พันธนาการรักใต้เงากระบี่

พันธนาการรักใต้เงากระบี่

last updateLast Updated : 2026-10-22
By:  อวี้จวิน (玉君)Updated just now
Language: Thai
goodnovel16goodnovel
Not enough ratings
53Chapters
12views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

หลินเยว่ซีสูญเสียครอบครัวไปพร้อมความทรงจำ เหลือเพียงฝันร้ายถึงกระบี่เปื้อนเลือด และชายผู้หนึ่งที่นางไม่เคยเห็นใบหน้า เมื่อความฝันและพลังที่หลับใหลกลับตื่นขึ้น พร้อมคนแปลกหน้าที่หมายช่วงชิงบางสิ่งในตัวนาง เยว่ซีจึงเข้าสำนักชิงเสวียนเพื่อตามหาความจริง โดยไม่รู้ว่าคนที่อยู่ใกล้คำตอบที่สุด คือคนที่เคียงข้างนาง โม่หลิงยวน ศิษย์พี่ผู้เย็นชา งดงาม และยากจะหยั่งถึง ผู้ที่รู้ทุกอย่าง และมักปรากฏตัวในเวลาที่นางต้องการใครสักคน ทว่าทุกครั้งที่ถามถึงอดีต ดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนความเจ็บปวดที่ไม่มีคำอธิบาย ยิ่งเข้าใกล้เขา นางยิ่งรู้สึกปลอดภัย ยิ่งความทรงจำกลับคืน นางยิ่งหวาดกลัวความรู้สึกนั้น ภายในสำนักที่ดูสงบ มิตรภาพกำลังก่อตัว ความริษยากำลังหยั่งราก และรอยยิ้มของผู้มีพระคุณอาจซ่อนเจตนาที่อันตราย ขณะที่เยว่ซีพยายามแยกความจริงออกจากคำลวง หัวใจกลับเลือกเชื่อคนผู้หนึ่งไปแล้ว สิ่งที่ศัตรูต้องการ ไม่ใช่เพียงชีวิตของนาง แต่คือพลังซึ่งอาจเปลี่ยนชะตาใต้หล้า และปลุกสิ่งที่ไม่ควรตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หากมือที่คอยปกป้องตน คือมือเดียวกับที่เคยพรากครอบครัวไป ความรักจะเพียงพอหรือไม่ และเขาจะยอมเปิดเผยความจริง หรือยอมให้นางเกลียด เพื่อรักษาคำสัญญาที่ไม่เคยมีสิทธิ์ลืม

View More

Chapter 1

บทนำ — คำสัญญาในคืนจันทร์ดับ

สิบสามปีก่อน ณ เมืองหลินอัน

“ท่านพ่อแพ้อีกแล้ว!”

หลินเยว่ซีชูนิ้วสามนิ้วเหนือกระดานหมาก ก่อนหันไปหามารดาซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในศาลา

“สามครั้งแล้วเจ้าค่ะ ข้าฉลาดกว่าท่านพ่อหรือไม่”

หลินฮูหยินวางขนมดอกกุ้ยฮวาลงข้างแจกัน มองรองเท้าบนเท้าเล็กแล้วเลิกคิ้ว

“ฉลาดถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงสวมรองเท้าสลับข้างเล่า”

เด็กหญิงวัยห้าขวบก้มมอง รีบซ่อนเท้าไว้ใต้เก้าอี้

หลินจิ้งเหยียนยกถ้วยชาขึ้นบังรอยยิ้ม

“กระดานหน้าพ่อจะไม่ออมมือแล้ว”

“เมื่อครู่ท่านก็พูดเช่นนี้”

เสียงหัวเราะดังขึ้นในศาลา

ริมเสามีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอ่านตำรา เขาสวมชุดสีขาวเรียบ ใบหน้ายังอ่อนวัย แต่ท่วงท่าสงบเกินอายุสิบห้าปี เมื่อเด็กหญิงเลื่อนจานขนมมาให้ เขาเพียงพยักหน้าแทนคำขอบคุณ

หลินเยว่ซีเลือกชิ้นใหญ่ที่สุดวางตรงหน้าเขา แล้วเหลือบเห็นดอกไม้ในแจกันคอตก

“มันหิวน้ำหรือเจ้าคะ”

นางแตะกลีบดอกด้วยปลายนิ้ว

ประกายเขียวอ่อนซึมเข้าสู่ก้าน กลีบเหี่ยวคลี่ออก เด็กหญิงตาเป็นประกาย ทว่าก่อนจะเรียกให้มารดาดู แสงนั้นกลับเปลี่ยนเป็นสีแดง

กลีบดอกไหม้เกรียมทันที

หลินจิ้งเหยียนคว้าข้อมือบุตรสาว น้ำในแจกันพลันหมุนวนเป็นวงสีคราม รอยร้าวแล่นจากปากแจกันลงถึงฐาน

เด็กหนุ่มปิดตำรา ยกมือรองภาชนะไว้

ปราณสีเงินเหลือบฟ้ารัดรอยแตก น้ำหยุดหมุนก่อนล้นออกมาแม้แต่หยดเดียว

“ข้าทำพังอีกแล้วหรือ”

“ยัง”

เขาวางแจกันลงอย่างระมัดระวัง

หลินเยว่ซีมองรอยร้าวซึ่งยังอยู่ครบ แต่เมื่อเห็นเขาไม่ตำหนิ จึงเลื่อนขนมเข้าไปให้อีกนิด

“ชิ้นนี้อร่อย”

โม่หลิงยวนรับไว้

เด็กหญิงหยิบอีกชิ้นตาม พอเข้าปากก็รีบอ้าปากเป่าลม

“ร้อน”

เขาเตือนช้าไปหนึ่งคำ

นางขมวดคิ้วใส่ขนม ส่วนมารดาหยิบถ้วยน้ำมาให้ บิดายังคงจับข้อมือน้อยไว้ จนกระทั่งแสงใต้ผิวหนังดับลง

เมื่อบุตรสาวก้มหน้ากิน ทั้งสามคนจึงสบตากัน

ภายในชั่วลมหายใจเดียว นางใช้ปราณถึงสามสาย

ทั้งที่คนทั่วไปมีได้เพียงสายเดียวตลอดชีวิต

⸻

หลังหลินฮูหยินพาบุตรสาวไปล้างมือ หลินจิ้งเหยียนจึงนำจดหมายออกมาจากแขนเสื้อ

“ขบวนออกเดินทางแล้ว หีบของเยว่ซีจะถึงสำนักชิงเสวียนก่อนเรา”

ในหีบมีเสื้อผ้า รองเท้าคู่ใหม่ ปิ่นเงินเล็กหนึ่งอัน และนิทานที่เด็กหญิงอ่านจนขอบยับ ใต้ของเหล่านั้นคือจดหมายถึงเจ้าสำนัก ขอให้รับบุตรสาวไว้ในความคุ้มครอง

“ท่านอาจารย์รับปากแล้ว” โม่หลิงยวนกล่าว

หลินจิ้งเหยียนพยักหน้า แต่สายตายังอยู่ที่แจกัน

ปราณต้นกำเนิดทำให้บุตรสาวเข้าถึงปราณทุกสาย ทว่าร่างกายของเด็กวัยห้าขวบยังควบคุมการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ เมื่อปราณต่างชนิดปะทะกัน ผู้บาดเจ็บคนแรกย่อมเป็นเจ้าของพลัง

“ผนึกไว้ก่อนได้” เด็กหนุ่มเสนอ

“ได้ แต่เราจะปิดมันไว้ตลอดชีวิตไม่ได้” ผู้เป็นบิดาใช้นิ้วแตะรอยร้าว “นางต้องเรียนรู้ว่าจะหยุดมันอย่างไร ก่อนเรียนรู้ว่าจะใช้มันทำอะไร”

โม่หลิงยวนมองออกไปนอกกำแพง

ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาพบคนแปลกหน้าเฝ้าอยู่ใกล้จวนถึงสองครั้ง เมื่อไล่ตาม คนเหล่านั้นกลับหายไปในตรอกซึ่งมีร่องรอยอาคมลบรอยเท้า

“ควรออกเดินทางคืนนี้”

หลินจิ้งเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพับจดหมาย

“ข้าจะให้คนเตรียมรถ”

เด็กหนุ่มลุกขึ้นคารวะ

เขามาพักที่สกุลหลินเพื่อรักษาบาดแผลจากการฝึก ตามคำฝากฝังของอาจารย์ ตลอดหลายเดือน หลินจิ้งเหยียนทั้งรักษาและถ่ายทอดวิชาตัดพันธะ วิชาลับให้ โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน

ครั้งนี้ หากมีผู้ใดขวางทางออกจากเมือง เขาจะเป็นคนเปิดทางเอง

แต่ก่อนรถม้าจะออกจากโรงเก็บ ระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้น

แสงแดงสี่สายพุ่งจากมุมเมืองสู่ท้องฟ้า

จากนั้นเส้นอักขระใต้ถนนก็สว่าง ไล่ตรงมายังจวนสกุลหลิน

⸻

โม่หลิงยวนชักกระบี่ก่อนประตูหน้าจะแตก

คมเงินตัดข้อมือผู้บุกรุกคนแรก ยันต์ในมือมันร่วงลงพื้น เขาเหยียบยันต์ไว้แล้วแทงผ่านวงอาคมของคนที่สอง สะบัดปราณส่งทั้งคู่กระแทกกำแพง

เสียงร้องของเด็กดังมาจากเรือนหลัง

เขาถอยออกจากวงล้อม ปิดทางเดินด้วยยันต์สามแผ่น ก่อนพุ่งผ่านหน้าต่างเข้าไป

หลินเยว่ซีอยู่ในอ้อมแขนมารดา แขนเสื้อข้างหนึ่งร้อนจนเกิดควัน ขณะที่พื้นใต้เท้ากลับมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ

“ท่านแม่ ข้าเจ็บ…”

หลินฮูหยินกอดนางแน่นขึ้น ฝ่ามือประคองท้ายทอย

“หลับก่อนนะ เยว่ซี”

ปราณอ่อนโยนไหลผ่านปลายนิ้ว เสียงร้องค่อย ๆ เงียบลง เด็กหญิงซบใบหน้ากับไหล่มารดา แต่แสงหลากสีใต้ผิวหนังยังคงวิ่งพล่าน

หลินจิ้งเหยียนตรวจอักขระที่ลามเข้ามาถึงใต้โต๊ะ สีหน้าเปลี่ยนไป

“พวกมันใช้สายเลือดของเราเป็นทางเข้าถึงนาง”

เขากรีดฝ่ามือ กดลงบนพื้น

หลินฮูหยินวางบุตรสาวกลางวง จากนั้นทำเช่นเดียวกัน เส้นแดงสองสายเปลี่ยนทิศ พุ่งเข้าสู่ร่างบิดามารดาแทน

ควันที่แขนเสื้อเด็กหญิงจางลง น้ำแข็งหยุดลาม

เลือดกลับไหลจากมุมปากหลินจิ้งเหยียน

“ต้องตัดต้นทาง”

โม่หลิงยวนกวาดตามองวงอาคม

“มันผูกกับทั้งเมือง ตัดผิดจุด บ้านเรือนรอบนี้จะรับแรงแทน”

“เช่นนั้นอย่าตัดที่พื้น”

หลินจิ้งเหยียนถอดแหวนเงินออก วางลงข้างเสื้อคลุมของบุตรสาว แล้วแหวกสาบเสื้อ

เหนือหัวใจมีรอยดำเส้นหนึ่งปลายแยกออกสองทาง ทางหนึ่งเชื่อมลงพื้น อีกทางทอดไปหาเด็กหญิง

บนอกของหลินฮูหยินมีรอยเดียวกัน

โม่หลิงยวนเข้าใจทันที

“พวกท่านจะตาย”

“หากปล่อยไว้ นางจะตาย”

“ข้าทำลายแกนอาคมได้”

“ข้าไม่อาจยอมเสี่ยง”

เด็กหนุ่มไม่ตอบ

เสียงกระแทกดังจากทางเดิน ยันต์แผ่นแรกขาดกลางอากาศ

หลินจิ้งเหยียนหันไปมองบุตรสาว ก่อนกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว

“ข้ากับภรรยาจะใช้ชีวิตเป็นหลักผนึก แยกปราณในตัวนางออกจากกัน เจ้าต้องตัดพันธะที่หัวใจเราในจังหวะที่มันเปลี่ยนทาง แล้วปิดวงให้สมบูรณ์”

“เหตุใดพวกท่านจึงไม่—”

“ผู้ยึดวงลงมือตัดเองไม่ได้ หากเราถอนมือหรือขาดใจก่อนพันธะถูกตัด ทุกอย่างจะไหลกลับไปหามัน”

เสียงยันต์แผ่นที่สองแตกดังแทรก

มือของโม่หลิงยวนยังจับด้ามกระบี่แน่น

หลินจิ้งเหยียนมองเขาตรง ๆ

“ข้าขอให้เจ้าช่วยชีวิตนาง ไม่ใช่ตายตามเรา”

หลินฮูหยินลูบผมที่ปรกหน้าบุตรสาวออก

“อย่าให้นางรู้ว่าเราใช้ชีวิตแลกกับนาง”

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น

“นางควรรู้”

“นางควรได้มีชีวิตอย่างสงบสุข โดยไม่ต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”

เสียงของนางสั่นเพียงท้ายประโยค

“รอยอาคมจะติดอยู่ในความทรงจำคืนนี้ด้วย ช่วยปิดมันไว้ จนกว่านางจะปกป้องตัวเองได้”

เข็มสีแดงทะลุบานประตูมา

โม่หลิงยวนพลิกกระบี่ปัดมันออกจากศีรษะเด็กหญิง เข็มระเบิดใส่เสา เศษไม้บาดข้างแก้มเขาเป็นทางยาว

เขาไม่ได้หันไปมองแผล เพียงส่งยันต์อีกแผ่นตรึงประตู

แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสอง

“เริ่มได้”

หลินฮูหยินผูกเชือกแขนเสื้อที่หลุดของบุตรสาวให้เรียบร้อย

หลินจิ้งเหยียนก้มมองใบหน้าที่หลับสนิท รอยยิ้มครั้งสุดท้ายแทบไม่ต่างจากตอนนั่งเล่นหมากในศาลา

“เยว่ซี อยู่ให้ดี“

แสงห้าสายแยกออกจากร่างเด็กหญิง

สีแดงถอยห่างจากคราม สีเงินแยกจากเขียว วงสีทองประคองทั้งหมดไว้ ก่อนแต่ละสายจะค่อย ๆ สงบลง

อักขระบนพื้นหยุดเคลื่อน

หลินจิ้งเหยียนพยักหน้า

กระบี่แทงผ่านหัวใจเขา

มือที่เปื้อนเลือดจับไหล่เด็กหนุ่มไว้ ขณะรอยดำเส้นแรกขาดออก

“ดีแล้ว”

น้ำหนักบนไหล่หายไป

โม่หลิงยวนถอนกระบี่ หันไปหาหลินฮูหยิน

นางมองบุตรสาวอีกครั้งแล้วหลับตา

เขาลงมือโดยไม่ปล่อยให้ต้องรอ

ทันทีที่พันธะเส้นที่สองขาด อักขระดำทั่วห้องพลันดีดกลับ หัวใจของผู้ยึดวงทั้งสองหยุดเต้นพร้อมกัน

เด็กหนุ่มปักกระบี่ลงกลางวงผนึก

ยันต์ลอยออกจากแขนเสื้อ เรียงตัวรอบร่างหลินเยว่ซี ความมืดพุ่งกระแทกปราณสีเงินจนรอยอักขระบนแขนเขาปริแตก

เขากดมือลงอีกชั้น

แรงสะท้อนทะลวงจากข้อมือถึงอก เลือดขึ้นมาถึงลำคอ แต่กระบี่ไม่ขยับ

แสงห้าสายจมหายใต้ผิวของเด็กหญิง

วงผนึกปิดลง

ในความเงียบหลังจากนั้น โม่หลิงยวนได้ยินเพียงเสียงหายใจของนาง

⸻

หลินเยว่ซีลืมตา

นางตื่นเพราะเสียงบางอย่างแตก ก่อนรู้สึกเย็นที่แขน เมื่อขยับตัวก็เห็นบิดาพิงอยู่กับขอบเตียง มารดานอนใกล้ ๆ

กลางห้องมีเด็กหนุ่มถือกระบี่

เลือดหยดจากปลายคมลงบนพื้น

“พี่…”

เขาวางกระบี่ คุกเข่าลงดึงเสื้อคลุมห่อนางไว้

“อย่ามอง”

เด็กหญิงผลักมือเขาออก คลานไปหามารดา

“ท่านแม่”

นางเขย่าแขนที่ไม่ขยับ

“ตื่นสิ”

ปลายนิ้วของมารดาค่อย ๆ โปร่งใส

หลินเยว่ซีรีบคว้าไว้ แต่สิ่งที่เหลือในมือกลับเป็นเพียงละอองแสง

เสียงร้องดังขึ้น

ปราณใต้ผิวหนังพุ่งชนผนึกจนเด็กหญิงตัวเกร็ง โม่หลิงยวนรวบนางเข้ามา นางดิ้น กัดไหล่เขาผ่านเสื้อที่ชุ่มเลือด

“ปล่อยข้า! ท่านแม่ยังอยู่ตรงนั้น!”

เขาประคองศีรษะนางไว้ ยกสองนิ้วแตะหน้าผาก

คราวนี้มือเขาหยุดอยู่ชั่วขณะ

เด็กหญิงเงยหน้ามอง ภาพกระบี่ในกองเลือดสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“ขอโทษ”

แสงสีเงินเหลือบฟ้าแตะหว่างคิ้ว

หลินเยว่ซีหลับลงอีกครั้ง

เสียงร้อง ความเจ็บปวด และร่องรอยซึ่งอาจนำศัตรูมาถึงนาง ถูกปิดไว้หลังอาคมชั้นสุดท้าย

โม่หลิงยวนรอจนลมหายใจนางสม่ำเสมอ จึงเก็บแหวนเงินข้างเสื้อคลุมเข้าด้านในอกเสื้อ

เขายื่นมือปิดดวงตาให้หลินจิ้งเหยียน

ร่างทั้งสองกำลังสลาย ชีวิตที่เหลือไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงผนึก แม้แต่ร่างให้ฝัง เขาก็ไม่อาจรักษาไว้

ประตูพังลง

ชายชุดดำก้าวผ่านเศษไม้เข้ามา เห็นเด็กในอ้อมแขนเขาก็หยุด

“ส่งเด็กมา”

โม่หลิงยวนอุ้มนางด้วยแขนข้างเดียว หยิบกระบี่ขึ้น

ชายผู้นั้นเพิ่งยกมือ คมกระบี่ก็ตัดผ่านเข่า มันทรุดลง ก่อนปลายคมจะจ่ออยู่ใต้คาง

“ใครสั่ง”

รอยดำลามขึ้นลำคอของมันอย่างรวดเร็ว

เด็กหนุ่มกดจุดหยุดปราณ ทว่าช้าไปเพียงเสี้ยวเดียว เลือดดำไหลออกจากปาก ผู้บุกรุกขาดใจโดยไม่ทันตอบ

เขาตัดชิ้นผ้าปักตราด้านในแขนเสื้อมัน เก็บไว้ แล้วพาเด็กหญิงออกทางเรือนหลัง

ด้านนอก เปลวไฟลามไปถึงร้านค้าฝั่งตรงข้าม

คานไม้ล้มขวางหญิงชรากับหลาน โม่หลิงยวนสะบัดกระบี่ตัดคาน เปิดช่องให้ทั้งคู่หนี ก่อนกระโดดข้ามกำแพงเมืองทางเหนือ

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ตามมา เขาจึงหยุดใต้ต้นไม้แห้ง

เลือดที่กลั้นไว้มาตลอดไหลออกจากปาก

เขาคุกเข่าลง ใช้แผ่นหลังพิงลำต้น อ้อมแขนยังประคองเด็กหญิงไว้ไม่ให้สัมผัสพื้นเย็น

ทางตะวันออกคือสำนักชิงเสวียน

ที่นั่นมีอาจารย์ มีคนรักษาบาดแผล และมีหีบใบเล็กที่ส่งไปรอเจ้าของแล้ว

แต่หากศัตรูรู้ถึงปราณต้นกำเนิด ย่อมต้องสืบหาด้วยว่าครอบครัวหลินตั้งใจพานางไปที่ใด

เด็กหนุ่มมองใบหน้าในอ้อมแขน

เมื่อผนึกทำงาน นางก็ไม่ต่างจากเด็กธรรมดา

เขาฉีกชายเสื้อพันแขน กดเลือดให้หยุด แล้วลุกขึ้นเดินไปทางใต้

⸻

รุ่งเช้า ธงของโรงทานถูกปักหน้าเมืองหลินอัน

เซี่ยจิ้งเหิงลงจากรถม้าท่ามกลางผู้ประสบภัย เขารับเด็กบาดเจ็บจากชาวบ้านด้วยตนเอง ตรวจชีพจรแล้วส่งให้หมอที่ติดตามมา

“เด็กกับคนชราเข้าที่พักก่อน ผู้ใดไม่มีเงินค่ายาให้ลงชื่อไว้ ข้าจะรับผิดชอบ”

ผู้คนก้มศีรษะขอบคุณ

เขารอจนคนเจ็บคนสุดท้ายถูกพาไป จึงเดินเข้ากระโจมด้านหลัง

ชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ

“พันธะถูกตัดแล้วขอรับ คนของเราที่เข้าไปในจวนตายทั้งหมด”

เซี่ยจิ้งเหิงหยิบผ้าขึ้นปิดปาก อาการไอทำให้ต้องหยุดฟังไปครู่หนึ่ง

เมื่อวางผ้าลง มีเลือดติดอยู่ตรงกลาง

“เด็กเล่า”

“ไม่พบร่างขอรับ”

เขามองเลือดบนผ้า ก่อนพับด้านที่เปื้อนเข้าไป

เดิมทีเขาต้องการเพียงปราณที่ซ่อมแซมเส้นชีพจรของตนได้ แต่สิ่งที่สัมผัสผ่านพิธีเมื่อคืนมีมากกว่านั้น

มากพอให้เขาไม่ยอมกลับไปนับวันรอความตายอีก

“ตั้งกองทุนช่วยผู้รับเด็กกำพร้าไปเลี้ยง” เขากล่าว “ให้เงินพอสำหรับเสื้อผ้าและอาหาร”

ชายที่คุกเข่าเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

เซี่ยจิ้งเหิงรินยาใส่ถ้วย

“ลงชื่อเด็ก อายุ และสถานที่ที่จะพาไปทุกคน”

เขายกยาขึ้นดื่มจนหมด

“อย่าให้ตกหล่น”

⸻

สองวันต่อมา โม่หลิงยวนเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านชิงลั่ว

หญิงชราที่เปิดประตูถือโคมไฟ นางมองเด็กในอ้อมแขนเขาอยู่นาน ก่อนยื่นโคมเข้าไปใกล้

“ลูกของฮูหยินหลินหรือ”

เขาพยักหน้า

หลายปีก่อน หลินฮูหยินเคยมารักษาคนในหมู่บ้าน และช่วยชีวิตบุตรชายของยายหวังไว้ สตรีผู้นี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขานึกถึงระหว่างเดินทาง

“แล้วพ่อแม่นาง…”

คำถามหยุดลงเมื่อเห็นเลือดแห้งบนเสื้อเด็กหนุ่ม

ยายหวังเปิดประตูให้กว้างขึ้น

“เข้ามาก่อน”

นางเติมฟืนในเตา ปูที่นอนให้เด็ก และนำผ้าสะอาดมาวางข้างอ่างน้ำ โดยไม่ถามซ้ำ

โม่หลิงยวนวางถุงเงินสองถุงบนโต๊ะ

“ถ้าใครถามบอกว่านางเป็นลูกญาติ อย่าบอกว่ามาจากหลินอัน”

“เจ้ามีสำนักมิใช่หรือ”

“มีคนตามหานาง”

ยายหวังมองเสื้อผ้าและกระบี่ของเขา แล้วหันไปมองเด็กหญิงบนเตียง

หลินเยว่ซีขยับตัว ก่อนลืมตา มองเพดานไม้แปลกตา แล้วหันไปหาเด็กหนุ่มข้างเตียง

เขาวางมือบนขอบที่นอน รออยู่เงียบ ๆ

“ท่านเป็นใคร”

คราบเลือดบนแขนเสื้อเขาแห้งจนแข็ง

“คนผ่านมา”

นางมองผ้าพันแขนที่มีสีแดงซึมออกมา

“ท่านเจ็บหรือ”

“ไม่มาก”

เด็กหญิงค้นแขนเสื้อของตนอยู่ครู่หนึ่ง หยิบห่อกระดาษยับออกมา ข้างในเหลือเศษขนมติดอยู่เพียงเล็กน้อย

นางยื่นให้เขา

“ของหวานช่วยให้หายเจ็บ”

โม่หลิงยวนมองเศษขนมนั้น

“ใครบอกเจ้า”

เด็กหญิงอ้าปาก แล้วนิ่งไป

ความว่างเปล่าในดวงตาทำให้เขาไม่ถามต่อ เขารับห่อกระดาษไว้ ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงไหล่นาง

“นอนเถอะ”

หลินเยว่ซีจับชายแขนเสื้อเขา

“ตื่นมาแล้วท่านยังอยู่หรือไม่”

เขาไม่ได้ตอบ

เพียงนั่งข้างเตียง จนมือน้อยคลายออกเอง

เมื่อเดินมาถึงประตู ยายหวังยืนรออยู่แล้ว

“วันหนึ่งนางอาจอยากถามเรื่องพ่อแม่”

เด็กหนุ่มหยุด

“รักษาตัวดี เพื่อรอตอบคำถามนาง”

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงก้มศีรษะ

“ขอรับ”

โม่หลิงยวนแตะกรอบประตู อักขระเล็กจมหายเข้าไปในเนื้อไม้ มันจะส่งสัญญาณถึงเขาหากปราณในตัวเด็กหญิงตื่นขึ้น

เขาตรวจรอบบ้านอีกครั้ง ก่อนเดินออกสู่ความมืด

แหวนเงินแนบอยู่กับอก ใกล้บาดแผลที่ยังไม่หยุดปวด

หลินเยว่ซีลืมไปแล้วว่าใครอุ้มนางออกจากกองไฟ

ลืมมือที่รับขนมจากนาง

และลืมว่ามือเดียวกันนั้นถือกระบี่เปื้อนเลือดอยู่เหนือร่างบิดามารดา

โม่หลิงยวนจำได้ทั้งหมด

แม้แต่ถ้อยคำสุดท้ายของคนที่เขาฆ่า

ดีแล้ว

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
53 Chapters
บทที่ 1 — ประตูที่ไม่เปิดให้ผู้ไร้พลัง
สิบสามปีต่อมา ณ หมู่บ้านชิงลั่วหลินเยว่ซีฝันถึงกระบี่เล่มเดิมอีกแล้วปลายคมมีเลือดหยดลงมา ใครบางคนบังอยู่ตรงหน้า นางพยายามมองข้ามไหล่เขาไป แต่ทุกครั้งจะตื่นก่อนเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังคราวนี้นางตื่นเพราะยายหวังเคาะหน้าผาก“หากยังไม่ลุก รถขนฟืนจะไปเสียก่อน”หญิงสาวผุดลุกทันที หน้าผากชนขอบหน้าต่างดังโป๊กยายหวังถอนหายใจ“จะไปเป็นเซียน ยังแพ้หน้าต่างบ้านตัวเอง”เยว่ซีคลำศีรษะ รีบคว้าเสื้อคลุมมาสวม ก่อนเก็บตำราเล่มบางลงในห่อสัมภาระตรงมุมปกด้านในมีชื่อเขียนไว้ด้วยหมึกจางหลินจิ้งเหยียนนางใช้นิ้วลูบรอยหมึกครั้งหนึ่ง แล้วผูกห่อผ้าให้แน่น“คิดดีแล้วหรือ” ยายหวังถาม“ข้าตรวจประกาศแล้วเจ้าค่ะ ชิงเสวียนรับศิษย์ใหม่ปีนี้ หากพลาด ต้องรออีกสามปี”“ยายถามเรื่องขึ้นเขา ไม่ได้ถามเรื่องวันรับสมัคร”เยว่ซีชะงักมือลมเช้าพัดผ่านประตู กลิ่นฟืนชื้นลอยเข้ามาพร้อมเสียงคนเรียกจากถนน“ที่นั่นเก็บบันทึกเหตุเมืองหลินอันไว้” นางตอบ “ข้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น”“ยายเล่าเท่าที่รู้ให้ฟังหมดแล้ว”“ข้ารู้เจ้าค่ะ”นางจำพ่อแม่ไม่ได้ จำบ้านไม่ได้ แม้แต่เสียงที่ได้ยินในความฝันก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงของใคร สิ่งที
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 2 — ชื่อที่ไม่ควรอยู่ในบัญชี
เช้าวันแรกในสำนัก หลินเยว่ซีถูกเรียกตัวก่อนจะได้กินข้าวศิษย์ผู้มาส่งคำสั่งยืนรอหน้าประตูเรือนพัก มองผ้าพันมือของนางแล้วกล่าวว่า“นำป้ายผ่านการทดสอบมาด้วย”เสี่ยวถังซึ่งกำลังกัดหมั่นโถวหยุดเคี้ยว“เรียกไปเรื่องใดหรือศิษย์พี่”“หอวินัยจะตรวจผลการสอบเมื่อวาน”เมื่อเขาเดินออกไป เสี่ยวถังก็รีบยัดหมั่นโถวอีกลูกใส่มือเยว่ซี“กินก่อน อย่างน้อยถูกดุก็อย่าให้ท้องร้อง”เยว่ซีรับไว้ แต่ยังไม่ทันกัดก็ได้ยินเสียงคนคุยกันตรงลาน“ข้าบอกแล้ว คนไม่มีปราณจะผ่านได้อย่างไร”“ศิษย์พี่โม่เข้าไปช่วยเองเชียวนะ”นางก้มมองป้ายสีขาวในมือ ก่อนเก็บมันไว้กับตำราของบิดา“ฝากหมั่นโถวด้วย”เสี่ยวถังรับกลับอย่างไม่เต็มใจ“อย่าช้านัก ข้าหิวแล้ว”“ข้าฝากไว้ ไม่ได้ยกให้”⸻ภายในหอวินัยมีผู้รออยู่ห้าคนชายวัยกลางคนในชุดเทานั่งหลังโต๊ะ ศิษย์ข้างกายเรียกเขาว่าอาจารย์ฉิน ส่วนผู้คุมสอบเมื่อวานยืนอยู่ทางซ้าย สีหน้าเคร่งเครียดลั่วชิงเหยาอยู่ข้างหน้าต่างเมื่อเห็นเยว่ซี นางเลื่อนสายตาไปยังผ้าพันมือเพียงครู่เดียว“ไม่ต้องกังวล” นางกล่าว “สำนักเพียงต้องทำให้ทุกคนยอมรับผลการสอบ”เยว่ซีคารวะ แล้ววางป้ายลงบนโต๊ะอาจารย์ฉินถามทันที“
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 3 — สิ่งที่บิดาทิ้งไว้
“รู้จัก”คำตอบนั้นทำให้หลินเยว่ซีลืมคำถามที่เตรียมไว้ทั้งหมดนางเดินทางมาถึงชิงเสวียนเพื่อหากระดาษสักแผ่นที่บอกเรื่องบิดามารดา แต่คนที่เคยพบพวกเขากลับยืนอยู่ตรงหน้า“ท่านรู้จักท่านพ่อได้อย่างไร”“เขาเคยรักษาข้า”“เมื่อใดเจ้าคะ”“สิบสามปีก่อน”เสียงประตูหอจดหมายเหตุปิดดังขึ้นด้านหลัง ผู้ดูแลถือโคมเดินลงบันไดมา หลิงยวนจึงขยับหลบให้นางผ่าน ก่อนหันกลับมาหาเยว่ซี“ที่นี่ไม่เหมาะจะคุยเรื่องนี้”“เช่นนั้นที่ใดเหมาะ”นางถามเร็วเกินกว่าจะรักษามารยาท แต่เขาไม่ได้ตำหนิ“ตามมา”เยว่ซีเดินข้างเขาไปตามระเบียง กระทั่งถึงศาลาเล็กซึ่งมองเห็นทางเข้าออกได้ทั้งสองด้าน หลิงยวนจึงหยุดนางยังไม่ยอมนั่ง“ท่านพ่อเป็นคนอย่างไรเจ้าคะ”เขามองนางครู่หนึ่ง“เวลาอ่านตำรา เขาชอบพับมุมกระดาษ ภรรยาเขาไม่ชอบ จึงทำที่คั่นให้ แต่เขามักลืมว่าเก็บไว้หน้าใด”เยว่ซีค่อย ๆ คลายมือจากสายห่อผ้านางเคยคิดว่าคำตอบคงเป็นคนดี เป็นหมอ หรือเป็นผู้ฝึกตนผู้หนึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้รู้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้“แล้วท่านแม่เล่า”“เวลาโกรธ นางจะเรียกชื่อเขาเต็ม ๆ”“ท่านพ่อกลัวหรือ”“เขาจะรีบหาที่คั่นให้พบ”เยว่ซีหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนขอบตาจะร้อ
