INICIAR SESIÓN“ดี ดีมาก เช่นนั้นเจ้าขับเกวียนเข้าไปอีกหน่อย เดี๋ยวข้าจะแจ้งให้หัวหน้าพ่อครัวออกมารอรับแล้วนำไปชั่งน้ำหนัก เนื้อพวกนี้ต้องจัดการทันทีไม่สามารถปล่อยเอาไว้นาน ๆ ได้ เพราะจะทำให้เนื้อด้อยคุณภาพ”
“ขอรับหลงจู๊”
อั้นปาขับเกวียนไปยังด้านหลัง เมื่อไปถึงก็พบว่ามีหัวหน้าพ่อครัวยืนรออยู่แล้ว ทุกส่วนของสัตว์อสูรวิญญาณสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทำให้มีราคาแพง หมูป่าอสูรวิญญาณถึงแม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำแต่ยังสามารถขายได้ถึงจินละ 50 ตำลึง ทั้งสองตัวมีน้ำหนักรวมกัน 1,000 จิน ขายได้เงิน 50,000 ตำลึง เงินจำนวนนี้สำหรับชาวบ้านธรรมดาถือว่าเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้วเงินจำนวนนี้ไม่พอให้พวกเขาแลกเปลี่ยนเป็นศิลาวิญญาณเพื่อใช้ในการฝึกฝนเลยด้วยซ้ำ
หลังจากรับเงินจากหลงจู๊แล้วสองพ่อลูกก็ขับเกวียนมุ่งหน้าไปตลาด อั้นปาซื้อของตามความต้องการของลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าสำหรับทำเสื้อผ้าใหม่ให้กับทุกคนในบ้าน ข้าวสาร แป้ง เครื่องปรุง เครื่องเทศ น้ำมัน น้ำตาล เกลือ ผ้าห่ม ของใช้จำเป็นในบ้านทุกอย่างที่บ้านสกุลฉือขาดแคลน วันนี้อั้นปาได้ซื้อจนครบ นอกจากนี้เขายังซื้อข้าว แป้งสาลี แป้งข้าวโพด กลับไปเป็นจำนวนมากตามความต้องการของอั้นจิ่ว สิ่งของที่ซื้อมาในวันนี้ถูกเก็บเอาไว้ในถุงเฉียนคุณของอั้นจิ่ว ส่วนของที่วางบนเกวียนมีเพียงผ้าสามพับกับข้าวสารและแป้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ก่อนกลับหมู่บ้าน อั้นปาได้ซื้อซาลาเปาเนื้อยี่สิบลูก เขากับลูกชายกินระหว่างทางกลับบ้าน ส่วนของต้าฮุยก็มีเช่นเดียวกัน เพราะอั้นปาคิดเสมอว่าถ้าไม่มีต้าฮุยเขาจะไม่สามารถหาเงินจำนวนมากเช่นนี้ได้ เมื่อพวกเขามีเงินก้อนใหญ่อยู่ในมือตอนนี้ก็หมดกังวลแล้ว เงินมากมายขนาดนี้พวกเขาสามารถอยู่ได้อีกหลายสิบปี
ระหว่างทางกลับบ้านอั้นปาคิดอยากจะไปเยี่ยมพี่สาวคนที่สองของเขา พี่สาวของอั้นปานั้นแต่งเข้าบ้านสกุลหลี่ที่หมู่บ้านหลี่เจียโกว ส่วนพี่สาวคนโตนั้นแต่งเข้าบ้านสกุลเมิ่งที่หมู่บ้านโกวเจียว่าน ตอนนี้เขามีเกวียนวัวแล้วและวัวของเขาวิ่งได้เร็วกว่าวัวของผู้อื่น เมื่อเห็นว่าตอนนี้ยังพอมีเวลาจึงบอกลูกชายว่าจะแวะไปที่หมู่บ้านหลี่เจียโกวเพื่อเยี่ยมป้ารอง
“ลูกชาย พ่อเห็นว่าตอนนี้พวกเรายังพอมีเวลาเลยอยากจะแวะไปเยี่ยมป้ารองของลูกที่หมู่บ้านหลี่เจียโกว ลูกเห็นด้วยหรือไม่”
“ป้ารองหรือขอรับ ข้ามีท่านป้ากี่คนกัน ไม่เห็นท่านปู่กับท่านย่าพูดถึงเลย”
“มีสองคน คือป้าใหญ่กับป้ารอง ป้าใหญ่แต่งงานไปที่หมู่บ้านโกวเจียว่านซึ่งอยู่ไกลออกไป เพราะบ้านเราเมื่อก่อนฐานะยากจน ป้าของลูกก็แต่งเข้าครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน ตอนนี้พวกเราพอที่จะลืมตาอ้าปากได้แล้ว พ่อเองก็อยากจะรู้ว่าความเป็นอยู่ของพวกนางเป็นเช่นไร ตอนที่พ่อยังเด็กเท่าเจ้า พี่สาวทั้งสองคนบางครั้งยอมอดอาหารเพื่อให้พ่อได้กินอิ่ม พ่อเองรู้ว่าท่านป้าของเจ้าเองก็คงลำบากไม่น้อย ตอนเจ้าเกิดพวกนางยังแบ่งอาหารที่บ้านสามีมาให้แม่ของเจ้าได้กินบำรุงร่างกาย ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวพวกนางเองก็มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก แต่โชคดีที่ท่านป้าของเจ้าแต่งเข้าบ้านที่ดี มีแม่สามีที่ดี"
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะกตัญญูต่อท่านป้าทั้งสองแน่นอน”
“ขอบใจเจ้ามาก”
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ต่อไปข้าจะมีน้องชายหลายคน น้องสาวหลายคน ครอบครัวของเราจะต้องใหญ่ขึ้นแน่นอนขอรับ”
“เจ้าพูดจริงรึ”
“จริงแท้แน่นอนขอรับ”
ใช้เวลาไม่นานสองพ่อลูกก็มาถึงหมู่บ้านหลี่เจียโกว อั้นปาขับเกวียนมุ่งหน้าไปยังบ้านพี่สาวคนที่สอง ซึ่งอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้าน หมู่บ้านหลี่เจียโกวนี้ก็แบ่งเขตที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกับหมู่บ้านดอกท้อเช่นเดียวกัน เพราะครอบครัวของพี่เขยรองยากจนจึงอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับเชิงเขา ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายมากเช่นเดียวกันกับบ้านสกุลฉือ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยง หากมีสัตว์ป่าบุกเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านเขตนอกจะต้องเผชิญกับอันตรายนี้ก่อน
“ลูกชายเจ้ารอพ่อสักครู่ พ่อจะลงไปดูก่อนว่าท่านป้าของเจ้าอยู่บ้านหรือไม่”
“ขอรับท่านพ่อ”
สภาพบ้านของท่านป้าเองไม่ได้ดีนัก บ้านถูกสร้างด้วยดินโคลนผสมฟางข้าว หลังคามุงด้วยฟาง บ้านห้าห้องที่อยู่ตรงหน้าอั้นจิ่วนี้ สภาพความเป็นอยู่แย่กว่าบ้านสกุลฉือมาก อั้นจิ่วตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือครอบครัวของท่านป้ารองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการกตัญญูแทนท่านพ่อของเขา หากไม่มีท่านป้าทั้งสองคนที่ยอมอดอาหารและเลี้ยงดูท่านพ่อของเขามาอย่างดี อั้นจิ่วคิดว่าตัวเองคงไม่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ เป็นที่รู้กันว่ากว่าที่อั้นจิ่วจะได้เกิดใหม่นั้นยากลำบากมาก เด็กน้อยคนนี้จึงหวงแหนชีวิตและมุ่งมั่นที่จะตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างเต็มที่
“พี่เขย พี่สาว มีใครอยู่หรือไม่ ท่านป้า ท่านลุง อยู่บ้านหรือไม่ขอรับ”
อั้นปาเรียกอยู่นานสองนานก็ไม่มีผู้ใดออกมาเปิดประตู เมื่อไม่มีใครออกมาเปิดประตูอั้นปาจึงคิดว่าจะลองไปถามเพื่อนบ้านดูเผื่อว่าพวกเขาจะรู้ว่าครอบครัวของพี่เขยไปไหน แต่ยังไม่ทันที่อั้นปาจะได้ไปถามเพื่อนบ้าน ครอบครัวของพี่เขยก็กำลังเดินมุ่งหน้ากลับบ้านมา
อั้นจิ่วมองกลุ่มคนที่กำลังเดินมา มีทั้งคนชราและเด็ก พวกเขาล้วนแล้วแต่ผอมแห้ง เสื้อผ้าขาดวิ่น เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมมีรอยปะชุนเต็มไปหมด ความเป็นอยู่แย่เสียยิ่งกว่าครอบครัวบ้านสกุลฉือเมื่อก่อนเสียอีก อั้นปามองครอบครัวของพี่สาวที่ทั้งเด็กและคนชราอยู่ในสภาพที่หนังหุ้มกระดูกอดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลออกมา พี่สาวคนที่สองที่รักและเลี้ยงดูเขามาอย่างดี กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ มันเป็นความผิดของเขาที่มาช้าเกินไป เหตุใดเขาถึงไม่คิดให้เร็วกว่านี้
“พี่รอง พี่รอง.. ” อั้นปาพูดได้เท่านี้ก็ร้องไห้โฮออกมา ใครจะคิดว่าบุรุษตัวโตจะร้องไห้ออกมาโดยไม่อายผู้ใดเลย
“น้องสาม เจ้ามาได้อย่างไร เกิดอันใดขึ้น เกิดเรื่องที่บ้านขึ้นใช่หรือไม่ เหตุใดเจ้าถึงได้ร้องไห้เช่นนี้ เกิดอันใดขึ้นกับท่านพ่อท่านแม่ใช่หรือไม่ เจ้าบอกพี่สาวมา”
“นั่นสิน้องเขย เกิดเรื่องอันใดขึ้น เจ้าอย่าร้องไห้ บอกพี่เขยมาเถอะ ผู้ใดรังแกเจ้าใช่หรือไม่”
อั้นจิ่วมองท่านพ่อที่เข้มแข็งมาตลอดร้องไห้ มองครอบครัวของท่านป้าที่คอยปลอบโยนท่านพ่อ ในใจอั้นจิ่วรู้สึกตื้นตันไม่น้อย ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดท่านพ่อถึงได้ร้องไห้ออกมา แม้แต่เขาเองก็รู้สึกแสบจมูกอยากจะร้องไห้เหมือนกัน
“นายน้อย ท่านจะไม่ทำอันใดเลยหรือขอรับ ท่านดูท่านพ่อของท่านร้องไห้มานานแล้วนะขอรับ”
“ข้าเองไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อถึงได้ร้องไห้ แต่เมื่อมาคิดดูแล้วท่านพ่อคงจะสะเทือนใจกับครอบครัวของท่านป้า ตอนที่ข้าเพิ่งเกิด ครอบครัวของท่านป้าส่งอาหารอันน้อยนิดของพวกเขาไปที่บ้านสกุลฉือเพื่อให้ท่านแม่ได้กินบำรุงร่างกาย แต่พวกเราไม่ได้รู้เลยว่าครอบครัวของท่านป้ากลับแย่เสียยิ่งกว่าพวกเราอีก ท่านพ่อคงจะสะเทือนใจไม่น้อย”
“เช่นนั้นนายน้อยจะทำเยี่ยงไรขอรับ”
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







