Masuk
ย่างเข้ายามเว่ยของวันหนึ่งในรัชศกเทียนเจี้ยที่สิบสอง เมืองหลวงแคว้นเยียนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝนหนาทึบราวกับว่าพายุจะเข้า เสียงฝนฟ้าคะนองดังกึกก้องไปทั่วผืนแผ่นดิน
เมฆฝนพวกนี้เคลื่อนตัวมาอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวเมืองต่างพากันเก็บข้าวของหลบฝนกันวุ่นวาย พวกร้านค้าที่ตั้งอยู่ที่ถนนฟางเป่ยต่างก็รีบปิดประตูลง เพราะมีลมพัดกระโชกแรงพัดเอาเสื้อผ้าที่แขวนห้อยไว้หน้าร้านปลิวสะบัด บางตัวถึงกับหลุดออกจากราวแขวนไปกองอยู่ที่พื้นก็มี
“ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอันใดขึ้น เหตุใดฝนฟ้าถึงได้พิโรธถึงเพียงนี้” เจ้าของร้านผ้าเอ่ยกับเด็กเฝ้าร้านที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่กี่วันด้วยความแปลกใจ
เด็กเฝ้าร้านได้ยินเถ้าแก่เอ่ยก็ตอบกลับ พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างรีบเก็บของเข้าร้านไปด้วย “ข้าคิดว่าคงไม่มีเรื่องร้ายอันใดหรอกขอรับเถ้าแก่ นี่ก็เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว ย่อมมีพายุเป็นธรรมดา อย่าคิดมากเลยขอรับ”
“อ้อ…จริงของเจ้า ข้าก็ลืมนึกไปเลยว่านี่เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว เช่นนั้นรีบเก็บของกันเถอะ ประเดี๋ยวฝนจะสาดเข้ามาในร้านเสียก่อน” เถ้าแก่เอ่ยจบก็รีบออกมาช่วยเด็กเฝ้าร้านเก็บของด้วยเพราะกลัวว่าจะไม่ทันการ
เมื่อทุกอย่างกลับเข้าไปอยู่ในร้านแล้ว พวกเขาก็รีบดึงประตูปิดทันที
อีกด้านหนึ่งทางวังหลวง
ณ ตำหนักเยี่ยนฟางในห้องพระบรรทมชั้นใน ฮองเฮาที่กำลังเจ็บท้องคลอดอยู่นั้น เวลานี้ใบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อ เสียงหอบหายใจถี่ พร้อมหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงนั้น บ่งบอกว่าพระนางกำลังทรงทรมานเป็นอย่างยิ่ง
“ฮองเฮาทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ ประเดี๋ยวหมอหลวงก็คงจะมาถึงแล้ว” เสี่ยวหลัวนางกำนัลคนสนิทกล่าว ต่อให้จะเป็นการกล่าวเพื่อให้กำลังใจ แต่ทว่าสีหน้าของนางก็ยังคงเป็นกังวลอยู่
ไม่น้อย เพราะนางกำนัลอีกคนหนึ่งไปตามหมอหลวงนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มาสักที เช่นนั้นแล้วเหล่านางกำนัลที่ตำหนักเยี่ยนฟางต่างก็ร้อนใจมากฮ่องเต้เองก็ทรงร้อนพระทัยเช่นกัน พระองค์เดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าตำหนัก จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องเร่งทหารให้ไปดูว่าหมอหลวงออกมาหรือยัง
“พวกเจ้าสองคนไปดูหมอหลวงที หากจำเป็นต้องแบกก็แบกมาเลย ให้มาให้เร็วที่สุด” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่แลดูเป็นกังวลไม่น้อย
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์สองนายได้รับพระบัญชาแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที
“ฝ่าบาทอย่าทรงร้อนพระทัยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หวงกงกงเอ่ยขึ้นมาอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ เขากลัวว่าหากฮ่องเต้ทรงเป็นกังวลมากเกินไป จะกระทบพระวรกายอันล้ำค่าของพระองค์
ฮ่องเต้หันมากล่าวกับหวงกงกงด้วยพระสุรเสียงที่จริงจัง “เจ้าจะไม่ให้เราร้อนใจได้อย่างไร เวลานี้ฮองเฮากำลังจะคลอดคือบุตรคนแรกของเรานะ อย่าว่าแต่เราเลย ต่อให้เป็นผู้อื่นก็ต้องร้อนใจไม่แพ้กัน”
ทหารองครักษ์สองคนวิ่งออกไปได้ยังไม่ทันถึงไหนก็กลับมาพร้อมกับหมอหลวง ซึ่งทั้งสองวิ่งมาอย่างเร่งรีบ อีกทั้งยังมีศิษย์จากสำนักหมอหลวงอีกผู้หนึ่งมาช่วยด้วยเหมือนกัน พวกเขามาพร้อมเครื่องมือครบครัน เตรียมพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมมาช้า”
เมื่อฮ่องเต้เห็นว่าหมอหลวงมาถึงแล้วก็โล่งพระทัย “อย่าได้มาเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย รีบเข้าไปเถอะ”
เมื่อได้รับคำสั่ง หมอหลวงก็ไม่รอช้ารีบเข้าห้องคลอดทันที แม้ว่าอากาศภายนอกยามนี้มีฝนตั้งเค้า แต่ทว่าคนที่อยู่ด้านในล้วนแต่เหงื่อผุดขึ้นซึมเต็มใบหน้า สีหน้าของทุกคนมีแต่ความกังวล เนื่องจากทำคลอดกันมาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่เด็กก็ยังไม่ยอมออกมาเสียที ฮ่องเต้ที่รออยู่ด้านนอกก็ยิ่งร้อนพระทัยเข้าไปใหญ่
“ฮองเฮาได้โปรดพยายามอีกหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าคราวนี้ต้องสำเร็จเป็นแน่” หมอหลวงที่อยู่หลังม่านกล่าวกับฮองเฮาที่ยามนี้พยายามใช้แรงเบ่งคลอดบุตรมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว
ต่อให้นางจะเบ่งมาแล้วเป็นร้อยครั้งก็ตาม แต่ถึงอย่างไรต้องเบ่งต่อไปอีกจนกว่าทารกน้อยจะออกมา ฮองเฮาพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะรวบรวมแรงกายแรงใจทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้บุตรที่อยู่ในครรภ์ได้ออกมาดูโลกภายนอก ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ต่างก็เอาใจช่วย และหากเป็นไปได้ นางกำนัลกลุ่มนี้ก็คงจะเบ่งคลอดแทนแล้ว
ไม่นานประตูตำหนักเยี่ยนฟางก็เปิดออก พร้อมศิษย์สำนักหมอหลวงผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมารายงานความคืบหน้าต่อฮ่องเต้ที่ยืนรออยู่หน้าตำหนัก “ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาทรงมีภาวะคลอดยาก อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
“คลอดยากอย่างนั้นหรือ แล้วจะเป็นอะไรมากหรือไม่”
เสียงสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งดังมาจากเบื้องหลังฮ่องเต้ ซึ่งเป็นไทเฮานั่นเองที่เสด็จมาพร้อมกับนางกำนัลอีกจำนวนหนึ่ง
“ถวายบังคมไทเฮา” ศิษย์สำนักหมอหลวงผู้นั้นค้อมกายลงต่ำคราหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวต่อ “กระหม่อมก็ไม่สามารถคาดเดาได้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว ทั้งฮ่องเต้และไทเฮาก็เป็นกังวลยิ่งนัก ภาวะคลอดยากนั้นมิใช่เรื่องเล่น ๆ มีสตรีหลายคนที่อยู่ในภาวะคลอดยากเช่นนี้ แล้วจบลงด้วยการสูญเสีย ซึ่งถ้าไม่สูญเสียแม่ก็อาจจะสูญเสียลูก หากร้ายแรงกว่านั้นก็สูญเสียทั้งสองคน ทั้งสองจึงได้แต่ภาวนาว่าขออย่าได้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับฮองเฮาและบุตรของนางเลย
“เสด็จแม่พอจะมีหนทางหรือไม่” ฮ่องเต้ที่ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งผู้ใดนั้น ก็หันมาถามมารดาของตน เพราะอย่างน้อยพระนางก็ผ่านการคลอดบุตรมาก่อน ซึ่งอาจจะมีหาทางมาช่วยแก้ปัญหานี้ได้
เมื่อเจอคำถามของบุตรชาย ไทเฮาจึงได้แต่ส่ายศีรษะช้า ๆ อย่างจนปัญญา เพราะแม้แต่หมอหลวงยังไม่สามารถบอกได้เลยว่าจะเป็นอย่างไร ถึงแม้นางจะเป็นไทเฮาก็จริง แต่เป็นเพียงแค่สตรีผู้หนึ่งเท่านั้น จะไปหาทางแก้ปัญหาภาวะคลอดยากได้อย่างไร
“แม่คิดว่า พวกเราสงบสติและสวดภาวนาของให้สวรรค์ช่วยนางอย่างสุดความสามารถเถอะนะ” ไทเฮากล่าวออกมาอย่างจนปัญญา
ฝนฟ้าจากเดิมที่เคยมืดครึ้มและลมพัดแรง มาบัดนี้ฝนที่ตั้งเค้าอยู่นานก็ตกลงมาแล้ว อีกทั้งยังมีเสียงฟ้าร้องและปรากฏฟ้าแลบขึ้นอีกด้วย บรรยากาศภายนอกที่น่ากลัวนี้ เหมือนกับว่าเร่งเร้าให้บรรยากาศภายในตำหนักเยี่ยนฟางนั้นดูร้อนรนมากขึ้นไปอีก
เสียงฟ้าร้องคราหนึ่ง ก็ปรากฏเสียงร้องของฮองเฮาที่รวบรวมแรงกายเบ่งคลอดคราหนึ่ง
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งทรงเป็นกังวลมากขึ้นเท่านั้น พระองค์แทบอยากจะเข้าไปในตำหนัก แล้วไปจับมือให้กำลังใจฮองเฮา แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น
ทางด้านไทเฮาเองทรงประทับที่เก้าอี้รออยู่กับฮ่องเต้ที่หน้าตำหนักเช่นกัน พระนางเคยผ่านการคลอดบุตรมาก็หลายคน แต่ว่าไม่เคยใช้เวลานานถึงเพียงนี้เลย ตั้งแต่หมอหลวงเข้าไปตอนนี้ก็ปาไปเกือบจะสองชั่วยามแล้ว พระนางกลัวว่าฮองเฮาจะหมดแรงเบ่งเอาเสียก่อน
กระทั่งในการเบ่งคลอดครั้งสุดท้าย ฮองเฮาที่ใกล้หมดแรงก็รวบรวมแรงฮึดทั้งหมดจากนั้นจึงเบ่งคลอดออกมา เสียงฟ้าผ่าครั้งใหญ่ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของฮองเฮาที่ดังลั่น จากนั้นก็ตามด้วยเสียงของเด็กน้อยที่ร้องไห้งอแงยามได้สัมผัสโลกภายนอกเป็นครั้งแรก
องค์หญิงใหญ่ผู้โดดเดี่ยวเหล่านางกำนัลได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย “โธ่…พวกข้าก็นึกว่าอะไรเสียอีก ในใจนั้นนึกว่าท่านแม่นมเกิ่งเกิดอุบัติเหตุขึ้น ที่แท้ก็แค่ถูกองค์หญิงกัดนี่เอง” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแม้ว่าจะดูเป็นห่วง แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกสนานเล็กน้อยที่แม่นมเกิ่งถูกองค์หญิงใหญ่กลั่นแกล้ง“เจ้าลองมาให้นางกัดดูไหมล่ะจะได้รู้ว่ามันเจ็บเพียงใด” แม่นมเกิ่งกล่าวอย่างไม่พอใจ ใครจะรู้บ้างว่าเวลาถูกเด็กน้อยกัดหัวนมตอนดื่มนมนั้นความรู้สึกเป็นอย่างไร“เอาเถอะท่านแม่นมเกิ่ง ถึงอย่างไรมันก็เป็นหน้าที่ของท่านจะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้แล้ว” นางกำนัลคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา“ก็ถูกของเจ้า ข้าล่ะอิจฉาพวกแม่นมเกิ่งที่ตำหนักอื่นเสียจริง ๆ โดยเฉพาะแม่นมเกิ่งและข้ารับใช้ที่ตำหนักไฉ่อีของพระสนมหวงกุ้ยเฟย ข้าได้ข่าวว่าองค์ชายใหญ่มีแม่นมเกิ่งถึงหกคน แล้วเหตุใดข้าต้องมาติดอยู่ที่ตำหนักร้างเช่นนี้ด้วยเล่า”แม่นมเกิ่งกล่าวแล้วก็ได้แต่คิดน้อยใจขึ้นมาว่า ทำไมตนเองถึงต้องมาเป็นแม่นมเกิ่งให้กับองค์หญิงที่ถูกลืมผู้นี้ ในขณะที่แม่นมเกิ่งคนอื่น ๆ ต่างก็มีชีวิตที่ดีกันทั้ง
ความเกลียดชังที่ได้รับ ตำหนักท้ายวัง หากวัดจากระยะทางแล้วนับเป็นตำหนักที่อยู่ห่างไกลเป็นที่สุด ซึ่งตำหนักแห่งนี้แทบจะเป็นตำหนักร้างอยู่แล้วเพราะไม่มีผู้ใดมาอาศัยอยู่เสียนาน ดังนั้นก่อนที่จะให้องค์หญิงน้อยมาอยู่ จึงต้องทำความสะอาดกันเสียยกใหญ่ กว่าจะได้ย้ายเข้ามาก็ปาเข้าไปยามเว่ยเกือบจะเช้าแล้วไทเฮาทรงจัดแจงให้องค์หญิงจิ๋นซีมีแม่นมเกิ่งคนหนึ่งและนางกำนัลอีกสี่ห้าคน คราแรกเสี่ยวหลัวจะขอไปดูแลองค์หญิงน้อยด้วยตัวเอง แต่ทว่านางต้องไว้ทุกข์ให้กับฮองเฮาที่เพิ่งจากไป จึงยังไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลองค์หญิงได้ในตอนนี้ ดังนั้นนางกำนัลที่ไปอยู่ตำหนักท้ายวังจึงเป็นคนของไทเฮาทั้งหมดซึ่งทั้งแม่นมเกิ่งและนางกำนัลเหล่านั้นไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรที่ถูกส่งไปอยู่ตำหนักท้ายวังแห่งนี้ เป็นเพราะที่นี่เปลี่ยวร้างน่ากลัวเสียเหลือเกิน เนื่องจากความเป็นอยู่ก็ไม่ดีงามและสะดวกสบายเหมือนตำหนักอื่น ๆ อีกทั้งโอกาสที่จะได้รับความดีความชอบก็แทบไม่มีเสียด้วย เนื่องจากองค์หญิงจิ่นซีเองก็เป็นเพียงทารกน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น นางจะประทานรางวัลให้ผู้ใดได้ ว่าไปแล้วนับเป็นการสูญเสียโอกาสของพวกนางเสียมากกว่ายามเว่ยของวันหนึ่ง ใน
องค์หญิงจิ่นซี“ส่งนางมาให้ข้าเถอะ” ไทเฮากล่าวก่อนจะหันไปทางนางกำนัลที่กำลังอุ้มองค์หญิงอยู่“พ่อเจ้าคงโกรธมาก ให้เขาได้ไปสงบจิตสงบใจทบทวนตัวเองสักครู่เถิด ระหว่างนี้ก็อยู่กับย่าก่อน เดี๋ยวย่าจะตั้งชื่อให้เจ้าเอง” ไทเฮาตรัสกับองค์หญิงน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนองค์หญิงน้อยเมื่อเปลี่ยนจากอยู่ในอ้อมอกของนางกำนัลมาอยู่ในอ้อมอกของเสด็จย่าแล้ว ก็อารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย จากที่ร้องไห้งอแงเมื่อสักครู่ มาบัดนี้กลับกลายเป็นว่านอนหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว ทั้งริมฝีปากยังยกยิ้มราวกับว่ากำลังฝันดีอยู่อย่างไรอย่างนั้นไทเฮาอุ้มองค์หญิงน้อยแกว่งไปมาเป็นการกล่อม ในเมื่อองค์หญิงผู้นี้ไม่มีที่จะไปแล้ว พระนางจึงได้อุ้มไปที่ตำหนักอวิ๋นผิงของพระนางก่อน ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรนั้น คงต้องใช้เวลาคิดอีกสักพัก หรือไม่ คงรอให้ฮ่องเต้พระทัยเย็นก่อน แล้วคิดหารือกันหลังจากนั้นในขณะที่ตำหนักอื่น ๆ กำลังโศกเศร้า แต่จะจริงใจหรือไม่นั้นสุดแล้วแต่จะคาดเดา ฮ่องเต้ทรงมีสนมอยู่มากมาย หลังจากที่ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว สนมเหล่านี้คิดอย่างไรก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่กลับมีอยู่ตำหนักหนึ่ง ที่แทบจะจุกประทัดฉลองให้กับการจากไปของฮองเฮา ซึ
หนึ่งกำเนิด หนึ่งจากลาในที่สุดระยะเวลาอันยาวนานก็สิ้นสุดเสียที ทารกที่ฮองเฮาคลอดออกมานั้นเป็นองค์หญิงน้อยผู้หนึ่งที่มีสุขภาพแข็งแรงและอ้วนท้วนสมบูรณ์ แก้มย้วย ๆ ขององค์หญิงน้อยทำให้นางดูน่ารักน่าชังราวกับเทพเซียนตัวน้อยก็มิปาน เหล่านางกำนัลต่างก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นองค์หญิง หลังจากที่ใช้เวลาทำคลอดกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ทุกคนต่างก็ยินดีที่ฮองเฮาคลอดบุตรได้สำเร็จเสี่ยวหลัวนางกำนัลคนสนิทคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา นางหันไปหาฮองเฮาเพื่อจะบอกกล่าวเรื่องที่พระนางคลอดองค์หญิงน้อยออกมา แต่แล้วเลือดในกายของนางก็พลันแข็งค้างไปทั่วร่างกาย เมื่อเห็นว่าฮองเฮาที่สลบไป กลับนอนนิ่งไม่ไหวติง แม้กระทั่งหน้าอกยังไม่กระเพื่อมขึ้นลงนางยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้ายื่นมือไปอังที่จมูกของร่างที่อยู่บนเตียง จึงได้รู้ว่าฮองเฮาไร้ลมหายใจแล้ว“หมอหลวง!!” เสี่ยวหลัวกรีดร้องเสียงดังเพื่อเรียกหมอหลวง จนทุกคนที่อยู่ในตำหนักต่างสะดุ้งพร้อมกับหันมาตามเสียงร้องของนางหมอหลวงที่อุ้มองค์หญิงน้อยอยู่เมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็ยื่นองค์หญิงให้กับนางกำนัลอีกคน ก่อนจะรุดมาที่เตียงอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นอ
บทที่ 1 สัญญาณร้ายหรือดีย่างเข้ายามเว่ยของวันหนึ่งในรัชศกเทียนเจี้ยที่สิบสอง เมืองหลวงแคว้นเยียนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝนหนาทึบราวกับว่าพายุจะเข้า เสียงฝนฟ้าคะนองดังกึกก้องไปทั่วผืนแผ่นดินเมฆฝนพวกนี้เคลื่อนตัวมาอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวเมืองต่างพากันเก็บข้าวของหลบฝนกันวุ่นวาย พวกร้านค้าที่ตั้งอยู่ที่ถนนฟางเป่ยต่างก็รีบปิดประตูลง เพราะมีลมพัดกระโชกแรงพัดเอาเสื้อผ้าที่แขวนห้อยไว้หน้าร้านปลิวสะบัด บางตัวถึงกับหลุดออกจากราวแขวนไปกองอยู่ที่พื้นก็มี“ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอันใดขึ้น เหตุใดฝนฟ้าถึงได้พิโรธถึงเพียงนี้” เจ้าของร้านผ้าเอ่ยกับเด็กเฝ้าร้านที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่กี่วันด้วยความแปลกใจเด็กเฝ้าร้านได้ยินเถ้าแก่เอ่ยก็ตอบกลับ พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างรีบเก็บของเข้าร้านไปด้วย “ข้าคิดว่าคงไม่มีเรื่องร้ายอันใดหรอกขอรับเถ้าแก่ นี่ก็เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว ย่อมมีพายุเป็นธรรมดา อย่าคิดมากเลยขอรับ”“อ้อ…จริงของเจ้า ข้าก็ลืมนึกไปเลยว่านี่เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว เช่นนั้นรีบเก็บของกันเถอะ ประเดี๋ยวฝนจะสาดเข้ามาในร้านเสียก่อน” เถ้าแก่เอ่ยจบก็รีบออกมาช่วยเด็กเฝ้าร้านเก็บของด้วยเพราะกลัวว่าจะไม่ทันการเมื่อทุกอย่างกลั







