Masukหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆ
ทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาด
สตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด
"อ้าว... พี่หญิง"
สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ
"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน
"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"
สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทานให้มากกว่ากระมัง!"
สิ้นเสียงนั้น อนุภรรยาทั้งสี่ก็พากันยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก หัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ราวกับกำลังชมมหรสพชั้นดี
หลินเวยหยุดเดิน
นางกวาดสายตามองสตรีทั้งสี่ตรงหน้าช้าๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สมองของดีไซเนอร์ประเมินพวกนางอย่างรวดเร็ว... การจับคู่สีเสื้อผ้าดูราคาถูก เครื่องประดับเยอะรุงรังไร้รสนิยม และกิริยามารยาทที่... ต่ำตม
ในความทรงจำเดิม ทุกครั้งที่ถูกยั่วยุเช่นนี้ เจ้าของร่างจะกรีดร้อง โวยวาย และพุ่งเข้าไปตบตี ซึ่งนั่นเข้าทางพวกนางพอดี เพราะท่านแม่ทัพมักจะมาเห็นฉากนั้นและรังเกียจนางมากขึ้น
แต่ครั้งนี้... มันต่างออกไป
"เฮ้อ..."
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังออกมาจากริมฝีปากบางสวยของหลินเวย เป็นเสียงถอนหายใจที่ไม่ได้แสดงความเศร้าโศก แต่เต็มไปด้วยความ 'เบื่อหน่าย' และ 'รำคาญ' ถึงขีดสุด
นางปรายตามองพวกนางราวกับกำลังมองฝูงแมลงวันที่บินว่อนอยู่รอบกองขยะ... น่ารังเกียจ และก็ไม่คุ้มค่าที่จะเอาตัวลงไปเกลือกกลั้วตบตีด้วย
"......"
หลินเวยไม่เอ่ยคำใดสักคำ นางเพียงแค่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปรับองศาไหล่ให้สง่าผ่าเผย แล้วเดินแหวกวงล้อมของพวกนางออกไปดื้อๆ ราวกับพวกนางเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน
ความเงียบของนาง... ดังยิ่งกว่าเสียงตะโกน
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของหลิวรั่วเหยียนและพรรคพวกค่อยๆ เจื่อนลงจนจางหายไป
พวกนางยืนตะลึงงัน มองแผ่นหลังเหยียดตรงของอดีตฮูหยินเอกที่เดินจากไปอย่างไม่ไยดี
"นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" หวังซินอี๋ถามเสียงสั่น "ทำไม... ทำไมนางไม่ด่าเรา? ทำไมนางไม่กรีดร้อง?"
"สายตาเมื่อกี้..." หลิวรั่วเหยียนพึมพำ มือที่กำผ้าเช็ดหน้าเริ่มสั่นเทา "สายตาที่นางมองพวกเรา... มันช่างเย็นชาและน่ากลัวเหลือเกิน ราวกับนางกำลังมอง... สิ่งของไร้ค่า"
ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้า
หลินเวยคนเดิมที่พวกนางเคยปั่นหัวเล่นได้ง่ายๆ... หายไปไหนแล้ว?
