Masukปึก! ปึก!
หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม
"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"
หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"
คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้
"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"
เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่น
แคว่ก!
เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ผิวเนื้อนวลเนียนปะทะกับอากาศเย็นเฉียบ แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุจากร่างกายกำยำที่ทาบทับลงมา
"หยุดนะ! ข้าบอกให้หยุด!"
นางดิ้นรนสุดชีวิต ขาเรียวพยายามเตะถีบ แต่ร่างกายของเขานั้นหนักอึ้งราวกับขุนเขา หลินเวยรู้สึกสิ้นหวัง... แรงของนางไม่อาจสู้แรงของบุรุษผู้นี้ได้เลย
ทำไม... ทำไมต้องเป็นนาง? อนุภรรยามีตั้งสี่คน ทำไมไม่ไปหาพวกนาง? หรือนี่คือบทลงโทษจากสวรรค์ที่ทำให้นางมาเกิดใหม่ในร่างนี้?
"อึก..."
เสียงร้องประท้วงของนางถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาอีกครั้ง คราวนี้มันรุกล้ำและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ไม่มีการออมแรง ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความดิบเถื่อนและแรงปรารถนาที่อัดอั้น
ไฟราคะที่ถูกจุดขึ้นด้วยฤทธิ์ยา เริ่มแผดเผาเหตุผลทั้งหมดให้มอดไหม้ แม้ใจของหลินเวยจะต่อต้าน แต่ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมกลับทรยศ มันตอบสนองสัมผัสของเขาราวกับรอเวลานี้มานานแสนนาน จนหลินเวย (แพรว) รู้สึกสับสนและพ่ายแพ้
น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงทางหางตา ซึมหายไปในหมอนใบโต
"คนสารเลว..." นางสบถในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่สติของนางจะพร่าเลือนไปพร้อมกับพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำเข้ามาแทนที่
ในค่ำคืนนี้... นางไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชรูปงามผู้นี้ได้อีกแล้ว
"อื้อ..."
ฝ่ามือหยาบกร้านจากการจับดาบทำศึก เริ่มลูบไล้ไปตามผิวกายเนียนละเอียด ความร้อนระอุจากฝ่ามือเขาส่งผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่น ประทับตราจองจำไปทุกสัดส่วนที่เขาสัมผัส
"เจ้า... เป็นของข้า"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังชิดใบหู พร้อมกับลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดซอกคอขาวผ่อง ขนอ่อนทั่วกายหลินเวยลุกชันด้วยความเสียวซ่านที่แล่นปราดเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว
"ไม่! ปล่อยข้านะ..." หลินเวยพยายามรวบรวมสติที่กำลังแตกกระเจิง "ท่านมันหน้าตัวเมีย! รังแกคนที่ไม่มีทางสู้!"
"ข้าไม่สน!"
เยว่เฉินคำรามต่ำ เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกแล้ว สติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายขาดผึงเมื่อได้กลิ่นกายหอมกรุ่นที่เย้ายวนยิ่งกว่ายาปลุกกำหนัดชนิดใด
เขาแทรกกายแกร่งเข้ามาอยู่กลางหว่างขาเรียว
"กรี๊ดดด! เจ็บ!"
หลินเวยหวีดร้องสุดเสียงเมื่อแก่นกายแกร่งที่ขยายตัวเต็มที่ รุกล้ำเข้ามาในช่องทางคับแคบที่แห้งผากและไม่เคยผ่านมือชาย ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนน้ำตาไหลพราก นางจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของเขาแน่นเพื่อระบายความเจ็บ
เยว่เฉินชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงเยื่อบางๆ ที่ฉีกขาด
บริสุทธิ์?
ความสงสัยผุดขึ้นมาในห้วงความคิดที่พร่ามัว นางแต่งงานกับเขามาเป็นปี... ซ้ำยังมีข่าวลือหนาหูว่านางลักลอบคบชู้สู่ชายยามที่เขาไปออกรบมิใช่หรือ? นางยังบริสุทธิ์อยู่อีกหรือ? แต่ความสงสัยนั้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อฤทธิ์ยาและสัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำอีกครั้ง
เขาเริ่มขยับกาย... จากเนิบนาบเชื่องช้า ค่อยๆ ทวีความรุนแรงและเร่าร้อนขึ้นตามแรงปรารถนา
"ฮึก... คนเลว..."
