INICIAR SESIÓN“ดูท่าว่าเถี่ยจู้กับน้องชายจะไปแจ้งข่าวให้พ่อเฒ่าฉือรู้แล้ว พวกเราจะทำเยี่ยงไรดี หรือว่าพวกเราจะเข้าเมืองไปแจ้งทางการดี”
“มันจะไม่ทันเอาน่ะสิ เอาแบบนี้ก็แล้วกันพวกเราก็ไปช่วยสนับสนุนบ้านสกุลฉือเถอะ พวกเจ้าคิดดูนะ วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านต้องการปล้นข้าวสาลีบ้านสกุลฉือ แล้วครั้งต่อไปล่ะจะไม่ใช่ถึงคราวของพวกเรารึ”
“นั่นสิ ไปพวกเราไปกัน วันนี้ข้าจะอยู่ข้างบ้านสกุลฉือ”
“เช่นนั้นก็ไป”
ชาวบ้านที่อยู่ในเขตรอบนอกต่างหยิบอาวุธของตัวเองเท่าที่จะหาได้ วิ่งไปยังที่นาของบ้านสกุลฉือเพื่อหนุนหลังให้บ้านสกุลฉือทันที ในปีนี้ถ้าไม่ได้วัวของบ้านสกุลฉือมาช่วยไถนา อีกทั้งยังเก็บค่าเช่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เดิมทีอั้นปาไม่ต้องการเก็บค่าเช่าวัวเสียด้วยซ้ำแต่พวกชาวบ้านยืนยันว่าจะต้องจ่ายค่าเช่าวัว หากไม่มีวัวของบ้านสกุลฉือพวกเขาก็ไม่สามารถเพาะปลูกได้ทันเวลา เมื่อเพาะปลูกไม่ทันเวลาจะเอาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงปากท้อง
วันนี้ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นพวกเขาที่เป็นชาวบ้านในเขตรอบนอกทั้งสามสิบครอบครัวจะอยู่เคียงข้างบ้านสกุลฉือนับแต่นี้ไป หากวันนี้หัวหน้าหมู่บ้านอยากปล้นข้าวสาลีพวกเขาก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ วันนี้พวกเขามาปล้นบ้านสกุลฉือวันข้างหน้าอาจจะเป็นบ้านของพวกเขาก็ได้ เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ได้ใส่ใจชาวบ้านในเขตรอบนอกนี้อยู่แล้ว หนำซ้ำยังกดขี่ข่มเหง ภาษีพวกเขาก็จ่ายมากกว่าชาวบ้านเขตกลางกับเขตในเป็นเท่าตัว
“ท่านพ่อ ดูเหมือนว่าชาวบ้านยากจนในเขตรอบนอกนี้จะอยู่ข้างบ้านพ่อเฒ่าฉือนะขอรับ”
“ก็แค่มดปลวก พวกเจ้าจะกังวลอันใดกัน ไม่ใช่ว่าเรายังมีเว่ยซวนอยู่หรอกรึ”
“พี่ใหญ่ ท่านทำเช่นนี้จะดีจริง ๆ หรือขอรับ ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านท่านก็ไม่ควรทำเช่นนี้ มันไม่ถูกต้อง ท่านเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเหตุใดถึงได้ใช้อำนาจรังแกชาวบ้านผู้อ่อนแอเล่าขอรับ” ซูมู่อวี่ น้องเขยที่แต่งเข้าสกุลติงสายรองถามออกมาเพราะเขาหมดความอดทนแล้ว
เดิมทีพ่อตาของเขา ติงอี้ฟง มีลูกสาวเพียงคนเดียวทำให้ต้องหาลูกเขยแต่งเข้า เดิมทีสกุลติงสายหลักก็หาได้สนใจใยดีบ้านติงสายรองอยู่แล้ว กับพ่อตาของเขาในวันธรรมดา ติงต้าเหลียงผู้นี้ก็ไม่เคยเห็นหัวเขาเลย พวกเขายังดูหมิ่นดูแคลนครอบครัวของพ่อตาของเขา และยิ่งดูถูกดูแคลนในตัวเขาที่แต่งเข้าบ้านภรรยา บอกว่าเขาไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของบุรุษ
ตัวเขาเองย่อมแยกแยะดีชั่วผิดถูกแต่วันนี้เขาถูกลากมาด้วย เดิมทีไม่เข้าใจเรื่องราว แต่พอได้รู้ในสิ่งที่พวกเขาจะทำในวันนี้ ซูมู่อวี่ก็ไม่เห็นด้วยทันที เมื่อมีคนคนไม่เห็นด้วยหนึ่งคนก็ย่อมมีคนไม่เห็นด้วยตามมา
“ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องนี้และไม่ยอมทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเด็ดขาด เชิญพวกท่านไปเถอะข้าขอถอนตัว”
“ซูมู่อวี่หากเจ้ากล้าเดินออกไป ข้าจะลบพวกเจ้าออกจากสายสกุล เตรียมตัวถูกไล่ออกจากหมู่บ้านได้เลย”
“ตกลง ถ้าท่านอยากลบครอบครัวของข้าออกจากสายสกุลก็ลบเถอะขอรับ แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ ไม่ใช่มีแค่หมู่บ้านดอกท้อแห่งนี้ ข้าย่อมพาครอบครัวยืนหยัดขึ้นมาได้ใหม่”
“ข้าเองก็ถอนตัวด้วย”
“ข้าด้วย”
“ข้าก็ด้วย”
“เจ้า พวกเจ้าทุกคน รอให้ข้าจัดการเรื่องนี้เสร็จก่อนเถอะ ข้าจะกลับไปจัดการกับพวกเจ้า”
“ท่านปู่อย่าได้เสียเวลาอีกเลย พวกเรารีบไปจัดการเรื่องนี้กันเถอะ”
ในตอนที่พวกหัวหน้าหมู่บ้านมาถึง ชาวบ้านในเขตรอบนอกก็มาถึงแล้วเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากัน หัวหน้าหมู่บ้านคิดว่าคนพวกนี้เป็นเพียงแค่มดปลวก เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่าที่สุด หากวันนี้เขาเอาชีวิตชาวบ้านที่อยู่ตรงนี้ทุกคน ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านแล้วไม่มีผู้ใดสามารถเอาผิดเขาได้
“พ่อเฒ่าฉือชี วันนี้ข้าวสาลีไม่อยากให้ก็ต้องให้ ข้าบอกกับเจ้าแล้ว อย่าคิดว่ามีชาวบ้านคนอื่นหนุนหลังอยู่ ข้าจะไม่กล้าลงมือ วันนี้ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ ผู้ใดที่กล้าขัดขวางข้าก็อย่าได้มีชีวิตรอดกลับไปเลย เว่ยซวนลงมือ”
“ขอรับท่านปู่”
ติงเว่ยซวนมั่นใจในฝีมือมาก เขาคิดว่าจะจัดการพ่อลูกบ้านสกุลฉือก่อน จากนั้นก็พวกชาวบ้านพวกนี้ วันนี้ใครที่ยืนเคียงข้างบ้านสกุลฉืออย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด แต่ยังไม่ทันที่ติงเว่ยชวนจะได้ลงมือ อั้นจิ่วก็ขี่หลังต้าฮุยเดินเข้ามา เด็กน้อยปรายตามองติ่งเว่ยซวนด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม ต้าฮุยเองก็มองติงเว่ยซวนด้วยสายตาดูถูกดูแคลนเช่นกัน
“เจ้าจะทำอันใด ไม่ใช่ท่านพ่อกับท่านปู่บอกพวกเจ้าแล้วรึ ข้าวสาลีของบ้านเราจะไม่ยกให้พวกเจ้าเด็ดขาด นี่พวกเจ้าพาคนมาจะปล้นข้าวสาลีบ้านข้ารึ คิดง่ายเกินไปหน่อยหรือไม่”
“เจ้าเด็กที่แม้กระทั่งฟันน้ำนมขึ้นยังไม่ครบเยี่ยงเจ้ายังกล้ามาอวดดีอีก ดี ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยินยอมเช่นนั้นก็ยอมรับผลที่ตามมาเถอะ รวมถึงพวกเจ้าด้วย” เว่ยติงซวนชี้หน้าอั้นจิ่วรวมถึงชาวบ้านทุกคนด้วย
“ท่านพ่อ ท่านลุงทั้งหลาย ถอยออกไปก่อนขอรับ ขอพื้นที่ให้สหายของข้าหน่อยขอรับ”
ชาวบ้านถอยออกไปทันทีถึงจะไม่รู้ว่าสหายที่อั้นจิ่วพูดถึงหมายถึงผู้ใด ทันใดนั้นเองก็ต้าเฮยก็ก้าวเข้ามา ด้วยรูปร่างสูงใหญ่และบึกบึน ต้าเฮยกวาดสายตามองคนบ้านสกุลติงด้วยสายตาดูถูก อั้นจิ่วลงจากหลังของต้าฮุยจากนั้นก็เดินไปจับมือท่านปู่ของเขาเอาไว้ พร้อมทั้งบอกให้ชาวบ้านถอยออกไปให้ไกลหน่อย
“ท่านปู่ พาชาวบ้านถอยออกไปให้ไกล ๆ หน่อยขอรับ อ้อ ท่านพ่อ ความจริงแล้วพวกท่านกลับไปเกี่ยวข้าวสาลีต่อเถอะ ส่วนที่นี่ให้ต้าเฮยกับต้าฮุยจัดการก็พอ”
“ตกลง พวกท่านเองก็กลับไปทำงานของพวกท่านต่อเถอะขอรับ น้ำใจของพวกท่านวันนี้ข้าอั้นปาขอรับเอาไว้ เก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่พวกท่าน”
“ตกลง พวกเราจะรออาหารมื้อใหญ่ของเจ้า”
“ต้าเฮย ต้าฮุย ฝากด้วยนะ วันนี้ไม่จำเป็นต้องเก็บงำอันใดอีกแล้ว เดิมทีข้าเองไม่อยากเปิดเผยตัวตนสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมีคนมารนหาที่ตายเช่นนั้นก็ให้พวกเขาได้สมใจอยากเถอะ"
“ขอรับนายน้อย พวกเจ้าได้ยินหรือยัง ออกมาได้แล้ว”
เหล่าสัตว์อสูรวิญญาณที่ตั้งทัพรอคำสั่ง วิ่งกรูออกมาจากชายป่าพุ่งเข้าใส่คนบ้านสกุลติงทันที บางคนก็วิ่งหนีตาย บางคนก็ถูกต้าเฮยตบตาย หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าสถานการณ์พลิกผันก็ตกใจจนหน้าซีด
“ท่านปู่ เหตุใดมีสัตว์อสูรวิญญาณระดับสูงมากมายถึงเพียงนี้ ข้าไม่สามารถเอาชนะพวกมันได้ พวกเราถอย วิ่งให้เร็วที่สุด สัตว์อสูรวิญญาณบุกหมู่บ้านแล้ว” เว่ยซวนทั้งออกวิ่งทั้งตะโกนแต่ทว่ามันสายไปแล้ว
เพียงเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ คนบ้านสกุลติงไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอด หลังจากทำความสะอาดคราบเลือดที่เลอะเทอะที่นาแล้ว ศพทั้งหมดถูกต้าเฮยกับเหล่าสัตว์อสูรนำกลับไปที่บ้านใหญ่สกุลติง โดยมีอั้นจิ่วกับอั้นปารวมถึงพ่อเฒ่าสือชีติดตามไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านสกุลติง อั้นจิ่วก็สั่งให้โยนซากศพที่ไม่สมประกอบของพวกเขาลงไปในลานบ้าน ภรรยาของติงต้าเหลียงออกมาก็พบว่าสามีได้กลายเป็นศพไปแล้วด้วยความตกใจนางถึงกับเป็นลมล้มพับไปทันที
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







