LOGINแป่ว! แต่เงินในกระเป๋าเริ่มร่อยหรอ เธอต้องทำรายงานให้ลูกค้า อยากขอลายเซ็นรุ่นพี่ก็อยาก แต่ปากท้องก็รออยู่ ประวัติรุ่นพี่ไปลอกจากเพื่อนๆ ในห้องเอาก็แล้วกัน
เธอเป็นคนมีเพื่อนน้อยมากๆ เพราะเลิกเรียนแล้วจะมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด กัลยาเองก็เข้าใจไม่เคยเซ้าซี้ให้เธอต้องไปโน่นไปนี่ด้วย
เธอต้องขยัน เพราะนอกจากรับจ๊อบทำรายงานแล้ว เธอยังต้องไปหา
ชื่อจุลินทรีย์เพราะต้องรายงานหน้าห้องคนแรกน่ะสิ อาจารย์ให้หยิบฉลากรายงานหน้าชั้นเรียนแบบไม่เรียงตามรหัส แล้วเธอก็เป็นคนแรกอีกแล้ว ขนาดชื่อนำหน้าด้วย อ. อ่าง อะไรๆ ก็คนแรกตลอด...“เอ... อยู่ไหนนะ” อันดามองหาหมวดหมู่หนังสือที่เธอต้องการ
ก่อนจะอมยิ้ม มันอยู่ตรงนั้นนั่นเอง แต่มันอยู่สูงมากเธอสูงแค่ร้อยหกสิบเซนติเมตร เตี้ยบรรลัยเลยล่ะ อยากเกิดมาสูงบ้างจัง
เธอเอื้อมไปหยิบไม่ถึง แต่จู่ๆ ก็มีมือของใครคนหนึ่งมาเอื้อมหยิบให้
พอหันไปมองแล้วถึงกับตาโตวายุ! นั่นเอง บังเอิญเจอเขาอีกแล้ว เธอขวยเขินขณะรับหนังสือมาจากมือเขา แผ่นหลังแนบไปกับชั้นหนังสือ ร่างกายเขาแนบชิดเข้ามาในระยะที่ลมหายใจเป่ารดกัน
“เอาเล่มนี้หรือเปล่า”
“อือ... เล่มนี้ล่ะ”
เธอก้มหน้างุด ใจเต้นแรงกระหน่ำ แทบหลุดออกมานอกอก
อันดาเอ๊ย! ทำไมหัวใจถึงได้เต้นแรงอย่างนี้
สารเอ็นดอร์ฟินแทบหลั่งออกมาท่วมความรัก
เธอขวยเขิน ลูบท้ายทอยไปมา เดินแข้งขาพันกันไปหมด
“โอ๊ย!” ร่างอวบหันไปชนเข้ากับชั้นหนังสือ ก่อนจะกุมหน้าผากตัวเองเบาๆ ซุ่มซ่ามเหลือเกิน อับอายขายหน้าอย่างที่สุด
“หัวโนเลย เจ็บไหม” เขาดึงมือเธอออกห่าง ก่อนจะเป่าหน้าผากนูนเกลี้ยงเบาๆ แล้วยิ้มใส่ตา อันดาอยากจะกรีดร้องให้ลั่นห้องสมุด
ทำไมต้องมาทำอะไรฟินๆ แบบนี้ด้วยนะ เธอจะเป็นลมอยู่แล้ว
“เดินระวังหน่อยสิ ซุ่มซ่ามจริงเชียว” เขาเหมือนดุแต่ไม่ดุเลย สีหน้าท่าทางดูเป็นห่วงเป็นใยมากกว่า
“นั่งรอตรงโน้นก่อนนะ” เขาชี้ไปยังโต๊ะด้านในสุด ในห้องสมุดเงียบมากๆ ไม่มีนักศึกษาเลย เธอเดินไปนั่งรอเขาอย่างใจจดจ่อ เขากลับมาอีกครั้ง
พร้อมผ้าเช็ดหน้าที่ห่อด้วยน้ำแข็ง เพื่อประคบที่หน้าผากของเธอ“เป็นไงบ้าง” เขาเอ่ยถามเสียงนุ่มหู
“ไปเอาน้ำแข็งมาจากไหนเหรอ” คนถามแอบมองตาลอย ลอบกลืนน้ำลายลงคอ กลิ่นกายผู้ชายทำไมหอมแบบนี้นะ
อันดา! แกหื่นอีกแล้ว
บ้าน่า โอ๊ย! รู้สึกเหมือนตัวจะแตกเลย
มันพองโตไปหมด ได้อยู่ใกล้กับผู้ชายที่ชอบ ได้มองหน้าระยะประชิด ลมหายใจเป่ารดหน้าเธอยังกับอ่านนิยายอีโรติก ฉากนั้น จ๊าก!
เธอกะพริบตาปริบๆ ดึงสติกลับมาอันดา อย่าหื่นให้มันมากนัก
แกเป็นผู้หญิงยิงเรือนะ แต่คนอะไรหล่อลากดิน ผิวขาวจั๊ว เนียนละเอียด กว่าผู้หญิงเสียอีก เธอเคยคิดว่าเขาไม่น่ามาเรียนสถาบันบ้านนอกคอกนาต่างจังหวัดแบบนี้เลย“พี่บรรณารักษ์เขาเปิดตู้เย็นเอาน้ำแข็งให้น่ะ” เขาตอบเสียงนุ่ม
เธอแอบคิดว่าใช่น่ะสิ คนหล่อหน้าตาดีอย่างเขา เอ่ยปากให้สาวๆ ช่วยอะไร ไม่ว่าจะสาวน้อยสาวใหญ่ก็อยากช่วยเขากันทั้งนั้น“ดีขึ้นไหม” เขาเอ่ยถามก่อนจะเป่าเบาๆ ที่หน้าผากของเธอ
“ดีขึ้นแล้วล่ะ” เธอก้มหน้าตอบ แก้มแดงปลั่ง
“ทีหลังเดินระวังหน่อยนะ เป็นห่วง...” คำว่า ‘เป็นห่วง’ เบาแสนเบา
เธอเลยเงยหน้าขึ้นมองเขาเหมือนไม่แน่ใจว่าเขาพูดอะไร“อะไรนะ ประโยคหลังฟังไม่ชัดเลย” เธอเงยหน้าถาม แต่เขาหันไป
เปิดหนังสือแทน อันดาเลยต้องปิดปากเงียบอันดามองผู้ชายที่แอบชอบแล้วอมยิ้ม
เขาทำให้เธอใจแตก เอากลับไปฝันทุกคืน บ้าจริงเชียว
เธอรู้ดีว่าตัวเองอาการหนักหน่วงแค่ไหน เพราะทุกลมหายใจเข้าออก คิดถึงแต่ผู้ชายคนนี้
“ทำรายงานเหรออันดา”
“จ้ะ อาจารย์สั่งน่ะ เราต้องพรีเซนต์คนแรก”
“พรีเซนต์คนแรกเราว่าดีนะ ไม่ตื่นเต้นมากนัก มันจะได้จบๆ ไป
ไม่ต้องรอลุ้น อีกอย่างหนึ่งคนที่ออกไปเป็นคนแรกอาจารย์ไม่ค่อยหักคะแนน”“เราก็ชอบพรีเซนต์คนแรกนะ ไม่อยากรอลุ้นน่ะ” ถึงไม่ได้หยิบฉลาก อาจารย์บางคนก็จะเรียกให้นักศึกษาที่สมัครใจพรีเซนต์งานเป็นคนแรก
ออกไปก่อน เธอลุยแหลก ออกไปเป็นคนแรกเสมอ ในขณะที่เพื่อนๆ ตื่นเต้น ไม่มีใครกล้าออกไปเลยสักคนเดียว“แล้วนี่ล่ะ อาจารย์สั่งให้ทำเหมือนกันเหรอ” เขาเอ่ยถาม
“ไม่ใช่หรอก เรารับจ๊อบทำรายงานให้นักศึกษาในสถาบันด้วย”
“ขยันจัง รู้จักหาเงิน”
“ต้องขยันสิเดี๋ยวอดตาย บ้านเราจนจะตายไป” อันดาไม่รู้ตัวว่าทำไม
ถึงบอกเขาไปเช่นนั้น แต่เธอไม่ได้รู้สึกอายเลยนะ เขาเองก็ไม่ได้มองเธอ แบบดูถูกด้วยสิ เธอเลยเปิดปากพูดเรื่องฐานะทางบ้านของตัวเองให้เขาฟัง“เอางี้ไหม ถ้ามีนักศึกษาอยากจ้างทำรายงานเราจะแนะนำให้มา
หาอันดา”“ขอบใจนะ” เธอดีใจจนรีบเขย่าแขนของเขาไปมาอย่างขอบคุณ ก่อนจะรีบดึงมือหนี กัดปากตัวเองเบาๆ เพราะเผลอตัว เขายิ้มเอ็นดูให้คนซื่อๆ
แสนน่ารักตรงหน้า“ไม่เป็นไร แล้วบ้านอันดาทำอะไรเหรอ”
“บ้านเราเหรอ เป็นชาวนาน่ะ ทำสวนทำไร่ กรีดยาง บ้านนายล่ะลม
ทำอะไร”“ทำหลายอย่างแต่ก็ทำเกษตรด้วยนะ”
“ทำเกษตรด้วยเหรอ” เธอถามอย่างสนใจ มองหน้าเขาแล้วยิ้ม
เธอไม่รู้ตัวสักนิดว่ายิ้มจนแก้มพองแค่ไหนขณะสนทนาปราศรัยกับเขา“พ่อแม่เราปลูกไม้กฤษณาน่ะ”
“ไม้กฤษณาเหรอ เคยได้ยิน ไม้หอมน่ะเหรอ”
“อือ...”
“เขาว่าต้นหนึ่งเป็นแสนๆ เลยนะ” เธอทำตาโต
“แล้วแต่ขนาดของต้นน่ะ บางต้นก็ไม่ถึง”
“ปลูกแล้วไม่ผิดกฎหมายเหรอ เห็นแถวบ้านเรา ใครตัดไม้กฤษณา
บนภูเขาผิดกฎหมาย” บ้านเธออยู่ใกล้เทือกเขาสันกาลาคีรี ที่นั่นมีต้นไม้เยอะ อุดมสมบูรณ์มากๆ ตอนเด็กๆ เธอยังเคยขึ้นเขากับบิดามารดาบ่อยๆ แต่หลังๆ พอมาเรียนหนังสือก็ไม่ได้ขึ้นเขาอีกเลยปู่ทวดของเธอมีที่ดินแถบนั้นสองร้อยกว่าไร่ แต่ติดป่าสงวน พวกคน
รุ่นก่อนๆ ไปปลูกทุเรียน สะตอ ลำแข และผลไม้เอาไว้มากมาย ทุเรียนที่นั่นรสชาติไม่เหมือนที่ไหน อร่อยมาก หวานมัน อาจเพราะปุ๋ยจากต้นไม้ใบหญ้า ที่ทับถมกันอยู่ใต้โคนต้นนั่นเอง แถมดินบนเทือกเขายังอุดมสมบูรณ์อีกด้วย“ขออนุญาตให้ถูกต้องก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”
“ที่ดินที่ใช้ปลูกเยอะไหมลม” เธอถามเขากลับบ้าง
“ไม่เยอะหรอก ที่ดินของพ่อแม่น่ะ” เขาพูดอย่างถ่อมตัว
“อันดาลายมือสวยมากเลยนะ” เขามองลายมือของเธอขณะนั่งเขียนรายงานกับเขาและคุยกันไปด้วย
“ตอนเด็กๆ อันดาคัดลายมือได้ที่ 1 นะจะบอกให้” เธอเริ่มกล้าคุยกับเขามากขึ้น กล้ามองหน้าเขาตรงๆ แล้วยิ้มเขิน ไม่รู้ตัวสักนิดว่ากิริยาของเธอ
อยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา วายุมองเธอด้วยสายตาอบอุ่นทุกครั้งที่คุยด้วย“ลายมือเราไม่เอาไหนเลยล่ะ” วายุพูดแล้วหัวเราะเบาๆ
“ลมไม่กลับบ้านเหรอ” เธอถามอย่างสงสัยเพราะนี่ก็เย็นแล้ว
“ยัง... ว่าจะหาหนังสืออ่านน่ะ”
“แล้วเพื่อนลมไปไหนหมดล่ะ”
“กลับบ้านกันหมดแล้วครับ”
“อ้อ...” เธอยิ้มให้เขา
“อันดาชอบมาห้องสมุดเหรอ”
“ใช่ ถ้าไม่ไปไหนหรือต้องไปเรียนก็จะขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด อันดา
ต้องทำงานพิเศษจ้ะ เดี๋ยวเราทำงานเสร็จจะช่วยพี่ๆ ที่ห้องสมุดต่อ”“ขยันจัง” เขามองเธออย่างทึ่งๆ
“ไม่ขยันก็อดตายสิ แม่เราให้เงินอาทิตย์ละสองร้อยเองนะ” เธอเพิ่งรู้ว่าหลุดปากออกไป รอบนี้อายจริงๆ แต่พอมองหน้าเขา วายุไม่ได้มีสีหน้าดูถูกเลย
“เราใช้เงินเดือนละหมื่นยังไม่พอเลย ขอที่บ้านเพิ่มประจำ” เขาหัวเราะเบาๆ เธอถึงกับตาโต
“เดือนละหมื่นนั่นเท่ากับเงินที่เราใช้เกือบปีหนึ่งเลยนะ”
“อันดาเก่งนะ รู้จักใช้เงิน เราใช้เงินเยอะมากในแต่ละเดือน” คนพูด
ชื่นชมไม่น้อย“หยิกตัวเองทำไม เจ็บแย่ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูว่าไม่ได้ฝัน” วายุพูดจบก็รวบร่างอวบเข้าไปกอดเอาไว้ ก่อนที่เขาจะจับท้ายทอยของเธออย่างมั่นคง บดจูบลงไปยังกลีบปากอวบอิ่ม เธอตาโต จิกมือกับคอเสื้อของเขาแล้วหลับตาพริ้มเขาผละออกห่างแล้วเธอจึงเห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ วายุยิ้มใส่ตา ก่อนที่เขาจะพาเธอเดินไปหยุดที่โต๊ะรับประทานอาหารที่ปูด้วยผ้าสีขาว มีแจกันดอกไม้สีชมพูหวานแหวว“นั่งสิอันดา”“นี่มันอะไรคะ” เธองงเป็นไก่ตาแตก“ลมเป็น บ.ก. ของสำนักพิมพ์ที่อันดาส่งงานมาพิมพ์นั่นแหละ”“ลมเป็น บ.ก.” เธอทวนคำ“ครับ”“แสดงว่าที่งานอันดาผ่านเพราะลมช่วยเหรอ”“ไม่ใช่ครับ เพราะงานของอันดามันดีจริงๆ ครับ”“เอ่อ... แล้วเรื่องเงินล่ะค่ะ”“มันเป็นค่าตอบแทนที่อันดาจะได้รับอยู่แล้วครับ”“ลมช่วยอันดา” เธอซาบซึ้งใจ ถึงแม้เขาจะปฏิเสธ แต่เธอคิดว่าเขาช่วย เธอรู้สึกว่าก้อนอะไรมันแล่นขึ้นมาจุกที่อก มันคือก้อนแห่งความตื้นตันจนแทบจะร้องไห้ เขาไม่ได้ไปไหน หลายปีแล้วที่เธอเฝ้าคิดถึง แต่เขาก็ยังอยู่ ยังอยู่ข้างๆ เธอ“ได้คำตอบหรือยังครับเด็กขี้แย อายุสามสิบกว่าแล้วนะ ถ้าจะสละโสดก็ต้องรีบๆ เข้านะ เดี๋ยวไม
“อันดา ขอนอนด้วยสิ”“คะ?” เธออุทานมองหน้าเขา บิดามารดาเข้านอนหมดแล้ว วายุแค่ไปไหว้และพวกท่านก็หลับไปอีกครั้ง หลังจากตื่นขึ้นมาตอนเธอรถขับเข้ามาจอดในบ้าน สุขภาพของพวกท่านไม่ค่อยดี จึงนั่งสนทนานานๆ ไม่ได้“ลุงเริญกับป้าปริกไม่อยู่ ลมไม่มีกุญแจเข้าบ้าน ถ้าอันดาไม่ให้นอน ลมคงไปนอนหน้าบ้านลุงกับป้าให้ยุงกัดจนเป็นไข้เลือดออก” เขาทำเสียงน่าสงสาร“จ้ะ ลมอาบน้ำก่อนไหม” เขาพูดแบบนั้นเธอเลยปฏิเสธไม่ได้ จะไล่เขาไปก็ดูจะใจดำจนเกินไป“อาบหน่อยก็ดี จะได้ไม่เหนียวตัว อันดาขยันนะ ต่อเติมบ้านใหม่ให้พ่อแม่ด้วย”“รู้ได้ไงว่าอันดาทำ” เธอมองเขาอย่างสงสัย“เดาเอาน่ะ อันดาเป็นคนกตัญญู” เขารับผ้าขนหนูมาถือเอาไว้ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เธอจึงไปหาเสื้อผ้าของบิดามาให้เขาเปลี่ยนเดินมาอีกรอบเขาก็นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำ หยดน้ำที่เกาะพราวไปทั่วตัวและร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเป็นมัดๆ ทำเธอต้องลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกขัดเขินจนต้องเบือนหน้าหนี แก้มร้อนผ่าวอย่างปัจจุบันทันด่วน“เสื้อผ้าของพ่อน่ะ พอจะใส่ได้ไหม”“ได้ครับ” เขายื่นมือมารับ ก่อนรวบมือเธอเอาไว้ด้วย“อุ๊ย!” อันดาอุทาน เงยหน้าขึ้นมอง หน้าแดงก่ำ เขาขยับใบ
“วันเกิดเดือนหน้าอยากได้ของขวัญอะไรครับ” วายุเอ่ยถามน้องสาวคนสวย คนฟังตาโตทันที เอ่ยถามอย่างรู้ทัน“มาแนวสายเปย์แบบนี้จะให้น้องช่วยอะไรคะ”“ช่วยนัดว่าที่พี่สะใภ้มารับประทานอาหารหน่อย”“พี่อันดาน่ะเหรอคะ”“ครับ”“ทำไมคุณ บ.ก. อมยิ้มไม่นัดเองล่ะคะ”“ให้เลขาฯ คนสวยนัดให้ดีกว่า”“เห็นแต่รูปในบัตรประชาชน ไม่เคยเห็นตัวจริง พี่อันดาจริงๆ เป็นคนยังไงคะ”“เป็นคนสวย”“แน่ะ! ชมว่าสวย ถ้าเขาไม่สวยไม่ชอบเหรอ”“เป็นคนน่ารัก” คนพูดอมยิ้ม“นิสัยน่ารักหรือหน้าตาน่ารักคะ”“ทั้งสองอย่าง”“เชื่อเลยค่ะว่าเวลาคนเรามีความรัก หรือชอบใครสักคน คนที่เราชอบจะหน้าตาดี” นลินอมยิ้ม“เป็นคนกตัญญู” วายุชื่นชมผู้หญิงที่เขารักจากใจ อันดาในอดีตเป็นเช่นไร ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น เธอไม่เคยเปลี่ยน และสำหรับเขา เธอน่ารักเช่นไร ก็ยังน่ารักเช่นนั้น“อันนี้เชื่อค่ะ ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ผู้หญิงดีๆ แบบนี้หายากนะคะ เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพ่อแม่ ถ้าเป็นคนอื่นหนีไปมีความสุขคนเดียวดีกว่า ที่บ้านก็เต็มไปด้วยหนี้”“แล้วที่สำคัญสุด ทำกับข้าวอร่อย”“อันนี้คงต้องลองชิมกันแล้วล่ะค่ะว่าจะอร่อยจริงสมคำร่ำลือหรือเปล่า”“เดี๋ยวก็ได้ชิม
เขาว่าในชีวิตมีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นสลับกันไป เหมือนความทุกข์และความสุขไหลวนเข้ามาประดุจดั่งเพื่อนที่ไปมาหาสู่ แต่ไม่ได้อยู่กับเรานานมารดาต้องผ่าตัดอีกหลายครั้งเพราะก้อนเนื้อที่แม้จะไม่ใช่เนื้อร้ายแต่พอตัดเนื้องอกส่วนนั้นออกไป มันก็งอกกลับขึ้นมาใหม่การเดินทางที่ไกลเพราะต้องไปหาหมออีกจังหวัดหนึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงทำให้อันดาต้องขยันเขียนนิยายส่งสำนักพิมพ์ และทำหน้าที่การเป็นครูอย่างเต็มที่วันเวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี คนเดียวที่เธอรู้สึกว่าพึ่งพิงได้ไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุขคือ บ.ก. อมยิ้ม เขาคอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ และคอยทำให้เธอหัวเราะได้ แล้ววันที่ต้องตัดสินใจก็มาถึง เมื่อบิดาล้มป่วยลงอีกคน และมารดาก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง อันดาเลยตัดสินใจที่จะลาออกจากงานประจำมาดูแลพวกท่านทั้งสองคนเธอยอมรับว่าใจหายและร้องไห้เมื่อเห็นลูกศิษย์หลายคนวิ่งมากอด ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุมัติใบลาออกให้เธอพร้อมด้วยการที่เธอหาครูคนใหม่มาสอนแทน นั่นคือรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยที่กำลังหางานทำอยู่นั่นเองการออกจากงานประจำนั้นมันทำให้รู้สึกโหวงแปลกๆ เพราะจากที่เคยต้องตื่นตั้งแต่เช้ารีบร้อนไปโ
“เราเหรอ มาเป็นครูแล้วก็กำลังจะเป็นนักเขียนมือสมัครเล่นด้วย” อันดาเล่าเรื่องงานเขียนให้เพื่อนรักฟัง กัลยาฟังแล้วอมยิ้ม เธอจดจำเรื่องราวของเพื่อนทุกอย่างเอาไว้ในสมอง สนับสนุนเพื่อนหากว่าเพื่อนทำอะไรแล้วมีความสุขกัลยาคุยกับอันดาอยู่พักใหญ่ก่อนจะวางสาย อันดามองสมุดบันทึกของตัวเองแล้วอมยิ้ม เธอจะเขียนให้ได้ทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย สักวันมันก็ต้องจบเรื่องจนได้“ครูคะ มีคนฝากซาลาเปามาให้ค่ะ” อันดาสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิดของตนเอง เธอนั่งอยู่ในห้องพักครู หลังจากตรวจการบ้านเสร็จก็คิดเรื่องพลอตนิยายว่าวันนี้จะเขียนอะไรต่อดี“ใครกันจ๊ะ” อันดาเอ่ยถามนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองที่กำลังยืนยิ้มอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะทำงานของเธอนัก“หนูไม่รู้ค่ะ มีคนฝากมาอีกที นี่โน้ตค่ะคุณครู”“ขอบใจจ้ะ” เธอกล่าวขอบคุณ ก่อนจะอ่านโน้ตเล็กๆ ใบนั้นแล้วอมยิ้ม“กินให้อร่อยนะครับคุณครู”“ใครกันนะ” เธอมองซาลาเปาลูกโตน่ากินแล้วค่อยๆ บิดูไส้ด้านใน เห็นว่าเป็นไส้หมูสับหอมกรุ่น มีเห็ดมีไข่เค็ม รสชาติหอมหวนทำเธอน้ำลายสอ พอชิมเข้าไปคำแรก แป้งนิ่ม ไส้กลมกล่อมอร่อยจนต้องกัดคำต่อๆ ไปเธอชอบกินซาลาเปาไส้หมูมากๆ ชักอยากรู้แล้วสิว่
“หนูจะจำคำของพ่อเอาไว้จ้ะ”“นอนได้แล้ว ฝันดีนะลูกรัก”พลห่มผ้าให้บุตรสาวอย่างเบามือ“พ่อคะ”“ว่าไง”“หนูว่าจะไปสอนหนังสือ”“ก็เอาสิ”“จะลองไปสอบดู หนูไม่ได้เรียนครูมานะจ๊ะ แต่หนูจบวิทยาศาสตร์ ทางโรงเรียนต้องการครูสอนวิทยาศาสตร์ น่าจะไม่มีปัญหานะจ๊ะ”“ลองดูนะ อยากทำอะไรก็ทำเลย หนูเป็นคนเก่ง เรียนจบมาได้เพราะตัวหนู พ่อเองก็ละอายใจที่ไม่เก่งเหมือนพ่อคนอื่นเขา แถมยังเป็นหนี้เป็นสินมากมายขนาดนี้”“พ่ออย่าว่าตัวเองเลยจ้ะ ทุกคนย่อมผิดพลาดกันได้ หนูจะใช้หนี้ให้พ่อกับแม่เอง” อันดาขยับศีรษะไปนอนหนุนตักอุ่นๆ ของบิดา หลับตาพริ้มให้ท่านลูบศีรษะไปมาเบาๆคนแถวบ้านเริ่มถามกันว่าเรียนจบมาจะทำงานอะไร อันดาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของพี่คนหนึ่งที่เคยเล่าให้เธอฟัง สเต็ปการถามของคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านคือ เรียนอะไร เรียนจบจะทำอะไร คงไม่ใช่เอาใบปริญญามาแขวนไว้ตรงฝาบ้านหรอกนะ พอทำงานก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมีแฟน เมื่อไหร่จะแต่งงาน พอแต่งงานก็จะถามว่าเมื่อไหร่จะมีลูก พอมีลูกคนแรกก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมีลูกคนที่สอง พี่คนนั้นพูดถูก ชีวิตเป็นของเราทำไมต้องไปแคร์ลมปากคนอื่นด้วยรุ่งเช้าของวันใหม่ อันดาไปสมัครงา







