เข้าสู่ระบบโทสะที่สั่งสมและอารมณ์ดิบป่าเถื่อนรวดเร็วเกินกว่าจะยับยั้ง สติของหลิวเจิ้งขาดผาดลงในวินาทีนั้น เขาอุ้มร่างบางขององค์หญิงใหญ่ขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องนอนด้านใน และย้อนเหวี่ยงร่างงามลงบนเตียงกว้างอย่างแรง
"อื้อ!" หมิงหลานอุทานเสียงหลง ร่างกายสะเทือนไปตามแรงปะทะ สายตาเริ่มพล่ามัวเพราะฤทธิ์สุราที่แล่นขึ้นสมอง ยังไม่ทันให้นางได้ตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มก็ทาบทับลงมาดั่งขุนเขา มือหนาคว้าจับเสื้อผ้าแพรเนื้อบางเบาบนกายของนางแล้วฉีกออกอย่างรวดเร็ว เสียงผ้าขาดสะบั้นดังก้องไปทั่วห้องนอน เหลือเพียงผ้ารัดอกชั้นในสีชาดที่ปกปิดเรือนร่างสีกุหลาบไว้เพียงริบหรี่ "หลิวเจิ้ง! หยุดนะ..." หมิงหลานตกใจจนร้องเสียงหลง พยายามใช้มือดันแผ่นอกแกร่งของเขาออกไป แต่น้ำหนักและกำลังของบุรุษเพศที่ผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนนั้นมีมากเกินกว่าที่นางจะต้านทานได้ หลิวเจิ้งไม่ฟังคำทัดทาน เขาโน้มกายลงประกบจูบปิดปากนางอย่างร้อนแรงรวดเร็ว รสสุราเลิศรสที่ติดอยู่บนปลายลิ้นของนางผสมผสานเข้ากับลมหายใจอันดุดันของเขา การจูบเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน เรียกร้อง และครอบครอง ลิ้นหนาแทรกซึมขยี้บดเบียดสอดลึกอย่างไม่เปิดโอกาสให้นางได้หายใจ หมิงหลานเบิ่งตาโต ดิ้นรนขัดขืนอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง แต่ ยิ่งดิ้น ร่างกายของเขาก็ยิ่งบีบรัดนางแน่นขึ้นจนไม่เหลือช่องว่าง ความร้อนผ่าวจากสัมผัสบวกกับฤทธิ์สุราที่หมุนเวียนในกาย ทำให้อารมณ์พยศขององค์หญิงใหญ่ค่อยๆ พังทลายลง ลีลาอันเร่าร้อนและดิบป่าเถื่อนของสามีพระราชทานที่นางเคยปรามว่า 'แข็งกระด้าง' กลับปลุกเร้าความปรารถนาในซอกลึกของจิตใจนางอย่างที่ไม่เคยมีชายงามคนใดทำได้มาก่อน จากมือเรียวที่เคยผลักดัน ก็เปลี่ยนเป็นค่อยๆ ยกขึ้นโอบรัดรอบคอหนา จูบตอบรับความป่าเถื่อนนั้นอย่างไม่ยอมแพ้ เมื่อรู้สึกได้ถึงการสมยอมของคนใต้ร่าง แววตาของหลิวเจิ้งก็ไหววูบ อารมณ์ดุดันในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงที่ล้ำลึกขึ้น เขาค่อยๆ ผ่อนจูบที่ดุเดือดลง เปลี่ยนเป็นความนุ่มนวล ชักนำอย่างละมุนละไม ริมฝีปากหนาละจากปากอวบอิ่ม พรมจูบต่ำลงมาตามกรอบหน้า ลาไล้ลงสู่ซอกคอหอมกรุ่น ละเลียดชิมผิวเนียนผ่องอย่างประดิดประดอย "อ๊ะ..." หมิงหลานแหงนคอขึ้น ส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ เมื่อความนุ่มนวลของเขาแทรกซึมเข้ามาแทนที่อารมณ์ดุดัน ความรู้สึกวูบวาบประดุจเปลวไฟลามเลียไปทั่วเรือนร่าง หลิวเจิ้งถอดผ้ารัดอกชิ้นสุดท้ายออกอย่างเบามือ สัมผัสลูบไล้จากฝ่ามือหนาที่เคยหยาบกร้านบัดนี้กลับอ่อนโยนจนทำให้นางสั่นสะท้าน เขาสบสายตากับนางที่กำลังฉ่ำปรือด้วยอารมณ์รักและฤทธิ์สุรา ก่อนจะจุมพิตที่หน้าผากเนียนเบาๆ แล้วค่อยๆ สอดประสานเรือนร่างเข้าด้วยกันอย่างเชื่องช้าทว่าลึกซึ้ง จังหวะที่เคยโหมกระหน่ำในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวล ลึกซึ้ง และละเมียดละไม ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความใส่ใจและทะนุถนอม เสียงหายใจกระเส่าของทั้งคู่ประสานไปกับเสียงผ้าม่านตั่งเตียงที่พริ้วไหว ผ้าม่านรอบเตียงยังไหมสะท้อนแสง หลิวเจิ้งไม่ยอมเปิดโอกาสให้ความห่างเหินเข้ามาแทรกกลางระหว่างร่างทั้งสองอีกต่อไป เขาประคองร่างบางของหมิงหลานเข้ามาแนบชิด กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อดึงนางเข้าสู่กระแสความปรารถนาที่ยากเกินจะถอนตัว หมิงหลานอ้าปากหายใจหอบ ฤทธิ์สุรายังคงคลุมเครืออยู่ในสมอง ทว่าสัมผัสอันแสนลึกซึ้งและแนบแน่นจากสวามีพระราชทานกลับเด่นชัดยิ่งกว่าสิ่งใด ความอบอุ่นผ่าวลามเลียไปทั่วผิวกาย จนนางรวบรวมแรงผลักไสไม่ได้อีกต่อไป ได้แต่ตระกองกอดหลังแกร่งของเขาไว้แน่น เล็บเรียวจิกลงบนกล้ามเนื้อของเขาตามอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น "หลิว... เจิ้ง..." เสียงหวานแผ่วเบาจนขาดท่อน หลิวเจิ้งโน้มกายลงมาจุมพิตมุมปากที่บวมเจ่อของนางอย่างหลงใหล มอบจังหวะความชิดใกล้ที่เต็มไปด้วยความดุดันผสมผสานกับความเอาใจใส่ ทุกการเคลื่อนไหวหนักแน่นและละเมียดละไม บีบบังคับให้องค์หญิงใหญ่ผู้เคยพยศต้องส่งเสียงครางพร่าในลำคอ ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว "แน่น... ดีเหลือเกิน" เสียงทุ้มต่ำกระซิบเตือนสติอยู่ข้างหู แต่นึกเท่าใดหมิงหลานก็ไม่ อาจสลัดอารมณ์รักนี้ออกไปได้ มือเรียวเปลี่ยนจากขัดขืนมาเป็นโอบรัดรอบคอหนา ขาเรียวเกี่ยวกระชับเอวสอบของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าความอบอุ่นนี้จะหลุดลอยไปในความมืด หลิวเจิ้งรวบข้อมือนางประสานไว้เหนือศีรษะ นำพานางก้าวข้ามผ่านเกลียวคลื่นแห่งความเสน่หาที่โถมกระหน่ำจนทั้งคู่สั่นสะท้านไปพร้อมกัน เมื่อพายุอารมณ์อันเร่าร้อนค่อยๆ สงบลง หลิวเจิ้งยังคงไม่ถอนกายออกทันที เขานอนทับร่างบางไว้ครึ่งตัว ซบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นขณะหายใจหอบเบาๆ ริมฝีปากหนาจุมพิตซ้ำๆ ที่ขมับและปรางแก้วระเรื่อของนางอย่างอ่อนโยน ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังและเอวคอดช้าๆ เติมเต็มความหวานซาบซ่าน และปฏิเสธที่จะคืนอิสระให้องค์หญิงตัวแสบได้พักจริงๆ ตลอดทั้งคืนแสงแดดยามเช้าทอแสงสว่างทั่วท้องพระโรง กลิ่นกำยานอบอวลผสมผสานกับบรรยากาศอันน่าเกรงขาม หลิวเจิ้ง ในชุดขุนนางเต็มยศยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ของ ฮ่องเต้ ผู้เป็นทั้งประมุขแห่งแผ่นดินและเสด็จพี่ขององค์หญิงใหญ่หมิงหลานฮ่องเต้ทรงวางม้วนราชโอวาทลงบนโต๊ะพระทรงงาน ปรายพระเนตรมองแม่ทัพหนุ่มด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย"หลิวเจิ้ง... ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ ก็แค่อยากรู้สารพัดสุขดิบของน้องสาวข้า" ฮ่องเต้เอื้อนเอ่ย พลางยกจอกชาขึ้นจิบ "จวนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? หมิงหลานยังคงก่อเรื่องปวดหัวให้เจ้าไม่เว้นแต่ละวันเหมือนตอนอยู่วังหลวงหรือไม่""เรียนฝ่าบาท..."หลิวเจิ้งประสานมือโค้งกายลงเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่น"องค์หญิงยังคงมีฤทธิ์เดชและพยศอยู่บ้างพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมพอจะรับมือและคุมนางให้อยู่ในร่องในรอยได้บ้างแล้ว""หืม คุมได้แล้วงั้นรึ"ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ ในพระทัย ทรงเลิกพระขนงขึ้นอย่างแปลกพระทัย"น้องสาวข้าหัวแข็งยิ่งกว่าอะไรดี เจ้าทำอย่างไรให้นางยอมสยบได้เล่า?""กระหม่อมเพียงแค่... ใช้ความดุดันและระเบียบวินัยดัดนิสัยนางพะย่ะค่ะ" หลิวเจิ้งตอบพร้อมยิ้มมุมปาก นึกถึงภา
แสงเทียนยามค่ำคืนในห้องหอส่องสว่างทอแสงอบอุ่น หมิงหลานนั่งอยู่หน้ากระจกเงา จัดแจงเรือนร่างให้อยู่ในชุดเอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงสด ปิดปังเพียงเนินอกผุดผ่องและช่วงเอวคอดกิ่ว ทับด้วยเสื้อแพรเนื้อบางเบาชนิดที่เห็นไปถึงไหนต่อไหนนางยกยิ้มพึงใจกับผลงานตรงหน้า... คืนนี้นางจะเปลี่ยนแผน ในเมื่อเอาชนะด้วยแรงหรือคำขู่ไม่ได้ นางก็จะใช้มารยาเสน่หา ล่อลวงให้แม่ทัพผู้ถือดีคนนี้หลงใหล จนต้องเป็นฝ่ายสติแตก ร้องขอความรักและความเมตตาจากนางเองให้จงได้เสียงประตูเปิดออก หลิวเจิ้งก้าวเข้ามาในห้องนอนพร้อมชุดลำลอง สายตาคมกริบกวาดมองเรือนร่างสีกุหลาบที่เอนกายยวนย่างอยู่บนตั่งเตียงเพียงวูบเดียว ทว่า... แทนที่เขาจะพุ่งเข้ามาหา หรือแสดงอาการกระสันอยากอย่างที่นางคาดหวัง เขากลับทำเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเบาๆ ราวกับมองเห็นเด็กน้อยกำลังเล่นละครฉากใหญ่"อากาศยามค่ำคืนค่อนข้างเย็น องค์หญิงแต่งกายสั้นขุดเช่นนี้ ระวังจะไม่สบายเอานะพะย่ะค่ะ"หลิวเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความกระวนกระวาย"กระหม่อมเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกทหารมาทั้งวัน ขอตัวไปอาบน้ำก่อน"พูดจบ แม่ทัพหนุ่มก็หมุนตัวเดินตรงไปยังสระอาบน้ำด้านหลังห้องนอนอย่างหน้าตา
