Masukเดิมทีเรื่องราวในวันนี้นางไม่เห็นด้วยกับสามีและลูกชายคนโต จึงเกิดมีปากเสียงกัน สามีได้ลงมือตบตีนางและสั่งห้ามให้นางมายุ่งเรื่องนี้อีก คิด ๆ ไปแล้วพวกเขาก็สมควรได้รับจริง ๆ
“ข้าเอาคนมาส่ง ต่อไปนี้ พวกข้าชาวบ้านในเขตรอบนอกจะแยกตัวออกจากหมู่บ้านดอกท้อ ส่วนเรื่องที่ว่าผู้ใดจะขึ้นเป็นหัวหน้าหมู่บ้านรับช่วงต่อติงต้าเหลียงก็แล้วแต่พวกเจ้าจะจัดการเองในตระกูลพวกเราไม่เกี่ยว เรื่องวันนี้เกิดขึ้นและลงเอยเช่นนี้ล้วนเป็นเพราะพวกเขาโลภในข้าวสาลีของบ้านเรา พวกเจ้าลำพองว่ามีหลานชายเป็นผู้ฝึกตน แต่บ้านสกุลฉือของข้าก็มีลูกชายเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรวิญญาณ หากพวกเจ้าอยากแก้แค้นก็ตามสบาย รับผลที่ตามมาให้ได้ก็แล้วกัน เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ข้าอั้นปาจะไม่ติดใจเอาความใด ๆ กับพวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าไม่จบเรื่องนี้บ้านสกุลฉือของข้าก็จะไม่รามือเช่นกัน”
“ข้าเข้าใจ ขอโทษพวกเจ้าด้วย ส่วนเรื่องแยกออกจากหมู่บ้าน รอให้พวกเรามีหัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่เสียก่อน ถึงจะสามารถจัดการได้”
“ขอบคุณผู้นำตระกูลติง เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน”
หลังจากเกิดเหตุการณ์หัวหน้ามาปล้นข้าวสาลีของชาวบ้านแต่กลับถูกสัตว์อสูรวิญญาณฆ่าตาย ผู้นำตระกูลติงได้แต่งตั้งหัวหน้าหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือซูมู่อวี่คนนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นลูกเขยที่แต่งเข้ามาในบ้านสกุลติง แต่ทว่าสำหรับลูกเขยแต่งเข้าผู้นี้กลับเป็นคนที่มีความสามารถและมีคุณธรรมเป็นอย่างมาก
ซูมู่อวี่ยึดถือหลักปฏิบัติที่ไม่กระทำการใด ๆ ที่ผิดต่อคุณธรรมและจริยธรรม เขาเป็นคนที่แยกแยะผิดถูก สำหรับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านดอกท้อคนใหม่ ตำแหน่งนี้เหมาะสมกับเขามาก อีกทั้งพ่อตาของเขาถึงแม้จะเป็นสกุลติงสายรอง แต่เขาเป็นคนดีมากคนหนึ่งและเป็นคนที่มากความสามารถ เมื่อผู้นำตระกูลหารือกับผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลแล้วมีความเห็นชอบให้ ซูมู่อวี่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านคนต่อไป
ถึงแม้ว่าจะมีการแต่งตั้งหัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่แต่ก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากอั้นจิ่วอยู่ดี หากแต่งตั้งคนที่อั้นจิ่วไม่เห็นด้วยผู้นำตระกูลติงก็กลัวว่าสายสกุลของพวกเขาคงได้ถูกล้างบางเป็นแน่ ใครให้ลูกบ้านคนอื่นเก่งกาจถึงเพียงนี้ เด็กน้อยที่ฟันน้ำนมยังงอกไม่เต็มปากแต่กลับกลายเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรวิญญาณ
ไม่ว่าบ้านสกุลฉือต้องการสิ่งใด พวกเขามีหน้าที่แค่ทำตามเท่านั้น นับว่าโชคดีที่บ้านสกุลฉือนั้นเป็นคนดีมีคุณธรรม หากเป็นคนเหมือนติงต้าเหลียงเกรงว่าแม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านก็คงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพียงแค่หลานชายที่ไร้ฝีมือได้เป็นศิษย์สายนอกของสำนักเมฆา เขายังสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมากมายขนาดนี้ ถ้าหากว่าเขามีหลานชายที่มีความสามารถเช่นบ้านสกุลฉือแล้วล่ะก็ คงสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมากมายเป็นแน่ ด้วยนิสัยที่ละโมบของเขา เกรงว่าไม่เพียงแค่ชาวบ้านในหมู่บ้านดอกท้อเท่านั้น หมู่บ้านข้างเคียงก็อาจจะถูกเขารุกรานไปด้วย เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว สกุลติงจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดกับบรรพบุรุษอีกต่อไป
สามวันต่อมาอั้นปาได้เข้าเมืองไปพร้อมกับซูมู่อวี่เพื่อทำการขอแยกหมู่บ้าน ในการขอแยกหมู่บ้านนี้ผู้ที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านใหม่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมห้าพันตำลึง ซึ่งอั้นปาก็ได้จ่ายเงินให้กับทางการโดยไม่อิดออด หลังจากนั้นก็มีการแบ่งพื้นที่หมู่บ้านใหม่และกำหนดเขตแดน อั้นปาได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งใหม่ว่าหมู่บ้านเถาหยวนตามที่อั้นจิ่วต้องการโดยมีอั้นปาเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน
ชาวบ้านในเขตพื้นที่หมู่บ้านเถาหยวนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ต่อไปนี้พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องสนใจสีหน้าชาวบ้านในเขตกลางและเขตใน ตอนนี้แยกหมู่บ้านกันแล้ว หมู่บ้านดอกท้อจะเป็นเยี่ยงไรพวกเขาหาได้สนใจไม่ พวกเขารู้เพียงแค่ว่าหมู่บ้านเถาหยวนไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น ทุกครอบครัวเท่าเทียมกันไม่ว่าจะยากดีมีจนเยี่ยงไรก็ตาม หากครอบครัวผู้ใดสามารถร่ำรวยขึ้นได้โดยความขยันพากเพียรของพวกเขา ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น
นอกจากแบ่งแยกหมู่บ้านแล้ว อั้นปายังซื้อที่ดินเพิ่มอีกหลายร้อยหมู่ นอกจากที่ดินทำกินแล้วยังมีภูเขาเล็ก ๆ และเนินเขาอีกสองสามแห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านเถาหยวน อั้นจิ่วต้องการทำการเพาะปลูกพืชวิญญาณเพื่อส่งขายให้กับสำนักต่าง ๆ ในอนาคต ตอนนี้ต้องเร่งหาเงินเพิ่ม นอกจากเงินแล้วยังต้องมีสมุนไพรล้ำค่า ต่อไปนี้ครอบครัวของเขาจะต้องเป็นผู้ฝึกตนทุกคน หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว อั้นจิ่วตั้งใจว่าจะเข้าป่าเพื่อหาสมุนไพรมาหลอมยาให้กับทุกคนในครอบครัว ถึงแม้พวกเขาจะเป็นชาวนาแต่ก็จะเป็นชาวนาที่ไม่มีผู้ใดสามารถรังแกได้
ตอนนี้เรื่องที่ต้องจัดการก็จัดการเรียบร้อยดีแล้ว ข้าวสาลีก็เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ส่วนในเรื่องของภาษียังไม่ถึงเวลาที่จะต้องจ่าย หลังเก็บเกี่ยวข้าวสาลี อั้นจิ่วให้ท่านพ่อปลูกมันเทศกับข้าวโพด ส่วนผักก็ปลูกพวกถั่วแขก ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว แตงกวา หัวไชเท้า หมู่บ้านเถาหยวนมีแม่น้ำสายเล็กไหลผ่าน อั้นจิ้วให้ต้าเฮยขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำเข้าที่นาเพื่อสะดวกในการรดพืชผัก โดยมีชาวบ้านส่งตัวแทนในครอบครัวมาช่วยขุดด้วย
อั้นปายังได้วางแผนชลประทานรอบ ๆ หมู่บ้านตามคำแนะนำของอั้นจิ่ว ตอนนี้ชีวิตก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง อั้นจิ่วคิดว่าจะให้ท่านพ่อกับท่านปู่ไปชวนครอบครัวของป้าใหญ่กับป้ารองย้ายมาอยู่ด้วยกันเสียที่หมู่บ้านเถาหยวน เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลช่วยเหลือได้ทันท่วงที
หลังจากที่หมู่บ้านเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาจะได้เข้าป่าไปหาสมุนไพรอย่างสบายใจ อีกไม่กี่วันอั้นจิ่วจะมีอายุครบสี่ขวบแล้ว ที่โลกมนุษย์นี้การเจริญเติบโตช้าต่างจากแดนเซียนมาก เมื่อร่างกายเล็กจ้อยเช่นนี้ทำอันใดก็ไม่สะดวก ลำบากไปหมด อั้นจิ่วล่ะไม่พอใจเลย
“ลูกชาย เจ้าเป็นอันใด เหตุใดนั่งหน้าบูดหน้าบึ้ง ผู้ใดทำให้เจ้าไม่พอใจกัน”
“ไม่มีขอรับ ข้าแค่ไม่พอใจที่ข้าโตช้าเกินไป”
“เจ้าเด็กแก่แดด ก็ลูกเพิ่งจะเกิดได้ไม่นานลูกจะรีบโตไปทำไมกัน เจ้าเด็กนี่วัน ๆ เจ้าคิดอันใดบ้าง ในหัวเล็ก ๆ ของเจ้านี่มีอันใดอยู่บ้าง เจ้าอย่าได้คิดมาก ถึงเวลากินเจ้าก็แค่กิน ถึงเวลานอนเจ้าก็แค่นอน ถึงเวลาเล่นเจ้าก็แค่ไปเล่นให้สนุก อย่าได้บังคับตัวเองถึงเพียงนั้น พ่อไม่ต้องการให้เจ้าแบกทุกเรื่องเอาไว้ตั้งแต่อายุเท่านี้”
“ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านพ่อว่างใช่หรือไม่”
“ว่างสิ มีอันใดรึ”
“เช่นนั้นว่างแล้วก็ไปหาน้อง ๆ มาให้ข้าจะดีกว่า ข้าเองก็อยากเป็นพี่ชายแล้ว ท่านเข้าใจหรือไม่ ข้าไปล่ะ"
“นี่ เจ้าเด็กนี่ แล้วนี่เจ้าจะไปที่ใด”
“ไปเล่นน้ำ จับปลา ตามประสาทเด็กขอรับ ท่านแม่ ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อรังแกข้าขอรับ”
“เจ้าเด็กบ้า พ่อยังไม่ทำอันใดให้เจ้าเลย”
อั้นจิ่วกับต้าฮุยพาวัวทั้งสี่ตัวไปเล่นน้ำในแม่น้ำสายเล็ก นอกจากนี้ยังมีสัตว์อสูรวิญญาณหลายตัวออกมาจากป่าอสูรวิญญาณมารวมกลุ่มเล่นน้ำกับอั้นจิ่วด้วย ชาวบ้านที่ผ่านมาพบเห็นครั้งแรกอาจจะดูแปลกไปบ้าง แต่พอเวลาผ่านไปพวกเขาก็ชินเสียแล้ว อีกทั้งพวกเขารู้สึกปลอดภัยที่หมู่บ้านของพวกเขามีผู้ฝึกสัตว์อสูรวิญญาณอยู่
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