หลินเวยกัดริมฝีปากจนห้อเลือด พยายามกลั้นเสียงครางที่น่าอับอาย สมองของ แพรว สั่งให้ขัดขืน สั่งให้เกลียดชังการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ แต่ทว่า... ร่างกายของ หลินเวย กลับตอบสนองอย่างน่าละอาย
ความเจ็บปวดในตอนแรกเริ่มจางหาย ถูกแทนที่ด้วยความวาบหวามแปลกใหม่ที่นางไม่เคยพานพบ ไฟราคะที่เขาเป็นคนจุด เริ่มลามเลียไปทั่วร่างกายนางจนร้อนรุ่มไม่ต่างกัน
มือที่เคยผลักไส กลับเผลอไผลโอบกอดรอบคอแกร่ง เล็บคมจิกข่วนระบายความเสียวซ่าน ยิ่งเขาโหมกระหน่ำพายุอารมณ์ใส่ ร่างกายของนางก็ยิ่งแอ่นหยัดรับสัมผัสนั้นราวกับแม่เหล็กต่างขั้วที่ดึงดูดเข้าหากัน
"หลินเวย... หลินเวย..."
เยว่เฉินพร่ำเรียกชื่อนางเสียงกระเส่า ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความหนักหน่วงและลึกซึ้ง ราวกับต้องการตอกย้ำความเป็นเจ้าของ ฝังรากลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนาง
ค่ำคืนนั้น... พายุแห่งอารมณ์โหมกระหน่ำซัดสาดระลอกแล้วระลอกเล่า เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องผสานกับเสียงลมหายใจหอบถี่
หลินเวยได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบๆ ท่ามกลางความสุขสมที่นางไม่อาจปฏิเสธ ร่างกายนี้ตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์... ภายใต้เงื้อมมือของมัจจุราชรูปงามผู้ที่นางเกลียดแสนเกลียด
แสงแดดยามสาย... สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบเปลือกตาบางที่บวมช้ำ หลินเวย ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคือความเจ็บร้าวไปทั่วกาย ราวกับร่างนี้เพิ่งผ่านสงครามอันหนักหน่วงมาหมาดๆ
นางพยายามขยับตัว แต่ความเจ็บแปลบที่ช่วงล่างแล่นปราดขึ้นมาจนต้องส่งเสียงครางแผ่ว
"อึก..."
มือเรียวปัดป่ายไปที่คนข้างกายตามสัญชาตญาณ... แต่พบเพียงความว่างเปล่าและความเย็นชืดของฟูกนอน
เขาไปแล้ว... แม่ทัพเยว่เฉิน มัจจุราชในคราบเทพบุตรผู้นั้น จากไปแล้วหลังจากที่ตักตวงความสุขสมจากร่างกายของนางจนหนำใจ เขาเคี่ยวกรำนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งคืน ราวกับสัตว์ป่าที่ไม่มีวันอิ่ม จนกระทั่งนางหมดสติไปคาอกเขาเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้
"ฮือ... ฮูหยิน... ฮูหยินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ"
เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังขึ้นที่ข้างเตียง เสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนัก นางมองสภาพยับเยินของเจ้านายด้วยความเจ็บแค้นและสงสารจับใจ
"เสี่ยวชุ่ย..." หลินเวยเรียกเสียงแหบแห้ง ลำคอของนางแห้งผากราวกับผงทราย
"บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ... ค่อยๆ นะเจ้าคะ"
เสี่ยวชุ่ยรีบกุลีกุจอเข้ามาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างระมัดระวัง ทุกการขยับตัวนำมาซึ่งความเจ็บปวด หลินเวยก้มมองสภาพตัวเอง รอยจ้ำสีกุหลาบกระจายอยู่ทั่วผิวขาวผ่อง เสื้อผ้าฉีกขาดวิ่นกองอยู่ปลายเตียง และคราบเลือดจางๆ บนผ้าปูที่นอน... หลักฐานแห่งความอัปยศที่เด่นชัด
"เฮ้อ..."
นางถอนหายใจยาวอย่างหมดแรง ยกมือขึ้นกุมขมับ สมองของ แพรว ประมวลผลเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างรวดเร็ว
"บัดซบที่สุด..." นางสบถออกมาเบาๆ "ชีวิตใหม่บ้าบออะไรกันเนี่ย ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ"
"ฮูหยิน... ท่านเจ็บมากไหมเจ้าคะ? ให้บ่าวไปตามหมอไหม?" เสี่ยวชุ่ยถามเสียงเครือ
"ไม่ต้อง..." หลินเวยยกมือห้าม "ข้าไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพน่าสมเพชนี้... ว่าแต่เสี่ยวชุ่ย เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเขาถึง..."
นางกลืนก้อนสะอื้นลงคอ "ทำไมเขาถึงโดนยาปลุกกำหนัดได้?"
เสี่ยวชุ่ยกำหมัดแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือดด้วยความโกรธ "ท่านแม่ทัพ... เขาเข้าใจผิดเจ้าค่ะ ว่าท่านเป็นคนวางยา เขาคิดว่าท่านใช้วิธีสกปรกเพื่อผูกมัดเขาไว้!"
"หึ..." หลินเวยแค่นหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ทั้งที่ม่านน้ำตาเริ่มเอ่อล้นขอบตา "ไม่แปลกหรอก... ที่เขาจะปักใจเชื่อเช่นนั้น"
เพราะวีรกรรมในอดีตคือหลักฐานชั้นดีที่มัดตัวนางไว้แน่น ยามเมื่อเศษเสี้ยวความทรงจำดั้งเดิมหวนคืน นางจึงตระหนักได้ว่า เจ้าของร่างนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับ 'นางร้าย' ในบทละคร ที่ยอมแลกศักดิ์ศรีและทำเรื่องต่ำช้าสารพัด เพียงเพื่อยึดติดกับบุรุษที่ไม่มีใจ
นางไม่ใช่คนโง่ที่จะมองเกมไม่ออก
เมื่อวาน... อนุภรรยาทั้งสี่เพิ่งจะมาหาเรื่องนางที่หน้าเรือน เมื่อวาน... นางเพิ่งจะเยาะเย้ยเรื่องที่พวกนางไม่เคยได้ร่วมหอกับเขา และ... เขาก็โดนวางยา
"ฝีมือพวกนังงูพิษสี่ตัวนั่นสินะ..." แววตาของหลินเวยเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความแข็งกร้าว "วางยาผัวตัวเอง แต่ดันซวยที่ผัววิ่งมาลงที่เมียเก่า... ช่างเป็นพล็อตนิยายน้ำเน่าที่น่ารังเกียจจริงๆ"
นางสูดหายใจลึก ข่มความเจ็บปวดทางกายเอาไว้ แล้วหันไปสั่งเสี่ยวชุ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"เสี่ยวชุ่ย! เลิกร้องไห้เดี๋ยวนี้!"
"จะ... เจ้าคะ?"
"ไปบอกบ่าวไพร่ทุกคน... เก็บของ!"
หลินเวยตวาดสั่ง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "กวาดทุกอย่างที่เป็นของข้าใส่รถม้าให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ฝุ่น เราจะย้ายออก... เดี๋ยวนี้!"
"แต่ร่างกายท่านยังไม่ไหว..."
"ต่อให้ต้องคลานออกไป ข้าก็จะไป!" หลินเวยกัดฟันลุกขึ้นยืน "ข้าเหนื่อย... เหนื่อยกับผู้ชายเฮงซวย เหนื่อยกับเมียน้อยประสาทแดก เหนื่อยกับจวนแม่ทัพบ้าๆ นี่เต็มทีแล้ว!"
นางคว้าเสื้อคลุมตัวใหม่มาสวมทับรอยมลทินเหล่านั้นอย่างลวกๆ
"ไปเตรียมรถม้า! วันนี้ข้าจะขอลาขาดจากแม่ทัพเยว่เฉินชั่วชีวิต!"
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่นแคว่ก!เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อนแต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน"ข้า
บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาทีเกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลยถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่งห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม..."คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่
บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้างแม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วน
บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด"อ้าว... พี่หญิง"สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทาน
บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไปเสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจังหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต""ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้""ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุท