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านร่องม่านตั่งเตียงกระทบใบหน้าหวาน หมิงหลานค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายรู้สึกระบมบอบช้ำ แต่ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวนางไว้แน่นกลับเด่นชัดยิ่งกว่าสิ่งใดพอนางเอี้ยวหน้ากลับไปมอง ก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของหลิวเจิ้งที่กำลังจ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว สายตาคมกริบฉายแววพราวระยับ พร้อมรอยยิ้มมุมปากอันน่าหมั่นไส้"ตื่นแล้วหรือ... องค์หญิงใหญ่ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร"หลิวเจิ้งกระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างหู "กระหม่อมจำได้ว่าเมื่อคืน มีคนสารภาพกับข้าเองว่า 'ท่านคนเดียว...' ""หลิวเจิ้ง! หุบปากเน่าๆ ของท่านเดี๋ยวนี้!"หมิงหลานหน้าแดงพรวดขึ้นมาถึงใบหู นางรีบยกมือขึ้นปิดปากเขาไว้แน่น ดิ้นรนจะขยับตัวหนี แต่อ้อมแขนแกร่งกลับยิ่งบีบกระชับร่างบางเข้ามาแนบชิดอก"ทำไมหรือพะย่ะค่ะ?"หลิวเจิ้งจูบลงบนฝ่ามือเรียวที่ปิดปากเขาอยู่เบาๆ ก่อนจะดึงมือบางออก "ตอนอยู่บนเตียงเมื่อคืน ท่านยังร้องเรียกชื่อข้าเสียงหวานซาบซ่านอยู่เลยแท้ๆ พอลุกขึ้นมาได้ก็กลับทำเป็นจำความไม่ได้เสียแล้วรึ""นั่นเพราะข้าเมา!"หมิงหลานเชิดหน้าขึ้น ถลึงตาใส่สวามีอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่หัวใจในอกเต้นระส่ำไม่เป็นจัง
ยามค่ำคืนโคจรมาถึงอีกครั้ง เสียงพิณหวานพลิ้วพริ้วไหวและเสียงหัวเราะสำราญใจขององค์หญิงใหญ่ดังก้องไปทั่วจวนแม่ทัพอีกเช่นเคย กลิ่นสุราเลิศรสคละคลุ้งตัดกับแสงไฟวูบวาบจากโคมแดง หมิงหลานเอนกายบนตั่งนุ่ม เสื้อผ้าแพรพรรณเลื่อนหลุดโชว์ลาดไหล่ผ่องอย่างตั้งใจ โดยมีชายงามสองคนคอยคุกเข่าป้อนสุราและพัดวีอยู่ข้างกายทว่า... สายตาของนางกลับคอยปรายมองไปที่ประตูเรือนอยู่ตลอดเวลากระทั่งร่างสูงใหญ่ของ หลิวเจิ้ง ในชุดขุนนางเต็มยศเดินกลับเข้ามาในจวน เขากวาดสายตามองความครึกครื้นตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความเกรี้ยวกราดหรืออารมณ์สติหลุดอย่างที่นางคาดหวังไว้ หลิวเจิ้งรู้อยู่แก่ใจว่าคนพยศอย่างหมิงหลานไม่มีทางยอมฟังคำขู่ของใครง่ายๆ หากนางสยบยอมง่ายดายปานนั้น ฮ่องเต้คงไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าจนต้องโยนแม่นกขมิ้นตัวนี้มาให้เขาดัดนิสัยแทนที่จะโวยวายหรืออาละวาดตามที่ขู่ไว้ หลิวเจิ้งกลับทำเพียงปรายสายตามองนางครู่หนึ่งด้วยแววตาพราวระยับ ก่อนจะเดินผ่านหน้าเรือนไปอย่างผ่อนคลายหมิงหลานเห็นดังนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนสบประมาท นางคว้าจอกสุราขึ้นมา ดื่มลงคอรวดเดียวแล้วเอ่ยเสียงดังท้าทาย"แม่ทัพหลิว! ขานรับข้าห
