Share

ตอนที่ 4

Penulis: Selena
last update Tanggal publikasi: 2026-10-13 15:41:00

ยามค่ำคืนโคจรมาถึงอีกครั้ง เสียงพิณหวานพลิ้วพริ้วไหวและเสียงหัวเราะสำราญใจขององค์หญิงใหญ่ดังก้องไปทั่วจวนแม่ทัพอีกเช่นเคย กลิ่นสุราเลิศรสคละคลุ้งตัดกับแสงไฟวูบวาบจากโคมแดง หมิงหลานเอนกายบนตั่งนุ่ม เสื้อผ้าแพรพรรณเลื่อนหลุดโชว์ลาดไหล่ผ่องอย่างตั้งใจ โดยมีชายงามสองคนคอยคุกเข่าป้อนสุราและพัดวีอยู่ข้างกาย

ทว่า... สายตาของนางกลับคอยปรายมองไปที่ประตูเรือนอยู่ตลอดเวลา

กระทั่งร่างสูงใหญ่ของ หลิวเจิ้ง ในชุดขุนนางเต็มยศเดินกลับเข้ามาในจวน เขากวาดสายตามองความครึกครื้นตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความเกรี้ยวกราดหรืออารมณ์สติหลุดอย่างที่นางคาดหวังไว้ หลิวเจิ้งรู้อยู่แก่ใจว่าคนพยศอย่างหมิงหลานไม่มีทางยอมฟังคำขู่ของใครง่ายๆ หากนางสยบยอมง่ายดายปานนั้น ฮ่องเต้คงไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าจนต้องโยนแม่นกขมิ้นตัวนี้มาให้เขาดัดนิสัย

แทนที่จะโวยวายหรืออาละวาดตามที่ขู่ไว้ หลิวเจิ้งกลับทำเพียงปรายสายตามองนางครู่หนึ่งด้วยแววตาพราวระยับ ก่อนจะเดินผ่านหน้าเรือนไปอย่างผ่อนคลาย

หมิงหลานเห็นดังนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนสบประมาท นางคว้าจอกสุราขึ้นมา ดื่มลงคอรวดเดียวแล้วเอ่ยเสียงดังท้าทาย

"แม่ทัพหลิว! ขานรับข้าหน่อยสิ! คืนนี้ข้าจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเชิญชายงามมาปรนนิบัติเต็มเรือน ไม่คิดจะเข้ามาจิบสุราสักจอก หรือลงมาร่วมสนุกกับ 'บรรดาชายงาม' ของข้าหน่อยหรือ"

หลิวเจิ้งชะงักเท้า เขาค่อยๆ หันกลับมา ประสานมือไว้ด้านหลังแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น

"กระหม่อมเห็นองค์หญิงกำลังเสพสุขอย่างสำราญใจ จึงไม่อยากเข้าไปทำลายบรรยากาศพะย่ะค่ะ"

หลิวเจิ้งเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่สายตากลับจ้องมองริมฝีปากอวบอิ่มที่เริ่มบวมนิดๆ ของนาง

"อีกอย่าง... ดูเหมือน 'ริมฝีปาก' ขององค์หญิงจะยังไม่หายบวมดีจากเมื่อคืน หากต้องดื่มสุราหนักอีก คืนนี้อาจจะ 'ระบม' จนร้องครางไม่ออกเอานะพะย่ะค่ะ"

"หลิวเจิ้ง!"

หมิงหลานหน้าแดงพรวดขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นยืนชี้หน้าเขาอย่างลืมตัว "ปากเสีย! เมื่อคืนข้าแค่เมา! แล้วข้าก็บอกแล้วไงว่าฝีมือท่านมันไร้รสชาติ วันนี้ข้าเลยต้องหาคนมาช่วยแก้ล้างตาไงเล่า!"

"งั้นหรือพะย่ะค่ะ?"

หลิวเจิ้งก้าวขยับเข้ามาใกล้ประตูโถงเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายกดดันอันดุดันของแม่ทัพทหารผายออกมาจนบรรดาชายงามข้างกายหมิงหลานต่างนั่งตัวเกร็ง ตัวสั่นเป็นลูกนก

"แต่เท่าที่กระหม่อมมองดู ชายงามหน้าขาวพวกนี้... ร่างกายบางราวกับกิ่งไม้แห้ง แค่แรงจะอุ้มองค์หญิงขึ้นเตียงคงยังไม่มี นับประสาอะไรจะทำให้ท่าน 'อิ่มเอม' ได้เหมือนที่กระหม่อมทำเมื่อคืน"

"ท่าน... ไอ้คนอวดดี!"

หมิงหลานแค่นหัวเราะท้าทาย ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา

"ทำไมหรือท่านกลัวว่าชายงามพวกนี้จะทำได้ดีกว่าท่านกันล่ะ แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรเกิดปอดกระแหก ไม่กล้าลงสนามแข่งรึ"

หลิวเจิ้งสบสายตากลมโตที่วาวโรจน์ด้วยไฟโทสะของนาง เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ แล้วโน้มตัวลงมาประชิดใบหูของนางกระซิบด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าทว่าอันตราย

"กระหม่อมไม่ได้กลัวแข่ง... แต่กระหม่อมกำลังรอให้องค์หญิง 'เล่นสนุก' ให้พอใจก่อนต่างหาก"

หลิวเจิ้งปรายสายตามองชายงามที่คุกเข่าอยู่บนพื้นวูบหนึ่ง

"เพราะไร้ประโยชน์ที่จะลงไปปะปนกับคนที่ท่านใช้เป็นแค่ 'เครื่องมือประชดข้า' ...ดื่มสุราไปเถิดองค์หญิง ร้องรำทำเพลงให้เต็มที่... เพราะเมื่อไรที่ชายงามพวกนี้กลับไป และเหล่านกน้อยบินออกจากจวนจนหมด..."

หลิวเจิ้งใช้นิ้วแกร่งเชิดคางนางขึ้นเบาๆ สบตาฉ่ำปรือด้วยอารมณ์พยศของนาง

"...เมื่อนั้น ข้าจะทบต้นทบดอกบัญชีของเมื่อคืนและคืนนี้ ให้องค์หญิงได้ 'ล้างตา' จนลุกออกจากเตียงไม่ไหวเลยทีเดียว"

หลิวเจิ้งปล่อยมือแล้วยักคิ้วให้ ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องทำงานอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้องค์หญิงใหญ่นั่งกำหมัดแน่น หัวใจเต้นแรงระส่ำด้วยความโมโหผสมผสานกับความว้าวุ่นในอกที่ยากจะอธิบาย

แม้ปากจะบอกว่าไม่เกรงกลัวอำนาจสวามี แต่เมื่อแววตาดุดันและคำขู่ ‘ทบต้นทบดอก’ ของหลิวเจิ้งวนเวียนอยู่ในหัว สายตาของหมิงหลานที่มองบรรดาชายงามตรงหน้าก็เริ่มกวนใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น พลันรู้สึกว่าจริตกิริยาของหนุ่มหน้าขาวพวกนี้ช่างดูน่าเบื่อหน่ายและไร้รสชาติเมื่อเทียบกับความดิบป่าเถื่อนทว่าลึกซึ้งของแม่ทัพหนุ่ม

"ออกไปให้หมด! คืนนี้ข้าหมดอารมณ์แล้ว!"

องค์หญิงใหญ่โบกมือไล่ตะเพิดชายงามทุกคนออกจากจวนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเหล่าชายงามต่างลนลานเก็บเครื่องดนตรีแล้วคลานหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเรือนพักกลับมาเงียบสงบ หมิงหลานก็รีบก้าวตรงไปยังห้องแต่งตัว นางปลดอาภรณ์ชั้นนอกออก เหลือเพียงเสื้อแพรเนื้อบางเบาพลิ้วไหวสีแดงสุกงอม สายรัดอกผูกไว้หลวมๆ เผยให้เห็นเนินอกผุดผ่องและลาดไหล่เนียนเปลือยเปล่า จัดแจงเรือนร่างให้อยู่ในสภาพที่ดู 'ยั่วยวน' และเย้ายวนใจที่สุด ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องหอ

ภายในห้องนอน ไฟจากโคมเทียนส่องสว่างโชติช่วง หลิวเจิ้งนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ พลิกม้วนตำราพิชัยสงครามในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของนาง

หมิงหลานยกมือขึ้นเท้าเอว แสร้งทำสีหน้าหงุดหงิดตึงเครียด เดินตรงเข้าไปกระทืบเท้าเบาๆ ข้างโต๊ะหนังสือของเขา

"หลิวเจิ้ง! ทั้งหมดเป็นเพราะท่านคนเดียวเลย!"

หมิงหลานตวาดแหวใส่ ชี้หน้าด่าทอเขาอย่างไม่จริงจังนัก

"เพราะสายตาน่ากลัวกับบรรยากาศเหมือนลานประหารของท่าน ทำเอาชายงามของข้าอกสั่นขวัญผวาจนหนีกลับไปหมด! หมดกัน... ความสุนทรีย์ยามค่ำคืนของข้า!"

หลิวเจิ้งปรายสายตาขึ้นมองเรือนร่างสีกุหลาบใต้เสื้อผ้าบางเบาของนางวูบหนึ่ง แววตาฉายร่องรอยความพึงพอใจสายหนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วถามเสียงเรียบ

"กระหม่อมยังไม่ได้เอ่ยปากไล่สักคำ ชายงามพวกนั้นจิตใจเสาะแอกว่าที่คิด จะโทษกระหม่อมได้อย่างไรพะย่ะค่ะ"

"ช่างเถอะ! ข้าทั้งเมาทั้งง่วง ไม่อยากเสวนาเสแสร้งกับท่านแล้ว!"

หมิงหลานสะบัดหน้าใส่ ส่งเสียงเหอะในลำคอแล้วเดินยวนย่างไปที่เตียงนอนกว้างใหญ่ นางขึ้นไปเอนกายทอดตัวลงบนตั่งนุ่ม ตะแคงข้างขนานไปกับผ้านวม ปล่อยให้ชายเสื้อแพรเลื่อนไถลเผยต้นขาเรียวขาวเนียนสวย มือเรียวหยิบตำราประโลมโลกขึ้นมาถืออ่านในท่าทางที่ตั้งใจยั่วยวนสายตาของคนที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสืออย่างที่สุด

ใบหน้าหวานอาจดูถือดีและวางท่า แต่ในอกกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ...

หมิงหลานไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ซ่อนอยู่ในลึกๆ ได้เลยสักนิด ว่าสัมผัสอันเร่าร้อน นุ่มนวล และดุดันของเขาเมื่อคืนนี้ ได้ฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของนางเสียแล้ว ร่างกายของนางจดจำความวาบหวามนั้นได้ดี จนบัดนี้... นางกลับเป็นฝ่ายถวิลหาและอยากสัมผัสจากสามีบ้าอำนาจคนนี้อีกสักครั้ง

นางปรายสายตามองผ่านขอบตำรา ไปยังบุรุษหลังโต๊ะหนังสือ เพื่อดูว่าเขาจะทน 'ท่าทางยั่วยวน' นี้ได้นานสักแค่ไหน

หลิวเจิ้งวางม้วนตำราในมือลงบนโต๊ะไม้กังวานเบาๆ สายตาคมกริบละจากตัวอักษรเปลี่ยนมาจ้องมองเรือนร่างสีกุหลาบบนเตียงกว้าง แสงเทียนสลัวตกกระทบผิวเนียนผ่องที่โผล่พ้นชายเสื้อแพรบางเบา ท่าทางแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือทว่าปรายสายตามองมาอย่างพยศนั้น มีหรือที่แม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนจะไม่รู้เท่าทัน

เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบและหนักแน่นตรงไปยังเตียงนอน รังสีความดุดันและอำนาจคุมคามอันเป็นเอกลักษณ์ของเขากระจายไปทั่วห้องจนหมิงหลานต้องละสายตาจากตำรา หายใจสะดุดกึกเมื่อร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาทับลงมาบนตัวนาง

"อ่านตำราจบหน้าแล้วหรือองค์หญิง" หลิวเจิ้งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เขายื่นมือหนาไปหยิบตำราออกจากมือเรียวของนางแล้วโยนทิ้งไปข้างเตียงอย่างไม่แยแส

"หลิวเจิ้ง... ท่านจะทำอะไร..."

หมิงหลานแสร้งเอ่ยเสียงแข็ง แต่ลมหายใจกลับเริ่มกระเส่าเมื่อเขาโน้มกายลงมา คร่อมทับร่างบางไว้ในอ้อมแขน

"ชายงามหนีกลับไปหมดแล้ว และท่านก็บ่นว่าเมาแล้วง่วง..."

หลิวเจิ้งยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย นิ้วแกร่งลากไล้จากกรอบหน้าหวาน ลงมาตามลำคอระหง และใช้นิ้วสะกิดสายรัดอกที่ผูกไว้หลวมๆ จนปมผ้าหลุดออก เผยปทุมถันคู่งาม ชูช่อสีกุหลาบสดใสท้าทายสายตา

"เช่นนั้น... ก็เป็นหน้าที่ของกระหม่อมที่ต้อง 'ปรนนิบัติ' ส่งองค์หญิงเข้าสู่ห้วงนิทราไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ"

พูดจบ หลิวเจิ้งก็โน้มลงประทับจุมพิตอย่างลึกซึ้ง ริมฝีปากหนาบดเบียดเข้าหากันอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ลิ้นร้อนแทรกซึมสอดลึก ตักตักความหวานจากปากอวบอิ่มที่เริ่มเผยอออกรับอย่างเต็มใจ หมิงหลานส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ สัมผัสอบอุ่นและเร่าร้อนของเขาปลุกเปลวไฟเสน่หาในกายของนางให้ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว มือเรียวเปลี่ยนจากดันแผ่นอกแกร่งมาเป็นเลื่อนขึ้นไปโอบรัดรอบคอหนา สอดนิ้วมือเข้ากับเรือนผมของเขา จูบตอบรับอย่างพยศและถวิลหาไม่แพ้กัน

หลิวเจิ้งละจุมพิตลงมาซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มแผ่วเบาให้เกิดรอยรักสีกุหลาบปักตราความเป็นเจ้าของ ขณะที่ฝ่ามือหนาก็ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนและสะโพกผาย นวดเฟ้นเฟ้นย่างละเมียดละไม ความนุ่มนวลผสมผสานความดุดันทำให้หมิงหลานสั่นสะท้าน แอ่นอกรับสัมผัสจากจมูกและริมฝีปากของเขาที่เคลื่อนต่ำลงมาหยอกเย้ากับยอดอกงาม ลิ้นร้อนระเลียดชิมระลอกแล้วระลอกเล่าจนนางต้องแหงนคอเกร็ง ตัวเบียดเข้าหาเขาอย่างลืมตัว

"อื้อ... หลิวเจิ้ง..."

องค์หญิงใหญ่ร้องเรียกชื่อสวามีเสียงหวานพร่า สติสัมปชัญญะและฤทธิ์สุราที่เหลืออยู่หลอมละลายกลายเป็นความปรารถนาอันเปี่ยมล้น หลิวเจิ้งถอดอาภรณ์ของตนเองและปลดเสื้อผ้าบางเบาชิ้นสุดท้ายบนกายของนางออก ทอดสายตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าอันงดงามใต้แสงเทียนด้วยความลุ่มหลง

เขาแทรกกายลงระหว่างขาเรียวสวย ค่อยๆ ประคองสะโพกของนางขึ้นเล็กน้อย แล้วนำพากายแกร่งสอดประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนางอย่างเชื่องช้าทว่าลึกซึ้ง ความแน่นตึงและอุ่นร้อนทำให้หมิงหลานต้องสูดหายใจลึก นิ้วมือจิกลงบนกล้ามเนื้อแขนของเขาไว้แน่น

"มองข้า... หมิงหลาน"

หลิวเจิ้งกระซิบสั่งเสียงต่ำ สบสายตากลมโตที่ฉ่ำปรือด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเสน่หา

หลิวเจิ้งเริ่มขยับจังหวะจากเชื่องช้าเนิบนาบ เป็นความหนักแน่นและสม่ำเสมอ ความอบอุ่นผ่าวซาบซ่านแผ่ขยายไปทั่วเรือนร่าง ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความทะนุถนอมทว่าทรงพลัง ปลายสัมผัสครูดโดนจุดอ่อนไหวภายในจนหมิงหลานต้องส่งเสียงครางหวานแหลม ขาสวยเกี่ยวกระชับเอวสอบของเขาไว้แน่น ไม่เปิดโอกาสให้เขาถอนกายออกห่าง

"อ๊ะ... อื้อ! เบา... เบาหน่อย..."

"เมื่อครู่ยังประชดข้าอยู่เลยมิใช่หรือองค์หญิง"

หลิวเจิ้งหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แต่กลับกดเน้นจังหวะลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ โน้มลงมาจูบซับเหงื่อบนหน้าผากเนียน ละเลียดชิมความหวานจากแก้มและริมฝีปากบวมเจ่อของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"บอกข้ามา... ว่าใครคือคนเดียวที่ทำให้ท่านรู้สึกเช่นนี้"

หมิงหลานสติพร่ามัว สายตาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลของสวามี ความพยศที่เคยมีพังทลายลงสิ้น เหลือเพียงความซื่อสัตย์ต่อหัวใจตนเอง นางแอ่นสะโพกรอบรับจังหวะอันเร่าร้อนของเขาอย่างสมยอม

"ท่าน... หลิวเจิ้ง... เป็นท่านคนเดียว..."

คำตอบหวานหูทำให้หลิวเจิ้งวาวตาฉายแววพึงใจ เขาโอบรัดเอวบางไว้แน่นขึ้น เร่งจังหวะเสน่หาโหมกระหน่ำอย่างละเมียดละไม นำพาทั้งคู่ลอยทะยานขึ้นสู่ยอดคลื่นแห่งความปรารถนา หมิงหลานส่งเสียงร้องครางเกร็งสะท้านไปทั้งร่าง ร่างกายตึงกระตุกโอบรับความอบอุ่นผ่าวที่พุ่งพ่านเติมเต็มเข้ามาภายในกายอย่างลึกซึ้ง

ผ้าม่านตั่งเตียงค่อยๆ พริ้วไหวสงบลง พร้อมกับเสียงหายใจหอบกระเส่าของคนทั้งสอง หลิวเจิ้งยังคงกกตระกองกอดร่างบางไว้ในอ้อมแขนแนบแน่น จูบขมับและดวงตาฉ่ำปรือของนางอย่างอ่อนโยน ลูบไล้แผ่นหลังเนียนเพื่อปลอบประโลม ขณะที่องค์หญิงใหญ่ซบหน้าลงกับอกแกร่ง หลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมกอดของสวามีบ้าอำนาจที่นางไม่อาจปฏิเสธหัวใจตนเองได้อีกต่อไป

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • องค์หญิงตัวร้าย กับสวามีเย็นชา   ตอนที่ 7

    แสงแดดยามเช้าทอแสงสว่างทั่วท้องพระโรง กลิ่นกำยานอบอวลผสมผสานกับบรรยากาศอันน่าเกรงขาม หลิวเจิ้ง ในชุดขุนนางเต็มยศยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ของ ฮ่องเต้ ผู้เป็นทั้งประมุขแห่งแผ่นดินและเสด็จพี่ขององค์หญิงใหญ่หมิงหลานฮ่องเต้ทรงวางม้วนราชโอวาทลงบนโต๊ะพระทรงงาน ปรายพระเนตรมองแม่ทัพหนุ่มด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย"หลิวเจิ้ง... ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ ก็แค่อยากรู้สารพัดสุขดิบของน้องสาวข้า" ฮ่องเต้เอื้อนเอ่ย พลางยกจอกชาขึ้นจิบ "จวนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? หมิงหลานยังคงก่อเรื่องปวดหัวให้เจ้าไม่เว้นแต่ละวันเหมือนตอนอยู่วังหลวงหรือไม่""เรียนฝ่าบาท..."หลิวเจิ้งประสานมือโค้งกายลงเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่น"องค์หญิงยังคงมีฤทธิ์เดชและพยศอยู่บ้างพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมพอจะรับมือและคุมนางให้อยู่ในร่องในรอยได้บ้างแล้ว""หืม คุมได้แล้วงั้นรึ"ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ ในพระทัย ทรงเลิกพระขนงขึ้นอย่างแปลกพระทัย"น้องสาวข้าหัวแข็งยิ่งกว่าอะไรดี เจ้าทำอย่างไรให้นางยอมสยบได้เล่า?""กระหม่อมเพียงแค่... ใช้ความดุดันและระเบียบวินัยดัดนิสัยนางพะย่ะค่ะ" หลิวเจิ้งตอบพร้อมยิ้มมุมปาก นึกถึงภา

  • องค์หญิงตัวร้าย กับสวามีเย็นชา   ตอนที่ 6

    แสงเทียนยามค่ำคืนในห้องหอส่องสว่างทอแสงอบอุ่น หมิงหลานนั่งอยู่หน้ากระจกเงา จัดแจงเรือนร่างให้อยู่ในชุดเอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงสด ปิดปังเพียงเนินอกผุดผ่องและช่วงเอวคอดกิ่ว ทับด้วยเสื้อแพรเนื้อบางเบาชนิดที่เห็นไปถึงไหนต่อไหนนางยกยิ้มพึงใจกับผลงานตรงหน้า... คืนนี้นางจะเปลี่ยนแผน ในเมื่อเอาชนะด้วยแรงหรือคำขู่ไม่ได้ นางก็จะใช้มารยาเสน่หา ล่อลวงให้แม่ทัพผู้ถือดีคนนี้หลงใหล จนต้องเป็นฝ่ายสติแตก ร้องขอความรักและความเมตตาจากนางเองให้จงได้เสียงประตูเปิดออก หลิวเจิ้งก้าวเข้ามาในห้องนอนพร้อมชุดลำลอง สายตาคมกริบกวาดมองเรือนร่างสีกุหลาบที่เอนกายยวนย่างอยู่บนตั่งเตียงเพียงวูบเดียว ทว่า... แทนที่เขาจะพุ่งเข้ามาหา หรือแสดงอาการกระสันอยากอย่างที่นางคาดหวัง เขากลับทำเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเบาๆ ราวกับมองเห็นเด็กน้อยกำลังเล่นละครฉากใหญ่"อากาศยามค่ำคืนค่อนข้างเย็น องค์หญิงแต่งกายสั้นขุดเช่นนี้ ระวังจะไม่สบายเอานะพะย่ะค่ะ"หลิวเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความกระวนกระวาย"กระหม่อมเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกทหารมาทั้งวัน ขอตัวไปอาบน้ำก่อน"พูดจบ แม่ทัพหนุ่มก็หมุนตัวเดินตรงไปยังสระอาบน้ำด้านหลังห้องนอนอย่างหน้าตา

  • องค์หญิงตัวร้าย กับสวามีเย็นชา   ตอนที่ 5

    แสงแดดยามเช้าส่องผ่านร่องม่านตั่งเตียงกระทบใบหน้าหวาน หมิงหลานค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายรู้สึกระบมบอบช้ำ แต่ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวนางไว้แน่นกลับเด่นชัดยิ่งกว่าสิ่งใดพอนางเอี้ยวหน้ากลับไปมอง ก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของหลิวเจิ้งที่กำลังจ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว สายตาคมกริบฉายแววพราวระยับ พร้อมรอยยิ้มมุมปากอันน่าหมั่นไส้"ตื่นแล้วหรือ... องค์หญิงใหญ่ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร"หลิวเจิ้งกระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างหู "กระหม่อมจำได้ว่าเมื่อคืน มีคนสารภาพกับข้าเองว่า 'ท่านคนเดียว...' ""หลิวเจิ้ง! หุบปากเน่าๆ ของท่านเดี๋ยวนี้!"หมิงหลานหน้าแดงพรวดขึ้นมาถึงใบหู นางรีบยกมือขึ้นปิดปากเขาไว้แน่น ดิ้นรนจะขยับตัวหนี แต่อ้อมแขนแกร่งกลับยิ่งบีบกระชับร่างบางเข้ามาแนบชิดอก"ทำไมหรือพะย่ะค่ะ?"หลิวเจิ้งจูบลงบนฝ่ามือเรียวที่ปิดปากเขาอยู่เบาๆ ก่อนจะดึงมือบางออก "ตอนอยู่บนเตียงเมื่อคืน ท่านยังร้องเรียกชื่อข้าเสียงหวานซาบซ่านอยู่เลยแท้ๆ พอลุกขึ้นมาได้ก็กลับทำเป็นจำความไม่ได้เสียแล้วรึ""นั่นเพราะข้าเมา!"หมิงหลานเชิดหน้าขึ้น ถลึงตาใส่สวามีอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่หัวใจในอกเต้นระส่ำไม่เป็นจัง

  • องค์หญิงตัวร้าย กับสวามีเย็นชา   ตอนที่ 4

    ยามค่ำคืนโคจรมาถึงอีกครั้ง เสียงพิณหวานพลิ้วพริ้วไหวและเสียงหัวเราะสำราญใจขององค์หญิงใหญ่ดังก้องไปทั่วจวนแม่ทัพอีกเช่นเคย กลิ่นสุราเลิศรสคละคลุ้งตัดกับแสงไฟวูบวาบจากโคมแดง หมิงหลานเอนกายบนตั่งนุ่ม เสื้อผ้าแพรพรรณเลื่อนหลุดโชว์ลาดไหล่ผ่องอย่างตั้งใจ โดยมีชายงามสองคนคอยคุกเข่าป้อนสุราและพัดวีอยู่ข้างกายทว่า... สายตาของนางกลับคอยปรายมองไปที่ประตูเรือนอยู่ตลอดเวลากระทั่งร่างสูงใหญ่ของ หลิวเจิ้ง ในชุดขุนนางเต็มยศเดินกลับเข้ามาในจวน เขากวาดสายตามองความครึกครื้นตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความเกรี้ยวกราดหรืออารมณ์สติหลุดอย่างที่นางคาดหวังไว้ หลิวเจิ้งรู้อยู่แก่ใจว่าคนพยศอย่างหมิงหลานไม่มีทางยอมฟังคำขู่ของใครง่ายๆ หากนางสยบยอมง่ายดายปานนั้น ฮ่องเต้คงไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าจนต้องโยนแม่นกขมิ้นตัวนี้มาให้เขาดัดนิสัยแทนที่จะโวยวายหรืออาละวาดตามที่ขู่ไว้ หลิวเจิ้งกลับทำเพียงปรายสายตามองนางครู่หนึ่งด้วยแววตาพราวระยับ ก่อนจะเดินผ่านหน้าเรือนไปอย่างผ่อนคลายหมิงหลานเห็นดังนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนสบประมาท นางคว้าจอกสุราขึ้นมา ดื่มลงคอรวดเดียวแล้วเอ่ยเสียงดังท้าทาย"แม่ทัพหลิว! ขานรับข้าห

  • องค์หญิงตัวร้าย กับสวามีเย็นชา   ตอนที่ 3

    แสงแดดยามเช้าลอดผ่านร่องม่านเตียงเข้ามาสะท้อนเรือนร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้านวมผืนหนา กลิ่นหอมจางๆ ของสุราและน้ำอบกุหลาบที่คละคลุ้งตลอดคืน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบอันชวนให้กระอักกระอ่วนหมิงหลาน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะจี๊ดๆ จากฤทธิ์สุรา ทว่าความรวดร้าวตามบั้นเอวและเรือนร่างกลับเตือนสติได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืนนี้ความรู้สึกอุ่นวาบผุดขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่ได้... ลีลาและความลึกซึ้งอ่อนโยนที่หลิวเจิ้งมอบให้แทบทำให้หัวใจนางแกว่งไกวไปหมด แต่อนิจจา พอปรายสายตาไปมองคนข้างกายที่กำลังนอนตะแคงใช้แขนยันศีรษะ จ้องมองนางด้วยสายตาพราวระยับและรอยยิ้มมุมปากอันน่าหมั่นไส้... อารมณ์วาบหวามเมื่อครู่ก็ปลิวหายไปในพริบตา"ตื่นแล้วหรือองค์หญิง"หลิวเจิ้งเอ่ยทักน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลทว่ากวนประสาท"กระหม่อมกังวลแทบแย่ คิดว่าท่านจะเมาจนสลบไสลข้ามวันข้ามคืนเสียอีก"หมิงหลานรีบยกผ้านวมขึ้นมาคลุมถึงอก จ้องสวามีพระราชทานด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ แม้เรื่องเมื่อคืนมัน 'ยอดเยี่ยม' เกินคาด แต่ปากกลับไม่ยอมแพ้สักนิด"หลิวเจิ้ง! ท่านมันฉวยโอกาส!"หมิงหลานแค่นหัวเราะกลบเกลื่อนควา

  • องค์หญิงตัวร้าย กับสวามีเย็นชา   ตอนที่ 2

    โทสะที่สั่งสมและอารมณ์ดิบป่าเถื่อนรวดเร็วเกินกว่าจะยับยั้ง สติของหลิวเจิ้งขาดผาดลงในวินาทีนั้น เขาอุ้มร่างบางขององค์หญิงใหญ่ขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องนอนด้านใน และย้อนเหวี่ยงร่างงามลงบนเตียงกว้างอย่างแรง"อื้อ!"หมิงหลานอุทานเสียงหลง ร่างกายสะเทือนไปตามแรงปะทะ สายตาเริ่มพล่ามัวเพราะฤทธิ์สุราที่แล่นขึ้นสมองยังไม่ทันให้นางได้ตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มก็ทาบทับลงมาดั่งขุนเขา มือหนาคว้าจับเสื้อผ้าแพรเนื้อบางเบาบนกายของนางแล้วฉีกออกอย่างรวดเร็ว เสียงผ้าขาดสะบั้นดังก้องไปทั่วห้องนอน เหลือเพียงผ้ารัดอกชั้นในสีชาดที่ปกปิดเรือนร่างสีกุหลาบไว้เพียงริบหรี่"หลิวเจิ้ง! หยุดนะ..."หมิงหลานตกใจจนร้องเสียงหลง พยายามใช้มือดันแผ่นอกแกร่งของเขาออกไป แต่น้ำหนักและกำลังของบุรุษเพศที่ผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนนั้นมีมากเกินกว่าที่นางจะต้านทานได้หลิวเจิ้งไม่ฟังคำทัดทาน เขาโน้มกายลงประกบจูบปิดปากนางอย่างร้อนแรงรวดเร็ว รสสุราเลิศรสที่ติดอยู่บนปลายลิ้นของนางผสมผสานเข้ากับลมหายใจอันดุดันของเขา การจูบเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน เรียกร้อง และครอบครอง ลิ้นหนาแทรกซึมขยี้บดเบียดสอด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status