เข้าสู่ระบบเย็นวันต่อมา หลังจากที่ข้อตกลงผูกปิ่นโตเริ่มต้นขึ้น ธารินก็ใช้จังหวะที่โรงเรียนเลิก ขับรถกระบะคู่ใจมาจอดดักหน้าอคิณที่กำลังจะเดินกลับบ้านพักครูพอดี
"อคิณ! ขึ้นรถ" ธารินตะโกนเรียกพลางโผล่หน้าออกมาจากกระจกรถ
"จะไปไหนอีกคุณ? ผมว่าจะไปพักผ่อนที่ห้อง" อคิณขมวดคิ้ว แต่ขาก็เดินไปที่รถอย่างเป็นอัตโนมัติ
"ก็คุณ สั่งสปาเกตตีพริกแห้งเบคอนไม่ใช่เหรอ วัตถุดิบในครัวผมมันหมดพอดี ไหนๆ คุณก็เป็นนายจ้างแล้ว ก็ต้องไปช่วยเลือกของสิ จะได้ถูกใจคุณไง อีกอย่าง... ผมไม่มีเงินสำรองจ่ายนะ คุณต้องไปควักกระเป๋าเอง" ธารินอ้างเหตุผลร้อยแปดที่ฟังดูลื่นไหลจนน่าหมั่นไส้
อคิณถอนหายใจยาวแต่ก็ยอมก้าวขึ้นรถไปแต่โดยดี "คุณนี่มัน จริงๆ เลย... กล้าใช้แรงงานนายจ้างอย่างผมอีกนะ"
รถกระบะเลี้ยวเข้าสู่ตลาดสดประจำอำเภอ กลิ่นคาวปลา กลิ่นเครื่องเทศ และเสียงอึกทึกครึกโครมของพ่อค้าแม่ค้าทำให้อคิณอยากจะเอาสำลีมาอุดหูเสียให้ได้ เขาเดินตามแผ่นหลังกว้างของธารินไปติดๆ เพราะกลัวจะหลงท่ามกลางฝูงชน
"ระวังน้ำขังนะครับคุณชาย" ธารินหันมาคว้าข้อมืออคิณให้หลบหลีกแอ่งน้ำสีดำสนิทบนพื้นปูน อคิณสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสนั้นแต่ก็ไม่ได้สะบัดออก
"นี่คุณ... เราต้องมาเดินที่แบบนี้จริงๆ เหรอ? ซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อวานไม่มีของหรือไง?"
"ของในตลาดนี้สดกว่าเยอะคุณ เชื่อผมเถอะ โดยเฉพาะร้านเจ๊หอย ถึงแกปากจัดไปหน่อย แต่ของแกดีจริงนะ" ธารินหัวเราะร่าพลางพาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อสัตว์และผักสดขนาดใหญ่
"ตายแล้วววว! ลมอะไรหอบพ่อรูปหล่อกล้ามแน่นมาถึงนี่ค่ะเนี่ย!" เสียงแหลมปรี๊ดของหญิงวัยสี่สิบเศษในผ้ากันเปื้อนลายดอกกุหลาบแดงดังขึ้น เจ๊หอยเจ้าของแผงยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันทองพลางมองธารินด้วยสายตาแทะโลม
"สวัสดีครับเจ๊ วันนี้ผมมาหาเบคอนกับพริกแห้งหน่อย มีของสวยๆ ไหม?" ธารินส่งยิ้มให้ตามประสาคนคุ้นเคย
"มีสิคะ สำหรับคุณธารินน่ะ เจ๊คัดให้พิเศษแบบเน้นๆ เลยนะ... อุ๊ย! ดูสิ วันนี้ใส่เชิ้ตมาซะหล่อเชียว เหงื่อออกซึมตามร่องกล้ามแบบนี้ เห็นแล้วเจ๊อยากจะเอาผ้าไปช่วยซับให้จริงๆ เลยค่ะ" เจ้หอยไม่พูดเปล่า แกแกล้งเอื้อมมือจะไปลูบแขนแกร่งของธารินอย่างเนียนๆ
อคิณที่ยืนอยู่ข้างหลัง รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นผ่านปลายนิ้ว ความหงุดหงิดที่ไม่มีสาเหตุเริ่มพุ่งพล่านขึ้นมาในอก
"เจ๊ก็ว่าไปนั่น" ธารินหัวเราะ ไม่ได้ปัดป้องอะไรมากนักเพราะรู้อยู่แล้วถึงนิสัยใจคอของเจ๊แก อีกฝ่ายก็แค่หยอกเล่น "แล้วนี่... พริกแห้งเม็ดใหญ่มีไหมครับ?"
"มีค่ะมี แต่ก่อนจะเอาพริก... เอาเบอร์โทรคุณธารินมาแลกก่อนได้ไหมคะ? ช่วงนี้บ้านเจ๊ไฟเสียบ่อย อยากได้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปช่วยซ่อมให้ที่บ้านจังเลย" แม่ค้าหัวเราะร่าพลางขยิบตาให้ธารินอย่างเปิดเผย
"นี่คุณ!" เสียงนิ่งๆ แต่เย็นเฉียบของอคิณดังขึ้น จนเจ้หอยและธารินต้องหันมามอง
อคิณเดินแทรกตัวขึ้นมายืนข้างๆ ธาริน พลางกอดอกมองเจ้หอยด้วยสายตาแบบคุณชายผู้สูงศักดิ์ ที่กำลังตำหนิบ่าวไพร่ "ผมว่าเรามาซื้อของนะครับ ไม่ได้มาซื้อบริการซ่อมไฟ แล้วเบคอนที่สั่งน่ะ ถ้าไม่มีของดีก็บอกมาตรงๆ อย่ามัวแต่เล่นขายของแบบนี้ ผมรีบ!"
เจ้หอยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องหน้าอคิณ "อุ๊ยตาย! คุณชายรูปหล่อหน้าขาวคนนี้เป็นใครกันคะ? พ่อปลาบู่ชนเขื่อนมาจากไหนคะ ปากจัดยิ่งกว่าเจ๊อีกนะเนี่ย"
"ผมเป็น... นายจ้างของคุณธารินครับ และเขามีหน้าที่ต้องไปทำธุระให้ผมต่อ เพราะฉะนั้น... กรุณาหยิบเบคอนมาเดี๋ยวนี้" อคิณพูดเสียงแข็ง หน้านิ่งขรึมจนดูน่าเกรงขาม
ธารินแอบอมยิ้มกริ่ม เขาไม่เคยเห็นอคิณในมุมนี้มาก่อน มุมที่ดูเหมือนแมวหวงเจ้าของจนขนลุกพองไปทั้งตัว
"โอ๊ยยย หวงก้างซะด้วย!" เจ้หอยหัวเราะตบโต๊ะดังปัง "คุณธารินค่ะ มีเด็กคุมเข้มขนาดนี้ เจ๊คงอดกินตับคุณแล้วล่ะสิ... อ่ะๆ เอาไปเบคอนชั้นเลิศ คัดมาให้แล้ว นายจ้างสั่งขนาดนี้เจ๊ไม่กล้าเล่นแล้วค่ะ!"
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ แน่นอนว่าอคิณเป็นคนควักธนบัตรใบละพันออกมาจ่ายด้วยท่าทางฟาดงวงฟาดงา ทั้งคู่ก็เดินกลับมาที่รถ อคิณเดินดุ่มๆ นำหน้าไปก่อน ไม่รอแม้แต่จะให้ธารินช่วยถือของ
"อคิณ... รอด้วยสิ เดินเร็วเป็นพายุเลยนะคุณ" ธารินวิ่งตามมาดักข้างหน้าอคิณไว้ "เป็นอะไร? โกรธที่เจ๊หอยแกแซวผมเหรอ?"
"ผมจะโกรธทำไม! คุณจะไปซ่อมไฟบ้านใคร จะไปให้ใครลูบแขนลูบขาหน้าตลาดมันก็เรื่องของคุณ!" อคิณแผดเสียงใส่ แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำไปถึงใบหู "ผมแค่รำคาญที่มันเสียเวลา! ตลาดก็ร้อน คนก็เยอะ!"
ธารินหรี่ตามองคนปากแข็ง เขาขยับเข้าไปใกล้จนอคิณต้องถอยหลังไปพิงประตูรถ "แต่เมื่อกี้คุณดู หวงผมมากเลยนา"
"หวง? ใครหวงคุณ! อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยธาริน ผมแค่รักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าคุณมัวแต่บริหารเสน่ห์แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้กินสปาเกตตีล่ะ!"
"เหรออออ..." ธารินลากเสียงยาวพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนจมูกเกือบจะชนกัน "แล้วที่บอกว่าเป็นนายจ้างผมน่ะ... แน่ใจนะว่าไม่อยากเป็นอย่างอื่น?"
อคิณใจเต้นรัวจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก ความรู้สึกขัดแย้งในใจตีกันวุ่นวาย เขาเป็นผู้ชาย และเขาก็เชื่อมั่นในตัวเองมาตลอด แต่ความรู้สึกที่อยากจะกระชากมือเจ้หอยออกเมื่อกี้มันคืออะไร? ความรู้สึกที่ไม่ชอบใจเวลาเห็นคนอื่นมองธารินด้วยสายตาหวานเยิ้มมันเรียกว่าอะไรกันแน่?
"ถอยออกไป ธาริน!" อคิณผลักอกธารินเบาๆ ซึ่งดูเหมือนการลูบไล้มากกว่า "รีบกลับไปทำอาหารได้แล้ว ผมหิว!"
ธารินหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ เขาเปิดประตูรถให้อคิณอย่างสุภาพ "ครับๆ คุณนายจ้าง... พรุ่งนี้ผมจะแถมเบคอนให้พิเศษเลย ถือว่าเป็นค่าทำขวัญที่ทำให้คุณต้องหวง... เอ้ย! ต้องรอนาน"
อคิณรีบมุดเข้าไปในรถทันที พลางหยิบนิตยสารขึ้นมาโบกแรงๆ 'บ้าไปแล้วอคิณ แกหวงผู้ชายตัวโตๆ คนนี้เนี่ยนะ? ตื่นสิ! ตั้งสติโว้ย!'
แต่ไม่ว่าเขาจะบอกตัวเองยังไง ภาพรอยยิ้มของธารินตอนที่แกล้งเขาเมื่อกี้ มันกลับทำให้อคิณเผลอยิ้มออกมาบางๆ อย่างห้ามไม่ได้…แต่ไม่มีวันที่คุณชายไฮโซอย่างเขาจะพูดความรู้สึกที่ไม่น่าเกิดขึ้นนี้ออกมาหรอก เพราะถ้าขืนพูดออกไป เขามิกลายเป็นประเภทชอบไม้ป่าเดียวกันไปแล้วหรอกเหรอ…
..ที่บ้านพักป่าไม้ ธารินยืนฮัมเพลงอย่างมีความสุขขณะหั่นพริกแห้งและทอดเบคอนจนกรอบหอม ความล้มเหลวในห้องครัววันก่อน ดูเหมือนจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนชั้นดี แม้วันนี้ไม่มีพี่เจนนี่ช่วยกำกับให้ ธารินก็ทำเองได้อย่างคล่องแคล่ว
'หวงงั้นเหรอ...' ธารินนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงของอคิณที่ตลาดแล้วก็ยิ้มออกมา 'สงสัยปิ่นโตนี้ต้องเพิ่มเมนูหวานๆ เข้าไปเยอะๆ ซะแล้วสิ'
เขาผิวปากฮัมเพลงต่ออย่างอารมณ์ดี... เจ้าแมวตัวผู้มีขนสีส้มเดินเข้ามาคลอเคลียที่ขาเขาพอดี มันทั้งมุดทั้งเอาตัวถูไถร่างกายส่วนล่างของเขาอย่างออดอ้อน ธารินย่อตัวนั่งยอง ลูบหัวแมวส้ม “ไง..หิวแล้วสิเราน่ะ รออีกครู่นะ ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว อคิณ”
...ที่บ้านพักครู อคิณนอนก่ายหน้าผากมองเพดานอย่าเหม่อลอย ความสับสนเรื่องรสนิยมทางเพศที่เขาเคยมั่นใจมาตลอดเริ่มสั่นคลอนแล้ว เพราะหนุ่มมาดเซอร์เพียงคนเดียว เขาไม่เคยรู้สึกอยากครอบครองใคร หรืออยากให้ใครเป็นของเขาคนเดียวแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
ส่วนชญาดาแฟนสาวของเขา แท้จริงแล้วเธอเป็นเพียงผลพวงทางธุรกิจระหว่างสองตระกูลเท่านั้น เธอและเขาต่างมีหน้าที่ต้องหมั้นหมายและแต่งงานตามคำสั่งของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย.. หน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ในใจจะมิได้เลือกด้วยตนเองก็ตาม ทว่าโชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง ชญาดาเป็นผู้หญิงที่เข้าใจอะไรง่าย ไม่งี่เง่า ไม่เรียกร้องเกินควรเหมือนใครหลายคน ขอเพียงเขายอมอธิบายอย่างตรงไปตรงมา เธอก็พร้อมรับฟังโดยไม่ตั้งคำถามให้บานปลาย และนั่นเอง คือเหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้อคิณยอมจับมือกับชญาดา ออกงานสังคมในสถานะแฟนอย่างเปิดเผย.. ไม่ใช่เพราะความรัก หากแต่เป็นความเหมาะสม…และหน้าที่ที่เขาและเธอหลีกเลี่ยงไม่ได้
"มันต้องเป็นเพราะอากาศชนบทแน่ๆ ... อากาศมันทำให้สมองเราเพี้ยน!" อคิณสรุปกับตัวเองแบบข้างๆ คูๆ ก่อนจะซุกหน้าลงกับหมอนที่ยังมีกลิ่นน้ำหอมจางๆ จากรถของธารินติดตัวเขามา
กลิ่นดินปืนและควันจากสงครามธุรกิจหมื่นล้านค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงคราบความทรงจำที่ขมขื่นและเกาะกินหัวใจ ธารินในสภาพใจแตกสลาย เดินตรงไปยังห้องทำงานของท่านเจ้าสัวเกรียงไกร ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกอย่างแผ่วเบา ราวกับแม้แต่เสียงก็ยังเกรงใจความพ่ายแพ้ของเขา“อ้าว! ธาริน มาถึงนี่มีอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ้มหนักเอ่ยทักจากหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในชีวิตเดินเข้าไปใกล้ “ท่านครับ ผมพอแล้วครับ พอแล้วจริงๆ” มือสั่นเทาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใครอีกต่อไป “จากนี้ไป ผมขอยุติบทบาทของธนวีร์ หลานชายของท่าน”คำพูดนั้นแผ่วเบา ทว่าเหมือนคมมีดกรีดลึกลงในความเงียบของห้อง“และผมอยากขอให้ท่าน… อย่าถือโทษวรโชติเมธีอีกเลยนะครับ ที่ผ่านมา คุณธนากับครอบครัวก็ได้รับบทเรียนหนักหนาสาหัสพอแล้ว”ท่านเจ้าสัวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ค่อยๆ เอนตัวพิงพนัก สายตาคมลึกมองหลานชายอย่างรู้ทันทุกอย่าง“ธาริน เธอยอมแพ้แล้วสินะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างชัดเจน “ฉันหมายถึงเรื่องอคิณน่ะ”ธารินยิ้มออกมาทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนใช้หลังมือปาดมัน
หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในห้องทำงานลับของอัครเดชโชติช่วง ปรากฏจุดสีแดงกระพริบถี่ๆ อยู่บนแผนที่ดิจิทัล ธนวีร์หรือธาริน นั่งจ้องมองมันด้วยดวงตาที่แทบไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืน หลังจากที่เขาใช้เส้นสายลับทางการสื่อสารแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ที่อคิณใช้โทรหาธนาเมื่อวันก่อน ในที่สุดเขาก็พบตำแหน่งปัจจุบันของหัวใจที่หายไป"ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองงั้นเหรอ" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ปนเปไปกับความหวาดกลัวเขาไม่ได้สั่งให้ลูกน้องตามไปจัดการเหมือนทุกครั้ง แต่เขากลับเลือกที่จะคว้ากุญแจรถแล้วขับออกไปเพียงลำพัง ธารินในชุดลำลองที่พยายามพรางตัวที่สุดสวมแว่นกันแดดสีเข้มและหมวกแก๊ปบดบังใบหน้า เขาเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้างหรู สายตาคมกริบสอดส่ายหาแผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เขาเคยสวมกอดจากด้านหลังในบ้านพักหลังเล็กๆ เมื่อครั้งอดีตภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาเข่าของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแทบทรุดลงกับพื้นหินอ่อน ธารินหลบวูบเข้าหลังเสาขนาดใหญ่ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก แสงไฟวอร์มไวท์ในแผนกของใช้เด็กอ่อนดูนวลตา แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขาอย่างโหดร้ายห่า
ภายในห้องทำงานสุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกอัครเดชโชติช่วง บรรยากาศกลับสลัวราง มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าภายนอกที่สาดเข้ามาพาดผ่านร่างของชายหนุ่มที่โลกขนานนามว่าปีศาจ ธนวีร์หรือในอดีตคือธาริน บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพนักธุรกิจผู้สง่างาม เขานั่งพิงโซฟาหนังราคาแพง เนคไทถูกกระชากออกจนหลวมกึ่งกลางอก ใบหน้าคมคายแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้ามีขวดวิสกี้ชั้นดีราคาหลักแสนที่ถูกดื่มไปเกือบครึ่งขวด พร้อมแก้วคริสตัลที่สั่นคลอนตามแรงมือที่สั่นเทาของเขา หยาดน้ำใสๆ คลออยู่ที่เบ้าตาคมกริบ ความเจ็บปวดที่ถูกอคิณประกาศแต่งงานกับหญิงอื่นมันกรีดลึกยิ่งกว่าแผลไหนๆ ในชีวิต"ทำไม.. ทำไมต้องเป็นคนอื่น อคิณ" เขาพึมพำเสียงแหบพร่า "ผมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณมาครอบครอง แม้จะต้องเป็นปีศาจในสายตาคุณ แต่ทำไมสุดท้ายคุณก็ยังเลือกที่จะทิ้งผมไปหาคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า!"ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้า เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและมั่นใจ ประธานสาวสวยอย่างชญาดา ทายาทแห่งสิริเกียรติโภคิณ เดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่รอให้เลขาฯ หน้าห้องอนุญาตเธอมองร่างที่ดูไร้สติของธนวีร์ด้วย
สามเดือนต่อมาภายในคฤหาสน์หรูของตระกูลวรโชติเมธีที่เคยอบอวลด้วยความอบอุ่น บัดนี้กลับเยียบเย็นราวกับสุสาน บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิท ราคาแพงระยับ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์กลางห้องรับแขก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาจ้องมองเจ้าหน้าที่ธนาคารและทนายความที่กำลังเดินวุ่นไปทั่วบ้าน เพื่อติดป้ายทรัพย์สินถูกยึดลงบนแจกันโบราณ เปียโนหลังงาม และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่อคิณเคยรักเขาคนนี้คือธนวีร์ ทายาทเพียงคนเดียวของเจ้าสัวเกรียงไกร หรือที่ใครๆ ต่างหวาดเกรงในฉายานักธุรกิจปีศาจแผนการของปีศาจอย่างเขาควรจะสมบูรณ์แบบ วรโชติเมธีต้องล้มละลาย อคิณต้องหมดสิ้นหนทาง และสุดท้าย อคิณจะต้องซมซานมาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขา ยอมเดินเข้าสู่กรงทองที่ธารินจงใจสร้างขึ้นเพื่อกักขังคนรักไว้ชั่วนิรันดร์ทว่ากับผิดคาด อคิณกลับหายไป หายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากวันที่บริษัทล้มละลาย"ลูกชายของคุณหายไปไหน!" ธนวีร์สบถเบาๆ ในลำคอ ความโกรธแค้นและโหยหาปนเปจนเขาแทบคุ้มคลั่ง เขาจึงตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย คือการบีบคั้นหัวใจของอคิณผ่านบุพการีธนาและพิมพรรณ นั่งตัวสั่นเทาอยู่ฝั่ง
บ้านวรโชติเมธีเสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุมรถยุโรปคันหรูซึ่งบัดนี้อาจจะเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่อคิณยังถือครองไว้ในชื่อของตนเอง ชายหนุ่มทรุดกายพิงพนักเบาะ หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน กลิ่นหนังแท้ในรถที่เคยให้ความรู้สึกมั่งคั่ง บัดนี้กลับดูเหมือนกลิ่นของงานศพ.. งานศพของความภาคภูมิใจในนามสกุลวรโชติเมธีเขาก้าวลงจากรถ เดินผ่านสวนที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีแต่บัดนี้เริ่มดูแห้งแล้งราวกับจะล้อเลียนชะตากรรมของเจ้าของบ้าน อคิณตรงดิ่งไปยังห้องนอนของเขา ล็อกประตูแน่นหนา ราวกับต้องการตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายเขาทรุดตัวลงข้างตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊คใบใหญ่ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปที่หลังตู้ ดึงแผ่นเฟรมผ้าใบที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุดออกมา ภาพวาดสีน้ำมันของชายหนุ่มผมยาวประบ่า ใบหน้ามีความเซอร์และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโลกทั้งใบเสมอ ธาริน คนในภาพนั้นยังคงงดงามและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอิสระเสรีอคิณมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ความรักที่เคยมีให้มันพังทลายไปพร้อมกับความแค้นและการทรยศ มือหนาหยิบมีดคัตเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา เสียงใบมีดเลื่อนดัง แกร๊ก มันบาดลึกเข้าไปในความรู
แสงไฟหน้ารถคันหรูสาดส่องไปบนถนนลาดยางที่ขนาบข้างด้วยป่ามืดครึ้ม อคิณ วรโชติเมธี บังคับพวงมาลัยด้วยมือที่สั่นเทา เขาขับรถออกมาจากกรุงเทพฯ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง ปล่อยให้เข็มไมล์ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว เส้นทางสายนี้เขาไม่คุ้นเคย แต่มันกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่าการอยู่ในเมืองที่ทุกตารางนิ้วคอยย้ำเตือนถึงความพ่ายแพ้ซะอีกวรโชติเมธีล้มละลายแล้ว อาณาจักรที่บรรพบุรุษสร้างมาถูกธนวีร์กลืนกินไปจนหมดสิ้น แต่อคิณรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ไม่ใช่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่มันคือการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริง ที่เขาพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต‘จบสิ้นกันสักที ธาริน ผมกับคุณควรอยู่กันคนละโลก’ เมื่อรถของเขาเกือบจะหลุดโค้ง เขาเหยียบเบรกจนตัวโก่ง รถหยุดสนิทอยู่ริมหน้าผาที่มืดมิด ลมหายใจของเขาหอบถี่ เหงื่อกาฬซึมตามไรผม"ตอนนี้ฉันไม่มีวรโชติเมธีให้ปกป้องแล้ว..." เขาพึมพำกับตัวเองในรถที่มืดสลัว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียธุรกิจเทียบไม่ได้เลยกับความอ้างว้างในใจ อคิณซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินจิตใจ เขาหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย ว่าควรจะไปทางไหนต่อดี จ







