LOGIN“บุก เสียงของลี่เหวินหานตะโกนขึ้นก่อนที่ทหารดินเหนียวจะกางโล่ปกป้อง หยางหวางชี้ปลายกระบี่ไปด้านหน้า“บุกกกก”เสียงกลองศึกดังสนั่นขึ้นพร้อมกัน ก่อนกองทัพทั้งสองฝ่ายจะพุ่งเข้าปะทะราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าหากันในคราวเดียว เสียงตะโกนของทหารดังกลบทุกสิ่งบนสนามรบ ขณะที่ดาบและหอกปะทะกันจนประกายไฟกระจายไปทั่ว แนวหน้าของหยางหวางถูกทหารดวงตาสีแดงกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่ทหารดินเหนียวหลายร้อยนายก็ยืนรับการโจมตีอย่างไม่หวั่นไหว พวกมันฟาดกระบี่สวนกลับอย่างแม่นยำ ร่างดินเหนียวถูกฟันจนเกิดรอยแตกก็ยังคงลุกขึ้นต่อสู้ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีความคิดที่จะถอยแม้แต่ก้าวเดียว"ยันไว้ อย่าให้พวกมันทะลุแนวเข้ามา" อวิ๋นเหยียนตะโกนสุดเสียง ทหารดินเหนียวทั้งแถวขยับพร้อมกัน กระบี่หลายร้อยเล่มฟาดลงราวกับกำแพงเหล็ก ทหารฝ่ายลี่เหวินหานจำนวนหนึ่งถูกผลักถอยกลับ “ลุกขึ้น” ลี่เหวินหานหยดเลือดลงบนหยก และไม่นานพลังสีแดงจากหยกก็ไหลผ่านแนวทัพอีกครั้ง ทหารที่ล้มลงกลับลุกขึ้นมาใหม่ ดวงตาสีแดงยิ่งร้อนแรงกว่าเดิม ทำให้แนวหน้าทั้งสองฝ่ายกลับมาอยู่ในสภาพสูสีอีกครั้งด้านหลัง ปืนใหญ่โดยการควบคุมของเฉินเจิ้ง
ภายในค่ายของลี่เหวินหาน ลี่เหวินหานยืนอยู่หน้ากองทัพนับหมื่น มือข้างหนึ่งกำหยกสีแดงเข้มเอาไว้แน่น รอยแผลที่ฝ่ามือยังมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด เขาค่อยๆ กรีดปลายนิ้วให้เลือดหยดลงบนผิวหยก ก่อนกล่าวเสียงต่ำ "ตื่นขึ้นมา..." ทันใดนั้น หยกในมือก็ส่องแสงสีแดงฉาน พลังบางอย่างพุ่งออกจากหยกเป็นวงกว้าง แผ่คลุมเหล่าทหารเบื้องหน้าราวกับคลื่นสีเลือด เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นจากทั่วบริเวณ ก่อนที่ทหารนับหมื่นจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพร้อมกันดวงตาของพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเปลวเพลิง เส้นเลือดบริเวณขมับปูดขึ้นเล็กน้อย สีหน้าที่เคยมีความหวาดกลัวกลับว่างเปล่า เหลือเพียงแรงปรารถนาที่จะสังหารอยู่ในแววตา ลี่เหวินหานยกมือขึ้นช้าๆ ก่อนออกคำสั่ง "เดินหน้า บุก" เสียงคำรามของทหารดังสะเทือนไปทั่วสนามรบ ก่อนกองทัพทั้งหมดจะพุ่งตรงไปยังแนวทัพของหยางหวางทันที พื้นดินสั่นสะเทือนจากฝีเท้านับหมื่น เสียงเกราะกระทบกันดังต่อเนื่อง ขณะที่ดวงตาสีแดงนับหมื่นคู่กำลังมุ่งตรงเข้ามาราวกับคลื่นเพลิงที่ไม่มีวันหยุดอีกด้านหนึ่งของสนามรบ ทหารดินเหนียวที่โหลวหรานใช้เทเลพอร์ตมาช่วยหยางหวางกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวหน้าอย่างเป็นระเบียบ ทั้งส
ขบวนทัพของหยางหวางเคลื่อนทัพอีกครั้ง การเดินทางทั้งวันนั้น ในที่สุดกำแพงสูงของวังหลวงก็เริ่มปรากฏอยู่ไกลๆ ท่ามกลางหมอกยามเย็น เหล่าทหารต่างเพิ่มความระมัดระวังขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้ดีว่าจากตรงนี้ไปคือเขตอำนาจของลี่เหวินหานแล้วหยางหวางควบม้าอยู่ด้านหน้า สายตาคมกวาดมองพื้นที่โดยรอบ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นกลุ่มคนจำนวนมากอยู่ริมถนนด้านหน้า คนเหล่านั้นแต่งกายซอมซ่อ บางคนเป็นคนเร่ร่อน บางคนเป็นชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา และบางคนยังมีเด็กกับคนชราปะปนอยู่ด้วย ทหารของลี่เหวินหานกำลังใช้เชือกมัดพวกเขาเป็นกลุ่มๆ ก่อนบังคับให้เดินทางไปยังวังหลวง อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว "ไท่จื่อ นั่นคือ..." หยางหวางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้กองทัพหยุดทันที ก่อนมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ทหารของลี่เหวินหานกำลังลากคนเหล่านั้นเข้าไปในวังทหารคนหนึ่งตะโกนขึ้น "เร็วเข้า พาคนพวกนี้ไปให้หมดตามบัญชาฝ่าบาท" อีกคนรีบลากชายชราคนหนึ่งที่เดินไม่ไหวให้ลุกขึ้น "เดินไป ฝ่าบาทต้องการให้พวกเจ้าไปเพิ่มพลังให้หยกอีก หากใครขัดขืนก็จัดการเสีย" ชายชราสะดุดล้มลงกับพื้น แต่ทหารกลับยกไม้ขึ้นเตรียมฟาดใส่ ทำให้หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ รีบร้องไห้แล้วเข้
หลังจากเดินทางต่อมาอีกพักใหญ่ หยางหวางก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ขบวนทั้งหมดหยุด ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า "พักทัพตรงนี้" เหล่าทหารรีบหยุดม้าตามคำสั่งและกระจายกำลังออกจัดพื้นที่พักทันที หยางหวางกวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง ภูเขาสองข้างยังคงทอดยาว ป่าทึบปกคลุมพื้นที่โดยรอบจนไม่อาจรู้ได้ว่ามีศัตรูซ่อนอยู่ที่ใด ก่อนจะกำชับว่า "อย่าประมาท แม้เราจะถอยออกจากสนามรบมาแล้ว แต่ข้ายังไม่เชื่อว่าศัตรูจะยอมปล่อยพวกเราไปง่ายๆ ทุกหน่วยจัดเวรยามเพิ่มขึ้นสองเท่า ตรวจสอบแนวป่าและเส้นทางด้านหลังให้ละเอียด หากพบสิ่งผิดปกติให้รายงานทันที" เหล่าทหารรับคำพร้อมกัน ก่อนที่อวิ๋นเซ่อจะนำคนของตนออกตั้งแนวป้องกันรอบค่ายพัก ส่วนอวิ๋นเหยียนจัดทหารออกตรวจตราตามแนวป่า ขณะที่เฉินเจิ้งกั๋วรีบจัดกำลังพลที่เหลือให้ดูแลผู้บาดเจ็บ ภายในเวลาไม่นานบริเวณที่พักก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นค่ายชั่วคราวที่มีการป้องกันรัดกุมหยางหวางจึงหันกลับไปยังกลุ่มทหารที่กำลังคุมตัวนักโทษ ตรงกลางกลุ่มนั้นคือหลิวโยว่เฉวียน เงยหน้ามองหยางหวาง ก่อนยกยิ้มบางๆ “ท่านแม่ทัพข้าหยางวางจำเป็นต้องขอให้นำตัวหลิวโยว่เฉวียนขังไว้ในกรง” หลิวโยวเยว่พยักหน้า
ภายในบ้านไม้ไผ่โหลวหรานกำลังนั่งเด็ดใบสมุนไพรอยู่หน้าบ้าน ข้างกายมีบริวารดินกำลังช่วยกันคัดแยกผักที่เพิ่งเก็บเกี่ยว จู่ๆ เสียงของระบบก็ดังขึ้นในห้วงจิต"นายหญิงเจ้าขา"โหลวหรานเงยหน้าขึ้น "อะไรอีก"ระบบเด้งออกมาจากอากาศพร้อมรอยยิ้มกว้าง "วันนี้ข้าน้อยภูมิใจนำเสนอ พวกเรามาตรวจดูความคืบหน้าของทัพไท่จื่อกันเถอะเจ้าค่ะ" โหลวหรานทำหน้าประหลาดใจ "ได้ด้วยหรือ"ระบบพยักหน้ารัวๆ "ได้สิเจ้าคะ ตอนนี้นายหญิงอยู่ในด่านสุดท้ายแล้ว ระบบสามารถตรวจสอบสถานการณ์สำคัญของโลกนิยายได้บางส่วน"ฟุ่บ หน้าต่างสีทองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าโหลวหราน ภาพสนามรบค่อยๆ ชัดขึ้น เผยให้เห็นกองทัพของหยางหวางกำลังตั้งแนวอยู่กลางทุ่งกว้าง ส่วนอีกฟากหนึ่ง กองทัพขนาดใหญ่ของลี่เหวินหานกำลังตั้งรับอยู่หลังแนวเขาระบบชี้ไปยังภาพอย่างภาคภูมิใจ "ดูสิคะ ตอนนี้ไท่จื่อยังไม่ถือว่าได้เปรียบและก็ไม่ได้เสียเปรียบเจ้าค่ะ กองทัพทั้งสองฝ่ายมีกำลังใกล้เคียงกัน เพียงแต่เมื่อครู่กองทัพของไท่จื่อใช้ปืนใหญ่โจมตี ทำให้สามารถกดดันและบีบให้กองทัพของลี่เหวินหานถอยออกไปได้"โหลวหรานมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้ว"เดี๋ยวนะ..."นางหันกลับม
หลังจากได้รับข่าวจากหน่วยลาดตระเวนว่ากองทัพของลี่เหวินหานกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวง หยางหวางจึงตัดสินใจนำกำลังออกจากค่ายทันที เพราะหากปล่อยให้กองทัพฝ่ายนั้นเคลื่อนลงใต้ต่อไป เมืองสำคัญที่เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงจะตกอยู่ในมือของศัตรู และเมื่อถึงเวลานั้นกองทัพของพวกเขาจะถูกตัดขาดจากเสบียงโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหยางหวางจึงเลือกเส้นทางลัดผ่านหุบเขา มุ่งหน้าไปยังทุ่งราบแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางหลักกับเส้นทางลำเลียง ก่อนตั้งใจใช้พื้นที่นั้นสกัดกองทัพของลี่เหวินหานเอาไว้แต่ในเวลาเดียวกัน ข่าวการเคลื่อนทัพของหยางหวางก็ถูกส่งไปถึงลี่เหวินหานเช่นกัน ลี่เหวินหานจึงเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมและเร่งกำลังมาทางทิศตะวันออก เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้หยางหวางยึดทุ่งราบแห่งนั้นได้ เขาจะไม่สามารถส่งกำลังเสริมและเสบียงเข้าสู่แนวหน้าได้อีกต่อไป ทั้งสองกองทัพจึงต่างมุ่งหน้าสู่จุดเดียวกันโดยไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามก็กำลังเดินทางมาเช่นกันจนกระทั่งยามสายของวันนั้น เสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากอีกฟากของทุ่งกว้างตึง ตึง ตึงทหารลาดตระเวนของหยางหวางรีบควบม้ากลับมา ก่อนกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่ารายงาน "ไท่จื่อพ่ะย่







