LOGINในที่สุดระยะเวลาอันยาวนานก็สิ้นสุดเสียที ทารกที่ฮองเฮาคลอดออกมานั้นเป็นองค์หญิงน้อยผู้หนึ่งที่มีสุขภาพแข็งแรงและอ้วนท้วนสมบูรณ์ แก้มย้วย ๆ ขององค์หญิงน้อยทำให้นางดูน่ารักน่าชังราวกับเทพเซียนตัวน้อยก็มิปาน เหล่านางกำนัลต่างก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นองค์หญิง หลังจากที่ใช้เวลาทำคลอดกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ทุกคนต่างก็ยินดีที่ฮองเฮาคลอดบุตรได้สำเร็จ
เสี่ยวหลัวนางกำนัลคนสนิทคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา นางหันไปหาฮองเฮาเพื่อจะบอกกล่าวเรื่องที่พระนางคลอดองค์หญิงน้อยออกมา แต่แล้วเลือดในกายของนางก็พลันแข็งค้างไปทั่วร่างกาย เมื่อเห็นว่าฮองเฮาที่สลบไป กลับนอนนิ่งไม่ไหวติง แม้กระทั่งหน้าอกยังไม่กระเพื่อมขึ้นลง
นางยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้ายื่นมือไปอังที่จมูกของร่างที่อยู่บนเตียง จึงได้รู้ว่าฮองเฮาไร้ลมหายใจแล้ว
“หมอหลวง!!” เสี่ยวหลัวกรีดร้องเสียงดังเพื่อเรียกหมอหลวง จนทุกคนที่อยู่ในตำหนักต่างสะดุ้งพร้อมกับหันมาตามเสียงร้องของนาง
หมอหลวงที่อุ้มองค์หญิงน้อยอยู่เมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็ยื่นองค์หญิงให้กับนางกำนัลอีกคน ก่อนจะรุดมาที่เตียงอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“ฮอง…ฮองเฮาไม่ทรงหายพระทัยแล้ว เร็วเข้า!! หมอหลวงรีบช่วยเร็วเข้า” เสี่ยวหลัวเอ่ยอย่างร้อนรน บัดนี้น้ำตาของนางไหลพรากลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างพลางคุกเข่าลงข้างเตียง พร่ำเอ่ยแต่ว่า “ฮองเฮาฟื้นสิเพคะ” อยู่หลายครั้ง
หมอหลวงจับชีพจรของฮองเฮาดูแล้วก็ต้องถึงกับชะงักไปพักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสลดแล้วกล่าวกับทุกคน “ฮองเฮาทรงสิ้นพระชนม์แล้ว”
นางกำนัลรวมถึงคนอื่น ๆ ที่อยู่ในตำหนักทันทีที่ได้ฟังประโยคนี้จากหมอหลวงถึงกับชะงักค้างทันที ยามนี้เหล่านางกำนัลคล้ายกับว่าสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนจะปล่อยโฮกันออกมา พร้อมกับถลาไปที่ข้างเตียงของฮองเฮา บ้างจับพระหัตถ์ บ้างจับพระบาท แล้วกล่าวคำเดียวกับที่เสี่ยวหลัวกล่าวก่อนหน้านี้
“ฮองเฮาทรงฟื้นสิเพคะ”
“ฮองเฮาได้โปรดอย่าทิ้งพวกหม่อมฉันไปเช่นนี้”
“ฮองเฮาได้โปรดกลับมาหาองค์หญิงก่อนเพคะ”
เมื่อมองว่านางกำนัลเหล่านี้ต่างไม่มีสติหลงเหลือแล้ว หมอหลวงจึงได้บอกให้ศิษย์สำนักหมอหลวงคนเดิมออกไปกราบทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ศิษย์ผู้นั้นก็รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย แต่ว่าเมื่อเป็นหน้าที่แล้วอย่างไรก็ต้องกระทำ ดังนั้นบานประตูตำหนักจึงเปิดออกอีกครั้ง
“คลอดแล้วใช่หรือไม่ เป็นอย่างไรบ้าง บุตรของเราเป็นองค์ชายหรือว่าองค์หญิง” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความตื่นเต้น สีพระพักตร์สดใสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรู้ว่าจะได้พบหน้าบุตรแล้ว
“เป็นองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” ศิษย์สำนักหมอหลวงก้มหน้าตอบเบาๆ
ได้ยินคำตอบแล้วทั้งฮ่องเต้และไทเฮาต่างก็ดีพระทัยเป็นอย่างมาก ทั้งสองพระองค์อยากเข้าไปในตำหนักเต็มทีแล้ว
ศิษย์สำนักหมอหลวงสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกราบทูลต่อ “แต่ว่ากระหม่อมมีเรื่องที่จะต้องกราบทูลฝ่าบาทกับไทเฮาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องอันใดก็ว่ามา เราอยากเข้าไปข้างในแล้ว” ฮ่องเต้ตรัสอย่างร้อนพระทัย
“คือ ฮองเฮาทรงสิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ศิษย์สำนักหมอหลวงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
คำกล่าวนี้เหมือนกับดั่งอสนีบาตฟาดลงมากลางวังหลวง ฮ่องเต้ที่กำลังจะก้าวพระบาทเข้าไปนั้นก็ถึงกับชะงัก พระวรกายแข็งค้างไปในฉับพลัน สีพระพักตร์จากเดิมที่กำลังสดใส บัดนี้กลายเป็นซีดเผือด ฝ่ายไทเฮานั้นเพิ่งลุกขึ้นจากเก้าอี้จะเสด็จเข้าข้างไปในเช่นกัน แต่เมื่อได้ยินคำตอบก็ถึงกับทรุดกลับลงไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม
แต่ถึงอย่างไรแล้วทั้งสองพระองค์ก็ต้องยอมรับความจริงว่าบัดนี้ฮองเฮาได้จากไปแล้ว ฮ่องเต้เสด็จถึงข้างเตียงด้วยพระอาการโศกเศร้ายิ่งนัก พระองค์ไม่ได้สนใจองค์หญิงน้อยเลย เมื่อความสูญเสียที่อยู่ตรงหน้าทำร้ายพระทัยของพระองค์เหลือเกิน ร่างไร้วิญญาณของหญิงอันเป็นที่รักนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับทรงกรรแสงออกมา
พระองค์ทรงกอดร่างของฮองเฮาเอาไว้ พลางลูบเรือนผมยาวดำขลับนั้นเบา ๆ แล้วตรัสออกมาอย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ต้องเจ็บปวดแล้วนะ”
ฝนที่หนักบัดนี้ซาลงแล้ว มวลเมฆเคลื่อนตัวออก ท้องฟ้าเปิดให้เห็นแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา ประกาศจากวังหลวงถูกกระจายออกไป ในประกาศมีเนื้อความว่าบัดนี้ฮองเฮาได้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว ชาวเมืองได้ยินข่าวต่างก็โศกเศร้ากันเป็นอย่างมาก
เสียงระฆังมรณะดังกังวาน ทั่วทั้งแคว้นต่างแขวนธงขาวส่งศพพระมารดาของแผ่นดิน
ฮ่องเต้ทรงวางพระศพของฮองเฮาลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล สายพระเนตรก็มิอาจละไปจากใบหน้าของหญิงอันเป็นที่รักได้ แต่ถึงแม้ว่าจะเสียใจสักเพียงใด ในฐานะโอรสสวรรค์จำต้องเข้มแข็งเสมอ พระองค์จึงได้ทรงหยุดกรรแสง แล้วให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบมาจัดการกับพระศพของฮองเฮาต่อไป
หากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ฮ่องเต้ยังคงเป็นองค์ชายสามอยู่นั้น ทั้งสองพบกันที่วังหลวงแห่งนี้ตอนที่ไทเฮาพระองค์ก่อนจัดงานเลี้ยงชมบุปผาขึ้น ฮองเฮาที่ตอนนั้นเป็นเพียงบุตรสาวของ
มหาเสนาบดีก็มาร่วมงานเลี้ยงกับบิดามารดาของนางด้วย เมื่อเห็นนางครั้งแรก องค์ชายสามก็ตกหลุมรักในทันที ถึงขั้นกราบทูลต่อฮ่องเต้ว่าให้ไปสู่ขอนางมาเป็นชายา หลังจากนั้นก็ได้สมรสกันสมดังหวัง ทั้งคู่ฝ่าฟันเรื่องราวต่าง ๆ ร่วมกันมาไม่น้อย จึงทำให้รักกันมากมีครั้งหนึ่งองค์ชายสามต้องเสด็จยกทัพไปชายแดน เพื่อที่จะไปปราบชนเผ่าจื่อจวงที่รุกล้ำเข้ามาแย่งชิงที่ดินทำกินของชาวบ้าน การศึกครั้งนั้นองค์ชายสามได้รับบาดเจ็บ พระชายาก็ถึงกับทูลขอพระราชทานอนุญาตจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน ออกจากวังเพื่อที่จะไปหาองค์ชายสามที่เมืองชายแดน
ตอนที่ฮองเฮายังคงเป็นพระชายาอยู่นั้น ได้ถูกพระชายารองลอบวางยา แม้จะรู้ตัวเร็วและถอนพิษได้ทัน แต่ทว่าก็ยังมีพิษตกค้างอยู่ในร่างกายทำให้มีบุตรยาก ถึงต่อให้มีก็ไม่แน่ว่าจะรักษาครรภ์เอาไว้ได้ และนี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องเศร้าขึ้นในวันนี้ก็เป็นได้ ตอนนั้นองค์ชายสามโกรธมาก สั่งปลดพระชายารองทันที อีกทั้งยังลงโทษโบยหลายไม้ ทำเอาขาพิการต้องนั่งเก้าอี้ล้อเลื่อนไปตลอดชีวิต
เมื่อองค์ชายสามเป็นรัชทายาทและขึ้นครองราชย์ นางก็เป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเสมอมา แต่มาวันนี้นางกลับด่วนจากเขาไป โดยที่ไม่แม้แต่จะได้ร่ำลากัน แล้วจะไม่ให้พระองค์เสียพระทัยได้อย่างไร
ตอนที่นางกำนัลอุ้มองค์หญิงน้อยมา ฮ่องเต้ก็ยังไม่เหลือบมองนางเลยสักนิด
“ฝ่าบาทเพคะ องค์หญิงอยู่ทางนี้เพคะ” เสี่ยวหลัวอุ้มองค์หญิงน้อยมากำลังจะยื่นให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร
ทว่าพระองค์กลับหันหน้าหนีแล้วโบกมือไล่ให้เอาตัวนางออกไป “พานางออกไปเถิด เรายังไม่พร้อมที่จะเห็นหน้านาง”
เสี่ยวหลัวได้ยินดังนั้นก็เศร้าใจขึ้นมา นางเข้าใจดีว่าฮ่องเต้ทรงเสียพระทัยอย่างหนัก แต่นี่คือองค์หญิงคือบุตรสาวของพระองค์ หากจะไม่ให้ค่าเลย ก็อดจะสงสารองค์หญิงอยู่ไม่น้อย
“แต่ว่า ฝ่าบาทจะไม่ทรงตั้งชื่อให้องค์หญิงหน่อยหรือเพคะ” เสี่ยวหลัวเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เสียงองค์หญิงน้อยร้องไห้ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาภายในตำหนักเยี่ยนฟางวุ่นวายขึ้นอีกครา เสี่ยวหลัวจำเป็นต้องส่งองค์หญิงต่อให้นางกำนัลคนอื่น เพราะเกรงว่าเสียงร้องไห้นั้นจะรบกวนฮ่องเต้ กลัวว่าพระองค์อาจจะทรงกริ้วขึ้นมาได้
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ได้โกรธเคืองหรือว่ารำคาญแต่อย่างใด เพียงแต่ตรัสกลับมาด้วยพระสุรเสียงที่ราบเรียบว่า “เจ้าไปให้ไทเฮาทรงตั้งให้เถอะ”
จากนั้นพระองค์ เพียงแค่หันกลับมามองพระศพของฮองเฮาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จออกจากตำหนักไป
แม้จะรู้แก่ใจดีว่าไม่ใช่ความผิดของเด็กน้อย แต่ในใจของพระองค์ที่สูญเสียคนรักไปนั้น ก็ไม่รู้ว่าควรจะเอาไปลงกับใครดี ครั้นมาคิดดูจะกล่าวโทษอดีตพระชายารองก็ใช่ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ฮองเฮามีบุตรยาก แต่จะว่าไป เขาก็ลงโทษนางอย่างแสนสาหัสไปแล้ว หากจะตามไปถือสาเอาความอีกก็ออกจะเกินไปหน่อย แต่เมื่อกลับมาคิดดูอีกที ก็เกิดความคิดเข้ามาเสี้ยวหนึ่งว่า หากเด็กคนนี้ไม่เกิดมา หญิงอันเป็นที่รักของเขาก็คงจะไม่ด่วนจากไปเช่นนี้
ทั้งนางกำนัลทั้งหมอหลวงที่อยู่ในตำหนัก ต่างก็อดที่จะเวทนาองค์หญิงน้อยไม่ได้ ไทเฮาเองก็ทรงเศร้าพระทัยเช่นกัน
องค์หญิงใหญ่ผู้โดดเดี่ยวเหล่านางกำนัลได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย “โธ่…พวกข้าก็นึกว่าอะไรเสียอีก ในใจนั้นนึกว่าท่านแม่นมเกิ่งเกิดอุบัติเหตุขึ้น ที่แท้ก็แค่ถูกองค์หญิงกัดนี่เอง” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแม้ว่าจะดูเป็นห่วง แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกสนานเล็กน้อยที่แม่นมเกิ่งถูกองค์หญิงใหญ่กลั่นแกล้ง“เจ้าลองมาให้นางกัดดูไหมล่ะจะได้รู้ว่ามันเจ็บเพียงใด” แม่นมเกิ่งกล่าวอย่างไม่พอใจ ใครจะรู้บ้างว่าเวลาถูกเด็กน้อยกัดหัวนมตอนดื่มนมนั้นความรู้สึกเป็นอย่างไร“เอาเถอะท่านแม่นมเกิ่ง ถึงอย่างไรมันก็เป็นหน้าที่ของท่านจะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้แล้ว” นางกำนัลคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา“ก็ถูกของเจ้า ข้าล่ะอิจฉาพวกแม่นมเกิ่งที่ตำหนักอื่นเสียจริง ๆ โดยเฉพาะแม่นมเกิ่งและข้ารับใช้ที่ตำหนักไฉ่อีของพระสนมหวงกุ้ยเฟย ข้าได้ข่าวว่าองค์ชายใหญ่มีแม่นมเกิ่งถึงหกคน แล้วเหตุใดข้าต้องมาติดอยู่ที่ตำหนักร้างเช่นนี้ด้วยเล่า”แม่นมเกิ่งกล่าวแล้วก็ได้แต่คิดน้อยใจขึ้นมาว่า ทำไมตนเองถึงต้องมาเป็นแม่นมเกิ่งให้กับองค์หญิงที่ถูกลืมผู้นี้ ในขณะที่แม่นมเกิ่งคนอื่น ๆ ต่างก็มีชีวิตที่ดีกันทั้ง
ความเกลียดชังที่ได้รับ ตำหนักท้ายวัง หากวัดจากระยะทางแล้วนับเป็นตำหนักที่อยู่ห่างไกลเป็นที่สุด ซึ่งตำหนักแห่งนี้แทบจะเป็นตำหนักร้างอยู่แล้วเพราะไม่มีผู้ใดมาอาศัยอยู่เสียนาน ดังนั้นก่อนที่จะให้องค์หญิงน้อยมาอยู่ จึงต้องทำความสะอาดกันเสียยกใหญ่ กว่าจะได้ย้ายเข้ามาก็ปาเข้าไปยามเว่ยเกือบจะเช้าแล้วไทเฮาทรงจัดแจงให้องค์หญิงจิ๋นซีมีแม่นมเกิ่งคนหนึ่งและนางกำนัลอีกสี่ห้าคน คราแรกเสี่ยวหลัวจะขอไปดูแลองค์หญิงน้อยด้วยตัวเอง แต่ทว่านางต้องไว้ทุกข์ให้กับฮองเฮาที่เพิ่งจากไป จึงยังไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลองค์หญิงได้ในตอนนี้ ดังนั้นนางกำนัลที่ไปอยู่ตำหนักท้ายวังจึงเป็นคนของไทเฮาทั้งหมดซึ่งทั้งแม่นมเกิ่งและนางกำนัลเหล่านั้นไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรที่ถูกส่งไปอยู่ตำหนักท้ายวังแห่งนี้ เป็นเพราะที่นี่เปลี่ยวร้างน่ากลัวเสียเหลือเกิน เนื่องจากความเป็นอยู่ก็ไม่ดีงามและสะดวกสบายเหมือนตำหนักอื่น ๆ อีกทั้งโอกาสที่จะได้รับความดีความชอบก็แทบไม่มีเสียด้วย เนื่องจากองค์หญิงจิ่นซีเองก็เป็นเพียงทารกน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น นางจะประทานรางวัลให้ผู้ใดได้ ว่าไปแล้วนับเป็นการสูญเสียโอกาสของพวกนางเสียมากกว่ายามเว่ยของวันหนึ่ง ใน
องค์หญิงจิ่นซี“ส่งนางมาให้ข้าเถอะ” ไทเฮากล่าวก่อนจะหันไปทางนางกำนัลที่กำลังอุ้มองค์หญิงอยู่“พ่อเจ้าคงโกรธมาก ให้เขาได้ไปสงบจิตสงบใจทบทวนตัวเองสักครู่เถิด ระหว่างนี้ก็อยู่กับย่าก่อน เดี๋ยวย่าจะตั้งชื่อให้เจ้าเอง” ไทเฮาตรัสกับองค์หญิงน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนองค์หญิงน้อยเมื่อเปลี่ยนจากอยู่ในอ้อมอกของนางกำนัลมาอยู่ในอ้อมอกของเสด็จย่าแล้ว ก็อารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย จากที่ร้องไห้งอแงเมื่อสักครู่ มาบัดนี้กลับกลายเป็นว่านอนหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว ทั้งริมฝีปากยังยกยิ้มราวกับว่ากำลังฝันดีอยู่อย่างไรอย่างนั้นไทเฮาอุ้มองค์หญิงน้อยแกว่งไปมาเป็นการกล่อม ในเมื่อองค์หญิงผู้นี้ไม่มีที่จะไปแล้ว พระนางจึงได้อุ้มไปที่ตำหนักอวิ๋นผิงของพระนางก่อน ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรนั้น คงต้องใช้เวลาคิดอีกสักพัก หรือไม่ คงรอให้ฮ่องเต้พระทัยเย็นก่อน แล้วคิดหารือกันหลังจากนั้นในขณะที่ตำหนักอื่น ๆ กำลังโศกเศร้า แต่จะจริงใจหรือไม่นั้นสุดแล้วแต่จะคาดเดา ฮ่องเต้ทรงมีสนมอยู่มากมาย หลังจากที่ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว สนมเหล่านี้คิดอย่างไรก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่กลับมีอยู่ตำหนักหนึ่ง ที่แทบจะจุกประทัดฉลองให้กับการจากไปของฮองเฮา ซึ
หนึ่งกำเนิด หนึ่งจากลาในที่สุดระยะเวลาอันยาวนานก็สิ้นสุดเสียที ทารกที่ฮองเฮาคลอดออกมานั้นเป็นองค์หญิงน้อยผู้หนึ่งที่มีสุขภาพแข็งแรงและอ้วนท้วนสมบูรณ์ แก้มย้วย ๆ ขององค์หญิงน้อยทำให้นางดูน่ารักน่าชังราวกับเทพเซียนตัวน้อยก็มิปาน เหล่านางกำนัลต่างก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นองค์หญิง หลังจากที่ใช้เวลาทำคลอดกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ทุกคนต่างก็ยินดีที่ฮองเฮาคลอดบุตรได้สำเร็จเสี่ยวหลัวนางกำนัลคนสนิทคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา นางหันไปหาฮองเฮาเพื่อจะบอกกล่าวเรื่องที่พระนางคลอดองค์หญิงน้อยออกมา แต่แล้วเลือดในกายของนางก็พลันแข็งค้างไปทั่วร่างกาย เมื่อเห็นว่าฮองเฮาที่สลบไป กลับนอนนิ่งไม่ไหวติง แม้กระทั่งหน้าอกยังไม่กระเพื่อมขึ้นลงนางยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้ายื่นมือไปอังที่จมูกของร่างที่อยู่บนเตียง จึงได้รู้ว่าฮองเฮาไร้ลมหายใจแล้ว“หมอหลวง!!” เสี่ยวหลัวกรีดร้องเสียงดังเพื่อเรียกหมอหลวง จนทุกคนที่อยู่ในตำหนักต่างสะดุ้งพร้อมกับหันมาตามเสียงร้องของนางหมอหลวงที่อุ้มองค์หญิงน้อยอยู่เมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็ยื่นองค์หญิงให้กับนางกำนัลอีกคน ก่อนจะรุดมาที่เตียงอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นอ
บทที่ 1 สัญญาณร้ายหรือดีย่างเข้ายามเว่ยของวันหนึ่งในรัชศกเทียนเจี้ยที่สิบสอง เมืองหลวงแคว้นเยียนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝนหนาทึบราวกับว่าพายุจะเข้า เสียงฝนฟ้าคะนองดังกึกก้องไปทั่วผืนแผ่นดินเมฆฝนพวกนี้เคลื่อนตัวมาอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวเมืองต่างพากันเก็บข้าวของหลบฝนกันวุ่นวาย พวกร้านค้าที่ตั้งอยู่ที่ถนนฟางเป่ยต่างก็รีบปิดประตูลง เพราะมีลมพัดกระโชกแรงพัดเอาเสื้อผ้าที่แขวนห้อยไว้หน้าร้านปลิวสะบัด บางตัวถึงกับหลุดออกจากราวแขวนไปกองอยู่ที่พื้นก็มี“ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอันใดขึ้น เหตุใดฝนฟ้าถึงได้พิโรธถึงเพียงนี้” เจ้าของร้านผ้าเอ่ยกับเด็กเฝ้าร้านที่เพิ่งจ้างมาได้ไม่กี่วันด้วยความแปลกใจเด็กเฝ้าร้านได้ยินเถ้าแก่เอ่ยก็ตอบกลับ พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างรีบเก็บของเข้าร้านไปด้วย “ข้าคิดว่าคงไม่มีเรื่องร้ายอันใดหรอกขอรับเถ้าแก่ นี่ก็เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว ย่อมมีพายุเป็นธรรมดา อย่าคิดมากเลยขอรับ”“อ้อ…จริงของเจ้า ข้าก็ลืมนึกไปเลยว่านี่เข้าฤดูคิมหันต์แล้ว เช่นนั้นรีบเก็บของกันเถอะ ประเดี๋ยวฝนจะสาดเข้ามาในร้านเสียก่อน” เถ้าแก่เอ่ยจบก็รีบออกมาช่วยเด็กเฝ้าร้านเก็บของด้วยเพราะกลัวว่าจะไม่ทันการเมื่อทุกอย่างกลั







