Masukแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า
หลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"
นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาที
เกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลย
ถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่ง
ห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม...
"คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลิ้นของนางโหยหารสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านของอาหารไทยเหลือเกิน
"แต่เอาเถอะ... อย่างน้อยเรื่องที่ซุกหัวนอนก็เรียบร้อยแล้ว"
นางถอนหายใจยาว พรุ่งนี้แล้วสินะ... ที่นางจะได้ย้ายออกจากจวนเฮงซวยแห่งนี้ไปเสียที บ้านหลังใหม่ที่นางเพิ่งตกลงซื้อขายเสร็จสิ้นในวันนี้ แม้จะต้องซ่อมแซมบ้าง แต่ก็กว้างขวางและเป็นสัดส่วน นางได้จ้างวานพ่อบ้านและบ่าวไพร่ชุดใหม่ไว้เรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับการขนย้ายข้าวของในวันรุ่งขึ้น
หลินเวยเดินทอดน่องไปตามทางเดินหินที่คดเคี้ยวผ่านสวนหย่อม เพื่อมุ่งหน้ากลับเรือนพัก พลางคิดวางแผนตกแต่งบ้านใหม่ในหัว
ทว่า... สวรรค์ดูเหมือนจะยังอยากทดสอบความอดทนของนาง
ที่กลางสะพานข้ามสระบัว ร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสีครามยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น แม่ทัพเยว่เฉิน กำลังยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองหมู่ปลาในสระ แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็หันกลับมา
ดวงตาคมกริบสบเข้ากับดวงตากลมโตของหลินเวย
ในความทรงจำเดิม หากเป็นเมื่อก่อน หลินเวยคงจะรีบวิ่งเข้าไปเกาะแขน ส่งเสียงหวานเจื้อยแจ้ว หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นสะดุดล้มเพื่อให้เขารับไว้ในอ้อมกอด
แต่ หลินเวยคนปัจจุบัน กลับไม่ทำเช่นนั้น
นางชะงักฝีเท้าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตามองผ่านไหล่เขาไปราวกับเขาเป็นเพียงต้นไม้ใบหญ้าข้างทาง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ นางกระชับเสื้อคลุมเล็กน้อย แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางโดยไม่แม้แต่จะหยุดทำความเคารพ หรือเอ่ยทักทายตามมารยาท
นางเดินผ่านเขาไป... เหมือนเขาไม่มีตัวตน
สายลมยามเย็นพัดผ่านวูบหนึ่ง หอบเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งร่ำจากกายสาวลอยมาแตะจมูกแม่ทัพหนุ่ม ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับแผ่นหลังบอบบางที่เดินห่างออกไปไกล
เยว่เฉินยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม
"......"
ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นพล่านขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ
ทำไม? ทำไมนางถึงทำเช่นนั้น? นางไม่เห็นเขาหรือ? เป็นไปไม่ได้... ทางเดินแคบเพียงนี้ นางจงใจเมินเขาชัดๆ!
‘ข้าควรจะดีใจไม่ใช่หรือที่นางเลิกวุ่นวาย’ เขาถามตัวเองในใจ ‘แต่ทำไม... ท่าทีเย็นชาของนางถึงทำให้ข้ารู้สึกไม่สบอารมณ์เช่นนี้’
มันเหมือนกับของตายที่เคยอยู่ในกำมือ จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมามีปีกบินหนีไป แถมยังบินไปโดยไม่หันกลับมามองเจ้าของเดิมแม้แต่หางตา
เยว่เฉินมองตามหลังร่างนั้นจนลับสายตา ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น... มันไม่ใช่ความเสน่หา แต่มันคือ ความสงสัย และ ความพ่ายแพ้ เล็กๆ ที่แม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้ใครอย่างเขาเพิ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก
เสี่ยวชุ่ย เดินตามหลังผู้เป็นนายต้อยๆ ดวงตาจับจ้องแผ่นหลังบอบบางที่เดินเชิดหน้าอย่างมั่นคง
นางจำได้ดีว่าเมื่อก่อน ฮูหยินหลงรักท่านแม่ทัพมากเพียงใด รักจนยอมลดศักดิ์ศรี ยอมทำตัวโง่เขลาเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่บัดนี้... สายตาที่ฮูหยินมองท่านแม่ทัพกลับว่างเปล่า เย็นชา ราวกับมองคนแปลกหน้า หรืออาจจะแย่กว่านั้น... เหมือนมองสิ่งที่น่ารังเกียจจนไม่อยากเฉียดกายเข้าใกล้
"ดีแล้ว..." เสี่ยวชุ่ยลอบยิ้มทั้งน้ำตาแห่งความปิติ "ดีเหลือเกินที่ฮูหยินหลุดพ้นจากบ่วงรักมืดมนนี้เสียที ต่อไปนี้ชีวิตของท่านคงมีแต่ความสดใสรออยู่"
ทว่า... ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อหลินเวยเดินมาถึงหน้าเรือนพัก ฝีเท้าของนางก็ต้องชะงักลงอีกครั้ง เบื้องหน้าปรากฏร่างของสตรีสี่นางที่คุ้นตา เหล่าอนุภรรยาเจ้าเก่ามายืนออกันอยู่ที่หน้าประตูเรือนราวกับฝูงแร้งที่รอจิกกินซากศพ
"อ้าว... พี่หญิง"
หลิวรั่วเหยียน ก้าวออกมาเป็นคนแรก รอยยิ้มหวานหยดย้อยฉาบอยู่บนใบหน้า "ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้พี่หญิงจะย้ายออกจากจวนแล้ว น้องๆ เลยมารอส่งเจ้าค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพวกเราอาจจะตื่นไม่ทัน เลยถือโอกาสมาบอกลาเสียตอนนี้เลย"
"บอกลา?" หลินเวย แค่นหัวเราะ พวกนางมาสมน้ำหน้ามากกว่ากระมัง!
หลินเวยถอนหายใจเบาๆ มองพวกนางด้วยสายตาเบื่อหน่าย "ขอบใจที่อุตส่าห์มีน้ำใจ แต่ข้าไม่ต้องการ หลบไป ข้าจะเข้าเรือน"
"แหม... จะรีบไปไหนเล่าเจ้าคะ" หวังซินอี๋ไม่ยอมลดละ นางก้าวมาขวางทาง พลางพูดจาถากถางด้วยน้ำเสียงแหลมสูง "น่าเสียดายนะเจ้าคะ แต่งเข้ามาตั้งเป็นปี แต่กลับต้องหอบผ้าผ่อนกลับไปโดยที่ 'ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง' ไม่เคยได้ปรนนิบัติสามีสักครั้ง ช่างน่าขายหน้าบรรพบุรุษเสียจริง!"
คำพูดนั้นแทงใจดำเจ้าของร่างเดิมอย่างจัง แต่สำหรับหลินเวย... นางกลับรู้สึกขำ
"หยุดปากพล่อยๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้นะ!"
เสี่ยวชุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังทนไม่ไหว ตวาดกลับไปเสียงดังลั่น "พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูถูกฮูหยิน! ทำเป็นปากดีไปเถอะ! ข้าถามหน่อย ว่าพวกเจ้าสี่คนน่ะ... เคยมีใครได้ 'ขึ้นเตียง' กับท่านแม่ทัพบ้างหรือยัง!?"
คำถามนั้นทำให้เหล่าอนุภรรยาทั้งสี่ถึงกับหน้าถอดสี ชะงักกึกไปตามๆ กัน เพราะความจริงคือ... แม่ทัพเยว่เฉินไม่เคยแตะต้องพวกนางแม้แต่ปลายก้อย! เขาเพียงแค่รับพวกนางไว้ในนาม แต่ไม่เคยย่างกรายไปค้างคืนที่เรือนของใครเลยสักคน
หลินเวยเลิกคิ้วสูง มองปฏิกิริยาเลิ่กลั่กของพวกนางแล้วก็ถึงบางอ้อ
"อ๋อ..." นางลากเสียงยาว มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "ที่แท้... ไม่ใช่แค่ข้าสินะ ที่เขาไม่เอา"
นางแสร้งทำสีหน้าตกใจ ยกมือทาบอก "หรือว่า... ที่ท่านแม่ทัพไม่ยอมร่วมหอกับใครเลย ไม่ใช่เพราะเขาถือตัว แต่เป็นเพราะ..."
นางเว้นจังหวะ กวาดตามองต่ำไปยังช่วงล่างของพวกนาง แล้วกระซิบเสียงดังฟังชัด
"ของเขา... ใช้การไม่ได้?"
"!!!" เหล่าอนุภรรยาอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า
"ตายจริง..." หลินเวยส่ายหน้าด้วยความเวทนา (ปลอมๆ) "ถ้า 'มังกร' ของท่านแม่ทัพหลับใหลไม่ยอมตื่นเช่นนั้น พวกเจ้าก็ลำบากแย่สิ... เอาเถอะ ข้าเข้าใจความอัดอั้นของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าคงต้อง..."
นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระซิบข้างหูหวังซินอี๋
"ช่วยตัวเองไปก่อนนะจ๊ะ"
พูดจบ หลินเวยก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ แล้วเดินแหวกวงล้อมของสตรีทั้งสี่เข้าไปในเรือนอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้พวกนางยืนตัวแข็งทื่อ หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย
"นาง... นางกล้าดีอย่างไร!" หวังซินอี๋กรีดร้อง กระทืบเท้าเร่าๆ "นางหาว่าท่านแม่ทัพ... ไร้น้ำยา อย่างนั้นรึ!"
หลิวรั่วเหยียนกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย
"นางปากดีไปได้ไม่นานหรอก... คืนนี้แหละ เราจะพิสูจน์ให้นางเห็นว่านางคิดผิด!"
"พี่หญิง ท่านหมายความว่า..."
"เตรียม 'ยาปลุกกำหนัด' ที่แรงที่สุดมา" หลิวรั่วเหยียนสั่งเสียงเหี้ยม "คืนนี้ ไม่ใครก็ใครในพวกเรา ต้องได้ขึ้นเตียงกับท่านแม่ทัพให้ได้! ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกพวกเราเด็ดขาด!"
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่นแคว่ก!เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อนแต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน"ข้า
บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาทีเกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลยถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่งห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม..."คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่
บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้างแม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วน
บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด"อ้าว... พี่หญิง"สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทาน
บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไปเสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจังหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต""ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้""ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุท







