ANMELDENตอนที่ 9: หลักฐานคาตา
บรรยากาศยามเช้าที่เริ่มจะขุ่นมัว แสงแดดอ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยให้ใจของภีมเบาลงเลย เขายืนมองกระเป๋าเป้ของตัวเองที่วางอยู่บนเตียง มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบชะงักค้างไปชั่วครู่ ลมหายใจหนักๆ ถูกพ่นออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ‘ทำไมวันนี้ใจมันหวิวๆ วะ...’ มันเป็นลางสังหรณ์ประหลาดที่เขามักจะสัมผัสได้เสมอตั้งแต่อดีตชาติ กลิ่นอายของปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามาในคราบของความเงียบ สายตาที่เปลี่ยนไปในรั้วมหาลัย ทันทีที่ก้าวเข้ามาในคณะ ภีมรู้สึกได้ถึง ‘กำแพง’ บางอย่างที่มองไม่เห็น สายตาหลายคู่ที่เคยชื่นชมหรือเฉยเมย กลับกลายเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย บางกลุ่มแอบกระซิบกระซาบกันพอให้เขาเดินผ่านไป “คนนั้นใช่ป่ะที่เขาพูดถึงกัน?” “หน้าตาก็ดีนะ ไม่น่าเลยว่ะ...” ภีมทำเพียงแค่กระชับสายเป้แน่นขึ้น เขาไม่ได้เดินก้มหน้าหลบตา แต่ก็ไม่ได้สบตาใครตรงๆ ความเจ็บปวดจากอดีตสอนเขาว่า การอธิบายในวันที่ไม่มีใครอยากฟัง... มันก็แค่การขยับปากเปล่าๆ หมากรุกตัวสำคัญของพีชญ์ ที่โถงกลางคณะ พีชญ์กำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวและกังวลอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่เขาใช้สื่อสารมันทั้งนุ่มนวลและน่าเห็นใจจนคนฟังแทบจะอยากเข้าไปโอบกอด “เราไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่เลยจริงๆ นะ... แต่แฟลชไดรฟ์อันนั้นมันมีทั้งไฟล์งานโปรเจกต์กลุ่ม แล้วก็ข้อมูลเคสที่ต้องส่งอาจารย์บ่ายนี้ด้วย ถ้าหายไปพวกเราแย่แน่ๆ” พีชญ์ไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ประโยคที่ว่า “มันดันหายไปหลังจากที่คนนอกเข้ามาในห้องนั้นพอดี” ก็เพียงพอแล้วที่จะชี้นำให้ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ ‘ใครคนนั้น’ ความกดดันในห้องเรียน ในห้องเชกเชอร์ที่แอร์เย็นเฉียบ ภีมนั่งอยู่ที่มุมเดิม แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือที่นั่งข้างๆ เขามัน ‘ว่าง’ กว่าปกติ เพื่อนร่วมเซกชันเริ่มเว้นระยะห่างราวกับเขามีเชื้อโรคร้ายติดตัว อาจารย์ยังคงร่ายยาวเกี่ยวกับเนื้อหาบนสไลด์หน้าห้อง แต่ภีมกลับไม่ได้ยินอะไรเลย เขาสัมผัสได้เพียงแรงกดดันที่แผ่ซ่านมาจากคนรอบข้าง ระเบิดลูกใหญ่ “เห้ย! ใครเอาแฟลชไดรฟ์พีชญ์ไปป่ะวะ หาไม่เจอจริงๆ ว่ะ!” เสียงเพื่อนคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาหลังจากจบคาบ บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วพุ่งขึ้นสู่จุดเดือดทันที “มันสำคัญมากนะเว้ย ใครแกล้งอะไรเพื่อนหรือเปล่า?” การค้นหาเริ่มต้นขึ้นอย่างอลหม่าน กระเป๋าหลายใบถูกรื้อค้นด้วยความสมัครใจ จนกระทั่งสายตาทุกคู่หันมาหยุดอยู่ที่ภีม “เพื่อความสบายใจนะภีม... นายช่วยเช็กกระเป๋าหน่อยได้ไหม?” คำเสนอที่อาบไปด้วยยาพิษ พีชญ์เดินเข้ามาใกล้ สีหน้าดูลำบากใจเต็มทน “ภีม... เราไม่ได้อยากสงสัยนายนะ แต่ถ้าลองช่วยกันดู ทุกคนจะได้เลิกระแวงกันไง