเวลาเรียกร้องอาหารได้ประเสริฐแท้ ข้าเพิ่งส่งสุนัขรับใช้ลงนรกไปห้าตัวจนแขนแทบหลุด จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปหาเลือดเนื้อมาประเคนให้เจ้าอีก"
ก้อนเลือดอสูรปริศนาในครรภ์กำลังสูบกลืนพลังชีวิตและหยาดโลหิตของมารดาประหนึ่งห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง มันเรียกร้องอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงการเติบโตอย่างไม่รู้จักพอ สูบเรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดของเซียวหนิงเยว่จนแม้แต่จะหยัดยืนก็ยังแสนสาหัส
ทว่ากลิ่นคาวเลือดสดที่เจิ่งนองบนผืนดิน กลับดึงดูดหายนะระลอกใหม่ให้ปรากฏตัว
ดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางม่านหมอก เสียงขู่คำรามในลำคอดังประสานกันรอบทิศทาง ร่างของ 'อสูรหมาป่าวิปริต' ค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด
ขนาดตัวของพวกมันใหญ่โตโอฬารราวกับกระทิงเถื่อน ผิวหนังบางส่วนเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูกสีดำสนิท น้ำลายเหนียวหนืดผสมกรดพิษร่วงทะลักลงบนพื้นจนยอดหญ้าไหม้เกรียม
ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือโครงหน้าของจ่าฝูง ขากรรไกรของมันบิดเบี้ยวผิดรูปและมีเค้าโครงคล้ายคลึงกับมนุษย์ นี่คือผลพวงจากศาสตร์ต้องห้ามในการหลอมรวมสายเลือดอสูรกับผู้ฝึกตนที่บิดาของนางแอบซ่อนไว้เบื้องหลังจวน
"กรรจ์... เนื้อสด... กลิ่นอายสายเลือดบริสุทธิ์... หอมหวานยิ่งนัก..."
เสียงแหบพร่าดุจศิลาหยาบเสียดสีกันดังลอดออกมาจากขากรรไกรวิปริตนั้น มันคือการเค้นเสียงเลียนแบบภาษามนุษย์ที่กระท่อนกระแท่น ทว่าเต็มไปด้วยความตะกละตะกลาม
"คิดจะกินข้า... หรือคิดจะกลืนกินลูกของข้ากันแน่ ไอ้พวกผลงานความอัปยศของตระกูลเซียว"
เซียวหนิงเยว่กัดฟันกรอด สองแขนโอบกอดหน้าท้องแบนราบไว้แน่นประหนึ่งปราการด่านสุดท้าย สัญชาตญาณปกป้องสายเลือดพุ่งทะยานเหนือความกลัว นัยน์ตาสีดำขลับวาวโรจน์ดุจสัตว์แม่ลูกอ่อนที่พร้อมจะแลกชีวิต
"บุก... ขย้ำมันให้แหลก"
จ่าฝูงอสูรหมาป่าวิปริตส่งสัญญาณล่าเหยื่อ คมเขี้ยวอาบกรดพิษพุ่งเข้าขย้ำคอหอยเหยื่ออันโอชะ
ทว่าในจังหวะเป็นตาย หยาดเลือดสีชาดของเซียวหนิงเยว่ที่ไหลซึมจากบาดแผล กลับหยดร่วงลงไปชโลมทับ 'สร้อยมรกต' ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ
พริบตานั้นแสงสว่างจ้าสีเขียวมรกตบาดตาระเบิดขึ้น สาดส่องจนฝูงอสูรต้องชะงักงันพร้อมเสียงจักรกลเย็นเยียบที่ดังก้องสะท้านห้วงวิญญาณ...
[ติ๊ง... ตรวจพบสายเลือดผู้สืบทอดระดับสูงสุด]
[ระบบฟาร์มมิติโอสถสวรรค์ เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ!]
[ยินดีต้อนรับ ท่านมารดาแห่งสายเลือดอสูร... ระบบจะช่วยหล่อเลี้ยงทายาทในครรภ์ของท่านให้เติบโตอย่างสมบูรณ์]
กลิ่นคาวเลือดคาวคลุ้งและลมหายใจเหม็นเน่าของฝูงอสูรหมาป่าวิปริตมลายหายไปในพริบตาห้วงอากาศของป่าหมอกอสูรถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ เซียวหนิงเยว่ลืมตาขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นัยน์ตาสีดำขลับดุจนักล่ากวาดมองรอบทิศทางอย่างรวดเร็วนางไม่ได้ตกอยู่ในวงล้อมของคมเขี้ยวเดรัจฉานอีกต่อไป ทว่ากำลังยืนอยู่กลางผืนดินดำขลับอันเงียบสงบและกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด"ที่นี่ที่ใด..."อดีตมือสังหารตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ หยัดเท้าทั้งสองตั้งมั่นสัญชาตญาณระวังภัยเปิดรับทุกสรรพเสียง ทว่ามีเพียงความเงียบสงัดและเสียงน้ำไหลรินบางเบาเท่านั้น[ติ๊ง... ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดเข้าสู่ 'ระบบฟาร์มมิติโอสถสวรรค์']เสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดเซียวหนิงเยว่ก้มมองต้นตอของเสียง แสงสีมรกตสว่างวาบออกมาจากสร้อยคอที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ ร่างบอบบางล้วงหยิบอัญมณีสีเขียวขึ้นมาตรึงไว้เบื้องหน้า นัยน์ตาสีดำขลับหรี่ลงอย่างจับผิดในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม... ไม่มีข้อมูลของสิ่งประหลาดเช่นนี้อยู่เลยแม้แต่น้อย"ระบบฟาร์มมิติ... คือสิ่งใด" น้ำเสียงของอดีตมือสังหารเย็นเยียบ แฝงรัง
ตลอดเส้นทางจากประตูเมืองจนถึงชายแดนรกร้าง เซียวหนิงเยว่รับรู้ได้ตลอดเวลาว่ามี 'หนูโสโครก' สะกดรอยตามมาไม่ห่าง ทว่าอดีตมือสังหารกลับแสร้งก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ล่อลวงพวกมันมาจนถึงสถานที่ที่เหมาะแก่การเป็นหลุมฝังศพของพวกมันที่สุดลมพัดกรรโชกแรง หอบเอากลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นซากศพเน่าเปื่อยลอยแตะจมูกทันทีที่เซียวหนิงเยว่เหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนป่าหมอกอสูร บรรยากาศรอบกายมืดสลัว แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบ"ช่างเป็นการเลือกหลุมฝังศพได้เหมาะสมกับขยะเช่นเจ้าเสียนี่กระไร"เสียงคำรามต่ำเหี้ยมเกรียมดังแทรกความเงียบงัน หูของสตรีไร้ปราณกระตุกรับกระแสเสียงที่ผิดจังหวะ กิ่งไม้ด้านบนลู่ลมเบาเกินไป สัญชาตญาณเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย ขนอ่อนหลังคอตั้งชันขึ้นในชั่วพริบตา"กลิ่นสาบสุนัขรับใช้ของเซียวเจิ้นหนานช่างเหม็นโฉ่จนข้าอยากจะอาเจียน"เซียวหนิงเยว่แค่นเสียงหยัน นัยน์ตาสีดำขลับตวัดมองความมืดมิดเบื้องบนอย่างเยือกเย็น ร่างบอบบางไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้จะถูกล้อมด้วยจิตสังหาร "พวกเจ้าซ่อนตัวได้อ่อนหัดสิ้นดี ปล่อยให้ข้าล่อมาจนถึงที่นี่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก""ปากดีนักนะนังแพศยา"ยอดฝีมือตระกูลพยัคฆ์ชุ
"ท่านพ่อ... โปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ"เสียงหวานใสเจือสะอื้นดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียด เซียวรั่วเสวี่ย คุณหนูใหญ่สายเลือดอสรพิษหยกขาว ก้าวกรีดกรายออกมาจากเบื้องหลังผู้นำตระกูล ใบหน้างดงามดูบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาวอาบชุ่มด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวัง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่นางสวมใส่ดูขัดแย้งกับกลิ่นอายเย็นเยียบของสัตว์เลือดเย็นที่แผ่กระจายออกมาจากเกล็ดสีขาวจางๆ บริเวณลำคอ"น้องรอง... เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นปานนี้ ท่านพ่อเมตตาเลี้ยงดูเจ้ามา แต่เจ้ากลับทำเรื่องผิดจารีตจนตั้งครรภ์ ซ้ำยังกำเริบเสิบสานข่มขู่ท่านพ่ออีกหรือ"เซียวรั่วเสวี่ยแสร้งทอดถอนใจ นัยน์ตาเรียวเล็กทอประกายริษยาที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตให้ดูน่าสงสารราวกับปวดใจนักหนา "สตรีที่ทำให้วงศ์ตระกูลต้องแปดเปื้อนเช่นเจ้า... หากมิยอมรับผิด ก็สมควรถูกถอดถอนชื่อออกจากผังตระกูลเซียว เพื่อมิให้บรรพชนต้องมัวหมองนะน้องรอง!"เซียวหนิงเยว่เพียงปลายตามองสตรีดอกบัวขาว ประสาทสัมผัสของอดีตมือสังหารสูดดมกลิ่นอายในห้วงอากาศ สัญชาตญาณนักล่าทำการคัดกรองกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นสาบของพยัคฆ์ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจั
ฝุ่นไม้จางลง ปรากฏร่างของบิดาและแม่เลี้ยงที่ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในเรือนซอมซ่อ"ช่างเหม็นสาบสางเสียจริง"ไป๋อวี้หลาน สตรีแพศยาสายเลือดอสรพิษกระดิ่งทองแดง ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูก แสร้งบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น"ท่านพี่ ดูสภาพขยะชิ้นนี้สิเจ้าคะ หายหัวเข้าป่าหมอกอสูรไปเป็นเดือน กลับมาพร้อมมารหัวขนของเดรัจฉานตัวใดก็มิรู้ จวนตระกูลเซียวของเราต้องแปดเปื้อนคาวโลกีย์ก็เพราะความร่านของตัวบัดซบแท้ๆ"เซียวเจิ้นหนาน ผู้นำตระกูลพยัคฆ์ ก้าวอาดๆ เหยียบเศษประตูพังยับ นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ดุจสัตว์ร้าย รังสีคุกคามระดับจ่าฝูงถูกปลดปล่อยออกมากดทับบรรยากาศโดยรอบ มวลปราณดิบเถื่อนหมายบดขยี้กระดูกของสตรีบนเตียงให้แหลกเหลว บังคับให้สตรีไร้ปราณต้องหมอบคลานยอมจำนนตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าผู้อ่อนแอห้วงบรรยากาศภายในห้องบิดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ของผู้นำตระกูล ขาเตียงไม้ที่ผุพังเริ่มลั่นเปรี๊ยะราวกับจะหักสะบั้น กระดูกในร่างของเซียวหนิงเยว่ถูกปราณพยัคฆ์กดทับจนปวดร้าวราวกับมีหินผานับพันชั่งทับลงมาบนบ่ากลิ่นคาวเลือดตีตื้นขึ้นมาถึงลำคอ ทว่าอดีตมือสังหารเพียงแค่กลืนมันกลับลงไปอย่างเงียบเชียบ สองมือกำแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มเก่าขาด ไม่ยอมแม้แ
"คุณหนู... ตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้วขอรับ"น้ำเสียงสั่นพร่าแหบโหยดุจใบไม้ร่วงหล่น ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในเรือนไม้ซอมซ่อเปลือกตาที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงขึ้นในฉับพลัน นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายเย็นเยียบดุจคมดาบกวาดมองรอบทิศทาง"เจ้าเป็นใคร" น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถาม ราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงรังสีคุกคามจนอีกฝ่ายผงะหงายหลัง"ขะ... ข้าน้อยคือหมอประจำจวน... คุณหนูเซียว ท่านสลบไปถึงสามวันเต็ม..." หมอชราละล่ำละลักตอบม่านตาของชายชราเบิกกว้าง สตรีตรงหน้าคือขยะตระกูลเซียวที่ใครๆ ต่างเหยียบย่ำ ทว่าบัดนี้กลิ่นอายรอบตัวกลับเปลี่ยนไปราวกับสัตว์นักล่าที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลและพร้อมจะขย้ำคอหอยเหยื่อ"เมื่อครู่ เจ้าพล่ามเรื่องอันใด"เซียวหนิงเยว่เค้นเสียงยันกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังตั้งตรงดุจคันศรที่ถูกง้างจนตึง สายตาเยือกเย็นล็อกเป้าไปที่เส้นเลือดใหญ่เต้นตุบๆ บนลำคอของหมอชรา ประเมินวิถีการลงมือในหัวอย่างรวดเร็ว หากชายผู้นี้ตุกติกเพียงสะบัดมือกระแทกลูกกระเดือก ทุกอย่างย่อมจบสิ้นในกระบวนท่าเดียว"ขะ... ข้าน้อยมิได้พล่าม ชีพจรของท่าน... ชีพจรเต้นผสานรุนแรงดุจคลื่นกระแทกฝั่ง... มีร่องรอยของพลังชีวิตก่อกำ







