ภายในตัวอาคารของสำนักงานวิจัยสมุนไพร กลิ่นหอมระเหยของใบสนและรากไม้แห้งอบอวลอยู่ใต้ระบบปรับอากาศที่ถูกตั้งค่าไว้อย่างแม่นยำ
หลินอวี๋เซิงเดินทอดน่องผ่านชั้นวางตัวอย่างพฤกษศาสตร์ สายตาคมปลาบกวาดมองผ่านกระจกนิรภัยที่กั้นกลางระหว่างโลกภายนอกกับตัวอย่างสมุนไพรหายากที่ถูกปลูกไว้ในสภาวะจำลองเท่าที่เทคโนโลยีในยุคนี้จะอำนวย
เธอหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าต้นโสมหิมะต้นหนึ่ง ลำต้นเรียวตั้งตรง ใบห้าแฉกสีเขียวเข้มแผ่กางออกจากก้านเดียวราวฝ่ามือเล็ก ๆ ที่รับแสงอ่อนของผืนป่า
ชิปประสาทในสมองของเด็กสาวเริ่มทำงานทันที ก่อเกิดเป็นแสงสีเขียวจางที่ไม่มีใครมองเห็นวาบผ่านนัยน์ตา
[ตรวจพบพืชสกุล Panax (แพ-แน็กซ์) ระดับสาร ginsenoside (จิน-เซน-โน-ไซด์) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตัวอย่างป่า 15% ประเมินสรรพคุณ: ช่วยฟื้นฟูพลังงานร่างกาย ลดความอ่อนล้า และมีฤทธิ์ปรับสมดุลระบบประสาท]
ข้อมูลที่ระบบประมวลผลออกมานั้นแม่นยำยิ่งกว่าตำราพฤกษศาสตร์เล่มใดในยุคนี้ แต่น่าเสียดายที่สภาพอากาศจำลองในห้องกระจกแห่งนี้ยังขาด “จิตวิญญาณ” ของผืนป่าจริงไปบ้าง หากเป็นโสมที่เติบโตท่ามกลางหยาดน้ำค้างและไอหมอกที่ ปกคลุมยอดเขาซงเยว่ของจริง ฤทธิ์ยาที่สะสมผ่านความชุ่มชื้นและธาตุอาหารในป่าดิบชื้นคงจะรุนแรงและบริสุทธิ์กว่านี้หลายเท่า
“ทุกคนมารวมตัวกันทางนี้!” เสียงประกาศเฉียบขาดของเจิ้งหลานดังสะท้อนก้องโถงวิจัย หล่อนยืนอยู่บนแท่นยกสูง มือถือไมโครโฟนสายพร้อมกวาดสายตาคมดุมาทางเหล่านักเรียนที่กำลังตื่นตาตื่นใจ
“วันนี้ไม่ใช่การมาเดินชมพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการแข่งขันคัดเลือกตัวแทนมณฑลสำหรับการวิจัยสมุนไพรประยุกต์ระดับชาติ”
หญิงสาวหยุดสายตาไปทางกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมซีอันอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับอวี๋เซิงที่ยืนนิ่งสงบผิดกับเด็กคนอื่นที่กำลังกระซิบกระซาบกัน
“กติกาในรอบแรกคือการจำแนกภายใต้สภาวะปิดตาย” เจิ้งหลานประกาศเสียงก้อง “ฉันจะให้พวกเธอส่งตัวแทนออกมาโรงเรียนละหนึ่งคน เข้าไปในห้องทดสอบที่ถูกปิดม่านจนมืดสนิท ภายในนั้นจะมีการจุดกำยานไม้หอมหนาทึบเพื่อจำลองทัศนวิสัยที่เลวร้ายยามหมอกลงจัดในป่าลึก”
สายตาของหล่อนฉายแววดูแคลนขณะมองไปทางเหล่านักเรียนทุกคนที่เธอปรามาสว่าไม่มีทางที่เด็กพวกนี้จะเข้าใจในตัวสมุนไพรอย่างแน่นอนเพราะเธอเองทำงานที่นี่มาจนเข้าปีที่สามยังจำไม่ได้ทั้งหมดเลย
“พวกเธอมีเวลาเพียง 10 นาทีในการระบุสมุนไพรสด 5 ชนิดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ด้านใน โดยห้ามใช้ไฟฉาย ห้ามเด็ดใบหรือดอกมาขยี้ดม ให้ใช้เพียงการสูดดมกลิ่นและการสัมผัสผิวด้านนอกของลำต้นเพียงเท่านั้น หากใครทำเวลาเกินหรือระบุชื่อผิดแม้แต่ชนิดเดียว... จะถูกตัดสิทธิ์!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มนักเรียนทันที ในยุคนี้การทดสอบที่อาศัยสัญชาตญาณดิบแบบนี้ถือเป็นเรื่องโหดหินสำหรับเด็กนักเรียนที่เติบโตมากับตำราและการนั่งในห้องเรียนสี่เหลี่ยม
“ห้ามนำมาขยี้? แถมควันกำยานยังทำให้แสบตาด้วย แล้วพวกเราจะไปแยกออกได้ยังไงกัน” นักเรียนชายจากโรงเรียนสาธิตฯ บ่นอุบพลางเช็ดเหงื่อที่เริ่มซึมตามไรผม
ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเล อวี๋เซิงกลับก้าวออกไปข้างหน้าเป็นคนแรก ท่วงท่าของเธอไม่ได้เร่งรีบแต่กลับดูมีความมั่นคงอย่างประหลาด เจิ้งหลานเหยียดยิ้มมุมปาก แววตาแฝงความท้าทาย
“ใจกล้าดีนี่... โรงเรียนซีอันอันดับหนึ่งงั้นเหรอ? อย่าทำให้ชื่อเสียงอันดับหนึ่งของมณฑลต้องมาเสียชื่อที่นี่ก็แล้วกันนะสาวน้อย”
อวิ๋นเซิงไม่คิดตอบโต้ เธอทำเพียงยิ้มบางออกมาเล็กน้อย ซึ่งการกระทำแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวนี้ยิ่งทำให้เจิ้งหลานได้แต่ กำหมัดของตนเอาไว้แน่น เนื่องจากหล่อนเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดและทำไมถึงไม่ชอบหน้าเด็กคนนี้เอาเสียเลยทั้งที่เพิ่งจะเคยเจอกันเป็นครั้งแรก
ภายในห้องทดสอบที่ปิดม่านไม้ไผ่หนาทึบจนแสงลอดเข้ามาไม่ได้ ควันจากกำยานไม้จันทน์ม้วนตัวเป็นเกลียวหนาแน่นจนมองเห็นไม่เกินระยะหนึ่งช่วงแขน อวี๋เซิงเดินเข้าไปท่ามกลางความเงียบงัน กลิ่นควันค่อนข้างฉุนจนชวนให้แสบจมูก ทว่าเธอกลับหลับตาลงชั่วครู่เพื่อให้ประสาทสัมผัสอื่นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด
[แจ้งเตือน: ตรวจพบอนุภาคโมเลกุลในอากาศ... เริ่มการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกลิ่นสมุนไพรสดเปรียบเทียบฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์]
ขณะชิปประสาทของเธอทำการประมวลผล อวี๋เซิงก็ยังคงก้าวเดินผ่านกลุ่มควันสีขาวขุ่นไปอย่างแผ่วเบา เธอหยุดลงตรงหน้ากระถางสมุนไพรต้นแรก กลิ่นหอมฉุนคล้ายมิ้นต์ผสมโหระพาลอยแตะปลายจมูก ลำต้นสี่เหลี่ยมมีขนอ่อนละเอียดซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชวงศ์สะระแหน่ เธอไม่จำเป็นต้องสัมผัสใบก็รู้ได้ทันที
“ต้นแรก... จื่อซู ฤทธิ์อุ่น ช่วยกระจายความเย็น แก้หวัดและขับลม” อวี๋เซิงพึมพำแผ่วเบาพร้อมกับจดจำเอาไว้ในสมองเนื่องจากสถานที่แห่งนี้มืดเกินกว่าจะจดบันทึกลงในกระดาษ คำตอบได้นั่นเอง
จบจากต้นแรกเด็กสาวก็เคลื่อนที่ต่อไปยังจุดที่สอง สาม และสี่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จนกระทั่งถึงกระถางที่ห้า... จุดนี้ตั้งอยู่มุมห้องที่อากาศค่อนข้างอับและควันกำยานอวลหนามากที่สุด กลิ่นของพืชชนิดนี้เจือจางมากจนแทบไม่ได้กลิ่นอะไรเลย
อวี๋เซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ สูดดมกลิ่นดินชื้นและกลิ่นยางไม้จาง ๆ ที่แฝงมากับอากาศ
“ต้นสุดท้าย... กลิ่นหอมลึกและเย็นจัดแบบนี้ ลำต้นมีร่องตามยาวชัดเจน... มันคือโกศจุฬาลัมพาไม่ผิดแน่” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางบันทึกลงสมองอย่างรวดเร็ว “พืชตระกูลจิงเจี้ย ชนิดนี้มีฤทธิ์เย็นจัด ช่วยขับความร้อนในเลือดและเป็นสมุนไพรหลักในการสยบไข้ป่า หากใช้ส่วนใบและช่อดอกจะได้สรรพคุณสูงสุดในการฆ่าเชื้อ”
เธอยืนนิ่งเพื่อทวนรายชื่อสมุนไพรทั้งห้าชนิดในใจอีกครั้งให้แม่นยำ ก่อนจะหมุนตัวเดินฝ่าม่านควันกำยานที่เริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ กลับออกไปยังประตูกระจกบานเดิม
ภายนอกห้องทดสอบ เจิ้งหลานจ้องมองนาฬิกาจับเวลาแบบไขลานในมืออย่างตั้งใจ เข็มวินาทียังเดินไปไม่ถึงครึ่งทางของเวลาที่กำหนดด้วยซ้ำ แต่ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กสาวร่างบางที่เดินออกมาด้วยท่าทางปลอดโปร่ง ไม่มีอาการสำลักควันหรือขยี้ตาเหมือนที่เจิ้งหลานคาดหวังจะเห็น
“เสร็จแล้วเหรอ? อย่าบอกนะว่าถอดใจตั้งแต่นาทีแรก” เธอเลิกคิ้วถามพลางเหยียดยิ้มข่ม
อวี๋เซิงไม่ตอบ แต่เธอกลับเลือกเดินตรงไปยังโต๊ะวางกระดาษคำตอบที่จัดเตรียมไว้ท่ามกลางสายตารอลุ้นของเพื่อนนักเรียนและสายตาจับผิดของคณะกรรมการ
มือเรียวหยิบปากกาลูกลื่นขึ้นมาสะบัดปลายปากกาเขียนชื่อสมุนไพรทั้งห้าชนิดพร้อมระบุสรรพคุณทางยาเบื้องต้นกำกับไว้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่หยุดคิดแม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อเขียนเสร็จเธอจึงส่งกระดาษคำตอบให้เจิ้งหลาน หญิงสาวรับมาไล่สายตาอ่านด้วยความเร็ว แต่แล้วใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งก็เริ่มถอดสี มือที่ถือกระดาษสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้
“เป็นไปได้ยังไงกัน!” เธออุทานอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เธอระบุถูกหมดเลย แม้แต่ต้นสุดท้ายที่เป็นต้นกล้าอ่อนของโกฐจุฬาลัมพาซึ่งกลิ่นยังไม่ชัดเจน เธอก็ยังแยกมันออกจากพืชตระกูลจิงเจี้ยชนิดอื่นได้!”
“พืชทุกชนิดมีภาษาของมันค่ะคุณเจ้าหน้าที่เจิ้ง ถ้าเราตั้งใจฟัง... เราจะรู้เองว่ามันคืออะไร” อวี๋เซิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความหนักแน่น คำพูดนี้เหมือนตบหน้าเจิ้งหลานกลางอากาศ เพราะแม้แต่ตัวหล่อนเองที่ทำงานมาสามปียังต้องใช้เวลาพิจารณาอยู่นานกว่าจะจำแนกพืชพวกนี้ได้ครบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความสามารถเหนือชั้นของอวี๋เซิง เสียง ‘ซ่า...’ จากวิทยุสื่อสารเครื่องใหญ่ที่ติดอยู่ที่เอวของเจิ้งหลานก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาพร้อมน้ำเสียงร้อนรน
“แจ้งฐานซงเยว่! หน่วยพิทักษ์ป่าพบกลุ่มควันต้องสงสัยที่หุบเขาทางทิศตะวันออก... มีการปะทะด้วยอาวุธปืน! ทีมเราเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส! ขอกำลังเสริมและทีมแพทย์ด่วน! ...ซ่า...”
อวี๋เซิงชะงักฝีเท้า แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นรัวเมื่อนึกถึงรถจี๊ป BJ212 และแผ่นหลังกว้างของมู่หลินเฟิง
‘จะใช่เขาหรือเปล่า’
ท่ามกลางความตึงเครียด จู่ ๆ อากาศด้านนอกของอาคารสำนักงานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน