สิบสามปีก่อน ณ เมืองหลินอัน
“ท่านพ่อแพ้อีกแล้ว!”
หลินเยว่ซีชูนิ้วสามนิ้วเหนือกระดานหมาก ก่อนหันไปหามารดาซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในศาลา
“สามครั้งแล้วเจ้าค่ะ ข้าฉลาดกว่าท่านพ่อหรือไม่”
หลินฮูหยินวางขนมดอกกุ้ยฮวาลงข้างแจกัน มองรองเท้าบนเท้าเล็กแล้วเลิกคิ้ว
“ฉลาดถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงสวมรองเท้าสลับข้างเล่า”
เด็กหญิงวัยห้าขวบก้มมอง รีบซ่อนเท้าไว้ใต้เก้าอี้
หลินจิ้งเหยียนยกถ้วยชาขึ้นบังรอยยิ้ม
“กระดานหน้าพ่อจะไม่ออมมือแล้ว”
“เมื่อครู่ท่านก็พูดเช่นนี้”
เสียงหัวเราะดังขึ้นในศาลา
ริมเสามีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอ่านตำรา เขาสวมชุดสีขาวเรียบ ใบหน้ายังอ่อนวัย แต่ท่วงท่าสงบเกินอายุสิบห้าปี เมื่อเด็กหญิงเลื่อนจานขนมมาให้ เขาเพียงพยักหน้าแทนคำขอบคุณ
หลินเยว่ซีเลือกชิ้นใหญ่ที่สุดวางตรงหน้าเขา แล้วเหลือบเห็นดอกไม้ในแจกันคอตก
“มันหิวน้ำหรือเจ้าคะ”
นางแตะกลีบดอกด้วยปลายนิ้ว
ประกายเขียวอ่อนซึมเข้าสู่ก้าน กลีบเหี่ยวคลี่ออก เด็กหญิงตาเป็นประกาย ทว่าก่อนจะเรียกให้มารดาดู แสงนั้นกลับเปลี่ยนเป็นสีแดง
กลีบดอกไหม้เกรียมทันที
หลินจิ้งเหยียนคว้าข้อมือบุตรสาว น้ำในแจกันพลันหมุนวนเป็นวงสีคราม รอยร้าวแล่นจากปากแจกันลงถึงฐาน
เด็กหนุ่มปิดตำรา ยกมือรองภาชนะไว้
ปราณสีเงินเหลือบฟ้ารัดรอยแตก น้ำหยุดหมุนก่อนล้นออกมาแม้แต่หยดเดียว
“ข้าทำพังอีกแล้วหรือ”
“ยัง”
เขาวางแจกันลงอย่างระมัดระวัง
หลินเยว่ซีมองรอยร้าวซึ่งยังอยู่ครบ แต่เมื่อเห็นเขาไม่ตำหนิ จึงเลื่อนขนมเข้าไปให้อีกนิด
“ชิ้นนี้อร่อย”
โม่หลิงยวนรับไว้
เด็กหญิงหยิบอีกชิ้นตาม พอเข้าปากก็รีบอ้าปากเป่าลม
“ร้อน”
เขาเตือนช้าไปหนึ่งคำ
นางขมวดคิ้วใส่ขนม ส่วนมารดาหยิบถ้วยน้ำมาให้ บิดายังคงจับข้อมือน้อยไว้ จนกระทั่งแสงใต้ผิวหนังดับลง
เมื่อบุตรสาวก้มหน้ากิน ทั้งสามคนจึงสบตากัน
ภายในชั่วลมหายใจเดียว นางใช้ปราณถึงสามสาย
ทั้งที่คนทั่วไปมีได้เพียงสายเดียวตลอดชีวิต
⸻
หลังหลินฮูหยินพาบุตรสาวไปล้างมือ หลินจิ้งเหยียนจึงนำจดหมายออกมาจากแขนเสื้อ
“ขบวนออกเดินทางแล้ว หีบของเยว่ซีจะถึงสำนักชิงเสวียนก่อนเรา”
ในหีบมีเสื้อผ้า รองเท้าคู่ใหม่ ปิ่นเงินเล็กหนึ่งอัน และนิทานที่เด็กหญิงอ่านจนขอบยับ ใต้ของเหล่านั้นคือจดหมายถึงเจ้าสำนัก ขอให้รับบุตรสาวไว้ในความคุ้มครอง
“ท่านอาจารย์รับปากแล้ว” โม่หลิงยวนกล่าว
หลินจิ้งเหยียนพยักหน้า แต่สายตายังอยู่ที่แจกัน
ปราณต้นกำเนิดทำให้บุตรสาวเข้าถึงปราณทุกสาย ทว่าร่างกายของเด็กวัยห้าขวบยังควบคุมการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ เมื่อปราณต่างชนิดปะทะกัน ผู้บาดเจ็บคนแรกย่อมเป็นเจ้าของพลัง
“ผนึกไว้ก่อนได้” เด็กหนุ่มเสนอ
“ได้ แต่เราจะปิดมันไว้ตลอดชีวิตไม่ได้” ผู้เป็นบิดาใช้นิ้วแตะรอยร้าว “นางต้องเรียนรู้ว่าจะหยุดมันอย่างไร ก่อนเรียนรู้ว่าจะใช้มันทำอะไร”
โม่หลิงยวนมองออกไปนอกกำแพง
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาพบคนแปลกหน้าเฝ้าอยู่ใกล้จวนถึงสองครั้ง เมื่อไล่ตาม คนเหล่านั้นกลับหายไปในตรอกซึ่งมีร่องรอยอาคมลบรอยเท้า
“ควรออกเดินทางคืนนี้”
หลินจิ้งเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพับจดหมาย
“ข้าจะให้คนเตรียมรถ”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นคารวะ
เขามาพักที่สกุลหลินเพื่อรักษาบาดแผลจากการฝึก ตามคำฝากฝังของอาจารย์ ตลอดหลายเดือน หลินจิ้งเหยียนทั้งรักษาและถ่ายทอดวิชาตัดพันธะ วิชาลับให้ โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน
ครั้งนี้ หากมีผู้ใดขวางทางออกจากเมือง เขาจะเป็นคนเปิดทางเอง
แต่ก่อนรถม้าจะออกจากโรงเก็บ ระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้น
แสงแดงสี่สายพุ่งจากมุมเมืองสู่ท้องฟ้า
จากนั้นเส้นอักขระใต้ถนนก็สว่าง ไล่ตรงมายังจวนสกุลหลิน
⸻
โม่หลิงยวนชักกระบี่ก่อนประตูหน้าจะแตก
คมเงินตัดข้อมือผู้บุกรุกคนแรก ยันต์ในมือมันร่วงลงพื้น เขาเหยียบยันต์ไว้แล้วแทงผ่านวงอาคมของคนที่สอง สะบัดปราณส่งทั้งคู่กระแทกกำแพง
เสียงร้องของเด็กดังมาจากเรือนหลัง
เขาถอยออกจากวงล้อม ปิดทางเดินด้วยยันต์สามแผ่น ก่อนพุ่งผ่านหน้าต่างเข้าไป
หลินเยว่ซีอยู่ในอ้อมแขนมารดา แขนเสื้อข้างหนึ่งร้อนจนเกิดควัน ขณะที่พื้นใต้เท้ากลับมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ
“ท่านแม่ ข้าเจ็บ…”
หลินฮูหยินกอดนางแน่นขึ้น ฝ่ามือประคองท้ายทอย
“หลับก่อนนะ เยว่ซี”
ปราณอ่อนโยนไหลผ่านปลายนิ้ว เสียงร้องค่อย ๆ เงียบลง เด็กหญิงซบใบหน้ากับไหล่มารดา แต่แสงหลากสีใต้ผิวหนังยังคงวิ่งพล่าน
หลินจิ้งเหยียนตรวจอักขระที่ลามเข้ามาถึงใต้โต๊ะ สีหน้าเปลี่ยนไป
“พวกมันใช้สายเลือดของเราเป็นทางเข้าถึงนาง”
เขากรีดฝ่ามือ กดลงบนพื้น
หลินฮูหยินวางบุตรสาวกลางวง จากนั้นทำเช่นเดียวกัน เส้นแดงสองสายเปลี่ยนทิศ พุ่งเข้าสู่ร่างบิดามารดาแทน
ควันที่แขนเสื้อเด็กหญิงจางลง น้ำแข็งหยุดลาม
เลือดกลับไหลจากมุมปากหลินจิ้งเหยียน
“ต้องตัดต้นทาง”
โม่หลิงยวนกวาดตามองวงอาคม
“มันผูกกับทั้งเมือง ตัดผิดจุด บ้านเรือนรอบนี้จะรับแรงแทน”
“เช่นนั้นอย่าตัดที่พื้น”
หลินจิ้งเหยียนถอดแหวนเงินออก วางลงข้างเสื้อคลุมของบุตรสาว แล้วแหวกสาบเสื้อ
เหนือหัวใจมีรอยดำเส้นหนึ่งปลายแยกออกสองทาง ทางหนึ่งเชื่อมลงพื้น อีกทางทอดไปหาเด็กหญิง
บนอกของหลินฮูหยินมีรอยเดียวกัน
โม่หลิงยวนเข้าใจทันที
“พวกท่านจะตาย”
“หากปล่อยไว้ นางจะตาย”
“ข้าทำลายแกนอาคมได้”
“ข้าไม่อาจยอมเสี่ยง”
เด็กหนุ่มไม่ตอบ
เสียงกระแทกดังจากทางเดิน ยันต์แผ่นแรกขาดกลางอากาศ
หลินจิ้งเหยียนหันไปมองบุตรสาว ก่อนกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว
“ข้ากับภรรยาจะใช้ชีวิตเป็นหลักผนึก แยกปราณในตัวนางออกจากกัน เจ้าต้องตัดพันธะที่หัวใจเราในจังหวะที่มันเปลี่ยนทาง แล้วปิดวงให้สมบูรณ์”
“เหตุใดพวกท่านจึงไม่—”
“ผู้ยึดวงลงมือตัดเองไม่ได้ หากเราถอนมือหรือขาดใจก่อนพันธะถูกตัด ทุกอย่างจะไหลกลับไปหามัน”
เสียงยันต์แผ่นที่สองแตกดังแทรก
มือของโม่หลิงยวนยังจับด้ามกระบี่แน่น
หลินจิ้งเหยียนมองเขาตรง ๆ
“ข้าขอให้เจ้าช่วยชีวิตนาง ไม่ใช่ตายตามเรา”
หลินฮูหยินลูบผมที่ปรกหน้าบุตรสาวออก
“อย่าให้นางรู้ว่าเราใช้ชีวิตแลกกับนาง”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น
“นางควรรู้”
“นางควรได้มีชีวิตอย่างสงบสุข โดยไม่ต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”
เสียงของนางสั่นเพียงท้ายประโยค
“รอยอาคมจะติดอยู่ในความทรงจำคืนนี้ด้วย ช่วยปิดมันไว้ จนกว่านางจะปกป้องตัวเองได้”
เข็มสีแดงทะลุบานประตูมา
โม่หลิงยวนพลิกกระบี่ปัดมันออกจากศีรษะเด็กหญิง เข็มระเบิดใส่เสา เศษไม้บาดข้างแก้มเขาเป็นทางยาว
เขาไม่ได้หันไปมองแผล เพียงส่งยันต์อีกแผ่นตรึงประตู
แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสอง
“เริ่มได้”
หลินฮูหยินผูกเชือกแขนเสื้อที่หลุดของบุตรสาวให้เรียบร้อย
หลินจิ้งเหยียนก้มมองใบหน้าที่หลับสนิท รอยยิ้มครั้งสุดท้ายแทบไม่ต่างจากตอนนั่งเล่นหมากในศาลา
“เยว่ซี อยู่ให้ดี“
แสงห้าสายแยกออกจากร่างเด็กหญิง
สีแดงถอยห่างจากคราม สีเงินแยกจากเขียว วงสีทองประคองทั้งหมดไว้ ก่อนแต่ละสายจะค่อย ๆ สงบลง
อักขระบนพื้นหยุดเคลื่อน
หลินจิ้งเหยียนพยักหน้า
กระบี่แทงผ่านหัวใจเขา
มือที่เปื้อนเลือดจับไหล่เด็กหนุ่มไว้ ขณะรอยดำเส้นแรกขาดออก
“ดีแล้ว”
น้ำหนักบนไหล่หายไป
โม่หลิงยวนถอนกระบี่ หันไปหาหลินฮูหยิน
นางมองบุตรสาวอีกครั้งแล้วหลับตา
เขาลงมือโดยไม่ปล่อยให้ต้องรอ
ทันทีที่พันธะเส้นที่สองขาด อักขระดำทั่วห้องพลันดีดกลับ หัวใจของผู้ยึดวงทั้งสองหยุดเต้นพร้อมกัน
เด็กหนุ่มปักกระบี่ลงกลางวงผนึก
ยันต์ลอยออกจากแขนเสื้อ เรียงตัวรอบร่างหลินเยว่ซี ความมืดพุ่งกระแทกปราณสีเงินจนรอยอักขระบนแขนเขาปริแตก
เขากดมือลงอีกชั้น
แรงสะท้อนทะลวงจากข้อมือถึงอก เลือดขึ้นมาถึงลำคอ แต่กระบี่ไม่ขยับ
แสงห้าสายจมหายใต้ผิวของเด็กหญิง
วงผนึกปิดลง
ในความเงียบหลังจากนั้น โม่หลิงยวนได้ยินเพียงเสียงหายใจของนาง
⸻
หลินเยว่ซีลืมตา
นางตื่นเพราะเสียงบางอย่างแตก ก่อนรู้สึกเย็นที่แขน เมื่อขยับตัวก็เห็นบิดาพิงอยู่กับขอบเตียง มารดานอนใกล้ ๆ
กลางห้องมีเด็กหนุ่มถือกระบี่
เลือดหยดจากปลายคมลงบนพื้น
“พี่…”
เขาวางกระบี่ คุกเข่าลงดึงเสื้อคลุมห่อนางไว้
“อย่ามอง”
เด็กหญิงผลักมือเขาออก คลานไปหามารดา
“ท่านแม่”
นางเขย่าแขนที่ไม่ขยับ
“ตื่นสิ”
ปลายนิ้วของมารดาค่อย ๆ โปร่งใส
หลินเยว่ซีรีบคว้าไว้ แต่สิ่งที่เหลือในมือกลับเป็นเพียงละอองแสง
เสียงร้องดังขึ้น
ปราณใต้ผิวหนังพุ่งชนผนึกจนเด็กหญิงตัวเกร็ง โม่หลิงยวนรวบนางเข้ามา นางดิ้น กัดไหล่เขาผ่านเสื้อที่ชุ่มเลือด
“ปล่อยข้า! ท่านแม่ยังอยู่ตรงนั้น!”
เขาประคองศีรษะนางไว้ ยกสองนิ้วแตะหน้าผาก
คราวนี้มือเขาหยุดอยู่ชั่วขณะ
เด็กหญิงเงยหน้ามอง ภาพกระบี่ในกองเลือดสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“ขอโทษ”
แสงสีเงินเหลือบฟ้าแตะหว่างคิ้ว
หลินเยว่ซีหลับลงอีกครั้ง
เสียงร้อง ความเจ็บปวด และร่องรอยซึ่งอาจนำศัตรูมาถึงนาง ถูกปิดไว้หลังอาคมชั้นสุดท้าย
โม่หลิงยวนรอจนลมหายใจนางสม่ำเสมอ จึงเก็บแหวนเงินข้างเสื้อคลุมเข้าด้านในอกเสื้อ
เขายื่นมือปิดดวงตาให้หลินจิ้งเหยียน
ร่างทั้งสองกำลังสลาย ชีวิตที่เหลือไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงผนึก แม้แต่ร่างให้ฝัง เขาก็ไม่อาจรักษาไว้
ประตูพังลง
ชายชุดดำก้าวผ่านเศษไม้เข้ามา เห็นเด็กในอ้อมแขนเขาก็หยุด
“ส่งเด็กมา”
โม่หลิงยวนอุ้มนางด้วยแขนข้างเดียว หยิบกระบี่ขึ้น
ชายผู้นั้นเพิ่งยกมือ คมกระบี่ก็ตัดผ่านเข่า มันทรุดลง ก่อนปลายคมจะจ่ออยู่ใต้คาง
“ใครสั่ง”
รอยดำลามขึ้นลำคอของมันอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มกดจุดหยุดปราณ ทว่าช้าไปเพียงเสี้ยวเดียว เลือดดำไหลออกจากปาก ผู้บุกรุกขาดใจโดยไม่ทันตอบ
เขาตัดชิ้นผ้าปักตราด้านในแขนเสื้อมัน เก็บไว้ แล้วพาเด็กหญิงออกทางเรือนหลัง
ด้านนอก เปลวไฟลามไปถึงร้านค้าฝั่งตรงข้าม
คานไม้ล้มขวางหญิงชรากับหลาน โม่หลิงยวนสะบัดกระบี่ตัดคาน เปิดช่องให้ทั้งคู่หนี ก่อนกระโดดข้ามกำแพงเมืองทางเหนือ
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ตามมา เขาจึงหยุดใต้ต้นไม้แห้ง
เลือดที่กลั้นไว้มาตลอดไหลออกจากปาก
เขาคุกเข่าลง ใช้แผ่นหลังพิงลำต้น อ้อมแขนยังประคองเด็กหญิงไว้ไม่ให้สัมผัสพื้นเย็น
ทางตะวันออกคือสำนักชิงเสวียน
ที่นั่นมีอาจารย์ มีคนรักษาบาดแผล และมีหีบใบเล็กที่ส่งไปรอเจ้าของแล้ว
แต่หากศัตรูรู้ถึงปราณต้นกำเนิด ย่อมต้องสืบหาด้วยว่าครอบครัวหลินตั้งใจพานางไปที่ใด
เด็กหนุ่มมองใบหน้าในอ้อมแขน
เมื่อผนึกทำงาน นางก็ไม่ต่างจากเด็กธรรมดา
เขาฉีกชายเสื้อพันแขน กดเลือดให้หยุด แล้วลุกขึ้นเดินไปทางใต้
⸻
รุ่งเช้า ธงของโรงทานถูกปักหน้าเมืองหลินอัน
เซี่ยจิ้งเหิงลงจากรถม้าท่ามกลางผู้ประสบภัย เขารับเด็กบาดเจ็บจากชาวบ้านด้วยตนเอง ตรวจชีพจรแล้วส่งให้หมอที่ติดตามมา
“เด็กกับคนชราเข้าที่พักก่อน ผู้ใดไม่มีเงินค่ายาให้ลงชื่อไว้ ข้าจะรับผิดชอบ”
ผู้คนก้มศีรษะขอบคุณ
เขารอจนคนเจ็บคนสุดท้ายถูกพาไป จึงเดินเข้ากระโจมด้านหลัง
ชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ
“พันธะถูกตัดแล้วขอรับ คนของเราที่เข้าไปในจวนตายทั้งหมด”
เซี่ยจิ้งเหิงหยิบผ้าขึ้นปิดปาก อาการไอทำให้ต้องหยุดฟังไปครู่หนึ่ง
เมื่อวางผ้าลง มีเลือดติดอยู่ตรงกลาง
“เด็กเล่า”
“ไม่พบร่างขอรับ”
เขามองเลือดบนผ้า ก่อนพับด้านที่เปื้อนเข้าไป
เดิมทีเขาต้องการเพียงปราณที่ซ่อมแซมเส้นชีพจรของตนได้ แต่สิ่งที่สัมผัสผ่านพิธีเมื่อคืนมีมากกว่านั้น
มากพอให้เขาไม่ยอมกลับไปนับวันรอความตายอีก
“ตั้งกองทุนช่วยผู้รับเด็กกำพร้าไปเลี้ยง” เขากล่าว “ให้เงินพอสำหรับเสื้อผ้าและอาหาร”
ชายที่คุกเข่าเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
เซี่ยจิ้งเหิงรินยาใส่ถ้วย
“ลงชื่อเด็ก อายุ และสถานที่ที่จะพาไปทุกคน”
เขายกยาขึ้นดื่มจนหมด
“อย่าให้ตกหล่น”
⸻
สองวันต่อมา โม่หลิงยวนเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านชิงลั่ว
หญิงชราที่เปิดประตูถือโคมไฟ นางมองเด็กในอ้อมแขนเขาอยู่นาน ก่อนยื่นโคมเข้าไปใกล้
“ลูกของฮูหยินหลินหรือ”
เขาพยักหน้า
หลายปีก่อน หลินฮูหยินเคยมารักษาคนในหมู่บ้าน และช่วยชีวิตบุตรชายของยายหวังไว้ สตรีผู้นี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขานึกถึงระหว่างเดินทาง
“แล้วพ่อแม่นาง…”
คำถามหยุดลงเมื่อเห็นเลือดแห้งบนเสื้อเด็กหนุ่ม
ยายหวังเปิดประตูให้กว้างขึ้น
“เข้ามาก่อน”
นางเติมฟืนในเตา ปูที่นอนให้เด็ก และนำผ้าสะอาดมาวางข้างอ่างน้ำ โดยไม่ถามซ้ำ
โม่หลิงยวนวางถุงเงินสองถุงบนโต๊ะ
“ถ้าใครถามบอกว่านางเป็นลูกญาติ อย่าบอกว่ามาจากหลินอัน”
“เจ้ามีสำนักมิใช่หรือ”
“มีคนตามหานาง”
ยายหวังมองเสื้อผ้าและกระบี่ของเขา แล้วหันไปมองเด็กหญิงบนเตียง
หลินเยว่ซีขยับตัว ก่อนลืมตา มองเพดานไม้แปลกตา แล้วหันไปหาเด็กหนุ่มข้างเตียง
เขาวางมือบนขอบที่นอน รออยู่เงียบ ๆ
“ท่านเป็นใคร”
คราบเลือดบนแขนเสื้อเขาแห้งจนแข็ง
“คนผ่านมา”
นางมองผ้าพันแขนที่มีสีแดงซึมออกมา
“ท่านเจ็บหรือ”
“ไม่มาก”
เด็กหญิงค้นแขนเสื้อของตนอยู่ครู่หนึ่ง หยิบห่อกระดาษยับออกมา ข้างในเหลือเศษขนมติดอยู่เพียงเล็กน้อย
นางยื่นให้เขา
“ของหวานช่วยให้หายเจ็บ”
โม่หลิงยวนมองเศษขนมนั้น
“ใครบอกเจ้า”
เด็กหญิงอ้าปาก แล้วนิ่งไป
ความว่างเปล่าในดวงตาทำให้เขาไม่ถามต่อ เขารับห่อกระดาษไว้ ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงไหล่นาง
“นอนเถอะ”
หลินเยว่ซีจับชายแขนเสื้อเขา
“ตื่นมาแล้วท่านยังอยู่หรือไม่”
เขาไม่ได้ตอบ
เพียงนั่งข้างเตียง จนมือน้อยคลายออกเอง
เมื่อเดินมาถึงประตู ยายหวังยืนรออยู่แล้ว
“วันหนึ่งนางอาจอยากถามเรื่องพ่อแม่”
เด็กหนุ่มหยุด
“รักษาตัวดี เพื่อรอตอบคำถามนาง”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงก้มศีรษะ
“ขอรับ”
โม่หลิงยวนแตะกรอบประตู อักขระเล็กจมหายเข้าไปในเนื้อไม้ มันจะส่งสัญญาณถึงเขาหากปราณในตัวเด็กหญิงตื่นขึ้น
เขาตรวจรอบบ้านอีกครั้ง ก่อนเดินออกสู่ความมืด
แหวนเงินแนบอยู่กับอก ใกล้บาดแผลที่ยังไม่หยุดปวด
หลินเยว่ซีลืมไปแล้วว่าใครอุ้มนางออกจากกองไฟ
ลืมมือที่รับขนมจากนาง
และลืมว่ามือเดียวกันนั้นถือกระบี่เปื้อนเลือดอยู่เหนือร่างบิดามารดา
โม่หลิงยวนจำได้ทั้งหมด
แม้แต่ถ้อยคำสุดท้ายของคนที่เขาฆ่า
ดีแล้ว