เข้าสู่ระบบเรื่องที่ภวินท์บอกว่าตะวันฉายหน้าเหมือนเขา เธอไม่ปฏิเสธ แต่.. “แล้วไง ในใบเกิดลูก มีชื่อพี่เป็นพ่องั้นเหรอ พี่จดทะเบียนรับรองตะวันเป็นลูกงั้น หรือเราจดทะเบียนสมรสกัน” เจ้าหล่อนช้อนตาขึ้นมองพ่อของลูกที่นิ่งเงียบไปแล้วเหยียดยิ้มหยัน “ไม่มีอะไรสักอย่าง”
“พี่ไม่รู้ว่าพราวท้อง” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเบาเสียจนน่ากลัวว่ามันจะเลือนหายไปกับอากาศ
นัยน์ตาสีดำขลับราวกับสีน้ำหมึกฉายชัดว่าเจ้าของมันรู้สึกผิดมากเพียงใดที่ปล่อยให้พราวจันทร์กับลูกชายใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตลอดระยะเวลาหลายปี
พราวจันทร์เหยียดยิ้มหยันเมื่อเห็นสิ่งที่แววตาพ่อของลูกสื่อออกมา เธอไม่เชื่อว่ามันเป็นความรู้สึกจากใจของภวินท์จริงๆ เพราะคนอย่างเขาร้อยเล่ห์มารยา เสแสร้งเก่งเสียจนไม่มีใครคาดถึง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอก็เคยตกหลุมพรางผู้ชายคนนี้มาแล้ว
“พี่จำได้ไหมว่าพี่เคยบอกหนูว่าพี่ไม่มีใคร พี่ทำเหมือนเรากำลังคบกัน” ตอนนั้นเธอคิดว่าสถานะระหว่างตนกับนายแพทย์ภวินท์คือ ‘คนรัก’ แม้เขาไม่เคยเอ่ยปากชัดเจนว่าเราเป็นอะไรกัน แต่การกระทำของชายหนุ่มหาได้ขัดแย้งกับสิ่งที่เธอคิดไม่ “แต่ความจริงแล้วทุกอย่างที่พี่ทำก็เพราะพี่แค่อยากได้ตัวหนู พอพี่ได้ทุกอย่างที่อยากได้ พี่ก็ไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ส่วนหนู.. เป็นแค่ลูกจ้างคลินิกของพี่เท่านั้น”
วันที่ภวินท์แต่งงาน ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของชายหนุ่ม เธอสั่งซื้อเค้กจากร้านดังด้วยเงินที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงาน หวังนำไปเซอร์ไพรส์ชายที่ตนรัก แต่ใครเล่าจะคิดว่าคนที่ถูกเซอร์ไพรส์กลับเป็นเธอเสียเอง
เรียวปากอิ่มคลี่เผยรอยยิ้มบางๆ สวนทางกับแววตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่น “แต่เรื่องพวกนั้นมันก็เป็นแค่อดีตที่ผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว หนูไม่อยากพูดถึงอีก ตอนนี้เราต่างคนก็ต่างมีทางเดินชีวิตเป็นของตัวเอง หนูมีชีวิตของหนู พี่เองก็มีครอบครัว เพราะฉะนั้นพี่อย่ามาที่นี่อีกเลยนะคะ”
ไม่มีคำพูดไหนที่ออกจากปากพราวจันทร์ที่ไม่ใช่ความจริง ภวินท์ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาแม่ของลูก เขายอมรับว่าตนนั้นทำผิดกับหญิงสาว เขาหลอกเธอ แต่หากในตอนนั้นเจ้าหล่อนเอ่ยปากบอกเรื่องลูก มีหรือที่เขาจะปัดความรับผิดชอบ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะแต่งงานกับผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่เธอ แต่อย่างไรลูกก็คือลูกของเขา คือสายเลือดแท้ๆ ของอัศวบวรกุล
