เข้าสู่ระบบรถกระบะทรงสูงของธารินเลี้ยวเข้ามาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมือง แม้มันจะไม่ได้หรูหราเท่าพารากอนที่อคิณคุ้นเคย แต่ในเวลานี้ แอร์เย็นฉ่ำที่ปะทะหน้าทันทีที่ก้าวเข้าประตูห้าง ก็ทำให้หนุ่มไฮโซรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์แล้ว
"เย็น... ในที่สุดก็ได้เจอแอร์จริงๆ เสียที" อคิณหลับตาพริ้ม พลางพัดปกเสื้อเชิ้ตที่ยังมีรอยด่างจากน้ำโคลนเบาๆ
ธารินมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว "ทำหน้าอย่างกับแมวได้กินขนมเลียเลยนะคุณ”
อคิณที่ได้ยินคำพูดเมื่อกี้ไม่ถนัดหู พลันแหงะหน้ามาถามคนเดินอยู่ข้างๆ “มะกี้คุณพูดอะไรนะ!?”
ธารินขำก่อนตอบ “เปล่า ไม่มีอะไร… ไปเถอะ รีบไปหาซื้อเสื้อใหม่เปลี่ยนก่อน เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา"
ในร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ท้องถิ่น อคิณยืนขมวดคิ้วมองเสื้อยืดธรรมดาๆ ที่วางเรียงราย เขาหยิบตัวนั้นวางตัวนี้ด้วยท่าทางไม่มั่นใจ เพราะปกติเสื้อผ้าทุกชิ้นของเขาต้องผ่านการสไตลิสต์มาอย่างดี
"ตัวนี้ไหม? สีฟ้าเข้ากับผิวคุณดี" ธารินหยิบเสื้อยืดเนื้อนิ่มสีสกายบลูขึ้นมาทาบบนตัวอคิณ
อคิณชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อนิ้วมือของธารินบังเอิญเฉียดผ่านลำคอของเขา "มัน... มันดูธรรมดาไปหรือเปล่าคุณ"
"ใส่ไปเถอะน่า อยู่ที่นี่ไม่มีใครตัดสินคุณที่ยี่ห้อหรอก เขาวัดกันที่ความหล่อ... ซึ่งผมว่าคุณมีเยอะพอตัวอยู่แล้ว" ธารินพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ประโยคท้ายกลับทำให้คนฟังหน้าเห่อร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ
ในจังหวะที่อคิณกำลังจะหยิบเสื้อ ธารินกลับเอื้อมมือไปคว้ามันไว้พร้อมกัน มือหนากุมทับมือบางของอคิณไว้เกือบมิด ธารินไม่รีบชักมือกลับ แต่กลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหนุ่มเมืองกรุง
'ทำไมหัวใจเราเต้นแปลกๆ วะ' ธารินคิดในใจ ความรู้สึกสงสัยเริ่มก่อตัว เขาเคยเจอคนสวยคนน่ารักมาเยอะ แต่ทำไมกับไอ้คุณชายจอมโวยวายคนนี้ เขาถึงอยากจะดูแลนัก ทั้งอยากจะปกป้อง และอยากจะอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาแบบนี้
หลังจากเปลี่ยนเสื้อเสร็จ ทั้งคู่ก็เดินไปยังโซนซูเปอร์มาร์เก็ต อคิณเดินเลือกของใช้ส่วนตัวด้วยความมึนงง เพราะสินค้าบางอย่างก็ไม่มียี่ห้อที่เขาใช้ประจำ
"น้ำยาบ้วนปากต้องสูตรนี้นะคุณ มันไม่แสบปาก ส่วนสบู่ผมแนะนำอันนี้ กลิ่นหอมสะอาดเหมือนป่าหลังฝนตกเลยนะ คุณน่าจะชอบ" ธารินเดินตามหลัง คอยหยิบของใส่รถเข็นให้เสร็จสรรพ โดยที่อคิณแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ
อคิณมองแผ่นหลังกว้างของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เดินนำหน้าเขาไปนิดๆ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเริ่มเอ่อล้นขึ้นมา ในโลกของไฮโซ ทุกคนเข้าหาเขาเพราะนามสกุล หรือไม่เขาก็ต้องเป็นฝ่ายเปย์ หรือดูแลคนอื่นเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
แต่กับธาริน... ผู้ชายคนนี้กลับดูแลเขาเหมือนเขาเป็นคนสำคัญ โดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่ได้มองว่าเขาเป็นลูกท่านหลานเธอที่ไหนด้วย
'หัวใจแกสั่นทำไมเนี่ยอคิณ' อคิณดุด่าตัวเองในใจ 'เขาแค่ดูแลตามประสาเจ้าบ้านที่ดีมั้ย! แกเป็นผู้ชายนะเว้ย ชอบผู้หญิงสวยๆ ลืมไปแล้วหรือไง! ที่สำคัญ ชญาดายังรองานหมั้นอยู่นะเว้ย!'
อคิณพยายามสะบัดความคิดบ้าๆ ออกจากหัว เขาเชื่อมั่นในความเป็นชายของตัวเองมาตลอดชีวิต การที่จะมารู้สึกหวั่นไหวกับผู้ชายดิบๆ ที่ใช้มือเปล่าจับขนมจีนแบบธารินน่ะเหรอไม่มีทาง! เขากระซิบด่าตัวเองเบาๆ
"บ่นอะไรคนเดียวคุณ? หรือว่าหิวแล้ว?" ธารินหันกลับมาถาม พลางเข็นรถเข้ามาใกล้จนไหล่เบียดกัน "ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเถอะ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง ถือเป็นการไถ่โทษเรื่องน้ำโคลน"
"ผมไม่กินตีนไก่แล้วนะ!" อคิณรีบดักคอ แค่พูดถึงเรื่องอาหารกลางวันรสเลิศของป้าบัวแก หนุ่มไฮโซพลันมีอาการพะอืดพะอมขึ้นมาอีกครั้ง แทบจะสำลอกออกมาเลยทีเดียว
ธารินหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นทำเอาอคิณเผลอมองค้าง "อ่ะๆ จะอ้วกไหมล่ะนั่น..” เขารีบเข้าลูบหลังของคนคอแข็งทำท่าจะอ้วกทันที
อคิณลูบอกตัวเอง บังคับฝืนไม่ให้ตนสำลอกของเก่าออกมาได้สำเร็จ เขายกมือบอกอีกฝ่ายว่าผมไม่เป็นไร ไม่ต้องลูบหลังแล้ว
“รู้แล้วคร่าบคุณชาย… เดี๋ยวผมพาไปกินไอศกรีมละกัน เห็นบ่นว่าร้อนนักไม่ใช่เหรอ"
อคิณพยักหน้าเห็นด้วย “ก็ดี..” อย่างน้อยกินไอศกรีม ความหวานความหอมอาจช่วยดับความคาวของตีนน้องไก่ที่ยังคงเหลือกลิ่นติดอยู่ในท้องในไส้ของเขาได้
..ระหว่างที่นั่งกินไอศกรีมในร้านเล็กๆ ธารินแอบมองอคิณที่กำลังละเมียดละไมกับของหวานตรงหน้า รอยยิ้มจางๆ ของคุณชายยามได้กินของอร่อยทำให้โลกสีเทาๆ ของหนุ่มมาดเซอร์ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
'หรือว่าเราจะชอบเขาจริงๆ วะ..ไม่มั้ง..' ธารินเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง ความรู้สึกอยากแกล้งในตอนแรก เริ่มเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอยากเห็นรอยยิ้มแบบนี้ไปทุกที
ส่วนอคิณ แม้ปากจะบอกว่าไม่เชื่อว่าจะรู้สึกอะไร แต่สายตาก็แอบลอบมองเสี้ยวหน้าคมเข้มของธารินอยู่บ่อยครั้ง เมื่อไหร่ที่สายตาทั้งคู่ประสานกัน อคิณก็จะรีบหลบวูบพร้อมหัวใจที่ทำงานหนักผิดปกติ
หลังจากอคิณได้เสื้อใหม่และของใช้จนครบ ธารินก็ยังไม่ยอมพาเดินไปทางที่จอดรถ เขากลับเปลี่ยนทิศทางกึ่งเดินกึ่งลากอคิณไปยังโซนขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหารแบรนด์นำเข้า
"เดี๋ยวๆ คุณธาริน จะไปไหน! ผมซื้อของเสร็จแล้วเนี่ย" อคิณท้วงพลางสาวเท้าตามคนตัวสูงให้ทัน
"พอดีผมเบื่ออาหารที่แคมป์น่ะคุณ ว่างๆ เลยอยากลองทำอะไรกินเองบ้าง" หนุ่มผมยาวตอบน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ "แต่ผมคิดเมนูไม่ออก ปกติก็กินแต่แกงป่า น้ำพริกผักต้ม... เลยอยากถามความเห็นคนกรุงอย่างคุณหน่อย"
อคิณหยุดกึก หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที "ถามผมเนี่ยนะ?"
"เออสิ... ก็ยืนหัวโด่อยู่คนเดียวเนี่ย" ธารินหันมายิ้มกวนๆ "สมมติว่าถ้าเป็นคุณล่ะอคิณ ถ้าคุณต้องเลือกเมนูสักอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกว่านี่แหละอาหาร ไม่ใช่แค่กินเพื่อประทังชีวิตแบบที่กินกับป้าบัวน่ะ คุณอยากกินอะไร?"
อคิณเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องของกินที่ถูกปาก "ถ้าเป็นผมเหรอ... อืม... อย่างน้อยมันก็ควรจะเป็น.. สปาเกตตีพริกแห้งเบคอนที่เส้นสุกกำลังดี หรือไม่ก็สเต็กปลาแซลมอน ราดซอสเลมอนบัตเตอร์หอมๆ มีหน่อไม้ฝรั่งย่างเคียงคู่ยิ่งดี..."
ธารินแอบอมยิ้ม พลางจดจำรายละเอียดทุกคำพูดของอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ
'ยุ่งยากจริงนะคุณชาย' เขาคิดในใจแต่ปากกลับบอกว่า "โห... วัตถุดิบไฮโซจังนะคุณ ที่นี่จะไปหาแซลมอนสดๆ จากไหนได้ล่ะ"
"ก็ถึงได้บอกไง ว่านั่นคือสิ่งที่ผมชอบ!" อคิณค้อนขวับ "แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ แค่ข้าวไข่ข้นกุ้ง ที่ไข่ยังเยิ้มๆ กุ้งตัวโตๆ เนื้อเด้งๆ ผมก็พอใจแล้ว ไม่ใช่ปลาแกะเนื้อด้วยมือเปล่าๆ ของป้าบัวแบบเมื่อเที่ยงนะ!"
"อ๋อ... ชอบแบบเยิ้มๆ เด้งๆ …" ธารินทวนคำพลางทำท่าเลือกหยิบกระทะเทฟลอนเกรดเอขึ้นมาพิจารณา "แล้วนอกจากกุ้งแล้ว ชอบอะไรอีก? ผักล่ะ ไม่ชอบกินอะไรเป็นพิเศษไหม?"
อคิณเริ่มร่ายยาวถึงความชอบส่วนตัว ตั้งแต่ไม่กินหอมหัวใหญ่สับหยาบๆ ไปจนถึงความสุกของไข่ที่ต้องการ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังถูกธารินล้วงข้อมูลชุดใหญ่อยู่
"อืม... เข้าใจแล้ว สรุปคือคุณชอบกินอาหารรสไม่จัดมาก เน้นวัตถุดิบสะอาดๆ และที่สำคัญ... ต้องจัดจานสวยๆ สินะ" ธารินสรุปความพลางหยิบที่คีบเส้นพาสต้าลงในรถเข็น
"ใช่เลย รสนิยมคนเรามันต่างกันคุณ… คุณจะมาให้ผมกินปลาร้าทุกมื้อไม่ได้หรอกนะ" อคิณกอดอกพูดอย่างภูมิใจในรสนิยมตัวเอง
"ครับๆ ผมรู้แล้วคุณชาย" ธารินหัวเราะในลำคอ สายตาที่มองอคิณตอนนี้นิ่งและลึกซึ้งกว่าเดิม "ที่ถามเนี่ย ไม่ใช่ว่าผมจะทำตามที่คุณบอกหรอกนะ แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าลิ้นคุณมันสูงแค่ไหน ผมจะได้กะระดับความยากถูก... เวลาว่างจริงๆ ค่อยลองทำดู"
อคิณใจกระตุกวูบกับคำว่าลองทำดูของอีกฝ่าย 'นี่เขากำลังหมายความว่า ถ้าเขาทำ เขาจะให้เรากินงั้นเหรอ?'
"แล้ว... คุณจะทำกินคนเดียวหรือไง?" อคิณถามอ้อมแอ้ม
"ถ้าทำเยอะเกิน ก็อาจจะแบ่งให้ไอ้ดำมันกิน... หรือถ้าคุณอยากลองชิมฝีมือเจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่างผมบ้าง ผมก็ไม่เกี่ยงหรอกนะ" ธารินยักคิ้วให้หนึ่งที ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินค่ากระทะใบใหม่ด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ
อคิณมองตามแผ่นหลังนั้นไป พลางพึมพำกับตัวเอง "ใครจะอยากกินฝีมือคุณกัน... แต่ถ้าเป็นข้าวไข่ข้นกุ้งเยิ้มๆ แบบที่บอกไปก็... ก็พอจะพิจารณาหน่อยก็ได้"
ใบหน้าขาวใสแอบขึ้นสีระเรื่อ อคิณไม่ได้โง่ขนาดที่จะมองไม่ออกว่าธารินพยายามจะทำอะไร แต่มันก็น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกรำคาญ กลับรู้สึกคาดหวังอย่างบอกไม่ถูก..
"คุณธาริน... ขอบคุณนะสำหรับวันนี้" อคิณเอ่ยเสียงเบาขณะเดินกลับไปที่รถ
"เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นการไม่บ่นตอนผมนัดมาซื้อของรอบหน้าได้ไหมล่ะ?" ธารินยิ้มกริ่ม พลางเอื้อมมือไปขยี้หัวอคิณเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
อคิณยืนแข็งทื่อ สัมผัสจากฝ่ามือหนานั้นอบอุ่นจนเขาอยากจะให้อีกฝ่ายวางไว้อย่างนั้นนานๆ แต่ปากเจ้ากรรมก็ยังคงทำหน้าที่รักษามาดหนุ่มหล่อเอาไว้ "ฝันไปเถอะ! รอบหน้าผมจะขับรถมาเอง!"
ทั้งที่ในใจรู้ดีว่า... เขาเริ่มเสพติดการถูกผู้ชายคนนี้ดูแลเข้าให้แล้ว
กลิ่นดินปืนและควันจากสงครามธุรกิจหมื่นล้านค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงคราบความทรงจำที่ขมขื่นและเกาะกินหัวใจ ธารินในสภาพใจแตกสลาย เดินตรงไปยังห้องทำงานของท่านเจ้าสัวเกรียงไกร ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกอย่างแผ่วเบา ราวกับแม้แต่เสียงก็ยังเกรงใจความพ่ายแพ้ของเขา“อ้าว! ธาริน มาถึงนี่มีอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ้มหนักเอ่ยทักจากหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในชีวิตเดินเข้าไปใกล้ “ท่านครับ ผมพอแล้วครับ พอแล้วจริงๆ” มือสั่นเทาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใครอีกต่อไป “จากนี้ไป ผมขอยุติบทบาทของธนวีร์ หลานชายของท่าน”คำพูดนั้นแผ่วเบา ทว่าเหมือนคมมีดกรีดลึกลงในความเงียบของห้อง“และผมอยากขอให้ท่าน… อย่าถือโทษวรโชติเมธีอีกเลยนะครับ ที่ผ่านมา คุณธนากับครอบครัวก็ได้รับบทเรียนหนักหนาสาหัสพอแล้ว”ท่านเจ้าสัวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ค่อยๆ เอนตัวพิงพนัก สายตาคมลึกมองหลานชายอย่างรู้ทันทุกอย่าง“ธาริน เธอยอมแพ้แล้วสินะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างชัดเจน “ฉันหมายถึงเรื่องอคิณน่ะ”ธารินยิ้มออกมาทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนใช้หลังมือปาดมัน
หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในห้องทำงานลับของอัครเดชโชติช่วง ปรากฏจุดสีแดงกระพริบถี่ๆ อยู่บนแผนที่ดิจิทัล ธนวีร์หรือธาริน นั่งจ้องมองมันด้วยดวงตาที่แทบไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืน หลังจากที่เขาใช้เส้นสายลับทางการสื่อสารแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ที่อคิณใช้โทรหาธนาเมื่อวันก่อน ในที่สุดเขาก็พบตำแหน่งปัจจุบันของหัวใจที่หายไป"ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองงั้นเหรอ" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ปนเปไปกับความหวาดกลัวเขาไม่ได้สั่งให้ลูกน้องตามไปจัดการเหมือนทุกครั้ง แต่เขากลับเลือกที่จะคว้ากุญแจรถแล้วขับออกไปเพียงลำพัง ธารินในชุดลำลองที่พยายามพรางตัวที่สุดสวมแว่นกันแดดสีเข้มและหมวกแก๊ปบดบังใบหน้า เขาเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้างหรู สายตาคมกริบสอดส่ายหาแผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เขาเคยสวมกอดจากด้านหลังในบ้านพักหลังเล็กๆ เมื่อครั้งอดีตภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาเข่าของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแทบทรุดลงกับพื้นหินอ่อน ธารินหลบวูบเข้าหลังเสาขนาดใหญ่ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก แสงไฟวอร์มไวท์ในแผนกของใช้เด็กอ่อนดูนวลตา แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขาอย่างโหดร้ายห่า
ภายในห้องทำงานสุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกอัครเดชโชติช่วง บรรยากาศกลับสลัวราง มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าภายนอกที่สาดเข้ามาพาดผ่านร่างของชายหนุ่มที่โลกขนานนามว่าปีศาจ ธนวีร์หรือในอดีตคือธาริน บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพนักธุรกิจผู้สง่างาม เขานั่งพิงโซฟาหนังราคาแพง เนคไทถูกกระชากออกจนหลวมกึ่งกลางอก ใบหน้าคมคายแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้ามีขวดวิสกี้ชั้นดีราคาหลักแสนที่ถูกดื่มไปเกือบครึ่งขวด พร้อมแก้วคริสตัลที่สั่นคลอนตามแรงมือที่สั่นเทาของเขา หยาดน้ำใสๆ คลออยู่ที่เบ้าตาคมกริบ ความเจ็บปวดที่ถูกอคิณประกาศแต่งงานกับหญิงอื่นมันกรีดลึกยิ่งกว่าแผลไหนๆ ในชีวิต"ทำไม.. ทำไมต้องเป็นคนอื่น อคิณ" เขาพึมพำเสียงแหบพร่า "ผมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณมาครอบครอง แม้จะต้องเป็นปีศาจในสายตาคุณ แต่ทำไมสุดท้ายคุณก็ยังเลือกที่จะทิ้งผมไปหาคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า!"ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้า เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและมั่นใจ ประธานสาวสวยอย่างชญาดา ทายาทแห่งสิริเกียรติโภคิณ เดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่รอให้เลขาฯ หน้าห้องอนุญาตเธอมองร่างที่ดูไร้สติของธนวีร์ด้วย
สามเดือนต่อมาภายในคฤหาสน์หรูของตระกูลวรโชติเมธีที่เคยอบอวลด้วยความอบอุ่น บัดนี้กลับเยียบเย็นราวกับสุสาน บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิท ราคาแพงระยับ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์กลางห้องรับแขก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาจ้องมองเจ้าหน้าที่ธนาคารและทนายความที่กำลังเดินวุ่นไปทั่วบ้าน เพื่อติดป้ายทรัพย์สินถูกยึดลงบนแจกันโบราณ เปียโนหลังงาม และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่อคิณเคยรักเขาคนนี้คือธนวีร์ ทายาทเพียงคนเดียวของเจ้าสัวเกรียงไกร หรือที่ใครๆ ต่างหวาดเกรงในฉายานักธุรกิจปีศาจแผนการของปีศาจอย่างเขาควรจะสมบูรณ์แบบ วรโชติเมธีต้องล้มละลาย อคิณต้องหมดสิ้นหนทาง และสุดท้าย อคิณจะต้องซมซานมาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขา ยอมเดินเข้าสู่กรงทองที่ธารินจงใจสร้างขึ้นเพื่อกักขังคนรักไว้ชั่วนิรันดร์ทว่ากับผิดคาด อคิณกลับหายไป หายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากวันที่บริษัทล้มละลาย"ลูกชายของคุณหายไปไหน!" ธนวีร์สบถเบาๆ ในลำคอ ความโกรธแค้นและโหยหาปนเปจนเขาแทบคุ้มคลั่ง เขาจึงตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย คือการบีบคั้นหัวใจของอคิณผ่านบุพการีธนาและพิมพรรณ นั่งตัวสั่นเทาอยู่ฝั่ง