นายโอเคไหม?” มันเป็นคำพูดที่ดูยุติธรรมที่สุด แต่ก็บีบคั้นที่สุด ภีมมองลึกเข้าไปในตาของพีชญ์ เขาเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากนั่น ความเงียบที่ดังที่สุด เป้ถูกเปิดออก... และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา สิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่คุ้นตาก็ร่วงลงมาบนโต๊ะ เคร้ง! เสียงแฟลชไดรฟ์กระทบพื้นโต๊ะดังสนั่นไปทั้งหัวใจของภีม ความเงียบปกคลุมห้องเรียนไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะตามมาเหมือนพึ่งตื่นจากฝันร้าย “...อยู่ในนั้นจริงๆ ด้วยว่ะ” ภีมมองวัตถุชิ้นนั้นนิ่งๆ ความรู้สึกมันไม่ใช่ความตกใจ แต่มันคือความ ‘ชา’ เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังฉายหนังม้วนเดิมซ้ำอีกครั้ง “ไม่ใช่ของผม” ภีมพูดสั้นๆ เสียงเรียบสนิท แต่มันกลับฟังดูไร้น้ำหนักเหลือเกินเมื่อเทียบกับหลักฐานที่วางเด่นหราอยู่ตรงหน้า การมาถึงของธันวา ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังจะพังทลาย ธันวาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ภีมจำได้ดีมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล เขาเห็นภาพทุกอย่าง... เห็นของกลาง เห็นคนรุมล้อม และเห็นสายตาที่ไร้ทางสู้ของภีม ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมาทันที ‘เหตุการณ์แบบนี้... อีกแล้วเหรอ?’ ใจหนึ่งธันวาอยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เพราะหลักฐานมัน ‘ชัดเจน’ จนแทบไม่ต้องตั้งคำถาม แต่อีกใจกลับนึกถึงคำพูดของภีมในคืนนั้น... คำว่า “ผมไม่ได้ทำ” ที่วนเวียนอยู่ในหัว ธันวาเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าภีม แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับสั่นไหวด้วยความสับสน เขาจ้องลึกเข้าไปในตาของคนที่ยืนนิ่งเป็นหิน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำแต่ชัดเจนทุกคำ “มันเป็นของนายไหม... ภีม?” ภีมไม่ตอบ เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาธันวา ความเงียบของเขาในครั้งนี้ไม่ใช่การยอมรับผิด แต่มันคือความเหนื่อยหน่ายต่อโลกที่ตัดสินคนด้วยตาเปล่า... และเขากำลังรอว่าครั้งนี้ ธันวาจะทำลายความเชื่อใจของเขาลงเป็นรอบที่สองหรือเปล่า การปะทะด้วยความเงียบ “ไม่ใช่” คำตอบสั้นๆ หลุดออกมาจากปากของภีม มันแผ่วเบาแต่กลับชัดเจนในความรู้สึกท่ามกลางเสียงจอแจที่เงียบกริบลงทันตา เขาไม่ได้ขยายความ ไม่ได้ตีโพยตีพาย และไม่ได้พยายามคว้าหลักฐานนั้นขึ้นมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แววตาของเขาทำเพียงแค่จ้องมองตรงไปยังผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า... ผู้ชายที่เขาแอบหวังลึกๆ ว่าจะเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ในชีวิตนี้ จุดตัดสินใจที่บิดเบี้ยว ธันวายืนนิ่ง ขากรรไกรของเขาสั่นระริกเล็กน้อย ความสับสนในใจกำลังตีกันจนยุ่งเหยิง ภาพตรงหน้ามันชัดเกินไป ชัดจนเขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางวันแสกๆ “งั้นอธิบายมาสิ...” ธันวาพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้มีความอ่อนโยนเหลืออยู่ แต่กลับเต็มไปด้วยความคาดคั้นและ ‘ความผิดหวัง’ ที่ปิดไม่มิด “ถ้าบอกว่าไม่ใช่ แล้วของมันไปอยู่ในกระเป๋านายได้ยังไง?” ภีมมองเห็นความไม่เชื่อใจที่ฉายชัดในดวงตาคู่นั้น มุมปากของเขาหยักลึกขึ้นคล้ายจะยิ้มแต่มันกลับดูขมขื่นเกินกว่าจะเป็นรอยยิ้ม “ผมไม่มีอะไรต้องอธิบาย” “ภีม!” ธันวาเผลอขึ้นเสียง “ถ้าไม่ได้ทำ... ก็พูดออกมาให้ชัดดิ พูดเหตุผลของนายมา!” “ผมพูดไปแล้วว่าไม่ใช่ ถ้าความจริงที่ออกจากปากผมมันสู้ภาพที่คุณเห็นไม่ได้...” ภีมเว้นจังหวะ สายตาที่เคยมั่นคงเริ่มมีความสั่นไหววูบหนึ่งที่ปลายนิ้ว “...ถ้าคุณคิดแบบนั้น ก็แล้วแต่คุณเถอะครับ” เสียงกระซิบที่ฆ่าคนได้ บรรยากาศรอบข้างเริ่มกลับมาเดือดอีกครั้ง เสียงซุบซิบเริ่มหนาหูจนกลายเป็นเสียงด่าทอที่ไร้รูปร่าง “ไม่อธิบายแปลว่ายอมรับป่ะวะ?” “ก็เห็นกันอยู่ว่าอยู่ในเป้า ใครจะไปเชื่อว่าไม่ได้ทำ” พีชญ์ที่ยืนดูอยู่เงียบๆ ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ ‘คนดี’ อีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปแตะแขนธันวาเบาๆ เป็นเชิงปราม “ธันวา... พอเถอะ อย่าทะเลาะกันเลยนะ เรื่องมันจะไปกันใหญ่ เดี๋ยวเราเอาของคืนมาก็จบแล้ว ภีมเขาอาจจะ... มีเหตุผลของเขาก็ได้” คำพูดที่ดูเหมือนจะช่วย แต่กลับเป็นการ ‘ตอกตะปู’ ฝาโลงให้ภีมอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะมันยิ่งตอกย้ำว่าภีมคือคนผิดที่ได้รับความเมตตาจากเหยื่อ ทางเดินที่ไร้เสียงเรียก ธันวาหลับตาลงแน่น ความคิดที่ว่า ‘ผมให้โอกาสนายแล้ว’ วนเวียนอยู่ในหัว เขาถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง เป็นระยะห่างที่บอกชัดว่าเขาได้เลือกข้างเรียบร้อยแล้ว ภีมไม่ได้รอให้ใครมาไล่ เขาคว้าเป้าขึ้นมาพาดบ่า แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงอย่างทระนง แม้ว่าในใจจะพังยับเยินไม่มีชิ้นดี เขาเดินฝ่าวงล้อมออกไปโดยไม่หันกลับไปมองใครอีก แม้แต่คนที่เขาเคยคิดว่าจะเชื่อใจที่สุด ความเจ็บปวดที่คุ้นเคย ทางเดินยาวของคณะที่เคยดูสั้นกลับดูไกลสุดลูกหูลูกตา ภีมเดินคนเดียวท่ามกลางความเงียบที่ดังลั่นอยู่ในหัว ‘เหมือนเดิม... ทุกอย่างเหมือนเดิมเลย’ ความเจ็บปวดในชาติที่แล้ววิ่งกลับมาทักทายเหมือนเพื่อนเก่า แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะเขาเลือกที่จะไม่ ‘ดิ้นรน’ อธิบายให้คนที่ไม่คิดจะเชื่อฟัง ‘ครั้งนี้ผมจะไม่อธิบาย... เพราะผมรู้แล้วว่าความจริงที่ไม่มีใครต้องการฟัง มันก็แค่เสียงนกเสียงกา’ ค่ำคืนที่ต่างกัน ในห้องพักที่มืดสลัว ภีมนั่งเงียบๆ อยู่บนเตียง เขาไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด มีเพียงแววตาที่ว่างเปล่าจนน่ากลัว เขากอดตัวเองไว้แน่น พยายามเตือนสติตัวเองด้วยประโยคเดิมซ้ำๆ “อย่ากลับไปอ่อนแอ... อย่ากลับไปหวังอะไรจากเขาอีก” ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ธันวานั่งจ้องโทรศัพท์ที่ไร้การเคลื่อนไหว ภาพแววตาสุดท้ายของภีมก่อนเดินออกไปมันติดตาเขาจนสลัดไม่หลุด มันไม่ใช่แววตาของคนผิดที่โกรธขึ้ง แต่มันคือแววตาของคนที่ ‘หมดหวัง’ “ผมเห็นกับตา... มันต้องเป็นอย่างที่ผมเห็นสิ” เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ลึกๆ ในใจกลับมีเสียงเล็กๆ ค้านขึ้นมาว่าเขากำลังทำพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต รอยยิ้มในเงามืด ริมฝีปากบางของพีชญ์คลี่ออกเป็นรอยยิ้มขณะที่จ้องมองยอดแจ้งเตือนในกลุ่มแชตคณะที่กำลังรุมสับภีมอย่างสนุกปาก เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความสบายใจ “รอบนี้... ชัดกว่าเดิมเยอะเลยนะภีม” ตัดกลับมาที่ภีมที่ยืนมองกระจกในความมืด แววตาของเขานิ่งสนิทราวกับน้ำในสระที่ไร้ระลอกคลื่น “สุดท้าย... คุณก็ไม่เคยเชื่อผมเลยจริงๆ”ตอนที่ 20 (ตอนจบ) : เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... ในหัวใจดวงเดิมบรรยากาศยามเย็นที่ลานจอดรถหลังตึกคณะวิศวะฯ ค่อนข้างเงียบ ลมพัดแรงจนผมต้องหยิบเสื้อช็อปมากระชับเข้าหาตัว ธันวายืนพิงรถสปอร์ตคันหรูของเขา ดวงตาคมกริบที่เคยดูแคลนผมในวันวาน บัดนี้กลับฉายแวววูบไหวและเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ“ภีม...” เขาเรียกชื่อผมเบาๆ เหมือนกลัวว่าถ้าพูดแรงไป ผมจะสลายหายไปตรงหน้า “เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด... ผมขอโทษนะ ขอโทษที่ผมมันโง่ เชื่อคนอื่นมากกว่าคนที่รักผมที่สุด”ผมยืนนิ่ง มองดูผู้ชายที่เคยเป็นทั้งโลกและฝันร้ายของผม “คุณรู้ใช่ไหมธันวา ว่าคำขอโทษมันลบแผลเป็นไม่ได้”“รู้ครับ รู้ดีเลย” เขาเดินเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย “ผมไม่ได้ขอให้ภีมลืม แต่ขอให้ผมได้พิสูจน์... ต่อจากนี้ไป จะไม่มีใครหน้าไหนมาเป่าหูผมได้อีก ความจริงของผมมีแค่เรื่องที่คุณพูดเท่านั้น”เขากุมมือผมไว้แน่น สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำเอาใจผมสั่นสะท้าน “กลับมาคบกับผมนะภีม... ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อชดใช้ แต่คบเพราะผมรักคุณจริงๆ รักแบบที่คนโง่อย่างผมเพิ่งจะเข้าใจ”ผมมองสบตาเขาเนิ่นนาน ความแค้นที่เคยสุมอกมันมอดดับลง เหลือเพียงความโหยหาที่ปฏิเสธไม่ได้
ตอนที่ 19: พิสูจน์บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเช้านี้ดูจะหนักอึ้งกว่าทุกวัน กลิ่นอายของพายุอารมณ์ที่พัดถล่มเมื่อวานยังทิ้งร่องรอยไว้เป็นข่าวลือหนาหูที่ลอยคว้างอยู่ตามระเบียงตึก แววตาหลายคู่ที่มองมาทาง ‘ภีม’ เต็มไปด้วยความสงสัย บรรยากาศรอบตัวเขาเหมือนมีกำแพงล่องหนที่กั้นเอาไว้ให้โดดเดี่ยวภีมเดินก้มหน้าจังหวะเท้าสม่ำเสมอ แผ่นหลังที่ดูเหมือนจะเข้มแข็งแต่กลับสั่นไหวนิดๆ ในสายตาของใครบางคนธันวา ยืนมองภาพนั้นจากระยะไกล มือหนาที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงขยับกำเข้าหากันแน่น เขาเห็นทุกความอึดอัดที่ภีมแบกไว้ ความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันชัดเจนเสียจนเขารู้สึกร้อนรน‘พอแล้วกับการเป็นแค่คนดู’ ธันวาบอกตัวเองในใจ ความลังเลที่เคยมีถูกเผาไหม้ไปจนสิ้น ‘ครั้งนี้... กูจะเลือกเอง’ภายในห้องเลกเชอร์ที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวข้อวิชาการ กลับกลายเป็นลานประหารขนาดย่อม มีการเรียกชี้แจงด่วนเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เป็นประเด็น ภีมนั่งอยู่ตรงนั้น... ท่ามกลางวงล้อมของสายตาที่กดดันเหมือนจะรีดเอาคำสารภาพออกมาให้ได้“มันมีหลักฐานนะภีม ถ้าไม่ใช่แกจริงๆ ก็แค่อธิบายมาดิ เงียบแบบนี้คนเขาก็คิดไปไกลหมดแล้ว” เ
ตอน 18: ภีมพัง เสียงพัดลมเพดานในห้องเรียนดัง หึ่ง... หึ่ง... สม่ำเสมอ แต่วันนี้มันกลับฟังดูน่ารำคาญใจอย่างประหลาด ภีม นั่งนิ่ง สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปที่กระดานไวท์บอร์ด แต่ดูเหมือนสมองจะไม่ได้ประมวลผลตัวอักษรเหล่านั้นเลย เสียงอาจารย์ที่กำลังบรรยายหน้าชั้นฟังดูไกลออกไปเหมือนเปิดลำโพงทิ้งไว้ในน้ำ รอบข้างที่เคยเป็นความคุ้นชินกลับกลายเป็นความอึดอัดที่ค่อย ๆ บีบอัดเข้ามาทีละนิด "เออ มึงเห็นข่าวเด็กบริหารป่ะ ที่ว่าทำของหายแล้วไปโทษเพื่อนอะ..." เสียงกระซิบจากโต๊ะหลังดังรอดเข้าหูเพียงไม่กี่คำ แต่มันกลับเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มพรวดลงบนแผลเป็นกลางใจภีม คำเหล่านั้นมันหมุนวน ดึงเอาความทรงจำสีหม่นที่เขาพยายามฝังกลบไว้ให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกครั้ง มือที่วางอยู่บนสมุดจดเริ่มเย็นเฉียบจนปลายนิ้วซีดขาว เขาพยายามจะบังคับให้ปากกาในมือลากไปตามเส้นบรรทัด แต่มันกลับสั่นจนอ่านไม่ออก ‘ไม่ใช่ตอนนี้... อย่าเพิ่งมาเป็นตอนนี้ดิ’ ภีมกัดริมฝีปากจนเจ็บ สั่งตัวเองให้หายใจเข้าลึก ๆ แต่มันกลับติดขัดอยู่ที่ลำคอเหมือนมีก้อนอะไรแข็ง ๆ มาจุกไว้ จู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว แสงจากหลอดนีออนในห้องเรียนดูจ้าจนแสบตา เสี
บทที่ 17: เกมสุดท้ายความเงียบภายในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ดูจะหนักอึ้งกว่าปกติ มีเพียงแสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือที่สะท้อนลงบนนัยน์ตาที่ว่างเปล่าของ พีชญ์ เขานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง นิ้วเรียวเลื่อนอ่านคอมเมนต์ก่นด่าในโซเชียลที่พุ่งเป้ามาที่เขาไม่หยุดพัก หลังจากคลิป "ความลับ" นั้นหลุดออกไปพีชญ์แค่นหัวเราะในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและเย็นเยียบ“ถ้าภาพลักษณ์แสนดีที่สร้างมามันพังจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว... ก็ไม่จำเป็นต้องรักษามันไว้อีกต่อไป”เขาโยนความกลัวทิ้งไป แล้วหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาเปิด ข้อมูลที่เขาเคยแอบเก็บไว้ตอนคบกับภีมถูกกางออกมา ทั้งตารางเวร รหัสผ่านที่เคยเห็นผ่านตา และโครงสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลของตระกูลภีม“พี่ชอบความสมบูรณ์แบบมากใช่ไหม ภีม?” พีชญ์พึมพำขณะเริ่มสร้างบัญชีอวตารชุดใหม่ “งั้นมาลองดูหน่อยว่าถ้า ‘อนาคต’ ที่พี่ภูมิใจมันพังพินาศ พี่จะยังทำหน้านิ่งแบบนั้นได้อยู่หรือเปล่า”เมล็ดพันธุ์ความเชื่อชุดใหม่ถูกหย่อนลงในกลุ่มแชตลับและบอร์ดคณะแพทย์อย่างมีชั้นเชิง ‘นศพ. คนเก่งแอบปล่อยข้อมูลคนไข้?’ ‘จรรยาบรรณที่หายไปหลังฉากหน้าแสนดี’ เขาไม่ระบุชื่อตรงๆ แต่ทิ้งร่องรอยให้ทุกคน "เ
ตอนที่ 16: คนใหม่เช้าวันนี้เข็มนาฬิกายังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ภีมตื่นขึ้นมาในห้องที่เงียบสงบ แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นเหมือนช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาลุกขึ้นจัดที่นอน เช็กตารางเรียน และเตรียมตัวอย่างใจเย็น จังหวะชีวิตที่เคยรวนเรเพราะ "ใครบางคน" เริ่มกลับเข้าที่เข้าทางจนเขาสัมผัสได้มันเป็นความปกติที่เรียบง่าย... และที่สำคัญคือในหัวของเขาไม่มีภาพของธันวาแทรกเข้ามาเหมือนอย่างเคย“แบบนี้แหละ... พอแล้ว” ภีมพึมพำกับตัวเองในกระจกก่อนจะคว้ากระเป๋าออกจากห้องไปบรรยากาศในห้องเรียนรวมวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ เมื่ออาจารย์สั่งงานกลุ่มที่ต้องประสานงานร่วมกับรุ่นพี่ปีสูงเพื่อจำลองการทำเคส ภีมนั่งมองแผ่นกระดาษในมือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย จนกระทั่งเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า“ตรงนี้ถ้าลองเรียงลำดับความสำคัญของคนไข้ใหม่ จะทำให้เข้าใจง่ายขึ้นนะ”เสียงนุ่มแต่กังวานตบะทำเอาภีมเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ชายเจ้าของใบหน้าใจดีที่มาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ส่งมาให้เขาอย่างเป็นมิตร“พี่อาทิตย์” รุ่นพี่ปี 5 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเก่งและความนิ่งสงบอาสาเข้ามาช่วยดูงานให้กลุ่มของ
ตอนที่ 15: ระยะที่ปลอดภัยแสงแดดยามเช้าของมหาวิทยาลัยวันนี้ดูไม่จืดชืดเหมือนวันก่อนๆ แม้สายตาหลายคู่ที่มองตรงมายัง ‘ภีม’ จะยังมีแววใคร่รู้พ่วงมาด้วยหลังจากเหตุการณ์ ‘ความลับแตก’ ครั้งนั้น แต่บรรยากาศโดยรวมกลับเริ่มเบาบางลง ไม่ได้กดดันจนหายใจไม่ออกเหมือนช่วงแรก ภีมกระชับสายสะพายกระเป๋า เดินไปตามทางเดินหินอ่อนที่คุ้นเคย พยายามจดจ่ออยู่กับตารางเรียนในหัว มากกว่าเสียงซุบซิบที่เริ่มกลายเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาทว่า... ความรู้สึกที่เหมือนมีใครบางคนจับจ้องอยู่นั้นกลับชัดเจนขึ้นห่างออกไปอีกฟากของลานกิจกรรม ‘ธันวา’ ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงพิงเสาอาคารเรียนสายตามองตรงมาที่ภีมอย่างเงียบเชียบ เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาหา ไม่ได้ตะโกนเรียกชื่อเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แค่ยืนอยู่ในระยะที่มองเห็นกันได้ชัดเจน แต่กลับเว้นช่องว่างไว้กว้างพอที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกคุกคาม‘จะไม่กดดัน... จะไม่ทำให้ภีมอึดอัดอีกแล้ว’ นั่นคือคำสัญญาที่ธันวาให้ไว้กับตัวเองในใจ เขาเรียนรู้แล้วว่าการบุกเข้าไปมีแต่จะทำให้กำแพงนั้นสูงขึ้น การถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อเฝ้ามองดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่เจ็บปวด แต่ ‘จำเป็น’ ที่สุดในตอนนี้ช่วงพัก







