Masukเพล้ง!
ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือ
แม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก
"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจ
ตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อน
แต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!
เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ
"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"
มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง
"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน
"ข้าจะรีบไปตามท่านหมอหลวงเดี๋ยวนี้!" มู่เฟิงทำท่าจะพุ่งตัวออกไป แต่เสียงตวาดของเยว่เฉินหยุดเขาไว้เสียก่อน
"ไม่ต้อง!"
"แต่ท่านแม่ทัพ... ยานี้ดูท่าจะรุนแรงนัก หากท่านไม่ได้... เอ่อนั่นแหละ... ท่านอาจจะธาตุไฟเข้าแทรกถึงตายได้นะขอรับ!"
เยว่เฉินหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้พร่ามัวไปด้วยแรงอารมณ์ แต่สมองส่วนลึกยังคงคิดด้วยความเคียดแค้น
ใครกันที่กล้าทำเรื่องบัดสีเช่นนี้?
คำตอบผุดขึ้นมาในหัวทันที... หลินเวย!
นางเคยใช้วิธีสกปรกนี้กับเขามาแล้วครั้งหนึ่งในคืนวันแต่งงาน แต่ครั้งนั้นเขาไหวตัวทันและไม่ได้ดื่มมันเข้าไป ครั้งนี้คงเห็นว่าใกล้จะถูกหย่า นางจึงงัดไม้ตายเดิมออกมาใช้หวังจะรวบหัวรวบหางเขาก่อนจากไปงั้นสิ?
"หึ... สตรีแพศยา" เยว่เฉินแสยะยิ้มที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ "ในเมื่อนางปรารถนาในตัวข้านัก... ข้าก็จะสนองให้!"
"ท่านแม่ทัพ... ท่านจะ..."
"พยุงข้าไปที่เรือนของหลินเวยเดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด "นางกล้าวางยาข้า นางก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ... ข้าจะทำให้นางรู้สำนึก ว่าการยั่วโทสะข้า ผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไร!"
ณ เรือนนอนของหลินเวย
หลินเวยกำลังนั่งพับผ้าชิ้นสุดท้ายลงหีบอย่างสบายใจ พรุ่งนี้เช้าคือกำหนดการย้ายบ้าน นางแทบจะรอให้ถึงเช้าวันพรุ่งนี้ไม่ไหว ชีวิตอิสระกำลังรออยู่แค่เอื้อม
ปัง!
เสียงประตูเรือนถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูแทบหลุดจากบานพับ
หลินเวยสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองด้วยความตกใจ "ใครน่ะ!?"
ภาพที่เห็นคือร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพเยว่เฉินที่ยืนโงนเงนอยู่หน้าประตู โดยมีมู่เฟิงคอยประคองไว้ แต่สิ่งที่ทำให้หลินเวยขนลุกซู่คือสภาพของเขา...
"ท่านแม่ทัพ..." เสี่ยวชุ่ยร้องเสียงหลง รีบวิ่งเอาตัวเข้ามาบังเจ้านาย "ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ นี่มันยามวิกาลแล้วนะ..."
"ออกไป!" เยว่เฉินตวาดลั่น เสียงดังจนเรือนสะเทือน "มู่เฟิง! เอาตัวพวกบ่าวไพร่ไสหัวออกไปให้หมด!"
"ขอรับ!" มู่เฟิงแม้จะลำบากใจ แต่จำต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เขารีบเข้ามาล็อคแขนเสี่ยวชุ่ยและสาวใช้อีกคน "ขออภัยแม่นางเสี่ยวชุ่ย นี่เป็นคำสั่งท่านแม่ทัพ"
"ปล่อยข้านะ! ฮูหยิน! ช่วยด้วย ฮูหยิน!"
"เดี๋ยว! นี่พวกเจ้าจะทำบ้าอะไร!" หลินเวยตะโกนลั่น จะเข้าไปช่วยเสี่ยวชุ่ย แต่ประตูเรือนถูกกระชากปิดลงเสียก่อน
ปึง!
ความเงียบเข้าครอบงำห้องนอนทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบกระเส่าของบุรุษร่างยักษ์ที่ยืนจ้องหน้านางอยู่กลางห้อง
หลินเวยถอยหลังกรูดไปจนชิดเตียง ขนแขนลุกชันด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
"ท่าน... ท่านเป็นบ้าอะไรของท่าน!" นางตะคอกถาม ใจเต้นรัวเร็ว "บุกรุกเข้ามาในห้องนอนข้ายามดึกดื่น ไล่คนของข้าออกไป... ท่านต้องการอะไร!"