บ้านวรโชติเมธีเสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุมรถยุโรปคันหรูซึ่งบัดนี้อาจจะเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่อคิณยังถือครองไว้ในชื่อของตนเอง ชายหนุ่มทรุดกายพิงพนักเบาะ หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน กลิ่นหนังแท้ในรถที่เคยให้ความรู้สึกมั่งคั่ง บัดนี้กลับดูเหมือนกลิ่นของงานศพ.. งานศพของความภาคภูมิใจในนามสกุลวรโชติเมธีเขาก้าวลงจากรถ เดินผ่านสวนที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีแต่บัดนี้เริ่มดูแห้งแล้งราวกับจะล้อเลียนชะตากรรมของเจ้าของบ้าน อคิณตรงดิ่งไปยังห้องนอนของเขา ล็อกประตูแน่นหนา ราวกับต้องการตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายเขาทรุดตัวลงข้างตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊คใบใหญ่ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปที่หลังตู้ ดึงแผ่นเฟรมผ้าใบที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุดออกมา ภาพวาดสีน้ำมันของชายหนุ่มผมยาวประบ่า ใบหน้ามีความเซอร์และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโลกทั้งใบเสมอ ธาริน คนในภาพนั้นยังคงงดงามและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอิสระเสรีอคิณมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ความรักที่เคยมีให้มันพังทลายไปพร้อมกับความแค้นและการทรยศ มือหนาหยิบมีดคัตเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา เสียงใบมีดเลื่อนดัง แกร๊ก มันบาดลึกเข้าไปในความรู
แสงไฟหน้ารถคันหรูสาดส่องไปบนถนนลาดยางที่ขนาบข้างด้วยป่ามืดครึ้ม อคิณ วรโชติเมธี บังคับพวงมาลัยด้วยมือที่สั่นเทา เขาขับรถออกมาจากกรุงเทพฯ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง ปล่อยให้เข็มไมล์ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว เส้นทางสายนี้เขาไม่คุ้นเคย แต่มันกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่าการอยู่ในเมืองที่ทุกตารางนิ้วคอยย้ำเตือนถึงความพ่ายแพ้ซะอีกวรโชติเมธีล้มละลายแล้ว อาณาจักรที่บรรพบุรุษสร้างมาถูกธนวีร์กลืนกินไปจนหมดสิ้น แต่อคิณรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ไม่ใช่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่มันคือการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริง ที่เขาพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต‘จบสิ้นกันสักที ธาริน ผมกับคุณควรอยู่กันคนละโลก’ เมื่อรถของเขาเกือบจะหลุดโค้ง เขาเหยียบเบรกจนตัวโก่ง รถหยุดสนิทอยู่ริมหน้าผาที่มืดมิด ลมหายใจของเขาหอบถี่ เหงื่อกาฬซึมตามไรผม"ตอนนี้ฉันไม่มีวรโชติเมธีให้ปกป้องแล้ว..." เขาพึมพำกับตัวเองในรถที่มืดสลัว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียธุรกิจเทียบไม่ได้เลยกับความอ้างว้างในใจ อคิณซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินจิตใจ เขาหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย ว่าควรจะไปทางไหนต่อดี จ







