LOGIN“ผมไม่ได้เลิกรักคุณ ผมแค่เลิกพยายามเพื่อคุณแล้ว” “อย่ามารักผม… ในวันที่ผมไม่ต้องการแล้ว” “ถ้าการรักใครสักคนจนหมดหัวใจ คือการยอมกลายเป็นตัวร้ายในสายตาเขา... ผมก็เคยเป็นคนโง่คนนั้นมาก่อน” ภีมเคยเชื่อว่าความรักคือการครอบครอง เขาเคยเป็นคนเอาแต่ใจที่พยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ ‘คนคนนั้น’ จนสุดท้ายความรักที่เขามีกลับกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง เขาถูกทิ้งให้จมอยู่กับกองขยะของคำใส่ร้าย ถูกทำลายเกียรติยศ และสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจ ที่เจ็บปวดที่สุด... ไม่ใช่การถูกเกลียด แต่คือการที่คนที่เขารักที่สุด ‘ไม่เคยคิดจะเชื่อใจเขาเลยสักครั้ง’ นั่นคือบทเรียนสุดท้ายที่เขาได้รับ ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลง โอกาสที่สอง... กับหัวใจที่แหลกสลายไปแล้ว เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างเดิมช่วงชีวิตวัยนักศึกษา สิ่งแรกที่ภีมบอกตัวเองคือ “พอที” ในชีวิตใหม่นี้ ภีมเลือกเดินออกจากวงโคจรเดิมๆ อย่างเงียบเชียบ
View Moreตอนที่ 13: ความจริงย้อนแทงภายในห้องสี่เหลี่ยมที่มืดสนิท มีเพียงแสงสีขาวซีดจากหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สะท้อนลงบนใบหน้าของ ธันวา เขานั่งนิ่งจนเกือบจะกลืนไปกับความมืด นิ้วเรียวสั่นน้อยๆ ขณะกดปุ่มเล่นวิดีโอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพเดิมวนลูปอยู่อย่างนั้น... จังหวะที่พีชญ์หย่อนของบางอย่างลงในกระเป๋า จังหวะที่ภีมเดินเข้ามา และจังหวะที่โลกทั้งใบของภีมพังทลายลงเพราะคำพิพากษาของเขา“ผมเห็นมันชัดขนาดนี้... แต่ที่ผ่านมาผมไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับจะขาดใจ ธันวากดหยุดเฟรมภาพที่ใบหน้าของพีชญ์ คราวนี้เขามองข้าม 'การกระทำ' แต่เขามองไปที่ 'แววตา' ของคนในคลิป ความละอายใจเริ่มทำงานเหมือนเข็มที่ค่อยๆ ทิ่มแทงจากข้างในความทรงจำในห้องเรียนวันนั้นย้อนกลับมาหาเขาเหมือนคลื่นยักษ์ เสียงของภีมที่เคยฟังดูเหมือนการประชดประชัน กลับกลายเป็นเสียงที่สั่นเครือด้วยความน้อยใจ“ไม่ใช่ของผม...”คำพูดสั้นๆ ที่ธันวาเคยปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ในวันนี้มันกลับดังก้องอยู่ในหัวจนหูอื้ออึง เขาเพิ่งเข้าใจซึ้งถึงคำว่า 'เงียบดีกว่าเพราะพูดไปก็ไม่มีใครฟัง' มันเจ็บปวดกว่าการถูกใส่ร้ายเสียอีกเขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความจริงมัน
ตอนที่ 12: โป๊ะแตกเสียงดนตรีในงานเลี้ยงดูเหมือนจะดับวูบไปพร้อมกับความเงียบที่เข้าจู่โจมห้องทั้งห้องทันทีที่คลิปวิดีโอนั้นจบลง แสงไฟจากจอมอนิเตอร์ยังคงสว่างวาบสะท้อนอยู่ในดวงตาของทุกคน แต่มันกลับแผ่ซ่านความเย็นเยือกไปถึงกระดูกพีชญ์ ยืนนิ่งงันราวกับถูกสาบให้เป็นหิน ใบหน้าที่เคยดูนุ่มนวลและน่าสงสารบัดนี้ซีดเผือดจนแทบเป็นสีเดียวกับผนังห้อง ฝั่ง ธันวา เองก็ไม่ต่างกัน เขายืนทื่อ ปล่อยให้ความจริงในคลิปทุบทำลายความเชื่อมั่นที่เขาเคยมีจนแหลกละเอียด ส่วน ภีม... เจ้าของเรื่องที่แท้จริง กลับทำเพียงแค่เบือนหน้าหนี ทิ้งแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวไว้เป็นภาพสุดท้ายก่อนจะก้าวเดินจากไปความเงียบที่ขยับขยายกลายเป็นเสียงด่าทอพริบตาต่อมา เสียงระเบิดของคำกระซิบก็ดังขึ้นราวกับเขื่อนแตก มันไม่ใช่เสียงให้กำลังใจเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือเข็มพันเล่มที่พุ่งตรงไปหาคนที่ยืนอยู่กลางสปอตไลท์“เห้ย... เห็นเหมือนกันใช่ไหมวะ?”“สรุปคือยัดของใส่กระเป๋าตัวเองเหรอ? เนียนสัด...”“แล้วที่ผ่านมาที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้คือละครเหรอพี่?”บรรยากาศรอบตัวพีชญ์เปลี่ยนทิศทางทันที จาก ‘เหยื่อ’ กลายเป็น ‘จำเลย’ ในชั่วเคี้ยวหมากแหลก พีชญ์
ตอนที่ 11: คืนแตกหักเสียงเบสหนัก ๆ จากลำโพงตัวเขื่องในคลับหรูใจกลางเมืองดังกระแทกกระทั้นเข้ากับจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นระเบียบของใครหลายคน งานเลี้ยงรวมสายรหัสคืนนี้ไม่ใช่แค่การสังสรรค์ แต่มันคือสนามรบที่โรยด้วยกลีบดอกไม้และกลิ่นน้ำหอมราคาแพงภายในห้องแต่งตัวที่คอนโดส่วนตัว ภีม ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานยาว เขาสวมเชิ้ตสีดำสนิทพับแขนเสื้อขึ้นลวก ๆ เผยให้เห็นนาฬิกาเรือนเรียบแต่ดูดี ภีมไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มเหมือนคนอื่น ๆ ที่พยายามจะเด่นในคืนนี้ แต่ความเรียบนิ่งนั่นแหละที่ทำให้เขายิ่งดู "อันตราย""ถ้าไปแล้วมันจบ... ผมก็พร้อมจะจ่ายราคานั้น" เขาพึมพำกับเงาตัวเอง สายตาเย็นชาไร้ร่องรอยความหวั่นไหวตัดมาที่อีกมุมหนึ่งของเมือง พีชญ์ กำลังแต้มน้ำหอมกลิ่นละมุนที่ลำคอ เขามองตัวเองในกระจกด้วยรอยยิ้มที่ฝึกมาอย่างดี ลุค "หนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร" ในชุดสเวตเตอร์สีครีมดูนุ่มนวลสะอาดยังคงเป็นเกราะกำบังชั้นดี"คืนนี้พี่ธันต้องเห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นของจริง" เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าใสซื่อในวินาทีถัดมาขณะเดียวกัน แพรไหม กำลังตรวจเช็กแบตเตอรี่สำรองและกล้องมือถือสเปกสูงของเธอ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะ
ตอนที่ 10: ความจริงเริ่มรั่วบรรยากาศในมหาวิทยาลัยเช้านี้ดูจะ ‘หนัก’ กว่าทุกวัน ลมที่พัดผ่านโถงอาคารเรียนไม่ได้ให้ความรู้สึกสดชื่นเลยสักนิด แต่มันกลับหอบเอาเสียงกระซิบกระซาบที่น่าอึดอัดลอยวนอยู่ทุกหัวมุมตึกเสียงซุบซิบเรื่อง ‘ภีม’ ยังคงเป็นหัวข้อหลัก แต่โทนเสียงเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยชี้นิ้วด่าอย่างเผ็ดร้อน กลับกลายเป็นความลังเลที่แทรกซึมเข้ามาแทนที่“แก... มันดูลงล็อกเกินไปป่ะวะ?” “เออ คิดเหมือนกัน คือถ้ามันจะขโมยจริงๆ มันจะเซ่อซ่าใส่ไว้ในกระเป๋าตัวเองให้เขามาค้นเจอหน้าตาเฉยเลยเหรอ”ธันวาเดินผ่านจุดเดิมที่เกิดเรื่องเมื่อวาน ภาพเหตุการณ์ยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวเหมือนหนังที่กดปุ่มวนลูป มือที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเขายังจำสายตาของภีมในตอนนั้นได้... มันไม่ใช่สายตาของคนจนมุม แต่มันคือความเฉยชาที่ดูแคลนความวุ่นวายรอบข้างอย่างน่าประหลาด‘ของมันอยู่ในกระเป๋าเขาจริงๆ นั่นแหละ...’ ธันวาพยายามบอกตัวเองแบบนั้น แต่ก้อนความรู้สึกบางอย่างในอกกลับแย้งว่า ‘แต่มันเป็นไปได้เหรอที่คนอย่างภีมจะพลาดง่ายๆ แบบนี้’“ไอ้ธัน มึงเหม่อไรวะ?”เสียงของ ‘คชา’ เพื่อนสนิทที่มักจะช่างสังเกตกว่าใครเ





