เข้าสู่ระบบตอนที่ 8: ปะทะ
เช้าวันต่อมา... แสงแดดไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ภายในห้องนอนที่เงียบสนิท ธันวา นั่งทอดถอนใจอยู่บนขอบเตียง เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงบ่งบอกว่าเจ้าตัวผ่านค่ำคืนที่ยากลำบากมาแค่ไหน ภาพเหตุการณ์ในผับยังคงฉายซ้ำเหมือนหนังที่กดปุ่มรีเพลย์ โดยเฉพาะสัมผัสตรงข้อมือและความเย็นชาในดวงตาคู่ที่เคยทอประกายอ่อนโยนคู่นั้น “อย่ายุ่งกับผม” ประโยคสั้นๆ ที่ขัดใจเขาจนวินาทีนี้ มันไม่ใช่แค่คำไล่ แต่มันคือกำแพงล่องหนที่ภีมสร้างขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเราไว้ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ “กูทำเกินไป... หรือว่าเขามันไกลเกินคว้าไปแล้ววะ” ธันวาพึมพิงกับตัวเอง ความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนอึดอัด ตัดมาที่อีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัย ภีม ยืนส่องกระจกจัดปกเสื้อเชิ้ตนักศึกษาให้เข้าที่ นิ้วมือที่กำลังติดกระดุมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อความทรงจำเมื่อคืนแล่นเข้ามาในหัว ความร้อนจากฝ่ามือของธันวาที่เคยบีบข้อมือเขายังคงทิ้งร่องรอยจางๆ ไว้ในความรู้สึก ภีมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะขยับยิ้มบางที่ดูเหมือนหน้ากากที่เขาสวมใส่จนชิน อย่าให้มันย้อนกลับมา เขาเตือนตัวเองในใจ เขารู้ดีว่าความหวั่นไหวคือจุดอ่อน และในชีวิตใหม่นี้... เขาจะไม่ยอมให้จุดอ่อนนั้นทำลายกระดานหมากที่เขาวางไว้เด็ดขาด แรงกระเพื่อมที่มองไม่เห็น บรรยากาศที่คณะแพทย์วันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะวิชาเรียนที่หนักอึ้ง แต่เป็นเพราะข่าวลือที่แพร่กระจายไปเร็วกว่าไวรัส เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่ภีมเดินผ่านโถงทางเดิน “มึงเห็นปะ เมื่อคืนพี่ธันวาบริหารฯ เข้าไปนัวกับภีมที่ผับด้วยนะ” “จริงดิ? เห็นว่าเกือบมีเรื่องกันเลยนะ สรุปสองคนนี้ยังไงกันแน่” สายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาทำให้บรรยากาศรอบตัวภีมดูอึดอัด แต่เจ้าตัวกลับเดินผ่านไปอย่างหน้าตาเฉย เขานั่งเรียน ตอบคำถามอาจารย์ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสุขุมจนเกือบจะเย็นชาของเขาทำให้เพื่อนร่วมคลาสถึงกับต้องหันไปมองหน้ากัน “เขาสตรองขนาดนี้เลยเหรอวะ หรือว่าไม่รู้สึกอะไรเลย?” ผิดกับฝั่งคณะบริหารฯ ธันวา นั่งเหม่อลอยกลางคลาสจนเพื่อนสนิทต้องสะกิดเรียกเมื่ออาจารย์เรียกชื่อเป็นรอบที่สอง “มึงโอเคปะเนี่ยธัน หน้าอย่างกะคนไม่ได้นอน” “โอเค... กูแค่คิดอะไรนิดหน่อย” ธันวาตอบปัด แต่มือที่ควงปากกาอยู่กลับสั่นอย่างคุมไม่ได้ ความรู้สึกผิดและการอยากเอาชนะมันกัดกินใจเขาจนสมาธิพังทลาย การเผชิญหน้า: คำถามเดียวที่แทงลึก หลังเลิกเรียน ธันวาตัดสินใจพาตัวเองมาดักรอภีมที่โถงทางเดินเงียบๆ หลังตึกคณะแพทย์ เมื่อเห็นร่างโปร่งเดินมาแต่ไกล เขาก็ขยับกายไปยืนขวางทางไว้ทันที ภีมหยุดกะทันหัน ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนมีเพียงไม่กี่ก้าว แต่บรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก “คุยหน่อย” ธันวาเปิดฉาก เสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อย “พูดตรงนี้ได้เลยครับ ผมมีเวลาไม่มาก” ภีมตอบพลางสบตาตรงๆ ไม่คิดจะหลบเลี่ยง ธันวาเม้มปาก ก้าวเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่แสนคุ้นเคยแต่กลับรู้สึกห่างเหิน “เมื่อคืน... นายทำตัวเกินไปไหมภีม นายไม่ควรไปที่แบบนั้นกับคนพวกนั้น” ภีมแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ธันวาไม่เคยเห็นมาก่อน มันทั้งดูแคลนและเย็นชาในเวลาเดียวกัน “เกินไปสำหรับใครครับ?” ภีมย้อนถามนิ่มๆ “เกินไปในฐานะที่ผมเป็นรุ่นน้องคุณ หรือเกินไปในฐานะ... ‘คนเคยรู้จัก’ ที่คุณเคยทิ้งไปล่ะ?” คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าธันวาเข้าอย่างจัง เขาเสียจังหวะไปชั่วครู่ “ฉันแค่... ฉันแค่ไม่อยากให้นายทำตัวเหลวแหลกให้คนอื่นเอาไปพูดได้” “คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามผม” ภีมตัดบท น้ำเสียงชัดเจนและหนักแน่น “สิทธิ์นั้นมันหมดไปตั้งแต่วันที่คุณเลือกคนอื่นแล้ว พี่ธันวา” ธันวาก้าวพรวดเข้าหาด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน คว้าไหล่ทั้งสองข้างของภีมไว้แน่น ระยะห่างหายไปจนลมหายใจเป่ารดกัน ภีมไม่ถอยหนี เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธันวาด้วยความนิ่งสงบที่น่ากลัว “ถามตัวเองดูดีๆ นะครับพี่ธันวา...” ภีมเว้นจังหวะ เสียงเบาลงจนเป็นเพียงเสียงกระซิบที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “ที่พี่มาตามราวีผมอยู่นี่ เพราะพี่เป็นห่วงผมจริงๆ หรือเพราะพี่แค่รับไม่ได้ที่ตอนนี้ผมไม่ได้หมุนรอบตัวพี่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว?” คำถามเดียวสั้นๆ แต่ทำเอาธันวาใบ้รับประทาน มือที่จับไหล่ภีมค่อยๆ คลายออก ความจริงที่ถูกตีแผ่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้ากลางแจ้ง ภีมขยับปกเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป ทิ้งให้ธันวายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบที่ดังยิ่งกว่าเสียงตะโกน... และความรู้สึกที่ว่า ในเกมครั้งนี้ เขาไม่ได้เป็นคนคุมหมากอีกต่อไปแล้ว ธันวายังคงยืนเคว้ง มือที่เคยคว้าไหล่ภีมไว้ค่อยๆ ลดลงข้างตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของคนตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนแปลกหน้า... คนที่เขามั่นใจว่าเคยรู้จักดีที่สุด แต่ตอนนี้กลับไม่รู้อะไรเลย "อย่างน้อย... เราก็…" ธันวาพยายามจะหาคำมานิยามสถานะในตอนนี้ คำว่า 'เรา' ค้างอยู่ในลำคอ มันจุกจนพูดไม่ออก เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า 'เรา' ในความหมายของเขาตอนนี้มันคืออะไร เพื่อน? พี่น้อง? หรือแค่คนที่เคยมีอดีตร่วมกันที่เขาเป็นคนโยนทิ้งเอง “เรา... อะไรครับ?” ภีมสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงไม่ได้ตวาด แต่มันสั้นห้วนและกดดันเสียจนธันวาต้องชะงัก "ฉันก็แค่เป็นห่วง!" ธันวาโพล่งออกมาอย่างลืมตัว อารมณ์ที่สับสนปนเปทำให้เขาเลือกใช้เสียงดังกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ในใจ "นายจะทำอะไร จะไปกับใครก็ได้ แต่ช่วยระวังตัวหน่อยไม่ได้หรือไง เห็นคนอื่นเขาพูดถึงนายแบบนั้น ฉันมัน..." ภีมไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกว่า เขากลับนิ่ง... นิ่งเสียจนเสียงลมหายใจของธันวาดูดังเกินไปในโถงทางเดินนั้น ภีมมองตรงเข้าไปในดวงตาของรุ่นพี่ที่เขารักสุดหัวใจในอดีต เงียบไปชั่วเสี้ยววินาทีเพื่อสูดเอาความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายเข้าปอด ก่อนจะเอ่ยปากพูดช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกที่สุด “แล้วที่ผ่านมา... คุณเคยเชื่อผมด้วยเหรอครับ?” คำถามนั้นเหมือนโลกทั้งใบของธันวาหยุดหมุน เสียงลม เสียงนก หรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของนักศึกษาคนอื่นที่เดินไกลออกไปหายวับไปจากโสตประสาท เขายืนนิ่งเหมือนถูกสาป ภาพในอดีตที่ไม่เคยใส่ใจเริ่มผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ภาพวันที่ภีมถูกใส่ร้าย... ภาพวันที่ภีมพยายามอธิบายด้วยน้ำตานองหน้า... และภาพของตัวเขาเองที่ยืนมองด้วยสายตาเย็นชา โดยที่ไม่เคยเอ่ยปากถามเลยสักคำว่า 'มันจริงไหม' ธันวาอ้าปากค้างเล็กน้อย พยายามจะเค้นคำเถียง แต่มันไม่มี... ไม่มีเหตุผลข้อไหนเลยที่เขาจะเอามาหักล้างความจริงข้อนี้ได้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขา "แพ้" ให้กับคำพูดที่แสนจะธรรมดาแต่มันกลับกรีดลึกถึงกระดูก “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว... ผมขอตัวนะครับ” ภีมเอ่ยลาอย่างมีมารยาทแต่เย็นเฉียบ เขาไม่คิดจะอยู่ดูความพ่ายแพ้ของอีกฝ่าย ไม่คิดจะซ้ำเติม เพราะแค่การเห็นธันวาเถียงไม่ออกแบบนี้ มันก็ชัดเจนพอแล้ว “ภีม…” ธันวาเรียกชื่อนั้นออกไปเบาๆ มันเป็นเสียงเรียกที่สั่นเครือและไร้น้ำหนัก ภีมหยุดฝีเท้าแค่เสี้ยววินาที แผ่นหลังนั้นตั้งตรงและดูแข็งแกร่งกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น... และภีมไม่ได้หันกลับมา หมากที่กำลังจะหลุดมือ ช่องว่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามฝีเท้าของภีมที่เดินจากไป ธันวายังคงยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้ความจริงที่ภีมทิ้งไว้กัดกินใจทีละนิด ‘เออ... กูไม่เคยเชื่อเขาเลยจริงๆ’ ความคิดนี้มันน่าสมเพชเสียจนเขาอยากจะขำออกมา แต่กลับขำไม่ออก ในจังหวะนั้นเอง พีชญ์ เดินเข้ามาจากหัวมุมตึกอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าหวานประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนแต่สายตากลับแหลมคม เขาเห็นฉากสุดท้ายเมื่อครู่ชัดเจน และสัมผัสได้ถึง 'รอยร้าว' ที่ธันวาพยายามซ่อนไว้ “อ้าว ธัน คุยอะไรกับน้องภีมเหรอ เห็นหน้าเครียดๆ” พีชญ์ถามพลางเดินเข้ามาเกาะแขนธันวาเบาๆ ตามความเคยชิน “ไม่มีอะไร...” ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่สายตาที่เขามองตามแผ่นหลังภีมไปนั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่สายตาของความรำคาญใจ แต่มันคือความรู้สึกโหยหาที่ปนไปด้วยความผิดบาป พีชญ์มองตามสายตานั้นไป แล้วรอยยิ้มบนหน้าก็แข็งค้างลงชั่วครู่ สัญชาตญาณในตัวเขาร้องเตือนว่าเกมที่เขาเคยคุมได้ทุกอย่างกำลังจะหลุดมือ ภีมคนเดิมที่เคยจัดการง่ายๆ บัดนี้กลับกลายเป็นตัวแปรที่เขาเริ่มจะรับมือไม่อยู่ ความเงียบที่ดังที่สุด กลางดึกคืนนั้น... ที่ห้องพักของภีม เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แสงโคมไฟส่องสว่างกระทบหน้ากระดาษตำราเรียนแพทย์ นิ้วมือที่จับปากกาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อประโยคที่เขาพูดกับธันวาเมื่อเย็นแวบเข้ามาในหัว หัวใจเขากระตุกวูบหนึ่ง... แต่มันก็แค่นั้น อย่าหันกลับไป ภีม... มึงทำดีแล้ว เขาปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มอ่านหนังสือต่อ ผิดกับอีกฟากของคอนโดหรู ธันวานั่งอยู่ในห้องที่มืดสนิทเพียงลำพัง เขาไม่เปิดไฟ ไม่เปิดทีวี มีเพียงประโยคเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเทปพังๆ “คุณเคยเชื่อผมด้วยเหรอครับ?” ประโยคนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนคนโง่ที่เพิ่งตื่นจากฝัน และความจริงที่เขาเพิ่งค้นพบคือ... ในวันที่ภีมต้องการเขาที่สุด เขาคือคนแรกที่หันหลังให้ และในวันนี้... วันที่เขาอยากจะกลับไป เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ้างคำว่าห่วงใยด้วยซ้ำตอนที่ 13: ความจริงย้อนแทงภายในห้องสี่เหลี่ยมที่มืดสนิท มีเพียงแสงสีขาวซีดจากหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สะท้อนลงบนใบหน้าของ ธันวา เขานั่งนิ่งจนเกือบจะกลืนไปกับความมืด นิ้วเรียวสั่นน้อยๆ ขณะกดปุ่มเล่นวิดีโอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพเดิมวนลูปอยู่อย่างนั้น... จังหวะที่พีชญ์หย่อนของบางอย่างลงในกระเป๋า จังหวะที่ภีมเดินเข้ามา และจังหวะที่โลกทั้งใบของภีมพังทลายลงเพราะคำพิพากษาของเขา“ผมเห็นมันชัดขนาดนี้... แต่ที่ผ่านมาผมไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับจะขาดใจ ธันวากดหยุดเฟรมภาพที่ใบหน้าของพีชญ์ คราวนี้เขามองข้าม 'การกระทำ' แต่เขามองไปที่ 'แววตา' ของคนในคลิป ความละอายใจเริ่มทำงานเหมือนเข็มที่ค่อยๆ ทิ่มแทงจากข้างในความทรงจำในห้องเรียนวันนั้นย้อนกลับมาหาเขาเหมือนคลื่นยักษ์ เสียงของภีมที่เคยฟังดูเหมือนการประชดประชัน กลับกลายเป็นเสียงที่สั่นเครือด้วยความน้อยใจ“ไม่ใช่ของผม...”คำพูดสั้นๆ ที่ธันวาเคยปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ในวันนี้มันกลับดังก้องอยู่ในหัวจนหูอื้ออึง เขาเพิ่งเข้าใจซึ้งถึงคำว่า 'เงียบดีกว่าเพราะพูดไปก็ไม่มีใครฟัง' มันเจ็บปวดกว่าการถูกใส่ร้ายเสียอีกเขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความจริงมัน
ตอนที่ 12: โป๊ะแตกเสียงดนตรีในงานเลี้ยงดูเหมือนจะดับวูบไปพร้อมกับความเงียบที่เข้าจู่โจมห้องทั้งห้องทันทีที่คลิปวิดีโอนั้นจบลง แสงไฟจากจอมอนิเตอร์ยังคงสว่างวาบสะท้อนอยู่ในดวงตาของทุกคน แต่มันกลับแผ่ซ่านความเย็นเยือกไปถึงกระดูกพีชญ์ ยืนนิ่งงันราวกับถูกสาบให้เป็นหิน ใบหน้าที่เคยดูนุ่มนวลและน่าสงสารบัดนี้ซีดเผือดจนแทบเป็นสีเดียวกับผนังห้อง ฝั่ง ธันวา เองก็ไม่ต่างกัน เขายืนทื่อ ปล่อยให้ความจริงในคลิปทุบทำลายความเชื่อมั่นที่เขาเคยมีจนแหลกละเอียด ส่วน ภีม... เจ้าของเรื่องที่แท้จริง กลับทำเพียงแค่เบือนหน้าหนี ทิ้งแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวไว้เป็นภาพสุดท้ายก่อนจะก้าวเดินจากไปความเงียบที่ขยับขยายกลายเป็นเสียงด่าทอพริบตาต่อมา เสียงระเบิดของคำกระซิบก็ดังขึ้นราวกับเขื่อนแตก มันไม่ใช่เสียงให้กำลังใจเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือเข็มพันเล่มที่พุ่งตรงไปหาคนที่ยืนอยู่กลางสปอตไลท์“เห้ย... เห็นเหมือนกันใช่ไหมวะ?”“สรุปคือยัดของใส่กระเป๋าตัวเองเหรอ? เนียนสัด...”“แล้วที่ผ่านมาที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้คือละครเหรอพี่?”บรรยากาศรอบตัวพีชญ์เปลี่ยนทิศทางทันที จาก ‘เหยื่อ’ กลายเป็น ‘จำเลย’ ในชั่วเคี้ยวหมากแหลก พีชญ์
ตอนที่ 11: คืนแตกหักเสียงเบสหนัก ๆ จากลำโพงตัวเขื่องในคลับหรูใจกลางเมืองดังกระแทกกระทั้นเข้ากับจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นระเบียบของใครหลายคน งานเลี้ยงรวมสายรหัสคืนนี้ไม่ใช่แค่การสังสรรค์ แต่มันคือสนามรบที่โรยด้วยกลีบดอกไม้และกลิ่นน้ำหอมราคาแพงภายในห้องแต่งตัวที่คอนโดส่วนตัว ภีม ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานยาว เขาสวมเชิ้ตสีดำสนิทพับแขนเสื้อขึ้นลวก ๆ เผยให้เห็นนาฬิกาเรือนเรียบแต่ดูดี ภีมไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มเหมือนคนอื่น ๆ ที่พยายามจะเด่นในคืนนี้ แต่ความเรียบนิ่งนั่นแหละที่ทำให้เขายิ่งดู "อันตราย""ถ้าไปแล้วมันจบ... ผมก็พร้อมจะจ่ายราคานั้น" เขาพึมพำกับเงาตัวเอง สายตาเย็นชาไร้ร่องรอยความหวั่นไหวตัดมาที่อีกมุมหนึ่งของเมือง พีชญ์ กำลังแต้มน้ำหอมกลิ่นละมุนที่ลำคอ เขามองตัวเองในกระจกด้วยรอยยิ้มที่ฝึกมาอย่างดี ลุค "หนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร" ในชุดสเวตเตอร์สีครีมดูนุ่มนวลสะอาดยังคงเป็นเกราะกำบังชั้นดี"คืนนี้พี่ธันต้องเห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นของจริง" เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าใสซื่อในวินาทีถัดมาขณะเดียวกัน แพรไหม กำลังตรวจเช็กแบตเตอรี่สำรองและกล้องมือถือสเปกสูงของเธอ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะ
ตอนที่ 10: ความจริงเริ่มรั่วบรรยากาศในมหาวิทยาลัยเช้านี้ดูจะ ‘หนัก’ กว่าทุกวัน ลมที่พัดผ่านโถงอาคารเรียนไม่ได้ให้ความรู้สึกสดชื่นเลยสักนิด แต่มันกลับหอบเอาเสียงกระซิบกระซาบที่น่าอึดอัดลอยวนอยู่ทุกหัวมุมตึกเสียงซุบซิบเรื่อง ‘ภีม’ ยังคงเป็นหัวข้อหลัก แต่โทนเสียงเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยชี้นิ้วด่าอย่างเผ็ดร้อน กลับกลายเป็นความลังเลที่แทรกซึมเข้ามาแทนที่“แก... มันดูลงล็อกเกินไปป่ะวะ?” “เออ คิดเหมือนกัน คือถ้ามันจะขโมยจริงๆ มันจะเซ่อซ่าใส่ไว้ในกระเป๋าตัวเองให้เขามาค้นเจอหน้าตาเฉยเลยเหรอ”ธันวาเดินผ่านจุดเดิมที่เกิดเรื่องเมื่อวาน ภาพเหตุการณ์ยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวเหมือนหนังที่กดปุ่มวนลูป มือที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเขายังจำสายตาของภีมในตอนนั้นได้... มันไม่ใช่สายตาของคนจนมุม แต่มันคือความเฉยชาที่ดูแคลนความวุ่นวายรอบข้างอย่างน่าประหลาด‘ของมันอยู่ในกระเป๋าเขาจริงๆ นั่นแหละ...’ ธันวาพยายามบอกตัวเองแบบนั้น แต่ก้อนความรู้สึกบางอย่างในอกกลับแย้งว่า ‘แต่มันเป็นไปได้เหรอที่คนอย่างภีมจะพลาดง่ายๆ แบบนี้’“ไอ้ธัน มึงเหม่อไรวะ?”เสียงของ ‘คชา’ เพื่อนสนิทที่มักจะช่างสังเกตกว่าใครเ
