Partager

บทที่ 2

last update Date de publication: 2026-03-05 17:29:17

บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไป

เสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ

"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"

คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจัง

หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ

"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"

เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต"

"ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้"

"ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุทานลั่น ปิดปากแน่น น้ำตาไหลพรากหนักกว่าเดิมด้วยความเวทนา "โธ่... นายหญิงของบ่าว ท่านช่างอาภัพนัก"

"หยุดร้องก่อน เสี่ยวชุ่ย" หลินเวยปรามเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังที ว่าข้ามาแต่งงานกับเขาได้อย่างไร ดูจากสายตาที่เขามองข้าเมื่อครู่... ดูเหมือนเขาจะเกลียดข้าเข้ากระดูกดำ"

เสี่ยวชุ่ยสูดน้ำมูก พยายามกลั้นเสียงสะอื้น ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวความหลัง

"เดิมที... ท่านคือคุณหนูน้อยตระกูลหลิน บิดาของท่านคือคฤหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองหลวงเจ้าค่ะ แม้ตระกูลจะร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็เป็นเพียงพ่อค้าวานิช ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ ย่อมมิอาจเทียบชั้นกับตระกูลแม่ทัพผู้สูงส่งได้"

"แล้วทำไม..."

"เพราะสงครามชายแดนเมื่อปีก่อนเจ้าค่ะ" เสี่ยวชุ่ยเล่าต่อ "ตอนนั้นกองทัพของท่านแม่ทัพเยว่เฉินขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก บ้านเมืองวิกฤต นายท่านผู้เฒ่า... บิดาของท่าน ทราบดีว่าท่านหลงรักท่านแม่ทัพมานานแรมปี จึงได้ยื่นข้อเสนอต่อราชสำนัก จะมอบเสบียงและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยกองทัพ แลกกับการให้ท่านแม่ทัพแต่งงานกับท่านเป็นฮูหยินเอกเจ้าค่ะ"

หลินเวยถึงบางอ้อทันที... คลุมถุงชนฉบับเอาเงินฟาดหัวนี่เอง

"มิน่าล่ะ... เขาถึงได้มองข้าเหมือนเห็นกิ้งกือไส้เดือน" หลินเวยพึมพำกับตัวเอง "ไม่ได้รักกันสินะ"

ทันทีที่พูดประโยคนั้น จู่ๆ ความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นปราดเข้ามาที่กลางอก มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความร้าวรานที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของร่างนี้... รักเขามากสินะ... รักมากจนยอมให้พ่อเอาเงินไปแลกตัวเขามา ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีใจ

หลินเวยก้มมองใบหย่าในมืออีกครั้ง ความรู้สึกขมขื่นตีตื้นขึ้นมาจนจุกคอ

"แล้วเรื่องที่เขาบอกว่าข้าเรียกร้องความสนใจล่ะ?" หลินเวยถามต่อ พยายามสลัดความรู้สึกเศร้าทิ้งไป "เขาบอกว่าจวนวุ่นวายเพราะข้า... ข้าไปทำอะไรไว้นักหนา?"

เสี่ยวชุ่ยกำหมัดแน่น แววตาเปลี่ยนเป็นความเจ็บแค้น

"ท่านไม่ได้ทำอะไรเลยเจ้าค่ะ! เป็นเพราะพวกนางต่างหาก... อนุภรรยาทั้งสี่คนที่ท่านแม่ทัพรับเข้ามา!"

"สี่คน?" หลินเวยตาโต "เขา... มีเมียน้อยสี่คนเลยเหรอ?"

"เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพจงใจรับพวกนางเข้ามาเพื่อหยามเกียรติท่าน หวังจะกดดันให้ท่านทนไม่ไหวและขอหย่าไปเอง พวกอนุนางพวกนั้นร้ายกาจนัก ต่อหน้าท่านแม่ทัพพวกนางทำตัวอ่อนหวานน่าสงสาร แต่ลับหลังพวกนางรวมหัวกันกลั่นแกล้งท่านสารพัด ทั้งใส่ร้าย ป้ายสี วางกับดัก..."

"เดี๋ยวนะ..." หลินเวยยกมือเบรก "แล้วทำไมข้าไม่ฟ้องเขาล่ะ? ทำไมปล่อยให้เขาเข้าใจผิดว่าข้าเป็นคนก่อเรื่อง?"

"ท่านฟ้องแล้วเจ้าค่ะ! ท่านพยายามอธิบายความจริงทุกครั้ง" เสี่ยวชุ่ยร้องไห้อีกครั้ง "แต่ท่านมีเพียงปากเดียว... พวกนางมีกันถึงสี่คน รวมหัวกันพูดเป็นเสียงเดียวกัน ใส่ไฟจนท่านกลายเป็นนางมารร้ายขี้อิจฉาในสายตาท่านแม่ทัพ ยิ่งท่านแก้ตัว ท่านแม่ทัพก็ยิ่งมองว่าท่านแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เรียกร้องความสนใจ... อย่างเรื่องตกน้ำวันนี้ บ่าวเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของพวกนางแน่ๆ!"

ปึง!

หลินเวยตบโต๊ะเครื่องแป้งดังสนั่น ดวงตาสวยหวานบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ

ในฐานะสาวยุคใหม่ที่ดีกรีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เรื่องผัวมีเมียน้อยก็ว่าแย่แล้ว แต่การถูกรุมบูลลี่ ถูกใส่ร้ายป้ายสี แล้วผู้ชายก็หูเบาเชื่อคนง่ายแบบนี้... มันยอมไม่ได้!

หลินเวยก้มมองกระดาษเปื้อนหมึกในมืออีกครั้ง คำว่า 'หย่า' นั้นชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวัน

สำหรับสาวยุค 2025 การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ปัญหามันอยู่ที่บริบทของยุคสมัยต่างหาก เท่าที่นางเคยดูซีรีส์ย้อนยุคมา สตรีที่ถูกสามีหย่าขาดแล้วซซัดเซพเนจรกลับไปบ้าน มักจะนำความอัปยศอดสูมาสู่วงศ์ตระกูล

นางหันขวับไปหาเสี่ยวชุ่ยที่กำลังยืนเช็ดน้ำตาป้อยๆ

"เสี่ยวชุ่ย เลิกร้องไห้ แล้วตอบคำถามข้ามาตามตรง"

"จะ... เจ้าคะ ฮูหยิน?"

"ทรัพย์สินส่วนตัวของข้า... สินเดิมที่ติดตัวมาตอนแต่งงาน มีอยู่เท่าไหร่?"

เสี่ยวชุ่ยทำตาโต อ้าปากค้างเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบละล่ำละลัก "โธ่ ฮูหยิน... ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ว่าท่านคือธิดาของคฤหบดีหลินผู้มั่งคั่งที่สุดในเมืองหลวง! สินเดิมของท่านตอนแต่งเข้ามา ยาวเหยียดเป็นขบวนสิบลี้เชียวนะเจ้าคะ!"

สาวใช้รีบวิ่งไปเปิดหีบไม้ใบใหญ่ที่มุมห้อง ทันทีที่ฝาหีบเปิดออก แสงระยิบระยับของทองคำแท่ง เครื่องประดับอัญมณี และตั๋วเงินปึกใหญ่ก็กระแทกตาหลินเวยเข้าอย่างจัง

"โอ้โห..." หลินเวยดวงตาเป็นประกาย "นี่มันไม่ใช่แค่รวยแล้ว นี่มันมหาเศรษฐีชัดๆ!"

เสี่ยวชุ่ยพยักหน้ารัวๆ "ใช่เจ้าค่ะ! ทรัพย์สินพวกนี้เป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว ต่อให้ท่านออกจากจวนแม่ทัพไป ท่านก็สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปได้อีกสิบชาติเลยเจ้าค่ะ!"

"เยี่ยม!" หลินเวยดีดนิ้วดังเปาะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย "ในเมื่อมีเงิน ปัญหาทุกอย่างก็จบ... เรื่องอะไรข้าจะต้องง้อผู้ชายพรรค์นั้นด้วย"

นางเดินไปหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งขึ้นมาพัดเล่นเบาๆ สมองของดีไซเนอร์สาวเริ่มวางแผนธุรกิจทันที

"ถ้าข้ากลับบ้านไม่ได้... ข้าก็แค่ซื้อบ้านใหม่สิ"

แต่ช้าก่อน... จะเดินออกไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้

ในเมื่อเขาเป็นคนโยนใบหย่ามาให้ นางก็ต้องเล่นตามเกม แต่ต้องเป็นเกมที่นางเป็นคนคุมกระดาน หลินเวยพับใบหย่าเก็บเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของมีค่า

"เสี่ยวชุ่ย... ไปเตรียมตัว"

"จะไปไหนหรือเจ้าคะ? กลับตระกูลหลินหรือ?"

"ไม่ใช่..." หลินเวยส่ายหน้า เชิดคางขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม "พาข้าไปพบท่านแม่ทัพเยว่เฉินเดี๋ยวนี้ ข้ามีข้อตกลงบางอย่างที่ต้องเจรจากับเขา"

"ฮูหยิน ท่านจะไปอ้อนวอนเขาหรือเจ้าคะ? อย่าเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพกำลังโกรธอยู่..."

"อ้อนวอน?" หลินเวยหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบ "เปล่าเลยเสี่ยวชุ่ย... ข้าจะไป ทำข้อตกลง ต่างหาก"

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   ตอนพิเศษ: ก้อนแป้งแฝดแห่งจวนชินอ๋อง

    ตอนพิเศษ: ก้อนแป้งแฝดแห่งจวนชินอ๋องเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ... สามปีแล้วนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวงจวนชินอ๋องที่ในอดีตเคยเงียบเหงา วังเวง และหนาวเหน็บดุจถ้ำน้ำแข็ง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ดังเจื้อยแจ้วไปทั่วทุกมุมเรือน โดยเฉพาะในยามวสันตฤดูที่ดอกท้อกำลังเบ่งบานเช่นนี้“ป้อจ๋า! จับ... จับเฉิน!”“เอิ๊กๆ... หรานหราน ทางนี้!”เสียงเล็กๆ ที่พูดจายังไม่ค่อยจะชัดเจนนัก ดังประสานกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเตาะแตะลัดเลาะไปตามทางเดินหินในสวนดอกไม้ เบื้องหน้าคือ ก้อนแป้งแฝดมังกรหงส์ (แฝดชายหญิง) วัยสองหนาวเศษ ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนชินอ๋องแฝดผู้พี่คือคุณชายน้อย เซียวมู่เฉิน ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบมาจากบิดาราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังวิ่งนำหน้าไปอย่างทุลักทุเล ส่วนแฝดผู้น้องคือท่านหญิงน้อย เซียวอวี้หราน ผู้มีดวงตาคู่หงส์งดงามเหมือนมารดา กำลังวิ่งตามหลังพี่ชายด้วยขาสั้นๆ จนแทบจะหน้าทิ่มดินอยู่รอมร่อและผู้ที่กำลังวิ่งไล่ตามจับเจ้าก้อนแป้งทั้งสองอยู่นั้น ไม่ใช่บ่าวไพร่หรือองครักษ์ที่ไหน... แต่เป็นถึงอดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ชิน

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 51 (ตอนจบ): คำสัญญาชั่วนิรันดร์

    บทที่ 51 (ตอนจบ): คำสัญญาชั่วนิรันดร์เมืองหลวงยามวสันตฤดูอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบาน บรรยากาศทั่วทั้งเมืองคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อกองทัพหลวงและขบวนของชินอ๋องเดินทางกลับมาถึงอย่างปลอดภัยทันทีที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมือง เสียงโห่ร้องต้อนรับและสรรเสริญก็ดังกึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าเซียวจินเยว่ไม่ได้สั่งให้ขบวนมุ่งหน้ากลับจวนอ๋อง เขากลับสั่งให้รถม้าตรงไปเข้าเฝ้ายังวังหลวงในทันทีณ ตำหนักฉือหนิงทันทีที่เซียวจินเยว่และเสิ่นลั่วอวี้ก้าวเข้ามาในตำหนัก ไท่โฮ่วที่ประทับรออยู่ก็ถึงกับผุดลุกขึ้น น้ำตาแห่งความปีติไหลอาบสองแก้มของสตรีสูงศักดิ์ พระนางไม่ได้สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น รีบสาวเท้าเข้ามากอดบุตรชายคนเล็กและอดีตลูกสะใภ้เอาไว้แน่น“สวรรค์คุ้มครอง... สวรรค์คุ้มครองจริงๆ!” ไท่โฮ่วสะอื้นไห้ พลางลูบใบหน้าคมคายของเซียวจินเยว่ที่ยังมีร่องรอยความซูบผอม“ลูกอกตัญญู ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวจินเยว่คุกเข่าลงโขกศีรษะขอประทานอภัยไท่โฮ่วรีบพยุงเขาขึ้น ก่อนจะหันมาจับมือเสิ่นลั่วอวี้ไว้แน่น แววตาของพระนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเอ็นดูสุดหัวใจ “ลั่วอวี้... ข

