บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงัน
หลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆ
ทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาด
สตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด
"อ้าว... พี่หญิง"
สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ
"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน
"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"
สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทานให้มากกว่ากระมัง!"
สิ้นเสียงนั้น อนุภรรยาทั้งสี่ก็พากันยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก หัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ราวกับกำลังชมมหรสพชั้นดี
หลินเวยหยุดเดิน
นางกวาดสายตามองสตรีทั้งสี่ตรงหน้าช้าๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สมองของดีไซเนอร์ประเมินพวกนางอย่างรวดเร็ว... การจับคู่สีเสื้อผ้าดูราคาถูก เครื่องประดับเยอะรุงรังไร้รสนิยม และกิริยามารยาทที่... ต่ำตม
ในความทรงจำเดิม ทุกครั้งที่ถูกยั่วยุเช่นนี้ เจ้าของร่างจะกรีดร้อง โวยวาย และพุ่งเข้าไปตบตี ซึ่งนั่นเข้าทางพวกนางพอดี เพราะท่านแม่ทัพมักจะมาเห็นฉากนั้นและรังเกียจนางมากขึ้น
แต่ครั้งนี้... มันต่างออกไป
"เฮ้อ..."
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังออกมาจากริมฝีปากบางสวยของหลินเวย เป็นเสียงถอนหายใจที่ไม่ได้แสดงความเศร้าโศก แต่เต็มไปด้วยความ 'เบื่อหน่าย' และ 'รำคาญ' ถึงขีดสุด
นางปรายตามองพวกนางราวกับกำลังมองฝูงแมลงวันที่บินว่อนอยู่รอบกองขยะ... น่ารังเกียจ และก็ไม่คุ้มค่าที่จะเอาตัวลงไปเกลือกกลั้วตบตีด้วย
"......"
หลินเวยไม่เอ่ยคำใดสักคำ นางเพียงแค่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปรับองศาไหล่ให้สง่าผ่าเผย แล้วเดินแหวกวงล้อมของพวกนางออกไปดื้อๆ ราวกับพวกนางเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน
ความเงียบของนาง... ดังยิ่งกว่าเสียงตะโกน
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของหลิวรั่วเหยียนและพรรคพวกค่อยๆ เจื่อนลงจนจางหายไป
พวกนางยืนตะลึงงัน มองแผ่นหลังเหยียดตรงของอดีตฮูหยินเอกที่เดินจากไปอย่างไม่ไยดี
"นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" หวังซินอี๋ถามเสียงสั่น "ทำไม... ทำไมนางไม่ด่าเรา? ทำไมนางไม่กรีดร้อง?"
"สายตาเมื่อกี้..." หลิวรั่วเหยียนพึมพำ มือที่กำผ้าเช็ดหน้าเริ่มสั่นเทา "สายตาที่นางมองพวกเรา... มันช่างเย็นชาและน่ากลัวเหลือเกิน ราวกับนางกำลังมอง... สิ่งของไร้ค่า"
ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้า
หลินเวยคนเดิมที่พวกนางเคยปั่นหัวเล่นได้ง่ายๆ... หายไปไหนแล้ว?
ตลอดทางเดินไปยังเรือนอักษร เสี่ยวชุ่ยลอบมองแผ่นหลังของผู้เป็นนายด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ฮูหยินของนางเปลี่ยนไป... เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จากสตรีที่มักจะฟูมฟาย เรียกร้องความสนใจ และพูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก บัดนี้กลับกลายเป็นนิ่งสงบ เยือกเย็น และประหยัดถ้อยคำ
นางหารู้ไม่ว่า วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในร่างนี้คือ 'แพรว' ดีไซเนอร์สาวผู้มีโลกส่วนตัวสูง ในวงการแฟชั่นทุกคนต่างรู้ดีว่านางเป็นคน "พูดน้อย ต่อยหนัก" หากไม่จำเป็น นางจะไม่ยอมเปลืองน้ำลายแม้แต่ครึ่งคำ
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงทหารยามหน้าห้องทำงานตวาดลั่น หอกยาวถูกยกขึ้นขวางทางหลินเวยเอาไว้
"ท่านแม่ทัพมีคำสั่งห้ามใครรบกวน โดยเฉพาะ... ฮูหยิน" ทหารยามพูดเสียงแข็ง สายตาเหยียดหยามชัดเจน
หลินเวยหยุดเดิน ใบหน้าเรียบเฉย นางไม่โวยวาย ไม่ด่าทอ เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังพอที่จะให้คนข้างในได้ยิน
"ดี... งั้นข้าไม่เข้าก็ได้"
นางหมุนตัวกลับ ทำท่าเหมือนจะเดินออกไป แต่แล้วก็หยุดกึก หันกลับมาพูดกับทหารยามด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก
"แต่ข้าจะไปยืนตะโกนที่หน้าประตูจวนแม่ทัพแทน ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่า แม่ทัพเยว่เฉินผู้ยิ่งใหญ่ ทุบตีทำร้ายภรรยาจนปางตาย แล้วยังไล่ตะเพิดออกจากจวนอย่างเลือดเย็น!"
ทหารยามหน้าถอดสี
"เอาสิ... ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าชื่อเสียง 'เทพสงครามผู้ผดุงคุณธรรม' ที่เขาสั่งสมมา จะพังทลายลงเพราะปากข้าหรือไม่"
ภายในห้องหนังสือ
แม่ทัพเยว่เฉิน ขมวดคิ้วแน่น มือที่กำลังถือพู่กันชะงักค้าง เขาได้ยินทุกคำพูดของผู้หญิงคนนั้นชัดเจน
"ท่านแม่ทัพ..." มู่เฟิง รองแม่ทัพคนสนิทที่กำลังยืนปรึกษาราชการอยู่ หันมามองผู้เป็นนายด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "นาง... ขู่ท่านหรือขอรับ?"
เยว่เฉินกัดฟันกรอด เขาเกลียดการถูกข่มขู่ที่สุด แต่เขาก็รู้ดีว่าสตรีผู้นี้บ้าบิ่นแค่ไหน หากนางไปโวยวายหน้าจวนจริง ชื่อเสียงของเขาคงด่างพร้อย ชาวบ้านร้านตลาดชอบเรื่องฉาวโฉ่อยู่แล้ว
"มู่เฟิง... ไปตามนางเข้ามา!"
สิ้นเสียงอนุญาต ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก
หลินเวยเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม นางไม่คุกเข่าคำนับ ไม่แสดงท่าทีนอบน้อม เพียงแค่เดินตรงมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของเยว่เฉิน แล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลงเบาๆ
มันคือ ใบหย่า ที่เขาเพิ่งโยนใส่หน้านาง
"ข้ามาเพื่อตกลงเงื่อนไข" นางเอ่ยสั้นๆ กระชับได้ใจความ
เยว่เฉินเลิกคิ้ว มองนางด้วยสายตาจับผิด "เงื่อนไข? เจ้ายังจะมีหน้ามาต่อรองอะไรอีก?"
"ข้าต้องการเวลา สองสัปดาห์ ในการย้ายออก" หลินเวยสบตาเขาตรงๆ "ทรัพย์สินสินเดิมของข้ามีจำนวนมาก ข้าต้องใช้เวลาจัดการและหาที่อยู่ใหม่ พอครบกำหนด ข้าจะไปทันที"
เยว่เฉินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่มันผิดคาด... เขาเตรียมรับมือกับน้ำตาและการคร่ำครวญขอความเห็นใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ... การเจรจา?