“ไม่ได้หรอกพราว ถึงยังไงลูกก็เป็นลูกของพี่ พี่ต้องรับผิดชอบ ต่อให้พราวไล่พี่ พี่ก็จะหน้าด้านมาหาลูกเหมือนเดิม พี่ไม่สนหรอกนะว่าพราวจะเกลียดจะโกรธพี่แค่ไหน แต่ที่พี่สนคือลูก ลูกคือสายเลือดพี่ พี่จะยอมให้เขาลำบากเด็ดขาด” ภวินท์ยืนกรานหนักแน่น
แล้วคิดว่าเธอสนใจหรือว่าเขาจะคิดเช่นไร “ก็อย่างที่หนูบอก ไม่มีอะไรที่ยืนยันได้สักอย่างว่าลูกของหนูมีพี่เป็นพ่อ เพราะฉะนั้นถ้าพี่มาที่นี่ หนูจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุก แล้วก็จะบอกภรรยาพี่ด้วย”
คิดว่าขู่เช่นนี้แล้วเขาจะกลัวสินะ “พราวรู้ไหมว่าทำไมฝ้ายถึงยอมบอกเรื่องลูกกับพี่ ก็เพราะพี่.. หย่าแล้ว ตอนนี้พี่โสด แต่ถึงพี่จะไม่โสด พี่ก็จะไม่มีวันทิ้งลูกตัวเองให้ลำบากเพราะผู้หญิงหน้าไหนทั้งนั้น”
คนที่ได้ฟังนายแพทย์ภวินท์พูดเช่นนั้นส่งเสียงฮึออกมา พราวจันทร์ปรายตามองผู้ชายที่ทำลายหัวใจเธอเสียจนยับเยินพลางนึกถึงเรื่องเมื่อหกปีก่อนในงานแต่งของชายหนุ่ม เธอจำได้ไม่มีวันลืมว่าเขามองเธอที่ร้องไห้แทบขาดใจผ่านๆ ด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับคนไม่เคยรู้จักกัน ไม่มีถ้อยคำปลอบโยน ไม่มีแม้กระทั่งคำขอโทษ สิ่งเดียวที่เขาทำคือให้เพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้พาเธอออกจากงาน ไปให้พ้นจากงานมงคลของเขา เพราะกลัวว่าผู้หญิงไร้ค่าคนนี้จะอาละวาดทำลายงานแต่ง
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าพี่จะเลิกกับภรรยา ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นกับพี่เหมาะสมกันจะตาย คนหนึ่งเป็นนายแพทย์อนาคตไกล อีกคนเป็นลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาล” น้ำเสียงหญิงสาวเต็มไปด้วยความเยาะหยัน
“บางทีเหมาะสมอย่างเดียวมันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก” เขาแต่งงานกับศรารินทร์เพราะครอบครัวทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้อง กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าระหว่างเราสองคนไร้ซึ่งความพึงใจ ชีวิตแต่งงานในช่วงแรกมีความสุขมาก เพราะต่างฝ่ายต่างเผยเพียงด้านดีๆ ให้เห็น แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อความหลงใหลเริ่มจืดจาง ธาตุแท้ที่เก็บงำจึงถูกเปิดออก จากชีวิตรักที่เต็มไปด้วยความหวาน จึงผันเปลี่ยนเหลือเพียงความขม “แต่พี่กับปลาเราไม่มีลูกด้วยกันนะ ถ้าพราวห่วงเรื่องนี้ สบายใจได้เลย พี่มีลูกคนเดียวคือลูกของเรา”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอสาแก่ใจที่ชีวิตคู่ของภวินท์ไปได้ไม่รอดตลอดฝั่ง กระนั้นก็ไม่คิดเอ่ยปากพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ถ้าหนูมีลูกกับพี่จริงๆ พี่เคยคิดบ้างไหมว่าเวลาที่พี่กำลังนอนกอดอยู่กับภรรยา กำลังมีความสุขกับชีวิตแต่งงาน หนูต้องเจอกับอะไรบ้าง” ภวินท์ก้มหน้าหลุบตาต่ำ เขาไม่กล้าแม้กระทั่งสบตาเธอ “ฮึ!ไม่เคยคิดสินะ ในสมองพี่ก็คงคิดแค่ว่าพี่ทำหนูท้อง พี่ต้องรับผิดชอบ ทำหน้าที่พ่อของลูก แต่พี่เคยคิดบ้างไหมว่าลูกต้องการพ่อแบบพี่หรือเปล่า พ่อที่เห็นแม่ของเขาเป็นเพียงของเล่นชั่วครั้งชั่วคราว พ่อที่ทำกับแม่ของเขาราวกับหนูไม่มีหัวใจ”
ดวงตาคู่หวานไม่มีหยาดน้ำตาให้เห็นสักหยด ปรากฏเพียงความชิงชังที่มีต่อคนที่เจ้าหล่อนกำลังจ้องมอง
“เรื่องของเรา พี่ยอมรับว่าพี่ผิด แต่พี่ขอโอกาสได้ไหมพราว ให้พี่ได้ทำหน้าที่พ่อเถอะนะ อย่างน้อยก็ขอแค่ได้ช่วยบ้างก็ยังดี ถึงยังไงลูกก็เป็นลูกของพี่ จะให้พี่ไม่ดูดำดูดีได้ยังไง”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ พี่ไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เพราะถ้าหนูต้องการ หนูคงบอกเรื่องลูกกับพี่ตั้งแต่หกปีก่อนแล้ว”
กว่าจะผ่านแต่ละคืนวันไปได้ พราวจันทร์เหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ไม่เคยมีสักเสี้ยววินาทีที่เจ้าหล่อนคิดอยากให้พ่อของลูกยื่นมือเข้ามาช่วย หากว่าวันนี้ภวินท์ไม่มาที่นี่ เธอคงลืมไปแล้วว่าผู้ชายคนนี้คือพ่อของลูก
“ครั้งหนึ่งหนูเคยมอบหัวใจให้พี่ แต่สุดท้ายพี่ก็ทำลายมันจนไม่เหลือชิ้นดี แต่จะโทษพี่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะหนูมันโง่ หนูโง่เองที่คิดว่าผู้ชายอย่างพี่จะมาจริงจังกับคนอย่างหนู”
“พราวจะให้พี่ชดใช้ยังไง พราวบอกมาได้เลย พี่ยินดีทำทุกอย่าง” เขาไม่เคยคิดปฏิเสธความผิดของตัวเอง และยินดีทำทุกอย่างที่พราวจันทร์ต้องการ กระนั้นทุกอย่างที่ทำไป เขาก็ต้องได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการกลับมาเช่นเดียวกัน เพราะที่เขาหวนกลับมาหาผู้หญิงตรงหน้าอีกครั้งก็มีประเด็นสำคัญคือเรื่องลูก
คำขอโทษที่ไร้ซึ่งความจริงใจ สำหรับพราวจันทร์แล้วไม่ต่างจากลมปากเน่าๆ ที่พ้นออกมาทำให้เธอระคายจมูกสักนิด
“กลับไปซะ หนูไม่ต้องการให้พี่มาทำอะไรให้ หนูขอแค่ให้พี่ไสหัวออกไปจากชีวิตหนูก็พอ และอย่ากลับมาให้หนูเห็นหน้าอีก”
สายตาของส้มที่มองมายังเธอ ไม่ต้องรอให้พนักงานรุ่นพี่พูดออกมา เธอก็รู้ว่าส้มกำลังคิดอะไรอยู่ “ไม่ต้องเลยพี่ส้ม หนูกับหมอพอร์ชไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น แค่คนรู้จัก”สิ้นประโยคของพราวจันทร์ เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ที่ประตูทางเข้าคลินิกก็ดังกรุ้งกริ่ง ส่งสัญญาณว่ามีคนเปิดประตู ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนที่พนักงานประจำคลินิกคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะติดสอยห้อยตามพ่อกับแม่มาที่คลินิกบ่อยครั้ง“แม่จ๋า ตะวันมาแล้ววว” เด็กชายตะวันฉายที่นั่งอยู่บนคนนายแพทย์ภวินท์ ตะโกนเรียกแม่เสียงดังลั่น“ตะวันอย่าเสียงดังสิลูก เกรงใจคนอื่นเขา” พราวจันทร์เอ็ดลูกชาย“ขอโทษครับผม” เด็กที่ว่านอนสอนง่าย พูดอะไรเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจ รีบเอ่ยขอโทษแม่เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นไม่สมควรภวินท์เดินเข้าไปหาพราวจันทร์แล้วนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาว ซึ่งคราแรกแม่ของตะวันฉายก็คิดว่าที่พ่อของลูกทำเช่นนั้นเพื่อให้ลูกชายลงจากบ่าทว่า.. ไม่ใช่“แม่ครับ พ่อมีอะไรจะให้”ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของพราวจันทร์เต้นตุบตับเมื่อเห็นกล่องกำมะหยี่สีแดงที่ภวินท์ยื่นมาตรงหน้า หญิงสาวรู้ดีว่าข้างในคืออะไร กระนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนายแพทย์หนุ่มถึ
ไม่คิดเลยว่าชีวิตของภวินท์จะผ่านเรื่องราวมามากมายขนาดนี้ เพราะหากมองจากภายนอกเขาดูมีพร้อมทุกอย่างโดยไม่จำเป็นต้องขวนขวาย แต่ใครเล่าจะคิดว่าลูกชายมหาเศรษฐีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ต้องต่อสู้กับอะไรหลายอย่างถึงเพียงนี้“แล้วอย่างนี้ถ้าแม่ใหญ่รู้ว่าพี่เจอแม่แล้ว แม่ใหญ่พี่จะไม่ทำอะไรป้าไจเหรอคะ”“ลองแตะต้องแม่พี่ดูสิ รับรองแม่ใหญ่กับครอบครัวได้ฉิบหายกันหมดแน่ ครอบครัวแม่ใหญ่ทำธุรกิจส่งออกผลไม้กระป๋องเป็นฉากบังหน้าเพื่อใช้ฟอกเงิน แม่ใหญ่รู้ว่าพี่รู้เรื่องนี้ แล้วถ้าไม่โง่จนเกินไป แม่ใหญ่ไม่กล้าทำอะไรแม่พี่หรอก”ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นมาเมื่อพูดถึงเรื่องกาญจนา พราวจันทร์เห็นเช่นนั้นแล้วก็อดหวั่นไม่ได้ เธอกลัวเหลือเกินว่าความแค้นในใจเขาจะทำให้ชายหนุ่มอะไรที่คาดไม่ถึง“พี่พอร์ช หนูเข้าใจพี่นะว่าพี่รู้สึกยังไง แต่หนูขออะไรได้ไหม ปล่อยวางเรื่องในอดีตแล้วเดินหน้าต่อไป ใช้เวลาอยู่กับป้าไจกับตะวันให้คุ้มค่าที่สุด อย่าเอาเรื่องร้ายๆ พวกนั้นมาบั่นทอนความรู้สึกแล้วก็ความสุขพี่เลยนะ” เธอวางมือตัวเองบนหลังมือของภวินท์ “ระหว่างพี่กับแม่ใหญ่ ต่างคนต่างอยู่เถอะนะ อย่าต่อเวรต่อกรรมกันเลย”โทสะในใจมลายหา
“แม่เองจ้ะ” แสดงว่าวันนั้นภวินท์ไม่เห็นนาง มิน่าเล่า ชายหนุ่มถึงไม่ยอมลงจากรถ“ตอนนั้นผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นไลน์ เลยไม่เห็นแม่” เขาเล่าให้สกาวเดือนฟังสกาวเดือนหรี่ตามองลูกชาย “แน่ะ! สาวเยอะล่ะสิ”“ม่าย มีพราวคนเดียวครับ”สิ้นประโยคของภวินท์ ทุกคนในห้องก็หันไปมองพราวจันทร์ที่พึ่งเดินเข้ามาเป็นตาเดียว ซึ่งเจ้าหล่อนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเปิดประตูเข้ามาหลังจากที่พ่อของตะวันฉายพูดจบแล้ว“สวัสดีค่าป้าไจป้าจอย” พราวจันทร์ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่นับถือทั้งสองท่าน “หน้าหนูมีอะไรติดหรือเปล่าคะ ทำไมทุกคนมองหนูแปลกๆ”“ไม่มีอะไรติดหรอกจ้ะ พอดีเมื่อกี้ลูกชายป้าพูดถึงหนู”ลูกชาย?นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามสกาวเดือนชี้ไปที่ภวินท์แล้วยิ้มกว้าง “นี่ลูกชายป้าเองจ้ะหนูพราว”“จริงเหรอคะ” ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตกใจ “โลกกลมจังเลยค่ะคุณป้า”“นั่นน่ะสิ ป้าเองก็ไม่คิดว่าโลกจะกลมเป็นผลส้มขนาดนี้ แล้วยังโชคดีสมหวังเรื่องที่จะได้หนูพราวมาเป็นลูกสะใภ้อีกต่างหาก”เดี๋ยวนะ!ลูกสะใภ้อะไรกันไม่ ไม่ ไม่ ไม่มีทางเด็ดขาดพราวจันทร์พยายามปฏิเสธใจตัวเอง ทว่าสองแก้มหญิงสาวแดงปลั่งฟ้องว่าแท้
“เธอดูหน้าตะวันสิ พี่ยังว่าอยู่ว่าทำไมมองตะวันแล้วถึงได้รู้สึกว่าเด็กคนนี้เหมือนตาพอร์ชตอนเด็กจัง แต่จอย ตอนนี้พ่อของตาพอร์ชอยู่ที่ระเบียงห้องพัก เราต้องกลับก่อน ฉันไม่อยากเจอหน้าตานั่น”สองพี่น้องกำลังจะก้าวขาออกจากห้องพักฟื้นเพื่อหลบขจรเกียรติ ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไป“ไจ ไจจริงๆ ด้วย” แม้จะให้คนเฝ้าตามดูสารภีที่เปลี่ยนชื่อจริงเป็นสกาวเดือนอยู่ตลอด แต่เขาก็ไม่เคยไปหาแม่ของลูกด้วยตัวเอง เพราะกลัวว่าหากได้พบหน้าแล้วจะห้ามใจไม่ให้ไปตามแม่ของภวินท์กลับมาอยู่ด้วยกันไม่ได้ “ไจมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“ไม่สำคัญหรอกค่ะว่าฉันจะมาที่นี่ได้ยังไง ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับแล้ว”“ไจสบายดีใช่ไหม”น้ำเสียงและแววตาที่ขจรเกียรติมองมา ชัดเหลือเกินว่าตาแก่นี่รู้สึกเช่นไรกับนาง แต่เรื่องของเราสองคนมันจบลงไปตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว แม้จะหลงเหลือความทรงจำในช่วงที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันบ้าง แต่ความรู้สึกต่างๆ นั้นจางหายไปจนสิ้น แต่ที่ไม่อยากพบหน้าพ่อของภวินท์ เป็นเพราะไม่อยากมีปัญหากับภรรยาเขา“ฉันสบายดี สบายดีมากๆ แต่วันนี้ฉันขอตัวกลับก่อนนะ”แต่ยังไม่ทันที่สกาวเดือนจะก้าวเดิน ประตูห้องพักฟื้นก็เปิดออกก่อนที่เจ้าของร่างสู
บางที.. คนเราก็มัวแต่ขวนขวายหาสิ่งนอกกายที่เรียกว่าเงิน จนหลงลืมคนที่อยู่ข้างๆ หลงลืมว่าแท้จริงแล้วความสุขของชีวิตคืออะไรเกิดมานานจนใกล้จะลาลับจากโลกไป ขจรเกียรติพึ่งคิดได้ว่าควรให้ความสำคัญกับอะไรเป็นที่หนึ่ง“ตลอดทั้งชีวิต ฉันก็คิดแค่ว่าจะทำยังไงให้มีมากกว่าที่มี แต่ฉันลืมคิดไปว่าฉันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง ก็คือลูกชายฉันอย่างแก”“พ่อ..” ภวินท์สวมกอดขจรเกียรติ นี่เป็นกอดแรกของสองพ่อลูกตั้งแต่ชายหนุ่มจำความได้ “ถ้าผมทำอะไรให้พ่อไม่สบายใจ หรือล่วงเกินพ่อ ผมขอโทษนะ”“ไม่ต้องขอโทษ ฉันอาจจะด่าแกบ้าง แต่ฉันก็ไม่เคยโกรธแก่ ฉันรักแกนะพอร์ช”พราวจันทร์ยิ้มกว้างกับภาพตรงหน้าที่ได้เห็น สำหรับเธอแล้ว ‘ครอบครัว’ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่มาก หากไม่เข้าใจก็ควรรีบ ‘ปรับความเข้าใจ’ หรือถ้าหากใครทำผิดมา ‘การให้อภัย’ และ ‘การให้โอกาส’ เป็นสิ่งที่คนในครอบครัวควรมอบให้แก่กัน อย่างเช่นที่เธอได้รับมันจากพ่อแม่เสมอมา แม้วันนี้ท่านทั้งสองจะลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว แต่พ่อและแม่ยังอยู่ในใจเธอเสมอ ไม่เคยเลือนหายไปไหนพอได้รู้ข่าวจากรินลดาว่าตะวันฉายล้มหัวกระแทกชั้นวางรองเท้าจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ส
“เด็กควรได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้มีชีวิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เติบโตขึ้นมาในบ้านโกโรโกโสหลังนั้น ส่วนเธอ ฉันจะให้เงินสักก้อน แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ซะ”“พ่อไม่มีสิทธิ์มาบงการชีวิตพราวกับลูก ลูกจะอยู่กับพราว คนเดียวที่มีสิทธิ์ดูแลลูกคือแม่ของตะวัน ไม่ใช่คนอื่น” เขาจะไม่ยอมให้ขจรเกียรติพรากลูกชายไปจากอกพราวจันทร์เด็ดขาด“แกทนเห็นลูกของแกมีชีวิตอดๆ ยากๆ ได้ยังไงพอร์ช แกก็เห็นนี่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของลูกแกตอนนี้เป็นยังไง”“จริงอยู่ที่ว่าพราวอาจจะไม่ได้มีเงินมากมาย ไม่ได้มีบ้านหลังใหญ่โต แต่ผมได้เห็นแล้วว่าพราวเลี้ยงลูกยังไง เธอไม่เคยปล่อยให้ลูกอด เธอเลี้ยงลูกอย่างดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่ตะวันตื่นแล้วพ่อได้สัมผัสกับหลาน พ่อจะรู้ว่าพราวเลี้ยงลูกมาดีแค่ไหน”ขจรเกียรติเงียบลงเมื่อได้ฟังคำพูดของลูกชาย เขามองผ่านภวินท์ไปที่ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของหลาน “ฉันจะไม่เชื่อคำพูดใครทั้งนั้น จนกว่าจะได้พิสูจน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง ถ้าเธอดูแลหลานฉันได้ดีเหมือนอย่างที่พอร์ชพูด ฉันจะปล่อยให้เธอดูแลลูกโดยให้ความช่วยเหลืออยู่ห่างๆ แต่จะไม่ไปก้าวก่าย แต่ถ้าหากฉันเห็นว่าเธอดูแลลูกไม่