ตลอดทางเดินไปยังเรือนอักษร เสี่ยวชุ่ยลอบมองแผ่นหลังของผู้เป็นนายด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ฮูหยินของนางเปลี่ยนไป... เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จากสตรีที่มักจะฟูมฟาย เรียกร้องความสนใจ และพูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก บัดนี้กลับกลายเป็นนิ่งสงบ เยือกเย็น และประหยัดถ้อยคำ
นางหารู้ไม่ว่า วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในร่างนี้คือ 'แพรว' ดีไซเนอร์สาวผู้มีโลกส่วนตัวสูง ในวงการแฟชั่นทุกคนต่างรู้ดีว่านางเป็นคน "พูดน้อย ต่อยหนัก" หากไม่จำเป็น นางจะไม่ยอมเปลืองน้ำลายแม้แต่ครึ่งคำ
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงทหารยามหน้าห้องทำงานตวาดลั่น หอกยาวถูกยกขึ้นขวางทางหลินเวยเอาไว้
"ท่านแม่ทัพมีคำสั่งห้ามใครรบกวน โดยเฉพาะ... ฮูหยิน" ทหารยามพูดเสียงแข็ง สายตาเหยียดหยามชัดเจน
หลินเวยหยุดเดิน ใบหน้าเรียบเฉย นางไม่โวยวาย ไม่ด่าทอ เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังพอที่จะให้คนข้างในได้ยิน
"ดี... งั้นข้าไม่เข้าก็ได้"
นางหมุนตัวกลับ ทำท่าเหมือนจะเดินออกไป แต่แล้วก็หยุดกึก หันกลับมาพูดกับทหารยามด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก
"แต่ข้าจะไปยืนตะโกนที่หน้าประตูจวนแม่ทัพแทน ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่า แม่ทัพเยว่เฉินผู้ยิ่งใหญ่ ทุบตีทำร้ายภรรยาจนปางตาย แล้วยังไล่ตะเพิดออกจากจวนอย่างเลือดเย็น!"
ทหารยามหน้าถอดสี
"เอาสิ... ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าชื่อเสียง 'เทพสงครามผู้ผดุงคุณธรรม' ที่เขาสั่งสมมา จะพังทลายลงเพราะปากข้าหรือไม่"
ภายในห้องหนังสือ
แม่ทัพเยว่เฉิน ขมวดคิ้วแน่น มือที่กำลังถือพู่กันชะงักค้าง เขาได้ยินทุกคำพูดของผู้หญิงคนนั้นชัดเจน
"ท่านแม่ทัพ..." มู่เฟิง รองแม่ทัพคนสนิทที่กำลังยืนปรึกษาราชการอยู่ หันมามองผู้เป็นนายด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "นาง... ขู่ท่านหรือขอรับ?"
เยว่เฉินกัดฟันกรอด เขาเกลียดการถูกข่มขู่ที่สุด แต่เขาก็รู้ดีว่าสตรีผู้นี้บ้าบิ่นแค่ไหน หากนางไปโวยวายหน้าจวนจริง ชื่อเสียงของเขาคงด่างพร้อย ชาวบ้านร้านตลาดชอบเรื่องฉาวโฉ่อยู่แล้ว
"มู่เฟิง... ไปตามนางเข้ามา!"
สิ้นเสียงอนุญาต ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก
หลินเวยเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม นางไม่คุกเข่าคำนับ ไม่แสดงท่าทีนอบน้อม เพียงแค่เดินตรงมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของเยว่เฉิน แล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลงเบาๆ
มันคือ ใบหย่า ที่เขาเพิ่งโยนใส่หน้านาง
"ข้ามาเพื่อตกลงเงื่อนไข" นางเอ่ยสั้นๆ กระชับได้ใจความ
เยว่เฉินเลิกคิ้ว มองนางด้วยสายตาจับผิด "เงื่อนไข? เจ้ายังจะมีหน้ามาต่อรองอะไรอีก?"
"ข้าต้องการเวลา สองสัปดาห์ ในการย้ายออก" หลินเวยสบตาเขาตรงๆ "ทรัพย์สินสินเดิมของข้ามีจำนวนมาก ข้าต้องใช้เวลาจัดการและหาที่อยู่ใหม่ พอครบกำหนด ข้าจะไปทันที"
เยว่เฉินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่มันผิดคาด... เขาเตรียมรับมือกับน้ำตาและการคร่ำครวญขอความเห็นใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ... การเจรจา?
"สองสัปดาห์..." เยว่เฉินหรี่ตามอง "ข้าหวังว่าในสองสัปดาห์นี้ เจ้าจะไม่เล่นลูกไม้ตื้นๆ แกล้งป่วย หรือวางแผนชั่วร้ายอะไรเพื่อยื้อเวลาหรอกนะ"
หลินเวยมองหน้าบุรุษรูปงามตรงหน้า แล้วเผลอแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
"ท่านแม่ทัพ..." น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความเวทนา "ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน ว่าเมื่อก่อนข้าไปหลงรักผู้ชาย เฮงซวย อย่างท่านลงไปได้ยังไง"
ปึก!
