Masuk'หลินอวี้' นักเขียนหนุ่มจากยุคปัจจุบัน ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของ 'เกอ' ผู้อาภัพ ที่ถูกสามีทิ้งไปแต่งงานใหม่กับเศรษฐีนีในเมืองหลวง ซ้ำยังทิ้งหนังสือหย่าและลูกน้อยวัยกำลังกินกำลังนอนไว้ให้ดูต่างหน้าถึงสามคน! สภาพบ้านก็ผุพัง ข้าวสารก็เหลือเพียงก้นถัง ทรัพย์สินติดตัวมีแค่จอบทื่อๆ กับก้อนแป้งที่ร้องหิวข้าว... ในเมื่ออดีตสามีมันเลวทราม เขาก็จะไม่ขอทนเสียน้ำตาให้อีกต่อไป! หลินอวี้งัดสารพัดความรู้จากยุคปัจจุบันมาพลิกฟื้นที่ดินท้ายหมู่บ้าน เข้าป่าหาเห็ด ขุดหน่อไม้ ปลูกผัก ทำอาหาร หวังเพียงสร้างตัวเป็นเศรษฐีหน้าใหม่และเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตมาอย่างดีที่สุด เมื่อการเข้าป่าครั้งหนึ่ง ทำให้เขาบังเอิญไปพัวพันกับ 'เซียวเหยี่ยน' นายพรานหนุ่มหน้าดุแห่งท้ายหมู่บ้าน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาและไม่เคยสนใจผู้ใด ทว่าการกระทำของชายผู้นี้กลับสวนทางกับข่าวลืออย่างสิ้นเชิง วันนี้หิ้วกระต่ายป่ามาวางหน้าบ้าน พรุ่งนี้หอบไก่ฟ้ามาฝาก ซ้ำยังชอบแอบมาซ่อมหลังคาและถอนหญ้าให้เงียบๆ จนลูกชายตัวแสบทั้งสามคนเริ่มจะโดนตก และพากันเรียกชายหน้าดุคนนี้ว่า 'ท่านพ่อ' อย่างเต็มปาก!
Lihat lebih banyakตอนที่ 11 : เถ้าแก่น้อยต้าเป่าสายลมอบอุ่นของช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมา หอบเอากลิ่นหอมสดชื่นของไอดินและใบไม้เขียวขจีตลบอบอวลไปทั่วบริเวณลานหลังบ้านสกุลหลิน เวลาล่วงเลยผ่านไปราวหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันที่เมล็ดพันธุ์ถูกฝังลงดิน ความพยายามที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและรอยตุ่มพองบนฝ่ามือ บัดนี้ได้ผลิดอกออกผลเป็นประจักษ์สายตาแล้วผักกาดเขียวอวบอ้วนใบใหญ่โตซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ อัดแน่นจนเต็มแปลงดินที่ถูกยกร่องไว้อย่างเป็นระเบียบ สีเขียวสดใสของมันสะท้อนแสงแดดยามสาย ดูอุดมสมบูรณ์เสียจนชาวบ้านที่บังเอิญเดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าเกอม่ายที่ร่างกายผอมบางราวกับกิ่งหลิว จะสามารถเนรมิตผืนดินรกร้างให้กลายเป็นขุมทรัพย์สีเขียวได้ถึงเพียงนี้กร้วม!เสียงมีดสั้นตัดฉับลงบนก้านผักกาดดังกรอบ หลินอวี้ใช้มือข้างหนึ่งประคองหัวผักกาดขนาดเท่าชามอ่างขึ้นมาปัดเศษดินออก รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนใบหน้าเปื้อนเหงื่อ ความเหนื่อยล้าจากการก้มๆ เงยๆ มลายหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่ตึงมือ“หัวนี้อวบมากเลยต้าเป่า จดลงไปอีกหนึ่งหัวลูก” หลินอวี้หันไปร้องบอกลูกชายคนโต ก่อนจะโยนหัวผัก
ตอนที่ 10 : ค่าตอบแทนคือกินข้าวด้วยกันแสงตะวันยามเช้าสาดส่องทะลุม่านหมอกบางๆ ที่ลอยปกคลุมเหนือหมู่บ้าน กลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้สดชื่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณหลังพายุฝนสงบลง หลินอวี้ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ สัมผัสแรกที่รับรู้คือความอบอุ่นจากผ้าห่มฝ้ายและก้อนแป้งทั้งสามที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่เคียงข้าง ทว่าเมื่อดวงตาเรียวสวยกวาดมองขึ้นไปยังเพดานห้อง รอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากรอยโหว่บนหลังคาที่เคยปล่อยให้น้ำฝนสาดเทลงมาเมื่อคืน บัดนี้ถูกปิดทับด้วยหญ้าคาฟ่อนใหม่อย่างแน่นหนา แสงแดดไม่อาจเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้แม้แต่เส้นเดียวตึก... กึก... แกรก...