INICIAR SESIÓNมหาเทพเหลียงเจี้ยงเซียงดีดนิ้วยาวที่หน้าผากมนของเซียนแมวน้อยข้างกาย ยามที่เห็นนางจดจ้องร่างกายที่เริ่มเปลือยเปล่าของอ๋องห้าซุนหวงหมิง “ท่านเทพ..! ข้าเจ็บนะเจ้าคะ” “ข้ายืนอยู่ข้างกาย เจ้ายังกล้ามีสายตามองบุรุษอื่น” “ข้าเพียงอยากศึกษาท่วงท่าของพวกเขา” “ท่าทางพื้นๆ เหล่านี้ข้าล้วนทำเป็นทั้งสิ้น หากเจ้าอยากศึกษาก็กลับตำหนักเทพ ข้าจะเป็นอาจารย์สอนเอง มิต้องลอบมองผู้ใด”
Ver másเสี่ยวม่าวเป็นคำเรียกขานที่บรรดาภูตในหุบเขาภูตสวรรค์ใช้เรียกขานนางผู้เป็นภูตแมวตัวน้อยสีขาวบริสุทธิ์
“เสี่ยวม่าว ข้าจับปลามาให้ เจ้ากินสิ”
เฮยม่าว เจ้าแมวสีดำดวงตาสีแดงก่ำ อายุตบะของเขานั้นนับรวมได้ถึง 4500 ปี ขาดอีกเพียงห้าร้อยปีก็จะพ้นวิถีภูตสวรรค์เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเซียนน้อย ขณะที่ตัวเสี่ยวม่าวยังคงต้องรออีกถึงหนึ่งพันปี
“อีกหน่อยเจ้าไม่อยู่ คงไม่มีใครช่วยหาปลาให้ข้าแล้ว”
“เยี่ยงนั้นข้าจะบำเพ็ญต่อไปอีกห้าร้อยปี รอขึ้นสวรรค์ไปพร้อมเจ้า”
เฮยม่าวมองภูตแมวในดวงใจด้วยแววตารักใคร่ลุ่มหลง นางเป็นแมวน้อยขนฟูฟ่องนุ่มนวลสีขาวปลอดตลอดตัว ดวงตากลมใสสีฟ้าอ่อนดุจทะเลตงไห่ ผู้ใดได้พบเห็นย่อมมิอาจละสายตาไปจากนางได้
“ได้อย่างไร ยามได้เป็นเซียนน้อยแล้วเจ้าสมควรไปขึ้นทะเบียนเซียนรับพระราชทานนามจากองค์มหาเทพจึงจะถูกต้อง”
“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เจ้าก็รู้ว่าสิ่งที่ข้าสนใจมีเพียงได้ครองคู่กับเจ้า ก่อกำเนิดเสี่ยวม่าวอีกสักสี่ห้าตัว”
เสี่ยวม่าวถอนหายใจยาว ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ ความรู้สึกที่เฮยม่าวมีต่อตนนั้น เสี่ยวม่าวรู้ดีแต่ไม่อาจตอบรับได้จริงๆ สุดท้ายจึงสนทนาต่ออีกสองสามประโยคแล้วเดินเข้าถ้ำของตนไป
เสียงฟ้าร้องคำรามหนักหน่วง สายฝนเทกระหน่ำราวเกิดเหตุร้าย เสี่ยวม่าว ขดตัวในหินศิลาที่มีลักษณะคล้ายรังนก อีกทั้งยังบุรองพื้นด้วยเส้นไหมจากหนอนอัคคี ที่เฮยม่าวสรรหามาให้จากทั่วหุบเขา ความอบอุ่นจากเส้นไหมช่วยคลายความหนาวเย็นจนดวงตากลมเริ่มปรือลง ทว่าก่อนที่จะปิดสนิทหางตากลับมองเห็นงูตัวเล็กสีแดงขดตัวหนีสายฝนอยู่ที่หน้าถ้ำ ด้วยท่าทางอ่อนเพลียคล้ายบาดเจ็บหนัก
“เจ้าบาดเจ็บหรือ?”
เจ้างูน้อยอัคคีเงี่ยหูฟังน้ำเสียงหวานดุจนกการเวกสวรรค์แล้วให้นึกแปลกใจ ดินแดนนี้มีนกการเวกสวรรค์ได้อย่างไร ไม่ทันได้ปรือตามองต้นกำเนิดเสียง ร่างของเขาก็คล้ายถูกยกขึ้น ก่อนที่ความหนาวเย็นก่อนหน้าจะถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น เสี่ยวม่าวเห็นลำตัวของเจ้างูอัคคีมีรอยแผลก็ตวัดลิ้นเล็กเลียแผ่วเบาเจ้างูน้อยอัคคีพลันตัวเกร็งแข็งค้างอย่างมิอาจห้ามปราม ร่างกายของเขาไม่ใช่สิ่งสามัญที่ผู้ใดจะสัมผัสได้โดยง่าย ทว่าเจ้าแมวน้อยตรงหน้าไม่เพียงสัมผัสผิวเผิน นอกจากใช้ปากเล็กๆ นั่นคาบตัวเขามาแล้ว ยังใช้ลิ้นเล็กไล้เลียไปจนทั่วผิวกายของเขา แต่ถึงแม้ขุ่นเคืองเพียงใดกลับต้องยอมรับว่าลิ้นเล็กๆ ของเจ้าแมวน้อยช่วยบรรเทาความเจ็บปวดตามร่างกายของเขา ให้หายไปได้ในทันทีที่ลิ้นเล็กตวัดผ่าน
“หายแล้ว เจ้าคล้ายถูกพิษมาใช่หรือไม่ แต่ไม่ต้องกังวลยามนี้ข้าถอนพิษให้แล้ว”
ถอนพิษอย่างนั้นหรือ? เจ้างูน้อยอัคคีทดลองเดินพลังปราณ พร้อมทั้งสำรวจร่างกายตนเอง เป็นเช่นที่นางบอกพิษในกายเขาถูกถอนไปแล้วจริง ยังไม่ทันเอ่ยปากตอบสิ่งใดเจ้าแมวน้อยก็เอนตัวลงนอนข้างกายเขาเสียอย่างนั้น
“คืนนี้อากาศเย็นนัก ข้ามีนิสัยขี้หนาวแต่ไหมจากหนอนไหมอัคคีช่วยให้อบอุ่นได้ เจ้าก็อดทนนอนเบียดกับข้าหน่อยแล้วกัน”
เจ้างูน้อยอัคคียังไม่ทันเอ่ยตกลง ภูตแมวน้อยก็หลับไปเสียก่อน เขาถือโอกาสสำรวจภูตตัวน้อยที่ยามนี้ใช้ขาทั้งสี่โอบรัดเขาเอาไว้ มุมปากยกขึ้นความรู้สึกประหลาดพลันก่อเกิดในใจ
หากนางรู้ว่าเขาเป็นผู้ใด นางยังจะกล้าใช้ปากเล็กๆ คาบเขา ยังคิดใช้ลิ้นร้อนๆ ลิ้มเลียไปทั่วตัวเขา หรือแม้แต่โอบกอดเขาด้วยเท้าทั้งสี่เช่นนี้อีกหรือไม่
ในวันถัดมาเจ้างูน้อยอัคคีตื่นขึ้นเพราะแรงลมที่ปะทะเข้าตัวเขา ทว่าทันทีที่ลืมตาขึ้น เบื้องหน้าก็ปรากฏเจ้าแมวป่าตัวใหญ่สีดำสนิทแววตาสีแดงก่ำจดจ้องเขาด้วยความขุ่นเคืองใจ
“เจ้าปาเสออัคคี กล้าดีอย่างไรมานอนบนที่นอนเสี่ยวม่าวของข้า”
งูน้อยอัคคีขมวดคิ้วเข้มดวงตาสีแดงก่ำตวัดมองเจ้าแมวป่าตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง เขาพยายามอย่างยิ่งในการกดโทสะในใจของตน ด้วยสถานที่แห่งนี้เป็นดังเรือนพักของเจ้าแมวน้อยของเขา ผู้ที่เข้ามาหากมิใช่ญาติย่อมเป็นมิตรสนิท
“เฮยม่าว! เจ้ากำลังทำอะไร”
..........................................................................................................................
เว่ยหยางชุนแสร้งหลับตานิ่ง ข่มกลั้นลมหายใจให้สม่ำเสมอ เพียงแต่ยามที่ถูกมือเล็กบางสัมผัสอ่อนโยน ตัวเขากลับเกร็งกระตุกอย่างมิอาจห้ามปราม สัมผัสจากนางแม้เริ่มต้นอ่อนโยนทว่ากลับแฝงความเร่าร้อน ปลุกเร้าจนเขาเกร็งกระตุกไปทั้งตัว เพียงเค่อเดียวเขาก็หลั่งสายธารอุ่นร้อนออกมาอาบมือบางของนาง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังผ่อนลมหายใจอย่างอ่อนล้า กลับรู้สึกถึงความร้อนชื้นที่ปลายแท่งหยกเมื่อหรี่ตามองผ่านความมืดกลับพบว่าริมฝีปากเล็กของนางกำลังกลืนกินของของเขาไปทั้งลำ ไม่ทันตั้งตัวร่างกายเขาก็ตอบสนองแข็งเกร็งโต้ตอบลิ้นเล็กที่ตวัดหยอกล้อ ซูลี่อิงจำบทเรียนที่หลิวเหลียนฮวาสอนได้เป็นอย่างดี ลิ้นเล็กของนางจึงทั้งไล้เลีย ทั้งตวัดพัวพันหยอกล้อ สอดประสานกับริมฝีปากเล็กที่ดูดกลืน เพียงแต่สิ่งที่หลิวเหลียนฮวาไม่ได้บอกนางก็คือ การตั้งรับขนาดที่ใหญ่โตและยาวกว่าแตงกวาที่นางใช้ฝึกเรียนจะทำอย่างไรนางจึงจะกลืนกินมันได้หมด หากกลืนกินไม่หมดแล้วเว่ยหยางชุนจะหลั่งน้ำทิพย์ผลิตบุตรออกมาได้หรือไม่เมื่อคิดเช่นนั้นซูลี่อิงก็ปีนขึ้นเตียงแม่ทัพน้อย แทรกกายนั่งลงที่กลางขาเขาแล้วพยายามก้มลงกลืนกินแท่ง
เว่ยหยางชุนเกร็งเล็กน้อยยามที่นิ้วเรียวของนางค่อยๆ สอดเข้าไปด้านในกางเกงของเขา สัมผัสแผ่วเบาจากนิ้วเรียวถูกแก่นกายที่ร้อนผ่าว มือบางไม่เพียงไม่ถอยห่างแต่ยังขยับลูบคลำแผ่วเบา กระตุ้นให้แรงปรารถนาในกายของเขาลุกโชนซูลี่อิงมือสั่นเทายามที่สัมผัสถูกของร้อน เหตุใดจึงใหญ่โตถึงเพียงนี้ มือบางลูบไล้อย่างตื่นตระหนกก่อนจะกอบกุมขยับขึ้นลงเช่นที่หลิวเหลียนฮวาเคยพร่ำสอนกระชับมือของท่านให้พอดี เคลื่อนไหวขึ้นลงให้เป็นจังหวะเว่ยหยางชุนพลันลมหายใจติดขัด เลือดลมในกายไหลเวียนรุนแรงจนเขาสัมผัสได้ว่ามันทะลุเส้นปราณที่ถูกปิดกั้นเพราะพิษร้าย ยิ่งนางกระชับมือเล็กขยับขึ้นลงเขาก็มิอาจต้านทานเผลอร้องครวญในลำคอ นิ้วเรียวยาวเกร็งกระตุกกำผ้าปูที่นอนแน่น ยามที่นางเร่งจังหวะถี่ระรัวเขาก็มิอาจต้านทานปลดปล่อยสายน้ำอุ่นอาบไล้มือเล็กซุกซน เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำอุ่นที่อาบไล้ผิวมือซูลี่อิงจึงค่อยๆ ดึงมือกลับคืน แล้วแสร้งหลับไปโดยไม่เอ่ยวาจาใดจวบจนวันใหม่ซูลี่อิงก็ยังคงปรนนิบัติดูแลเว่ยหยางชุนเช่นเดิม วันนี้นางยังร้องขอให้พ่อบ้านฉีเรียกบ่าวชายสี่คนช่วยกันหามเว่ยหยางชุนไปนั่งเล่นที่ศาลากลางสวน“วันนี้อากาศดี คุณชายท่านน
จวบจนตะวันของวันใหม่สาดแสง หลังดูแลปรนนิบัติเว่ยหยางชุนแล้ว ซูลี่อิงจึงออกมานอกเรือน“อิงอิง”ซูลี่อิงหันไปตามเสียงเรียก พบว่าเป็นพี่สาวจำเป็นของนางที่มายืนรอนางที่หน้าเรือน แขนเล็กถูกดึงรั้งไปยังศาลากลางสวนของเว่ยหยางชุน“พี่ฮวาทำไมเพิ่งมากัน”เซียนน้อยเมิ่งเจี๋ยยกยิ้มแห้ง นึกถึงคำตอบที่เด็กสาวตรงหน้าเอ่ยถามแล้ว ใบหน้าพลันแดงก่ำ มหาเทพเหลียงเขาช่างน่าโมโหนัก เพราะเจ็ดวันที่ผ่านมานางไม่ได้ปรนนิบัติเขา เมื่อคืนเขาจึงคิดย้อนหลังเสียจนนางปวดกราม ปวดเอวไปหมด“เอ๊ะ! ปากท่านเป็นแผล หรือว่าท่านแม่ทัพทำร้ายท่านหรือเจ้าคะ”เซียนน้อยเมิ่งเจี๋ยเร่งส่ายหน้าไปมา ก่อนเอื้อมไปกุมมือบางของคนตรงหน้าเอาไว้“เรื่องของข้าเอาไว้ก่อน ที่ข้าให้เจ้าไปทดสอบมาเป็นอย่างไรบ้าง”ซูลี่อิงใบหน้าแดงก่ำ ค่อยๆ เปิดสาบเสื้อให้คนตรงหน้าดู เซียนน้อยเมิ่งเจี๋ย เบิกตากว้างยกยิ้มอย่างพอใจ แม่ทัพน้อยนี่ท่าทางจะร้ายไม่เบาเอาเถิดอย่างไรเสียทั้งคู่ก็เป็นคู่บุพเพกันมิใช่หรือไร“แล้วตรงนั้นของเขาเล่า แข็งแรงดีหรือไม่”ซูลี่อิงแทบอยากมุดลงใต้ดินหนีด้วยความอับอาย เม้มริมฝีปากพยักหน้าระรัว“ดีเช่นนั้นคืนนี้เจ้าจุดกำยานนั้นอีก”“แต่
“ข้ามือไม้ไม่คล่องอาจทำเจ็บบ้างขออภัยนะเจ้าคะ”ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านในหัวใจที่สิ้นอาลัยของเว่ยหยางชุน ความใส่ใจเช่นนี้นับจากสิ้นมารดาก็ไม่เคยมีใครมอบให้เขาอีกเลย อาจเพราะในสายตาผู้คนในยามอดีตเขานั้นสูงส่ง น่าหวาดกลัวเกินเข้าถึง ส่วนในยามนี้ก็อ่อนแอน่าสมเพชจนผู้คนเกียจชัง มิว่ายามใดเขาก็ยืนอยู่เพียงลำพังมาโดยตลอดผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วยามร่างกายของเว่ยหยางชุนก็ได้รับการทำความสะอาดอย่างดี อีกทั้งสาวใช้ตัวน้อยยังผลัดเปลี่ยนเครื่องนอนม่านเตียงให้เขาใหม่ กลิ่นกำยานฉุนๆ นางก็เอาออกไป และจุดเพียงกำยานกลิ่นเบาบางคล้ายใบไผ่ในฤดูฝน“กำยานนี้ข้าผสมเองเจ้าค่ะ คุณชายชอบไหมเจ้าคะ หากท่านไม่ชอบให้กะพริบตาถี่ๆ สามครั้ง หากชอบให้กะพริบช้าๆ เพียงครั้งเดียวเจ้าค่ะ”เว่ยหยางชุนใจสั่นระรัวยามที่ดวงตากลมใสเปล่งประกายขยับเข้ามาประชิดจดจ้องเขาเพื่อรอคำตอบ ดวงหน้าละมุนงดงามยิ้มอ่อนโยนจนเขาใจสั่นระรัว หูอื้ออึงไม่ได้ยินถ้อยคำของนาง ซูลี่อิงพลันขมวดคิ้วเล็กไม่เข้าใจเขา หรือแท้จริงแล้วเขาสูญเสียการได้ยินไปด้วยกัน“คุณชายท่านได้ยินข้าหรือไม่เจ้าคะ เอาใหม่นะเจ้าคะ”ซูลี่อิงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนกับคนป่วยช้าๆ ด้วยใจท





