INICIAR SESIÓN“นายน้อยท่านจะไปเก็บสมุนไพรเมื่อไหร่ขอรับ”ต้าฮุยถามขึ้นมา
“รอให้ข้าช่วยท่านพ่อจัดการเรื่องต่าง ๆ ในหมู่บ้านอีกสักสองสามวัน อ้อจริงสิ ข้าอยากได้สัตว์อสูรวิญญาณระดับสูงมาประจำที่หมู่บ้านคอยดูแลความปลอดภัยของชาวบ้าน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในระหว่างที่ข้าไม่อยู่หมู่บ้าน ก่อนที่ท่านพ่อกับท่านปู่จะสามารถบำเพ็ญเพียรได้ จำเป็นที่จะต้องมีคนมาคอยดูแลความปลอดภัยของชาวบ้าน”
“ได้ขอรับนายน้อย ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปที่ป่าอสูรวิญญาณคืนนี้แล้วย้ายกองกำลังของเราลงมาอยู่ที่หมู่บ้านบางส่วน”
“เช่นนั้นฝากด้วยล่ะ ลำบากเจ้าแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของข้าขอรับ”
“พวกเจ้า จับกุ้งแม่น้ำให้มากหน่อย วันนี้ข้าจะทำอาหารอร่อย ๆ มื้อใหญ่ ปลาก็เอาตัวที่ใหญ่ที่สุดนะ”
“ได้เลยขอรับนายน้อย”
อั้นจิ่วเล่นน้ำ จับปลา จับกุ้ง เอากลับมาบ้านให้ท่านแม่ทำอาหาร แต่สำหรับอาหารพิเศษอั้นจิ่วจะเป็นคนเตรียมเครื่องปรุง ให้ท่านแม่เป็นคนทำ ในระหว่างที่บ้านสกุลฉือกินมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อย อั้นจิ่วมีสิ่งที่เขาสงสัยและอยากจะถามท่านแม่อยู่หนึ่งเรื่อง แต่เขาไม่รู้ว่าจะถามท่านแม่ดีหรือไม่
ตั้งแต่อั้นจิ่วเกิดมาเขาไม่เคยเห็นญาติพี่น้องของท่านแม่และไม่ได้ยินท่านแม่เอ่ยถึงครอบครัวของนางมาก่อน ถ้าหากจะถามก็กลัวว่าท่านแม่จะสะเทือนใจหากครอบครัวของนางไม่มีผู้ใดเหลืออยู่แล้ว หรือว่าเรื่องนี้เขาต้องถามกับท่านพ่อเป็นการส่วนตัว
อั้นจิ่วกินข้าวไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป ที่สำคัญเขาจะต้องกลายเป็นชาวนาที่เก่งกาจ เขาจะต้องมีขุมอำนาจเป็นของตัวเอง เพื่อปกป้องครอบครัวญาติพี่น้องและพวกพ้องของตัวเอง สิ่งสำคัญนอกจากจะเป็นชาวนาที่ร่ำรวยเก่งกาจแล้ว เขายังอยากจะเปิดโรงเหล้า โรงเตี๊ยม เขาต้องการส่งผักวิญญาณขายทั่วแคว้น ความร่ำรวยมั่งคั่งนี้ช่างทำให้คนปวดใจจริง ๆ
“เจ้าเก้า หลานรีบกินเถอะ คิดอันใดอยู่”
“ท่านปู่ ตอนนี้พวกเราก็ถือว่ามีหน้ามีตาแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ข้าว่าท่านกับท่านพ่อไปชวนป้าใหญ่กับครอบครัวแล้วก็ป้ารองกับครอบครัวให้ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านของเราจะดีกว่าจะได้ดูแลกันง่ายขึ้น ที่สำคัญตอนนี้ที่ทำกินของพวกเรามีมากขึ้น แต่คนช่วยดูแลมีน้อยมาก ท่านกับท่านพ่อดูแลไม่ไหว ท่านพ่อยังต้องดูแลเรื่องต่าง ๆ ในหมู่บ้านอีก”
“เรื่องที่เจ้าพูดมาปู่เองก็เห็นด้วย แต่ครอบครัวของท่านป้าทั้งสองของเจ้าจะยินดีย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านของพวกเราหรือไม่นั้นคงต้องลองไปพูดคุยดู”
“ท่านพ่อ ข้ามีอีกเรื่องหนึ่งไม่รู้ว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่”
“เรื่องอันใดรึ”
“ข้าอยากให้ท่านพ่อสร้างโรงเรียนในหมู่บ้านของเรา อย่างน้อย ๆ ให้เด็ก ๆ ได้อ่านออกเขียนได้ การที่คนเราสามารถอ่านออกเขียนได้นั้นเป็นเรื่องที่ดีมากขอรับ”
“เรื่องนี้ยังต้องหารือกันอีกที สร้างโรงเรียนน่ะมันง่าย แต่หาอาจารย์มาสอนที่หมู่บ้านนั้นเป็นเรื่องยาก”
“อ้อ เช่นนั้นก็สร้างโรงเรียนเอาไว้ก่อนก็ได้ เมื่อไหร่หาอาจารย์ได้แล้วค่อยเปิดเรียน”
“เรื่องโรงเรียนเอาไว้ก่อนเถอะ ที่ดินของเจ้ามากมายที่ให้พ่อเจ้าซื้อมา เจ้ามีแผนจะทำอันใดรึ ไหนเจ้าลองบอกปู่หน่อยสิ”
“ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ขอรับ”
“อ้อ แล้วจะทำเยี่ยงไรไหวกัน ที่ดินไม่ใช่น้อย ๆ”
“จ้างชาวบ้านมาช่วยทำขอรับ”
“ก็คงจะต้องจ้างชาวบ้านจริง ๆ นั่นล่ะ”
เช้าวันนี้อั้นจิ่วเตรียมตัวเข้าป่าเพื่อเก็บสมุนไพร รวมถึงการล่าสัตว์อสูรวิญญาณไปขายเพื่อหาเงินเข้าบ้าน ตอนนี้เงินยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่มาก ถ้าหากจะพัฒนาหมู่บ้านจำเป็นจะต้องมีเงินในมือให้มากกว่านี้
นอกจากเงินแล้วยังต้องมีศิลาวิญญาณอีกด้วย หลังจากกินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว อั้นจิ่วก็ขี่หลังต้าฮุยเข้าป่าอสูรวิญญาณไปทันที ส่วนต้าเฮยนั้นมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของบ้านสกุลฉือ รวมถึงเป็นแรงงานหลักในการทำงานในไร่นา
ก่อนออกจากบ้านอั้นจิ่วได้กำชับให้ท่านพ่อกับท่านปู่ไปที่บ้านของท่านป้าทั้งสองเพื่อชักชวนให้มาอยู่เสียด้วยกัน อย่างน้อย ๆ ในอนาคตต่อไป เมื่อครอบครัวเจริญรุ่งเรืองขึ้นก็จะสามารถช่วยให้ครอบครัวของท่านป้าทั้งสองหลุดพ้นจากความยากลำบากได้ อั้นจิ่วเองชอบที่จะมีญาติพี่น้องมากมาย ในชาติที่แล้วแม้แต่พ่อแม่เป็นใครเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำ
“ท่านปู่ ท่านพ่อ ข้าไปก่อนนะขอรับ”
“เจ้ารีบไปรีบกลับอย่ามัวแต่เล่นสนุกจนลืมเวลา ระวังท่านแม่ของเจ้าจะตีก้นเจ้า”
“ท่านพ่อ ข้าโตแล้ว ท่านแม่ไม่ตีข้าหรอกขอรับ ต้าฮุยพวกเราไปกันเถอะ อ้อ ท่านพ่อ ท่านปู่ อย่าลืมไปหาท่านป้าทั้งสองนะขอรับ”
“ไม่ลืม ไม่ลืม เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
ในขณะที่พ่อเฒ่าฉือชีกับลูกชายเดินทางไปบ้านของลูกสาวทั้งสองคน อั้นจิ่วก็เข้าป่าอสูรวิญญาณเพื่อเก็บสมุนไพรวิญญาณเพื่อนำมาหลอมโอสถเตรียมเอาไว้สำหรับสร้างแก่นปราณและโอสถอื่น ๆ ที่ใช้ในการฝึกตน อั้นจิ่วยังมีความคิดที่จะขยายหมู่บ้านไปจนถึงทางเข้าป่าหมอกอสูรอีกด้าน ซึ่งเป็นทางเข้าป่าอสูรวิญญาณ
อั่นจิ่วต้องการเปลี่ยนหมู่บ้านชาวนาธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นหมู่บ้านชาวนาของผู้ฝึกตน วิถีบำเพ็ญสู่เส้นทางเซียนของอั้นจิ่วนั้นต่างจากสำนักต่าง ๆ ในแดนมนุษย์แห่งนี้ ความตั้งใจของอั้นจิ่วนี้เขาไม่รู้ว่าจะสามารถทำสำเร็จได้ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่เขาจะพยายามอย่างเต็มที่ อย่างน้อย ๆ ผู้ที่ฝึกตนในเส้นทางเซียนนี้จะมีอายุขัยยืนยาวมากกว่าคนปกติ
ใช้เวลาไม่นานต้าฮุยก็พาอั้นจิ่วมาถึงป่าอสูรวิญญาณ จากนั้นทั้งสองก็ได้เรียกสัตว์อสูรวิญญาณใต้บังคับบัญชามาช่วยกันเก็บสมุนไพร นอกจากเก็บสมุนไพรแล้วยังล่าสัตว์อสูรวิญญาณนอกคอกที่นิสัยไม่ดีบางตัวที่ชอบทำตัวกร่าง ชอบรุกล้ำที่อยู่ของผู้อื่นอย่างเช่นเจ้างูเกล็ดดำตัวนี้ที่กำลังไล่ล่าลูกเสือดำอยู่ในตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วอาหารของมันจะเป็นพวกหมู กวาง แต่ไม่ใช่ลูกเสือดำ
“เจ้างูเกล็ดดำเจาจะทำอันใด” ต้าฮุย
“จะทำอันใดแล้วมันเกี่ยวอันใดกับเจ้า เหอะ สายเลือดสูงส่งแล้วเยี่ยงไร ตกต่ำจนต้องไปเป็นอสูรรับใช้ของพวกมนุษย์ ไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี”
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