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 4 — ปราณที่ห้ามปลุก
“เหตุใดท่านพ่อจึงห้ามเปิดเส้นปราณให้ข้า”เยว่ซีถามโดยยังมองจดหมายบนโต๊ะเจ้าสำนักกับหลิงยวนสบตากันเพียงครู่เดียว แต่คราวนี้นางทันเห็น“ข้าไม่ได้ไม่มีพลัง ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ความเงียบยืนยันสิ่งที่นางสงสัยหลิงยวนเลื่อนเก้าอี้ออก“นั่งก่อน”“ข้านั่งมานานแล้ว”เขาชะงักมือเยว่ซีสูดลมหายใจ พยายามให้เสียงตนเองมั่นคง“หินตรวจปราณไม่สว่าง ทุกคนบอกว่าข้าฝึกไม่ได้ แต่ท่านพ่อกลับเตือนไม่ให้ใครเปิดเส้นปราณ ข้าขึ้นทางทดสอบแล้วอาคมย้อนใส่ ยังมีคนวางยันต์รอข้าที่ศาลาอีก”นางเงยหน้ามองเขา“สิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการอยู่ในตัวข้าใช่หรือไม่”“ใช่”คำตอบตรงไปตรงมาทำให้นางเตรียมคำถามถัดไปไม่ทันหลิงยวนกล่าวต่อ“เจ้าเคยใช้ปราณได้มากกว่าหนึ่งสาย ตั้งแต่ยังเด็ก”“มากกว่าหนึ่ง… กี่สายเจ้าคะ”“เท่าที่เคยปรากฏ ห้าสาย”เยว่ซีมองมือของตนเมื่อวานนางยังคิดว่าจะทำอย่างไรให้หินตรวจปราณสว่างแม้เพียงนิดเดียว“แล้วมันหายไปไหน”“ถูกผนึกไว้”“ใครผนึก”“ข้า”นางเงยหน้าทันทีเจ้าสำนักขยับจะกล่าวบางอย่าง แต่หลิงยวนพูดต่อเสียก่อน“ร่างกายเจ้าในตอนนั้นรับมันไม่ไหว พ่อแม่เจ้าต้องการให้ปิดพลังไว้ก่อน”“รวมถึงความทรงจำด้วยหรือไม่
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 5 — แขกผู้พายายกลับมา
“ยายหวัง?”เยว่ซีก้าวไปถึงประตูก่อนนึกได้ว่าตนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงชราที่มากับเซี่ยจิ้งเหิงใช่ยายจริงหรือไม่นางหยุดแล้วหันกลับมา“ศิษย์พี่เห็นนางหรือยังเจ้าคะ”ศิษย์ผู้ส่งข่าวส่ายหน้า“คนของท่านเซี่ยเป็นผู้แจ้ง นางยังอยู่ในรถม้า”หลิงยวนวางใบรายงานลง“รถจอดที่ใด”“ลานหน้าหอรับรองขอรับ”เขาหันไปหาเจ้าสำนัก“ขอให้อาจารย์รับแขก ข้าจะพานางไปดูคนในรถ”เจ้าสำนักพยักหน้าแล้วสั่งศิษย์ที่รออยู่ด้านนอกให้เชิญอาจารย์ฉินมาด้วยเยว่ซีเดินตามหลิงยวนลงบันได ความคิดวิ่งไปถึงบ้านไม้ที่จากมา ยายอยู่คนเดียว คนของเซี่ยจิ้งเหิงรู้ทางไปได้อย่างไร แล้วคนที่สำนักส่งไปตรวจหมู่บ้านอยู่ที่ใด“ยายจะเป็นอะไรหรือไม่”“ต้องเห็นก่อน”เขาไม่รับปากในสิ่งที่ยังไม่รู้ เยว่ซีจึงยิ่งเดินเร็วขึ้นก่อนพ้นประตูสวน หลิงยวนหยุดให้นางหันมอง“อย่าให้เขาแตะข้อมือเจ้า”นางพยักหน้า“หากยายบาดเจ็บ…”“ให้อาจารย์ฉินตรวจ”เยว่ซีสูดลมหายใจลึก คลายมือที่กำแน่นอยู่ข้างตัว แล้วเดินต่อ⸻รถม้าสองคันจอดอยู่กลางลาน คันหน้าปิดม่านแน่น ส่วนคันหลังบรรทุกหีบยาซึ่งประทับตราสถานสงเคราะห์เซี่ยจิ้งเหิงยืนสนทนากับศิษย์ต้อนรับอยู่ใต้ชายคาเขาเป็นชา
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 6 — ราคาของความไว้ใจ
เผยเหวินซูกลับถึงเรือนรับรองหลังระฆังยามค่ำหน้าประตูมีศิษย์หอวินัยรออยู่สองคนเขาหยุดเพียงครู่เดียว ก่อนยิ้มตามปกติ“มีเรื่องใดหรือ”“อาจารย์ฉินเชิญไปพบขอรับ”“ตอนนี้?”“ตอนนี้ขอรับ”เหวินซูมองประตูห้องตนเองแล้วลดมือลง เขาไม่ได้ขอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อ เพียงวางกระบี่ไว้กับศิษย์ผู้หนึ่งแล้วเดินตามไปเมื่อถึงหอวินัย โม่หลิงยวนนั่งรออยู่ด้านข้างโต๊ะกลางโต๊ะมีป้ายผ่านประตูหนึ่งแผ่นเผยเหวินซูจำรอยบิ่นตรงมุมได้ทันที“ป้ายของเรือนรับรอง” เขากล่าวอาจารย์ฉินเลื่อนใบเบิกมาให้“ลายมือเจ้า?”“ขอรับ”“เจ้าส่งผู้ใดไปหมู่บ้านชิงลั่ว”เหวินซูอ่านเอกสารอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้า“ข้าอนุญาตให้ขบวนรับยาลงเขา แต่ไม่ได้สั่งให้ไปชิงลั่ว”“ชื่อหมู่บ้านอยู่ในรายการ”“ข้าไม่ได้เป็นผู้กรอกเส้นทาง”อาจารย์ฉินวางใบรายการอีกแผ่นข้างกัน“เช่นนั้นผู้ใดกรอก”“ผู้ดูแลขบวน น่าจะเป็นเฉินฝู ข้าขอพบเขาเพื่อสอบถามได้หรือไม่”“เขาไม่กลับขึ้นเขา”รอยยิ้มของเผยเหวินซูจางลงอย่างเหมาะเจาะ“ข้าจะให้คนตามหา”“หอวินัยส่งคนไปแล้ว”หลิงยวนกล่าวเป็นครั้งแรกเหวินซูหันมองเขาคนทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหวินซูจะพยักหน้า“เช่นนั้น