เสียงความเคลื่อนไหวจากบนหลังคาดึงให้หลินอวี้ต้องรีบขยับตัวลุกขึ้น เขาสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อตัวนอก เดินย่องออกไปที่ลานหน้าบ้านอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้ลูกๆ ตื่น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาฝีเท้าของเขาสะดุดกึกบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดหนังสัตว์ตัวเดิมกำลังนั่งยองๆ อยู่บนหลังคาบ้าน ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขยับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เซียวเหยี่ยนกำลังใช้เกรียงไม้ปาด ‘ชัน’ หรือยางไม้ต้มสุกที่เขาน่าจะเตรียมมาเอง ทาเคลือบทับรอยต่อของหญ้าคาและโครงไม้ไผ
ตอนที่ 9 : ช่างซ่อมหลังคาจำเป็นท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของพายุฝน เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ย่ำโคลนตรงเข้ามาใกล้ทำเอาหัวใจของหลินอวี้กระตุกวูบ สองแขนผอมบางกอดกระชับร่างของลูกชายทั้งสามที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแน่นขึ้นไปอีก สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้เขาระแวดระวังภัยอันตรายทุกรูปแบบที่อาจย่างกรายเข้ามาในยามวิกาลปัง!บานประตูไม้ไผ่ที่ผุพังถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกผนังดินโคลน แสงอสนีบาตสว่างวาบขึ้นเบื้องหลัง เผยให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ตระหง่านยืนขวางอยู่ตรงกรอบประตู ลมกระโชกแรงพัดเอาหยาดฝนสาดกระเซ็นเข้ามาปะทะใบหน้า ทว่าเมื่อหลินอวี้เพ่งมองฝ่าความมืดสลัวและม่านฝนเข้าไป ดวงตาที่เคยสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวกลับเบิกกว้างบุรุษผู้มาเยือนสวมชุดหนังสัตว์ที่เปียกชุ่มลู่แนบไปกับกล้ามเนื้อกำยำ บนบ่ากว้างของเขาแบกมัดหญ้าคาฟ่อนใหญ่ที่ถูกคลุมทับด้วยหนังหมีสีเข้มเพื่อกันน้ำฝน ส่วนมืออีกข้างหิ้วมัดฟืนแห้งที่ถูกห่อด้วยผ้ากระสอบอย่างแน่นหนา ใบหน้าคมเข้มดุดันเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำ มีเพียงดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นที่ยังคงทอประกายคมกริบ กวาดมองเข้ามาภายในห้องแคบๆ อย่างรวดเร็ว“ท่านพราน...” หลินอวี้เผลอครางเรียกชื่ออีกฝ
ตอนที่ 8 : มื้ออร่อยและพายุฝนล้อเกวียนเทียมวัวบดเบียดไปตามเส้นทางดินขรุขระ ทิ้งห้วงเวลาแห่งความวุ่นวายในตัวอำเภอไว้เบื้องหลัง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมาอาบไล้สองข้างทาง หลินอวี้กระชับตะกร้าสานบนตักเอาไว้แน่นราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยข้าวสารขาวสะอาดเนื้อละเอียด แป้งสาลี เนื้อหมูสามชั้นก้อนโต ซี่โครงหมู และเครื่องปรุงรสสารพัดชนิดที่เขาเพิ่งจะควักเงินซื้อมาหมาดๆในอกเสื้อของเขายังมีถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุเงินก้อนแรกเอาไว้ น้ำหนักของเหรียญตำลึงเงินที่ถ่วงอยู่แนบอก คอยย้ำเตือนให้รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ความฝันต้าเป่านั่งอยู่เคียงข้างมารดา สองมือเล็กประคองไม้ถังหูลู่สองไม้ที่ห่อด้วยใบตองอย่างระมัดระวัง แม้เกวียนจะโคลงเคลงเพียงใด เด็กชายก็พยายามรักษาสมดุลไม่ให้น้ำตาลเคลือบสีแดงสดต้องแตกบิ่น เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ เมื่อได้ลิ้มรสความหวานล้ำลึกนี้ทันทีที่เกวียนเทียมวัวจอดสนิทหน้าทางเข้าหมู่บ้าน สองแม่ลูกก็หอบหิ้วข้าวของเดินลัดเลาะกลับไปยังกระท่อมซอมซ่อท้ายหมู่บ้านด้วยหัวใจที่พองโต“ท่านแม่! พี่ใหญ่!”เสียงเล