"สองสัปดาห์..." เยว่เฉินหรี่ตามอง "ข้าหวังว่าในสองสัปดาห์นี้ เจ้าจะไม่เล่นลูกไม้ตื้นๆ แกล้งป่วย หรือวางแผนชั่วร้ายอะไรเพื่อยื้อเวลาหรอกนะ"
หลินเวยมองหน้าบุรุษรูปงามตรงหน้า แล้วเผลอแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
"ท่านแม่ทัพ..." น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความเวทนา "ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน ว่าเมื่อก่อนข้าไปหลงรักผู้ชาย เฮงซวย อย่างท่านลงไปได้ยังไง"
ปึก!
พู่กันในมือเยว่เฉินหักคามือ มู่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างหลังแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
"เจ้า... เจ้าว่าอะไรนะ?"
"ข้าจำไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงเคยรักท่าน แต่เอาเถอะ..." หลินเวยยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ตอนนี้สมองข้ากระทบกระเทือน ความทรงจำบ้าๆ พวกนั้นมันหายไปหมดแล้ว ท่านสบายใจได้ ข้าไม่มีวันพิศวาสท่านอีก และข้ารักษาคำพูดเสมอ ครบสองสัปดาห์ ข้าจะไสหัวไปให้พ้นหน้าท่านเอง"
เยว่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความเดือดดาลปนสับสน นางกล้าด่าเขาว่า 'เฮงซวย' ต่อหน้าต่อตา! วีรกรรมที่นางเคยทำไว้ มันช่างน่าขยะแขยง โชคดีที่เขาไม่เคยเผลอไผลไปร่วมหอกับนาง ไม่อย่างนั้นถ้ามีลูกขึ้นมา คงสลัดนางไม่หลุดแน่
"จำคำของเจ้าไว้ให้ดี หลินเวย" เยว่เฉินลุกขึ้นยืน แผ่รังสีอำมหิตกดดัน "หากวันไหนเจ้าตระบัดสัตย์ หรือคิดแผนชั่วขึ้นมาอีก... ข้าจะฆ่าเจ้า"
บรรยากาศในห้องหนังสือเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
หลินเวยสัมผัสได้ถึงจิตสังหารนั้น นางรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แค่ผู้ชายปากร้าย แต่เป็นแม่ทัพที่ฆ่าคนเป็นผักปลา การไปงัดข้อกับเขานานๆ ไม่ใช่เรื่องฉลาด เปรียบเสมือนในโลกปัจจุบัน การไปมีเรื่องกับผู้มีอิทธิพลคับฟ้า รังแต่จะพาความซวยมาให้
นางต้องถอยเพื่อเซฟตัวเอง
"ข้าเข้าใจแล้ว" หลินเวยสูดหายใจเข้า ปรับสีหน้าให้อ่อนลงเล็กน้อย
"และ... หากในอดีตข้าเคยทำสิ่งใดให้ท่านขุ่นเคืองใจ ข้าขอโทษด้วย เพราะข้าจำไม่ได้จริงๆ ว่าทำอะไรลงไปบ้าง หวังว่าท่านจะเลิกแล้วต่อกัน"
พูดจบ นางก็ก้มศีรษะให้เขาเล็กน้อยเป็นการบอกลา ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ทิ้งให้ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงัน
เยว่เฉินยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ดวงตาคมกริบจ้องมองประตูที่ปิดลงด้วยความมึนงง
"มู่เฟิง..." เขาเอ่ยเสียงเบาหวิว
"ขะ... ขอรับท่านแม่ทัพ"
"เมื่อกี้... นางขอโทษข้า?"
"อะ... เอ่อน่าจะใช่ขอรับ"
ตั้งแต่แต่งงานกันมา ไม่ว่านางจะทำผิดแค่ไหน นางไม่เคยเอ่ยคำว่าขอโทษแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่แก้ตัวและโยนความผิดให้คนอื่น แต่วันนี้... นางกลับขอโทษออกมาดื้อๆ
"น่าขัน..." เยว่เฉินพึมพำ แต่ในแววตานั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้น
สตรีผู้นั้น... ใช่หลินเวยแน่หรือ?