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 7 — คนที่อยู่หลังประตู
“จดหมายฉบับนั้นอยู่กับข้า”หลิงยวนกล่าวขึ้นก่อนเยว่ซีจะเอ่ยสิ่งใดนางเงยหน้าจากเศษกระดาษเปื้อนเลือด“ฉบับที่ข้าส่งมาขอบันทึกหรือเจ้าคะ”เขาพยักหน้า แล้วให้อาจารย์ฉินส่งคนไปนำเอกสารจากห้องตนเองไม่นาน กระดาษสองแผ่นก็ถูกวางเคียงกันใต้โคมฉบับในมือหลิงยวนสมบูรณ์ ไม่มีรอยฉีก ข้อความและที่อยู่ครบถ้วน ส่วนเศษกระดาษจากตัวผู้ต้องหามีลายดอกไม้ตรงขอบกับตัวอักษรของเยว่ซีหลงเหลืออยู่ครึ่งบรรทัดนางก้มเข้าไปดูใกล้ ๆ“แผ่นที่ท่านเก็บไม่ใช่ฉบับที่ข้าเขียน”อาจารย์ฉินหยิบมันขึ้น“เจ้าจำได้แน่หรือ”“ก่อนส่ง ข้าทำน้ำหยดตรงคำว่าหลินอัน หมึกจึงซึม ข้ารอให้แห้งแล้วเขียนทับ แต่แผ่นนี้มีเพียงรอยหมึกฟุ้ง ไม่มีเส้นที่ข้าเขียนซ้ำ”หลิงยวนยกกระดาษส่องแสงด้านหลังเรียบเกินไป ไม่มีรอยกดของปลายพู่กัน“วิชาลอกเงาหมึก”เขาวางมันลงอย่างระมัดระวัง“คนเปลี่ยนเก็บสำเนาไว้ในแฟ้ม แล้วเอาต้นฉบับออกไป”เยว่ซีมองที่อยู่ของตนบนกระดาษจดหมายที่หวังว่าจะพาไปหาความจริง กลับพาคนแปลกหน้าไปถึงยายก่อน“อย่าเพิ่งโทษตัวเอง”นางเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหลิงยวนเขาเลื่อนจดหมายออกจากมือนาง“การส่งคำร้องเข้าสำนักไม่ใช่ความผิด”อาจารย์ฉิ
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 8 — พยานที่ยังมีลมหายใจ
รอยล้อรถสิ้นสุดลงกลางลำธารศิษย์หอวินัยสองคนแยกกันตรวจริมฝั่ง ส่วนโม่หลิงยวนย่อตัวลงมองหินใต้น้ำตะไคร่บนก้อนหนึ่งถูกครูดออกเป็นทางเขาเงยหน้ามองต้นหลิวฝั่งตรงข้าม กิ่งต่ำสุดมีเศษผ้าสีเทาติดอยู่ แต่พื้นด้านล่างกลับไม่มีรอยเท้า“พวกมันขึ้นฝั่งตรงนั้นหรือขอรับ” ศิษย์คนหนึ่งถามหลิงยวนส่ายหน้า“ผ้าถูกผูกไว้”เขาชี้ปลายกิ่ง เศษผ้าไม่ได้เกี่ยวค้าง แต่พันรอบกิ่งเป็นปมเล็กคนตามรอยทั่วไปย่อมขึ้นฝั่งไปตรวจและเสียเวลาอยู่ที่นั่นหลิงยวนลุกขึ้น เดินทวนน้ำไปอีกหลายก้าว ก่อนพบรอยขอบล้อบนทรายใต้ตลิ่งรถไม่ได้ข้ามลำธารมันแล่นไปตามน้ำเพื่อกลบรอย แล้วขึ้นฝั่งเดิมไกลออกไป“ส่งข่าวกลับสำนักว่าเปลี่ยนทางไปทางตะวันตก” เขากล่าว “อีกสองคนตามข้ามา”คราวนี้เขาไม่รอให้เห็นรอยล้อครบทุกช่วงบนทางแคบซึ่งมีรถเพียงคันเดียวผ่าน พุ่มไม้ที่ถูกกดกับรอยดินใหม่บอกทิศทางได้มากพอแล้ว⸻ในรถม้าที่โยกคลอน ซูหว่านชิงกำมือซึ่งพันผ้าไว้บนตักปลายนิ้วของนางไม่มีความรู้สึกมาหลายชั่วยาม แต่ทุกครั้งที่ล้อกระแทกหลุม ความปวดกลับแล่นขึ้นมาถึงข้อศอกเฉินฝูนั่งตรงข้าม เขาเก็บห่อเอกสารไว้ใต้เสื้อคลุม ไม่ยอมให้นางละสายตาไปทางหน้าต่าง“ห
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 9 — แสงแรกใต้ผนึก
ป้ายรูปนกสองหัวถูกวางลงบนแผนที่เมืองหลินอันเจ้าสำนักเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้ ร่องถนนเก่าปรากฏชัดใต้แสงไฟ ส่วนทางตะวันตกเป็นแนวเขาซึ่งมีลำธารไหลผ่านซูหว่านชิงนั่งพิงหมอนบนเก้าอี้ อาจารย์ฉินอนุญาตให้นางออกจากห้องได้เพียงครู่เดียว“รถเข้าทางหุบเขานี้เจ้าค่ะ” นางกล่าว “ก่อนถึงประตูจะได้ยินเสียงน้ำ แต่ตอนเข้าไปแล้วกลับเงียบสนิท”หลิงยวนใช้นิ้วลากตามแนวลำธาร“ท่อส่งน้ำเก่าของเมือง”“ข้าไม่เคยเห็นปากทางจากด้านนอก พวกเขาปิดม่านรถ”เจ้าสำนักหันไปสั่งศิษย์ที่รออยู่“ให้คนเฝ้าทางออกหุบเขาก่อน อย่าเพิ่งเข้าไป ใครออกมาต้องรู้ว่าไปที่ใด”ศิษย์รับคำแล้วรีบจากไปเยว่ซีมองจุดบนแผนที่ซึ่งเคยเป็นจวนสกุลหลินบ้านของนางอยู่ไม่ไกลจากแนวท่อส่งน้ำ“ตอนตรวจเมืองหลังเกิดเหตุ ไม่มีใครพบทางนี้หรือเจ้าคะ”เจ้าสำนักเปิดแผนที่อีกแผ่นเทียบ“พบ แต่ปากท่อพังลงมา ผู้ตรวจบันทึกว่าตันไปแล้ว”หลิงยวนก้มดูเส้นหมึก“หากเปิดใหม่จากฝั่งหุบเขา คนที่ตรวจแต่ในเมืองย่อมไม่เห็น”หว่านชิงหลับตาลงครู่หนึ่ง“ข้างในยังมีคนอยู่”ทุกคนหันไปมองนาง“ครั้งสุดท้ายที่ข้าถูกพาไป มีคนอย่างน้อยเจ็ดคน บางคนเดินไม่ได้แล้ว พวกเขาถูกขังใกล้ห้องปรุ
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status