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านร่องม่านเตียงเข้ามาสะท้อนเรือนร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้านวมผืนหนา กลิ่นหอมจางๆ ของสุราและน้ำอบกุหลาบที่คละคลุ้งตลอดคืน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบอันชวนให้กระอักกระอ่วนหมิงหลาน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะจี๊ดๆ จากฤทธิ์สุรา ทว่าความรวดร้าวตามบั้นเอวและเรือนร่างกลับเตือนสติได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืนนี้ความรู้สึกอุ่นวาบผุดขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่ได้... ลีลาและความลึกซึ้งอ่อนโยนที่หลิวเจิ้งมอบให้แทบทำให้หัวใจนางแกว่งไกวไปหมด แต่อนิจจา พอปรายสายตาไปมองคนข้างกายที่กำลังนอนตะแคงใช้แขนยันศีรษะ จ้องมองนางด้วยสายตาพราวระยับและรอยยิ้มมุมปากอันน่าหมั่นไส้... อารมณ์วาบหวามเมื่อครู่ก็ปลิวหายไปในพริบตา"ตื่นแล้วหรือองค์หญิง"หลิวเจิ้งเอ่ยทักน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลทว่ากวนประสาท"กระหม่อมกังวลแทบแย่ คิดว่าท่านจะเมาจนสลบไสลข้ามวันข้ามคืนเสียอีก"หมิงหลานรีบยกผ้านวมขึ้นมาคลุมถึงอก จ้องสวามีพระราชทานด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ แม้เรื่องเมื่อคืนมัน 'ยอดเยี่ยม' เกินคาด แต่ปากกลับไม่ยอมแพ้สักนิด"หลิวเจิ้ง! ท่านมันฉวยโอกาส!"หมิงหลานแค่นหัวเราะกลบเกลื่อนควา
โทสะที่สั่งสมและอารมณ์ดิบป่าเถื่อนรวดเร็วเกินกว่าจะยับยั้ง สติของหลิวเจิ้งขาดผาดลงในวินาทีนั้น เขาอุ้มร่างบางขององค์หญิงใหญ่ขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องนอนด้านใน และย้อนเหวี่ยงร่างงามลงบนเตียงกว้างอย่างแรง"อื้อ!"หมิงหลานอุทานเสียงหลง ร่างกายสะเทือนไปตามแรงปะทะ สายตาเริ่มพล่ามัวเพราะฤทธิ์สุราที่แล่นขึ้นสมองยังไม่ทันให้นางได้ตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มก็ทาบทับลงมาดั่งขุนเขา มือหนาคว้าจับเสื้อผ้าแพรเนื้อบางเบาบนกายของนางแล้วฉีกออกอย่างรวดเร็ว เสียงผ้าขาดสะบั้นดังก้องไปทั่วห้องนอน เหลือเพียงผ้ารัดอกชั้นในสีชาดที่ปกปิดเรือนร่างสีกุหลาบไว้เพียงริบหรี่"หลิวเจิ้ง! หยุดนะ..."หมิงหลานตกใจจนร้องเสียงหลง พยายามใช้มือดันแผ่นอกแกร่งของเขาออกไป แต่น้ำหนักและกำลังของบุรุษเพศที่ผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนนั้นมีมากเกินกว่าที่นางจะต้านทานได้หลิวเจิ้งไม่ฟังคำทัดทาน เขาโน้มกายลงประกบจูบปิดปากนางอย่างร้อนแรงรวดเร็ว รสสุราเลิศรสที่ติดอยู่บนปลายลิ้นของนางผสมผสานเข้ากับลมหายใจอันดุดันของเขา การจูบเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน เรียกร้อง และครอบครอง ลิ้นหนาแทรกซึมขยี้บดเบียดสอด