ตอนที่ 9: หลักฐานคาตาบรรยากาศยามเช้าที่เริ่มจะขุ่นมัวแสงแดดอ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยให้ใจของภีมเบาลงเลย เขายืนมองกระเป๋าเป้ของตัวเองที่วางอยู่บนเตียง มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบชะงักค้างไปชั่วครู่ ลมหายใจหนักๆ ถูกพ่นออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ‘ทำไมวันนี้ใจมันหวิวๆ วะ...’มันเป็นลางสังหรณ์ประหลาดที่เขามักจะสัมผัสได้เสมอตั้งแต่อดีตชาติ กลิ่นอายของปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามาในคราบของความเงียบสายตาที่เปลี่ยนไปในรั้วมหาลัยทันทีที่ก้าวเข้ามาในคณะ ภีมรู้สึกได้ถึง ‘กำแพง’ บางอย่างที่มองไม่เห็น สายตาหลายคู่ที่เคยชื่นชมหรือเฉยเมย กลับกลายเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย บางกลุ่มแอบกระซิบกระซาบกันพอให้เขาเดินผ่านไป“คนนั้นใช่ป่ะที่เขาพูดถึงกัน?”“หน้าตาก็ดีนะ ไม่น่าเลยว่ะ...”ภีมทำเพียงแค่กระชับสายเป้แน่นขึ้น เขาไม่ได้เดินก้มหน้าหลบตา แต่ก็ไม่ได้สบตาใครตรงๆ ความเจ็บปวดจากอดีตสอนเขาว่า การอธิบายในวันที่ไม่มีใครอยากฟัง... มันก็แค่การขยับปากเปล่าๆหมากรุกตัวสำคัญของพีชญ์ที่โถงกลางคณะ พีชญ์กำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวและกังวลอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่เขาใช้สื่อสารมันทั้
ตอนที่ 8: ปะทะเช้าวันต่อมา... แสงแดดไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นภายในห้องนอนที่เงียบสนิท ธันวา นั่งทอดถอนใจอยู่บนขอบเตียง เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงบ่งบอกว่าเจ้าตัวผ่านค่ำคืนที่ยากลำบากมาแค่ไหน ภาพเหตุการณ์ในผับยังคงฉายซ้ำเหมือนหนังที่กดปุ่มรีเพลย์ โดยเฉพาะสัมผัสตรงข้อมือและความเย็นชาในดวงตาคู่ที่เคยทอประกายอ่อนโยนคู่นั้น“อย่ายุ่งกับผม”ประโยคสั้นๆ ที่ขัดใจเขาจนวินาทีนี้ มันไม่ใช่แค่คำไล่ แต่มันคือกำแพงล่องหนที่ภีมสร้างขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเราไว้ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ“กูทำเกินไป... หรือว่าเขามันไกลเกินคว้าไปแล้ววะ” ธันวาพึมพิงกับตัวเอง ความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนอึดอัดตัดมาที่อีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัย ภีม ยืนส่องกระจกจัดปกเสื้อเชิ้ตนักศึกษาให้เข้าที่ นิ้วมือที่กำลังติดกระดุมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อความทรงจำเมื่อคืนแล่นเข้ามาในหัว ความร้อนจากฝ่ามือของธันวาที่เคยบีบข้อมือเขายังคงทิ้งร่องรอยจางๆ ไว้ในความรู้สึกภีมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะขยับยิ้มบางที่ดูเหมือนหน้ากากที่เขาสวมใส่จนชินอย่าให้มันย้อนกลับมา เขาเตือนตัวเองในใจเขารู้ดีว่าความหวั่นไหวคือจุดอ่อน และในชีวิตใหม่นี้... เขาจะไม่ยอมให้จุดอ่อน