เยว่เฉินไม่ตอบ เขาก้าวสามขุมเข้ามาหานางช้าๆ สายตาของเขาไม่ได้มองนางด้วยความรัก แต่มองด้วยความโกรธแค้นและความต้องการดิบเถื่อนที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
"ต้องการอะไร... ฮึ" เขาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงแหบพร่า
"เจ้าทำเองกับมือ... ยังจะมาถามข้าอีกรึ ว่าข้าต้องการอะไร หลินเวย"
หลินเวยขมวดคิ้ว "ข้าทำอะไร? ข้าไม่รู้เรื่อง!"
"อย่ามามารยา!" เยว่เฉินพุ่งตัวเข้าประชิด รวบข้อมือบางทั้งสองข้างของนางไพล่หลัง แล้วดันร่างนางไปติดกับเสาเตียง "วางยาข้า... หวังจะให้ข้าร่วมหอกับเจ้าจนตัวสั่น... สมใจเจ้าแล้วนี่!"
กลิ่นกายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นเหงื่อและไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ทำให้หลินเวยเริ่มเข้าใจสถานการณ์
ตัวร้อนจี๋... ตาแดงก่ำ... หายใจแรง... ชิบหายแล้ว... อีตานี่โดนยาปลุกเซ็กส์มา!
"เดี๋ยว! ฟังข้าก่อน!" หลินเวยพยายามดิ้นหนี แต่แรงนางหรือจะสู้แรงแม่ทัพ "ข้าไม่ได้ทำ! ข้ากำลังจะย้ายออกพรุ่งนี้ ข้าจะวางยาท่านหาพระแสงอะไร! ปล่อยนะโว้ย!"
"เก็บเสียงไว้ครางใต้ร่างข้าเถอะ!"
ริมฝีปากร้อนผ่าวบดขยี้ลงมาอย่างดุดันและไร้ความปรานี เป็นจูบที่เต็มไปด้วยโทสะและแรงปรารถนาที่ถูกกระตุ้นด้วยยาปลุกกำหนัด รสชาติของมันขมปร่าและเจ็บแสบจนหลินเวยรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ
"อื้อ!"
หลินเวยพยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่ฝ่ามือหนาของแม่ทัพเยว่เฉินตรึงท้ายทอยของนางไว้แน่น ราวกับคีมเหล็กกล้า ลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานอย่างหิวกระหาย
ทันทีที่เขายอมผ่อนแรงลงชั่วครู่เพื่อกอบโกยอากาศ หญิงสาวรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย...
พลั่ก!
นางผลักอกแกร่งนั้นออกสุดแรงเกิดจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองสามก้าว หลินเวยไม่รอช้า นางรีบพุ่งตัวไปที่ประตูห้อง หวังจะหนีออกไปให้พ้นจากสถานการณ์บ้าคลั่งนี้
"คิดจะหนีรึ!"
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นที่ด้านหลัง ไวยิ่งกว่าความคิด มือแข็งแกร่งคว้าหมับเข้าที่แขนบางแล้วกระชากกลับมาอย่างแรง
"กรี๊ดดด!"
ร่างบางของหลินเวยลอยหวือขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะถูกเหวี่ยงกลับไปที่กลางเตียงกว้างอย่างไม่ไยดี
ตุบ!
ความจุกเสียดแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง แม้ฟูกนอนจะหนานุ่ม แต่แรงเหวี่ยงของแม่ทัพผู้ฝึกวรยุทธ์ย่อมไม่ธรรมดา หลินเวยกัดฟันลุกขึ้นนั่ง คว้าหมอนใบเขื่องที่อยู่ใกล้มือปาใส่หน้าเขาเต็มแรง
"ออกไปนะ! ไอคนบ้า! ไอ้โรคจิต!"
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่นแคว่ก!เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อนแต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน"ข้า
บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาทีเกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลยถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่งห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม..."คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่
บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้างแม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วน
บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด"อ้าว... พี่หญิง"สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทาน
บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไปเสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจังหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต""ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้""ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุท







