Share

บทที่ 8

ภายในตัวอาคารของสำนักงานวิจัยสมุนไพร กลิ่นหอมระเหยของใบสนและรากไม้แห้งอบอวลอยู่ใต้ระบบปรับอากาศที่ถูกตั้งค่าไว้อย่างแม่นยำ

หลินอวี๋เซิงเดินทอดน่องผ่านชั้นวางตัวอย่างพฤกษศาสตร์ สายตาคมปลาบกวาดมองผ่านกระจกนิรภัยที่กั้นกลางระหว่างโลกภายนอกกับตัวอย่างสมุนไพรหายากที่ถูกปลูกไว้ในสภาวะจำลองเท่าที่เทคโนโลยีในยุคนี้จะอำนวย

เธอหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าต้นโสมหิมะต้นหนึ่ง ลำต้นเรียวตั้งตรง ใบห้าแฉกสีเขียวเข้มแผ่กางออกจากก้านเดียวราวฝ่ามือเล็ก ๆ ที่รับแสงอ่อนของผืนป่า

ชิปประสาทในสมองของเด็กสาวเริ่มทำงานทันที ก่อเกิดเป็นแสงสีเขียวจางที่ไม่มีใครมองเห็นวาบผ่านนัยน์ตา

[ตรวจพบพืชสกุล Panax (แพ-แน็กซ์) ระดับสาร ginsenoside (จิน-เซน-โน-ไซด์) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตัวอย่างป่า 15% ประเมินสรรพคุณ: ช่วยฟื้นฟูพลังงานร่างกาย ลดความอ่อนล้า และมีฤทธิ์ปรับสมดุลระบบประสาท]

ข้อมูลที่ระบบประมวลผลออกมานั้นแม่นยำยิ่งกว่าตำราพฤกษศาสตร์เล่มใดในยุคนี้ แต่น่าเสียดายที่สภาพอากาศจำลองในห้องกระจกแห่งนี้ยังขาด “จิตวิญญาณ” ของผืนป่าจริงไปบ้าง หากเป็นโสมที่เติบโตท่ามกลางหยาดน้ำค้างและไอหมอกที่ ปกคลุมยอดเขาซงเยว่ของจริง ฤทธิ์ยาที่สะสมผ่านความชุ่มชื้นและธาตุอาหารในป่าดิบชื้นคงจะรุนแรงและบริสุทธิ์กว่านี้หลายเท่า

“ทุกคนมารวมตัวกันทางนี้!” เสียงประกาศเฉียบขาดของเจิ้งหลานดังสะท้อนก้องโถงวิจัย หล่อนยืนอยู่บนแท่นยกสูง มือถือไมโครโฟนสายพร้อมกวาดสายตาคมดุมาทางเหล่านักเรียนที่กำลังตื่นตาตื่นใจ

“วันนี้ไม่ใช่การมาเดินชมพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการแข่งขันคัดเลือกตัวแทนมณฑลสำหรับการวิจัยสมุนไพรประยุกต์ระดับชาติ”

หญิงสาวหยุดสายตาไปทางกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมซีอันอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับอวี๋เซิงที่ยืนนิ่งสงบผิดกับเด็กคนอื่นที่กำลังกระซิบกระซาบกัน

“กติกาในรอบแรกคือการจำแนกภายใต้สภาวะปิดตาย” เจิ้งหลานประกาศเสียงก้อง “ฉันจะให้พวกเธอส่งตัวแทนออกมาโรงเรียนละหนึ่งคน เข้าไปในห้องทดสอบที่ถูกปิดม่านจนมืดสนิท ภายในนั้นจะมีการจุดกำยานไม้หอมหนาทึบเพื่อจำลองทัศนวิสัยที่เลวร้ายยามหมอกลงจัดในป่าลึก”

สายตาของหล่อนฉายแววดูแคลนขณะมองไปทางเหล่านักเรียนทุกคนที่เธอปรามาสว่าไม่มีทางที่เด็กพวกนี้จะเข้าใจในตัวสมุนไพรอย่างแน่นอนเพราะเธอเองทำงานที่นี่มาจนเข้าปีที่สามยังจำไม่ได้ทั้งหมดเลย

“พวกเธอมีเวลาเพียง 10 นาทีในการระบุสมุนไพรสด 5 ชนิดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ด้านใน โดยห้ามใช้ไฟฉาย ห้ามเด็ดใบหรือดอกมาขยี้ดม ให้ใช้เพียงการสูดดมกลิ่นและการสัมผัสผิวด้านนอกของลำต้นเพียงเท่านั้น หากใครทำเวลาเกินหรือระบุชื่อผิดแม้แต่ชนิดเดียว... จะถูกตัดสิทธิ์!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มนักเรียนทันที ในยุคนี้การทดสอบที่อาศัยสัญชาตญาณดิบแบบนี้ถือเป็นเรื่องโหดหินสำหรับเด็กนักเรียนที่เติบโตมากับตำราและการนั่งในห้องเรียนสี่เหลี่ยม

“ห้ามนำมาขยี้? แถมควันกำยานยังทำให้แสบตาด้วย แล้วพวกเราจะไปแยกออกได้ยังไงกัน” นักเรียนชายจากโรงเรียนสาธิตฯ บ่นอุบพลางเช็ดเหงื่อที่เริ่มซึมตามไรผม

ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเล อวี๋เซิงกลับก้าวออกไปข้างหน้าเป็นคนแรก ท่วงท่าของเธอไม่ได้เร่งรีบแต่กลับดูมีความมั่นคงอย่างประหลาด เจิ้งหลานเหยียดยิ้มมุมปาก แววตาแฝงความท้าทาย

“ใจกล้าดีนี่... โรงเรียนซีอันอันดับหนึ่งงั้นเหรอ? อย่าทำให้ชื่อเสียงอันดับหนึ่งของมณฑลต้องมาเสียชื่อที่นี่ก็แล้วกันนะสาวน้อย”

อวิ๋นเซิงไม่คิดตอบโต้ เธอทำเพียงยิ้มบางออกมาเล็กน้อย ซึ่งการกระทำแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวนี้ยิ่งทำให้เจิ้งหลานได้แต่ กำหมัดของตนเอาไว้แน่น เนื่องจากหล่อนเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดและทำไมถึงไม่ชอบหน้าเด็กคนนี้เอาเสียเลยทั้งที่เพิ่งจะเคยเจอกันเป็นครั้งแรก

ภายในห้องทดสอบที่ปิดม่านไม้ไผ่หนาทึบจนแสงลอดเข้ามาไม่ได้ ควันจากกำยานไม้จันทน์ม้วนตัวเป็นเกลียวหนาแน่นจนมองเห็นไม่เกินระยะหนึ่งช่วงแขน อวี๋เซิงเดินเข้าไปท่ามกลางความเงียบงัน กลิ่นควันค่อนข้างฉุนจนชวนให้แสบจมูก ทว่าเธอกลับหลับตาลงชั่วครู่เพื่อให้ประสาทสัมผัสอื่นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด

[แจ้งเตือน: ตรวจพบอนุภาคโมเลกุลในอากาศ... เริ่มการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกลิ่นสมุนไพรสดเปรียบเทียบฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์]

ขณะชิปประสาทของเธอทำการประมวลผล อวี๋เซิงก็ยังคงก้าวเดินผ่านกลุ่มควันสีขาวขุ่นไปอย่างแผ่วเบา เธอหยุดลงตรงหน้ากระถางสมุนไพรต้นแรก กลิ่นหอมฉุนคล้ายมิ้นต์ผสมโหระพาลอยแตะปลายจมูก ลำต้นสี่เหลี่ยมมีขนอ่อนละเอียดซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชวงศ์สะระแหน่ เธอไม่จำเป็นต้องสัมผัสใบก็รู้ได้ทันที

“ต้นแรก... จื่อซู ฤทธิ์อุ่น ช่วยกระจายความเย็น แก้หวัดและขับลม” อวี๋เซิงพึมพำแผ่วเบาพร้อมกับจดจำเอาไว้ในสมองเนื่องจากสถานที่แห่งนี้มืดเกินกว่าจะจดบันทึกลงในกระดาษ คำตอบได้นั่นเอง

จบจากต้นแรกเด็กสาวก็เคลื่อนที่ต่อไปยังจุดที่สอง สาม และสี่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จนกระทั่งถึงกระถางที่ห้า... จุดนี้ตั้งอยู่มุมห้องที่อากาศค่อนข้างอับและควันกำยานอวลหนามากที่สุด กลิ่นของพืชชนิดนี้เจือจางมากจนแทบไม่ได้กลิ่นอะไรเลย

อวี๋เซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ สูดดมกลิ่นดินชื้นและกลิ่นยางไม้จาง ๆ ที่แฝงมากับอากาศ

“ต้นสุดท้าย... กลิ่นหอมลึกและเย็นจัดแบบนี้ ลำต้นมีร่องตามยาวชัดเจน... มันคือโกศจุฬาลัมพาไม่ผิดแน่” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางบันทึกลงสมองอย่างรวดเร็ว “พืชตระกูลจิงเจี้ย ชนิดนี้มีฤทธิ์เย็นจัด ช่วยขับความร้อนในเลือดและเป็นสมุนไพรหลักในการสยบไข้ป่า หากใช้ส่วนใบและช่อดอกจะได้สรรพคุณสูงสุดในการฆ่าเชื้อ”

เธอยืนนิ่งเพื่อทวนรายชื่อสมุนไพรทั้งห้าชนิดในใจอีกครั้งให้แม่นยำ ก่อนจะหมุนตัวเดินฝ่าม่านควันกำยานที่เริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ กลับออกไปยังประตูกระจกบานเดิม

ภายนอกห้องทดสอบ เจิ้งหลานจ้องมองนาฬิกาจับเวลาแบบไขลานในมืออย่างตั้งใจ เข็มวินาทียังเดินไปไม่ถึงครึ่งทางของเวลาที่กำหนดด้วยซ้ำ แต่ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กสาวร่างบางที่เดินออกมาด้วยท่าทางปลอดโปร่ง ไม่มีอาการสำลักควันหรือขยี้ตาเหมือนที่เจิ้งหลานคาดหวังจะเห็น

“เสร็จแล้วเหรอ? อย่าบอกนะว่าถอดใจตั้งแต่นาทีแรก” เธอเลิกคิ้วถามพลางเหยียดยิ้มข่ม

อวี๋เซิงไม่ตอบ แต่เธอกลับเลือกเดินตรงไปยังโต๊ะวางกระดาษคำตอบที่จัดเตรียมไว้ท่ามกลางสายตารอลุ้นของเพื่อนนักเรียนและสายตาจับผิดของคณะกรรมการ

มือเรียวหยิบปากกาลูกลื่นขึ้นมาสะบัดปลายปากกาเขียนชื่อสมุนไพรทั้งห้าชนิดพร้อมระบุสรรพคุณทางยาเบื้องต้นกำกับไว้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่หยุดคิดแม้แต่วินาทีเดียว

เมื่อเขียนเสร็จเธอจึงส่งกระดาษคำตอบให้เจิ้งหลาน หญิงสาวรับมาไล่สายตาอ่านด้วยความเร็ว แต่แล้วใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งก็เริ่มถอดสี มือที่ถือกระดาษสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้

“เป็นไปได้ยังไงกัน!” เธออุทานอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

“เธอระบุถูกหมดเลย แม้แต่ต้นสุดท้ายที่เป็นต้นกล้าอ่อนของโกฐจุฬาลัมพาซึ่งกลิ่นยังไม่ชัดเจน เธอก็ยังแยกมันออกจากพืชตระกูลจิงเจี้ยชนิดอื่นได้!”

“พืชทุกชนิดมีภาษาของมันค่ะคุณเจ้าหน้าที่เจิ้ง ถ้าเราตั้งใจฟัง... เราจะรู้เองว่ามันคืออะไร” อวี๋เซิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความหนักแน่น คำพูดนี้เหมือนตบหน้าเจิ้งหลานกลางอากาศ เพราะแม้แต่ตัวหล่อนเองที่ทำงานมาสามปียังต้องใช้เวลาพิจารณาอยู่นานกว่าจะจำแนกพืชพวกนี้ได้ครบ

ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความสามารถเหนือชั้นของอวี๋เซิง เสียง ‘ซ่า...’ จากวิทยุสื่อสารเครื่องใหญ่ที่ติดอยู่ที่เอวของเจิ้งหลานก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาพร้อมน้ำเสียงร้อนรน

“แจ้งฐานซงเยว่! หน่วยพิทักษ์ป่าพบกลุ่มควันต้องสงสัยที่หุบเขาทางทิศตะวันออก... มีการปะทะด้วยอาวุธปืน! ทีมเราเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส! ขอกำลังเสริมและทีมแพทย์ด่วน! ...ซ่า...”

อวี๋เซิงชะงักฝีเท้า แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นรัวเมื่อนึกถึงรถจี๊ป BJ212 และแผ่นหลังกว้างของมู่หลินเฟิง

‘จะใช่เขาหรือเปล่า’

ท่ามกลางความตึงเครียด จู่ ๆ อากาศด้านนอกของอาคารสำนักงานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 203

    “ขึ้นมา”หญิงสาวชะงัก“อะไรนะ”“ฉันไม่มีเวลาพูดซ้ำ”อวี๋เซิงมองแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างนิ่งงัน ภาพบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ เขาเคยแบกเธอเดินฝ่าสายฝนกลับบ้านฉับพลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวนี่มันอะไรกัน… โลกวันสิ้นโลกคือความจริง หรือชีวิตในซงเยว่ต่างหากที่เป็นจริง แต่สุดท้ายอ

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 202

    ความหนาวเย็น… คือสิ่งแรกที่อวี๋เซิงรู้สึกได้ มันเย็นจนเหมือนเลือดทั้งร่างกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง กลิ่นสนิม กลิ่นเลือดและควันดินปืนอวลอยู่เต็มโพรงจมูก เสียงระเบิดดังอยู่ไกลออกไปเป็นระยะ พร้อมเสียงกรีดร้องของบางสิ่งที่ไม่เหมือนมนุษย์เปลือกตาของเธอสั่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 201

    แสงอาทิตย์ยามเย็นทาทาบบนยอดเขายุงเฟรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อากาศที่นี่หนาวเหน็บและบริสุทธิ์จนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง อวี๋เซิงในวัยเลขหกที่ยังคงดูสง่างามและมีสุขภาพแข็งแรงจากการดูแลตัวเองอย่างดี ยืนอยู่บนระเบียงไม้ของที่พักสไตล์ชาเล่ต์ เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยผ้าพันคอขนสัตว์ที่มู่หลิน

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 200

    สิบสองปีต่อมา…สายฝนฤดูร้อนกำลังตกโปรยปรายเหนือเกาะซงเยว่ ทะเลสีเข้มกระเพื่อมเป็นระลอกอยู่ใต้ท้องฟ้าหม่น ขณะที่อาคารสีขาวขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาของเกาะกำลังส่องแสงเรืองรองท่ามกลางสายฝน“ศูนย์วิจัยชีวการแพทย์ซิงหลาน” สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหัวใจทางการแพทย์แห่งใหม่ของประเทศ ภายในอาคารหลัก

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 199

    แสงแดดยามเช้าของเกาะซงเยว่ทอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้าสู่ห้องนอนกว้าง พร้อมกับกลิ่นลมทะเลพัดตามสายลมเข้ามาคลอเคล้ากับเสียงคลื่นที่ดังอยู่ด้านนอกบนเตียงขนาดใหญ่มู่หลินเฟิงกำลังจะลืมตาตื่น...แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว…ตุ้บ!อะไรบางอย่างก็กระโจนทับลงบนอกเขาเต็มแรง“พ่อครับ! ตื่นได้แล้ว!”เสียงเด็กผู้ชา

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 198

    สามปีหลังเหตุการณ์ทะเลหลงซา หิมะบางเบากำลังโปรยปรายเหนือมหานครเซี่ยงไฮ้ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนกระจกหน้าต่างห้องทำงานชั้นบนสุดของ “เสิ่นกรุ๊ป เมดิคอล” จนเกิดเป็นภาพเมืองยามค่ำที่งดงามราวทะเลดวงดาวภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ เสิ่นอวี้เหิงยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะเอกสาร แฟ้มประชุมกองพะเนินสูงเกือบถึงแขน โทรศัพท

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status