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 50: หนี้รักที่ต้องชดใช้

    บทที่ 50: หนี้รักที่ต้องชดใช้ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางลมหนาวของแดนเหนือด้วยการฝังเข็มขับพิษอันล้ำเลิศของหมอเทวดาไป๋อิงหลัว ผนวกกับการดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดแทบไม่คลาดสายตาของเสิ่นลั่วอวี้ ร่างกายของเซียวจินเยว่ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ พิษในหัวใจถูกขจัดออกจนหมดสิ้น บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกเริ่มสมานตัว บัดนี้ชินอ๋องแห่งต้าเยี่ยนสามารถลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงและพูดคุยได้เป็นปกติแล้วทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจนม่ออวิ๋นและเย่หานถึงกับต้องลอบมองหน้ากันบ่อยครั้ง ก็คือท่าทีของ ชินอ๋องผู้เย็นชา ที่บัดนี้กลายสภาพเป็นคน คลั่งรักอย่างหนัก!“ขมเกินไป ข้าดื่มไม่ลง”เซียวจินเยว่เบือนหน้าหนีชามยาต้มสีดำสนิท คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าหางตากลับลอบสังเกตปฏิกิริยาของสตรีที่นั่งอยู่ข้างเตียงเสิ่นลั่วอวี้ถอนหายใจเบาๆ นางตักยาขึ้นมาเป่าให้คลายความร้อน ก่อนจะยื่นไปจ่อที่ริมฝีปาก “ท่านอ๋อง ยาดีมักขม หากท่านไม่ดื่มแล้วแผลจะหายสนิทได้อย่างไรเพคะ อ้าปากเร็วเข้า”“บาดแผลของข้าเจ็บปวดถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะดุข้าอีกหรือ ลั่วอวี้” น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและแฝงแววออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินม

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 49: เสียงเรียกจากหัวใจ

    บทที่ 49: เสียงเรียกจากหัวใจเวลาผ่านพ้นไปสามวันสามคืนนับตั้งแต่เสิ่นลั่วอวี้เดินทางมาถึงค่ายทหารแดนเหนือตลอดสามวันที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้หลับตาพักผ่อนอย่างเต็มตื่น หญิงสาวรับหน้าที่ดูแลเซียวจินเยว่ด้วยตนเองทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการป้อนยาที่ต้องค่อยๆ หยอดทีละหยดเพื่อไม่ให้เขาสำลัก การเปลี่ยนผ้าพันแผล หรือแม้แต่การคอยเช็ดตัวเพื่อลดไข้ที่ขึ้นสูงในยามค่ำคืนไป๋อิงหลัว หมอเทวดาหญิงแวะเวียนมาตรวจชีพจรและฝังเข็มให้เขาวันละสองครั้ง แม้นางจะไม่เอ่ยปากชม ทว่าสายตาที่มองเสิ่นลั่วอวี้ก็แฝงไปด้วยความนับถือ สตรีบอบบางจากเมืองหลวงผู้นี้มีความอดทนและเด็ดเดี่ยวยิ่งนักเข้าสู่วันที่สี่ พายุหิมะด้านนอกกระโจมเริ่มซาลงแล้ว ทว่าคนบนเตียงก็ยังคงหลับสนิทไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเสิ่นลั่วอวี้บิดผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดทำความสะอาดตามโครงหน้าคมคายและลำคอของเขาอย่างเบามือ เมื่อมองเห็นใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเย่อหยิ่งบัดนี้ซูบตอบและไร้สีเลือด หยาดน้ำตาก็พลันรื้นขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว“ท่านนอนนานเกินไปแล้วนะ เซียวจินเยว่”นางพึมพำเสียงแผ่วเบา พลางวางผ้าลงและจับมือหนาที่หยาบกร้านของเขามาแนบแก้ม “ท่านรู้หรือไม่ว่าที่

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 48: ฝ่าหิมะเยือนแดนเหนือ

    บทที่ 48: ฝ่าหิมะเยือนแดนเหนือร่างบางเซถลาจนเกือบจะล้มพับ ทว่าเสิ่นลั่วอวี้กลับสูดลมหายใจลึก ฝืนยันกายให้ลุกขึ้นยืนตรงอย่างมั่นคง มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือเพื่อเรียกสติเขาบอกว่าจะรอดกลับมาชดใช้หนี้ให้นาง... ชินอ๋องตรัสแล้วไม่คืนคำ เขาจะมาตายอยู่ที่ชายแดนอันหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ได้!“ใครอนุญาตให้เขาตายกัน!” เสิ่นลั่วอวี้เอ่ยเสียงสั่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว “ม่ออวิ๋น! พาข้าไปแดนเหนือเดี๋ยวนี้!”ม่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นเบิกตากว้าง “เถ้าแก่เนี้ย! แต่ว่าการเดินทางไปชายแดนในฤดูหนาวนั้นอันตรายยิ่งนัก อีกทั้งร่างกายของท่าน...”“ข้ามีป้ายหยกของเขา ข้าคือผู้ที่มีสิทธิ์ขาดที่สุดในจวนชินอ๋อง!” นางประกาศกร้าว จนม่ออวิ๋นและเย่หานต้องรีบคุกเข่ารับคำสั่ง“เย่หาน! ไปจัดเตรียมรถม้าที่ทนทานที่สุด นำโสมคนร้อยปีและยารักษาแผลชั้นเลิศจากคลังของจวนอ๋องมาให้หมด ถ่ายทอดคำสั่งให้หน่วยองครักษ์เงาทุกคนเตรียมพร้อม... เราจะออกเดินทางไปแดนเหนือภายในชั่วยามนี้!”“รับคำสั่งขอรับ!” ทั้งม่ออวิ๋นและเย่หานคุกเข่าประสานเสียงหนักแน่นยี่สิบวันต่อมา ณ ค่ายทหารแดนเหนือการเดินทางที่ปกติต้องใช้เวลาเกือบสอ

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 47: จดหมายจากแดนเหนือ

    บทที่ 47: จดหมายจากแดนเหนือ“เถ้าแก่เนี้ย จะให้ข้าน้อยจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรดีขอรับ” เงาอู่เอ่ยถามพลางปรายตามองร่างที่ไม่ได้สติบนพื้นเสิ่นลั่วอวี้มองเสิ่นชิงหว่านด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเวทนาใดๆ สตรีผู้นี้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากนางใจอ่อนปล่อยไป ย่อมเป็นภัยในภายภาคหน้า“มัดตัวพวกมันทั้งหมด พร้อมกับจดหมายข่มขู่ฉบับนี้ ไปส่งให้จวนว่าการเมืองหลวง” น้ำเสียงของนางเด็ดขาด “เสิ่นชิงหว่านมีคดีติดตัวและเป็นที่ต้องการตัวของทางการอยู่แล้ว เพิ่มข้อหาลักพาตัวและพยายามฆ่าเข้าไปอีก คราวนี้นางคงไม่ได้เห็นแสงตะวันนอกคุกอีกชั่วชีวิต”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”เงาอู่รับคำสั่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาคนอื่นๆ หิ้วปีกอันธพาลและร่างของเสิ่นชิงหว่านเร้นกายหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ปิดฉากความบาดหมางของตระกูลเสิ่นลงอย่างสมบูรณ์วันรุ่งขึ้น ณ วังหลวงรถม้าของหอน้ำชาจอดเทียบที่หน้าประตูวังหลวง เสิ่นลั่วอวี้เพียงแค่ชู ป้ายหยกประจำตัวชินอ๋อง ขึ้นมา ทหารยามก็รีบคุกเข่าเปิดทางให้นางผ่านเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเข้าสวนหลังบ้านแม้นางและเซียวจินเยว่จะหย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าเสิ่นลั่วอวี้ก

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 8

    บทที่ 8 : กรงขังบรรยากาศภายในห้องหนังสือของ แม่ทัพเยว่เฉิน เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจบุรุษหนุ่มในชุดลำลองสีเข้มตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษด้วยท่าทีเคร่งขรึม ราวกับว่าพายุอารมณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ทว่า... ภายในใจของเขากลับปั่นป่วนยิ่งกว่าคลื่นลมในมหาสมุทรเขาลอบมองไปที่ประตูห้องเป็นระยะ ‘นางต้อง

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 7

    บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเว

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 6

    บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าห

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 5

    บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status