พู่กันในมือเยว่เฉินหักคามือ มู่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างหลังแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
"เจ้า... เจ้าว่าอะไรนะ?"
"ข้าจำไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงเคยรักท่าน แต่เอาเถอะ..." หลินเวยยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ตอนนี้สมองข้ากระทบกระเทือน ความทรงจำบ้าๆ พวกนั้นมันหายไปหมดแล้ว ท่านสบายใจได้ ข้าไม่มีวันพิศวาสท่านอีก และข้ารักษาคำพูดเสมอ ครบสองสัปดาห์ ข้าจะไสหัวไปให้พ้นหน้าท่านเอง"
เยว่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความเดือดดาลปนสับสน นางกล้าด่าเขาว่า 'เฮงซวย' ต่อหน้าต่อตา! วีรกรรมที่นางเคยทำไว้ มันช่างน่าขยะแขยง โชคดีที่เขาไม่เคยเผลอไผลไปร่วมหอกับนาง ไม่อย่างนั้นถ้ามีลูกขึ้นมา คงสลัดนางไม่หลุดแน่
"จำคำของเจ้าไว้ให้ดี หลินเวย" เยว่เฉินลุกขึ้นยืน แผ่รังสีอำมหิตกดดัน "หากวันไหนเจ้าตระบัดสัตย์ หรือคิดแผนชั่วขึ้นมาอีก... ข้าจะฆ่าเจ้า"
บรรยากาศในห้องหนังสือเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
หลินเวยสัมผัสได้ถึงจิตสังหารนั้น นางรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แค่ผู้ชายปากร้าย แต่เป็นแม่ทัพที่ฆ่าคนเป็นผักปลา การไปงัดข้อกับเขานานๆ ไม่ใช่เรื่องฉลาด เปรียบเสมือนในโลกปัจจุบัน การไปมีเรื่องกับผู้มีอิทธิพลคับฟ้า รังแต่จะพาความซวยมาให้
นางต้องถอยเพื่อเซฟตัวเอง
"ข้าเข้าใจแล้ว" หลินเวยสูดหายใจเข้า ปรับสีหน้าให้อ่อนลงเล็กน้อย
"และ... หากในอดีตข้าเคยทำสิ่งใดให้ท่านขุ่นเคืองใจ ข้าขอโทษด้วย เพราะข้าจำไม่ได้จริงๆ ว่าทำอะไรลงไปบ้าง หวังว่าท่านจะเลิกแล้วต่อกัน"
พูดจบ นางก็ก้มศีรษะให้เขาเล็กน้อยเป็นการบอกลา ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ทิ้งให้ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงัน
เยว่เฉินยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ดวงตาคมกริบจ้องมองประตูที่ปิดลงด้วยความมึนงง
"มู่เฟิง..." เขาเอ่ยเสียงเบาหวิว
"ขะ... ขอรับท่านแม่ทัพ"
"เมื่อกี้... นางขอโทษข้า?"
"อะ... เอ่อน่าจะใช่ขอรับ"
ตั้งแต่แต่งงานกันมา ไม่ว่านางจะทำผิดแค่ไหน นางไม่เคยเอ่ยคำว่าขอโทษแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่แก้ตัวและโยนความผิดให้คนอื่น แต่วันนี้... นางกลับขอโทษออกมาดื้อๆ
"น่าขัน..." เยว่เฉินพึมพำ แต่ในแววตานั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้น
สตรีผู้นั้น... ใช่หลินเวยแน่หรือ?
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่นแคว่ก!เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อนแต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน"ข้า
บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาทีเกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลยถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่งห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม..."คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่
บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้างแม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วน
บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด"อ้าว... พี่หญิง"สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทาน
บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไปเสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจังหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต""ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้""ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุท







