Masukสองวัน...
ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯ
นางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้
"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."
หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร
"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้าง
แม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง
"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"
เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการซักถามเรื่องราวในอดีตจากปากของสาวใช้คนสนิท
ยิ่งฟัง... ก็ยิ่งเวทนาเจ้าของร่างเดิม
'หลินเวย' เดิมทีเป็นดรุณีน้อยที่งดงาม จิตใจดี อ่อนโยน และขี้อาย นางเกิดในตระกูลคฤหบดีที่มั่งคั่ง มีบิดามารดาและพี่ชายที่รักใคร่ตามใจดุจไข่ในหิน ทว่าชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบต้องพังทลายลงเมื่อแต่งเข้าจวนแม่ทัพ
ความไร้เดียงสาของนาง กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกรังแก... มิหนำซ้ำ 'ฮูหยินผู้เฒ่า' ยังเป็นผู้ชักนำอนุภรรยาเข้ามาเพื่อกดดันลูกสะใภ้พ่อค้าที่ตนไม่ชอบหน้า
จากผ้าขาวที่บริสุทธิ์ ถูกย้อมด้วยความกดดันและความริษยา จนกลายเป็นสตรีที่เกรี้ยวกราด และอาละวาดไม่เลือกหน้า เพียงเพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเอง... ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน
"เสี่ยวชุ่ย..." หลินเวยวางช้อนลง แววตาเริ่มกลับมามีความมุ่งมั่น "เรื่องที่ข้าจะหย่ากับท่านแม่ทัพ... เจ้าห้ามแพร่งพรายไปถึงหูท่านพ่อท่านแม่ที่ตระกูลหลินเด็ดขาด"
เสี่ยวชุ่ยเบิกตากว้าง "ทำไมหรือเจ้าคะ? พวกท่านรักท่านมาก หากรู้เรื่องนี้ พวกท่านต้องรีบมารับท่านกลับบ้านแน่ๆ"
"นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากลัว" หลินเวยส่ายหน้า "หากพวกท่านรู้ เรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต ข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องมาเดือดร้อนเพราะข้า"
ในความทรงจำเจ้าของร่าง ตระกูลหลินรักนางมากเกินไป... มากจนอาจจะทำอะไรบ้าบิ่นเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีลูกสาว ซึ่งในยุคที่อำนาจทหารเป็นใหญ่ พ่อค้าอย่างตระกูลหลินอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้
"รอให้ข้าตั้งหลักได้ก่อน หาที่ทางขยับขยายได้มั่นคง แล้วค่อยบอกความจริงก็ยังไม่สาย"
หลินเวยหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ากว้างใหญ่แต่กลับดูอ้างว้างสำหรับคนพลัดถิ่นเช่นนาง
แต่ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้นางมาอยู่ที่นี่ นางก็ต้องอยู่ให้รอด... ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรอดอย่างสง่างามสมศักดิ์ศรีดีไซเนอร์สาวยุค 2025!
"ฮูหยินขอรับ..." บ่าวชายเดินเข้ามารายงานที่หน้าประตู "รถม้าเตรียมพร้อมแล้วขอรับ"
หลินเวยสูดลมหายใจลึก ปาดน้ำตาคราบสุดท้ายทิ้งไป นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแต่งอาภรณ์ให้เรียบร้อย
"เอาล่ะ..." นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ก่อนอื่น... ต้องหาที่ซุกหัวนอนใหม่ให้ได้เสียก่อน จะมัวมานั่งซึมเศร้าอยู่ในจวนเฮงซวยนี่ไม่ได้อีกแล้ว!"
บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพช่างเงียบสงบ... สงบจนน่าประหลาดใจ
เยว่เฉิน นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องหนังสือ มือหนายกถ้วยชาเนื้อดีขึ้นจิบ ไอคุกรุ่นลอยขึ้นมาปะทะจมูก แต่สายตาคมกริบกลับทอดมองผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุออกไปยังสวนด้านนอก
สวนที่เคยเป็นสนามรบขนาดย่อมของภรรยาเอกและเหล่าอนุภรรยา บัดนี้กลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องโวยวาย ไร้ซึ่งฉากละครตบตาที่เขาแสนจะเอือมระอา
"......"
เขาเคยคาดการณ์ไว้ว่า หลังจากวันที่ หลินเวย บุกมาเจรจาเรื่องหย่าถึงในห้องนี้ นางจะต้องแผลงฤทธิ์อะไรสักอย่าง อาจจะเป็นการแกล้งป่วยหนัก แกล้งผูกคอตาย หรือไม่ก็อาละวาดทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจและยื้อเวลาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ทว่า... ความจริงกลับตรงกันข้าม
สองสามวันที่ผ่านมานี้ นางกลับทำตัวราวกับวิญญาณที่ไร้ตัวตน นางออกจากจวนไปตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมสาวใช้คนสนิท และกลับมาอีกทีก็ยามตะวันตกดิน โดยไม่แวะไปหาเรื่องใคร ไม่แม้แต่จะเฉียดกรายมาใกล้เรือนของเขา
"หรือนาง... คิดจะไปจากที่นี่จริงๆ?"
เยว่เฉินพึมพำกับตัวเอง สายตาเลื่อนลงมาจับจ้องที่แผ่นกระดาษบนโต๊ะ
หนังสือหย่า ฉบับนั้นยังวางอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมคือรอยประทับนิ้วมือสีแดงชาดของนางที่กดประทับไว้อย่างชัดเจน เป็นเครื่องยืนยันว่านางยอมรับข้อตกลงทุกประการ
นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนามาตลอดไม่ใช่หรือ? อิสรภาพจากการถูกคลุมถุงชน การหลุดพ้นจากสตรีที่บิดาของนางใช้เงินซื้อตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพให้
แต่เหตุใด... แทนที่จะรู้สึกปิติยินดี ในอกข้างซ้ายกลับรู้สึกโหวงเหวงพิกล ราวกับมีบางอย่างผิดปกติ ความเงียบขรึมและแววตาเย็นชาของนางในวันนั้น ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในความคิดของเขา
"ฮึ... ก็ดี"
เยว่เฉินสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เขาวางถ้วยชาลงเสียงดังกระทบจานรอง
"รีบไปเสียได้ก็ดี... หากนางย้ายออกไปเมื่อไหร่ ข้าก็จะได้จัดการกวาดล้างจวนเสียที"
ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มฉายแววเด็ดขาด เขาไม่เคยพิศวาสอนุภรรยาทั้งสี่คนที่ท่านแม่ยัดเยียดหามาให้ พวกนางเป็นเพียง 'หมากเบี้ย' ที่เขาใช้เพื่อกดดันหลินเวยเท่านั้น ในเมื่อตัวปัญหาใหญ่จากไปแล้ว ตัวปัญหาเล็กๆ พวกนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้อีก
เขาจะมอบเงินให้พวกนางสักก้อน แล้วส่งกลับบ้านเดิมไปให้หมด... คืนความสงบสุขที่แท้จริงให้แก่จวนแม่ทัพเสียที
เยว่เฉินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงช้าๆ ภาพในจินตนาการผุดขึ้นมา... ชีวิตที่สงบสุข ไร้ความวุ่นวาย และความหวังเล็กๆ ในก้นบึ้งของหัวใจ
สักวันหนึ่ง... เขาคงจะได้พบเจอกับสตรีที่เขา 'เลือก' ด้วยหัวใจของตนเอง สตรีที่เข้าใจเขา เป็นคู่คิดคู่ใจ และไม่ได้มองเขาเป็นเพียงบันไดไต่เต้าสู่อำนาจ... หวังว่าสวรรค์จะเมตตาให้เขาได้พบเจอนางในเร็ววัน
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า... สตรีที่เขากำลังวาดฝันถึงนั้น อาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่เขากำลังไล่ตะเพิดออกจากจวนอยู่ในขณะนี้!
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่นแคว่ก!เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อนแต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน"ข้า
บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาทีเกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลยถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่งห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม..."คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่
บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้างแม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วน
บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด"อ้าว... พี่หญิง"สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทาน
บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไปเสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจังหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต""ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้""ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุท







