Share

ฟ้าลิขิต

last update publish date: 2026-09-21 18:31:02

บทสนทนาเริ่มเข้มข้นขึ้น พ่อเลี้ยงหนุ่มเป็นกันเองกับคนทั้งสอง ทำให้พวกเขาผ่อนคลายลงมาก จากที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก

อาหารถูกจัดเรียงวางบนโต๊ะ แน่นอนการจัดวางดูสวยงามน่าทาน เพราะการใส่ใจดูแลของเจ้าของร้านที่นี่

และเจ้าของร้านก็คือ “พ่อเลี้ยงดิน” นั่นเอง… เขาเปิดร้านอาหารนี้ให้กับภรรยาเป็นคนดูแล เพื่อไว้ต้อนรับลูกค้าที่มาเจรจาติดต่อผลผลิต และเป็นตัวบ่งบอกว่าสินค้าของเขา สดใหม่สมคำร่ำลือจริงๆ

แต่ตอนนี้เป็นเขาเองที่ต้องมาดูแลแทนหลังจากเลิกร้างกับภรรยา พ่อเลี้ยงดินฟังข้อเสนอต่างๆ พร้อมเอกสารสัญญาต่างๆ พร้อมกับลงลายเซ็น อันเป็นเสร็จสิ้นท่ามกลางความโล่งใจของผู้ที่มาติดต่อ การเจรจาตกลงใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ล่วงเลยสู่มื้อค่ำ

“ทานเยอะๆ เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมเป็นเจ้าของร้านเอง”

“ฮะ คุณบดินทร์ เป็นเจ้าของเหรอคะ” แก้วตาที่กำลังตักสลัดผักถึงกับชะงักงันที่ได้ยิน

“ครับ”

“ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ แต่ผักกรอบหวานมากเลยค่ะ” เธอตอบตามความจริง

“ขอบคุณครับ” ด้วยความหิวของสองหนุ่มสาว บวกกับอาหารถูกปาก ทำให้พวกเขาตักกินไม่หยุดและตบท้ายด้วยของหวานเป็นลำดับสุดท้าย

ขณะที่พ่อเลี้ยงดินแนะนำของหวาน เขาพลันได้ยินชื่อใครบางคนที่สองคนนี้พูดถึง

“ถ้ายัยอายมาด้วย คงชอบสลัดผักที่นี่แน่ๆ เจ้านั้นชอบยิ่งกว่าอะไรอีก” แก้วตารู้ว่าหญิงสาวอีกคน ชอบเพราะพวกเธอเป็นเพื่อนกันถึงจะอยู่คนละแผนกก็ตาม

“เอ่อ…” พ่อเลี้ยงดินหยุดที่จะพูดต่อ

“อ้อ… ขอโทษครับ” อเนกทำหน้าไม่ถูก

“ขอโทษที่ผมเสียมารยาทนะครับ อายนี้ใครเหรอครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เขาอยากรู้ว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ กับคนที่เขาพึ่งเจอวันนี้

“ยัยอาย เพื่อนคนละแผนกค่ะ ชื่อ อารดา บุษยากร เป็นคนที่นี่ค่ะ แต่พวกเรายังไม่รู้จักบ้านเลยค่ะ เห็นว่าพึ่งลามาธุระที่บ้านเมื่อวานนี้ค่ะ”

แก้วตาสาธยาย

“ปกติเพื่อนพวกคุณมีนิสัยแบบไหนกันเหรอครับ”

“ยัยอายเหรอคะ แก่นๆ ห้าวๆ ไม่ยอมคน ใจถึงพึ่งได้ รักเพื่อนพ้อง นิสัยดีมากๆ รักความยุติธรรม ตัวเล็กๆ บอบบาง น่ารักค่ะ” สองหนุ่มนั่งฟังหญิงสาวเอ่ยถึงเพื่อน พ่อเลี้ยงดินนั่งคิดตาม มันใช่คนเดียวกันหรือกับที่เขาเจอ แต่ชื่อนามสกุลมันใช่เลย แต่นิสัยนี่สิต่างกันคนละขั้วเหลือเกิน

เมื่อหมดธุระในการเจรจา พ่อเลี้ยงหนุ่มจึงขอตัวปล่อยให้คนทั้งสองได้ทานของหวานกันต่อ ไม่ลืมเอกสารที่เขาต้องนำไปทบทวนอีกรอบ

เวลายี่สิบนาฬิกาห้านาที

ครืด ครืด… เสียงโทรศัพท์แผดเสียงดังหลายครั้ง กลับไม่มีคนรับสาย ทำให้คนที่โทรเข้าอารมณ์เสียหงุดหงิด เดินไปเดินมาไม่อยู่กับที่

“ทำไมไม่มีคนรับสายวะ หากคนเก็บได้มันก็ต้องปิดเครื่องสิ แต่นี่เปิดเครื่องมันยังไงกันแน่นะ” เสียงหญิงสาวบ่นคนเดียว

“เป็นไงบ้างอาย โทรติดไหมลูก?” แม่ชบาถามลูกสาว

“ติดแม่… แต่ไม่มีคนรับหรือมันจะตกในพงหญ้าข้างทาง” หน้าตาบึ้งตึงแสดงให้เห็นชัด

“หนูโทรหาน้ำหรือยังเผื่อลืมไว้กับน้ำ”

“โทรแล้วแม่ ยัยน้ำไม่เห็น”

“หรือหนูลืมไว้ที่บ้านพ่อเลี้ยงดินหรือเปล่า?” คนเป็นแม่ถามอีกครั้ง

“คงไม่หรอกมั้งแม่! อายจะลืมได้ยังไง อายเอาใส่กระเป๋าชุดเดรสไว้” เธอจำได้ว่าก่อนออกจากบ้าน เธอใส่มันไว้ในกระเป๋า

“นั่นแหละมันอาจร่วงตอนลูกลุกนั่งรถมอเตอร์ไซค์ได้นะ” แม่ชบาพูดตามความเป็นไปได้

อายจึงขอยืมโทรศัพท์ของคุณแม่ เพื่อต่อสายเข้าเครื่องตนเอง

“ดึกแล้วแม่เข้านอนเถอะค่ะ หนูขอลองโทรอีกสักพักค่ะ” หญิงสาวให้แม่เข้านอน

“ไม่เจอก็ซื้อใหม่ลูก คงได้คืนยาก” แม่บอกลูก คนที่เก็บได้คงเอาไว้ใช้เองหรือไม่ก็คงขายต่อ

“อายเสียดาย ข้อมูลต่างๆ อยู่ในนั้นหมดเลยแม่ อีกอย่างรูปถ่ายสวยๆ ที่หนูเซฟไว้มันหาไม่ได้อีกแล้วแม่”

“ทำไงได้ล่ะลูก ใครเก็บได้ก็ไม่รู้ ทำใจเถอะลูก”

“ค่ะแม่ หนูขอยืมโทรศัพท์ไว้ก่อนนะคะ”

“จ๊ะ”

หลังจากแยกย้ายกับแม่ หญิงสาวยังคงกดโทรศัพท์อีกหลายสิบรอบแต่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีคนรับสายอยู่ดี เธอหมดหวังจึงหยุดโทร พรุ่งนี้เช้าค่อยลองใหม่ เธอจึงพาตัวเองไปอาบน้ำแล้วเตรียมตัวเข้านอน

เวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาที พ่อเลี้ยงดินขับรถเข้ามาจอด ก่อนจะย่างก้าวขึ้นบ้าน

เขาพาตัวเองมานั่งที่โซฟารับแขกและอเนก เหยียดขานอน เขาใช้แขนหนุนศีรษะหลับตาอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาขยับกายนิดหน่อยเหมือนเขานอนทับอะไรบางอย่าง จึงใช้มือควานหาและหยิบมันขึ้นมาดู มันคือโทรศัพท์ราคาแพงรุ่นใหม่

ชายหนุ่มคิดในใจมันของใคร ทั้งที่เขาอยู่คนเดียว หรือจะของป้าเอี่ยมกับลุงสันต์แต่คงไม่ใช่เพราะสองคนนั้นคงใช้ไม่เป็น เขาจึงถือวิสาสะกดเข้าไปดู

เพียงแค่แสงสว่างเกิดขึ้น ภาพหญิงสาวสวยหน้าหวานปรากฏให้เขาเห็นทันที เขารู้ทันทีว่าเป็นของใคร เขาถึงกับขมวดคิ้ว เธอคงทำหล่นไว้แน่ๆ หน้าจอแสดงมีสายโทรเข้าเป็นสิบๆ รอบ

“ไหนๆ ละขอกดเข้าไปดูหน่อยนะสาวน้อย” ชายหนุ่มพึมพำคนเดียว มือหนาค่อยๆ ไล่ดูเรื่อยๆ จนไปเห็นข้อมูลของหญิงสาวที่เธอเซฟไว้ในนี้ เขาเพ่งพินิจข้อมูลส่วนตัว

“นางสาวอารดา บุษยากร อายุยี่สิบห้าปี จบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เป็นบุตรธิดาคนเดียวของครอบครัว มารดาชื่อ นางชบา บุษยากร บิดาชื่อ นายอดุลย์ บุษยากร รับราชการครู น้ำหนักสี่สิบเก้ากิโลกรัม ส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบสามเซนติเมตร สถานที่ทำงานปัจจุบัน โรงแรมเอเชียเซาท์บีช แผนก หัวหน้าฝ่ายต้อนรับ สาขากรุงเทพฯ”

พ่อเลี้ยงดินอ่านข้อมูลจนครบ และเป็นคนเดียวกับคนสองคนที่มาติดต่อเขา ที่เล่าให้ฟัง มือหนากดไล่ดูไปเรื่อย มีรูปภาพที่หญิงสาวเซฟไว้ด้วยท่าทางและอิริยาบถต่างๆ แต่ละภาพสวย สดใส น่ารัก และภาพตลกๆ หลายท่าทางรวมทั้งกลุ่มเพื่อนที่ทำงานหลายรูป ชายหนุ่มเผลอยิ้มให้กับภาพเหล่านั้น

“สวยเหมือนกันนะแต่ขี้วีนไปหน่อย” เขาคิดในใจ

ชายหนุ่มปิดโทรศัพท์เหมือนเดิม แต่ถือมันไว้ในมือวางบนหน้าอก เขาอมยิ้มอย่างไม่รู้ตัวตาคมหลับลงอีกครั้ง นานสองนานก่อนที่เขาจะลุกขึ้น เดินเข้าห้องนอนโดยไม่ลืมโทรศัพท์เครื่องนั้นเขาถือมันไปด้วย

พ่อเลี้ยงหนุ่มอยู่ในสภาพผ้าขนหนูพันรอบเอว เปลือยอกแกร่งแผงอกมีกลุ่มน้ำเกาะเป็นเม็ดๆ เพิ่มความเซ็กซี่น่ามองไปอีกแบบ เขาใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมให้มันหมาดๆ ก่อนโยนลงตะกร้าตรงมุมห้องนอน

มือสากสางผมลวกๆ กางเกงขายาวถูกสวมใส่ก่อนทิ้งตัวลงนอน

“ฝันดียัยเด็กขี้วีน” เขาคิดอะไรกันนะ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อายดินกลิ่นรัก ณ บ้านไร่   พ่อเลี้ยงเป็นคนดี

    บนบ้านห้องรับแขกตุ๊บ! “โอ๊ย! โยนอีกแล้วนะโว้ย! ใช้แต่กำลัง” เธอถูกโยนลงบนโซฟาตัวเดิม“ฉันอ่อนโยนกับคนที่นิสัยดีเท่านั้น”“ฉันไม่ดีตรงไหน นายหาเรื่องฉันก่อน” พ่อเลี้ยงดินหันหลัง ถอดเสื้อแขนยาวโยนลงข้างๆ สองแขนของหญิงสาวเท้าสะเอวมองออกนอกระเบียง เขาหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพ่นมันออกมาหนักๆ หญิงสาวมองแผ่นหลังหนา พลางคิดในใจ ทำไมเขาถึงเงียบเมื่อกี้ยังต่อว่าเธออยู่ฉอดๆเมื่อเธอเห็นเขาเงียบ พลันสมองสั่งงานให้มองหาของที่ต้องการ มือน้อยๆ ควานหาสิ่งที่ต้องการ เธอคิดว่าทำตกไว้ตรงนี้พร้อมสายตาที่ส่ายส่องมองหาเธอพลิกตัวหาทุกที่ที่คิดว่ามันตกอยู่แต่ไม่พบ หญิงสาวมัวแต่หาของจนไม่ทันสังเกต ว่าชายหนุ่มเดินหายไปทางไหน เงยหน้ามองอีกทีก็ไม่เห็นเขาแล้ว“เอ๊า หายไปไหนของเขา” เธอคิดในใจจากนั้นก็หันมาสนใจหาของที่ต้องการต่อ“ลูกแม่… แกตกหายตรงไหนกันนะ กว่าจะเก็บเงินซื้อได้ตั้งหลายเดือนเลยนะ” อารดาเดินเขย่งเท้าวนไปมา รื้อค้นในที่ต่างๆ ก็ไม่เห็นคราวนี้เธอถึงกับถอดใจ โทรศัพท์ของเธอคงไม่ได้หล่นตรงนี้อาการเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวเข่าเริ่มอีกครั้ง อาจจะระบมช่วงที่เดินบ่อย ไหนเท้าที่เป็นแผลพุพองจากการใส่รองเท้าส้นสูงลุยไปใ

  • อายดินกลิ่นรัก ณ บ้านไร่   จูบหวาน

    แต่ก็ช่วยไม่ได้เธอหาเรื่องเอง ทั้งๆ ที่พึ่งเจอกันได้แค่สองวันเธอยังสร้างความปวดหัวให้กับเขาขนาดนี้“เธอหาเรื่องเองช่วยไม่ได้ ช่วยหยุดพูดก่อนที่ฉันจะโยนเธอลงพื้นจริงๆ ฉันรำคาญ” ตอนนี้สีหน้าเขาดูจริงจังด้วยความที่กลัวว่าเขาจะทำจริงเธอจึงเงียบเสียง อยู่นิ่งๆ ให้เขาพาไปยังรถ เขาเปิดประตูด้วยมือเดียว ก่อนจะโยนร่างหญิงสาวบนเบาะนั่งข้างคนขับ เธอไถลไปตามแรงโยน“โอ๊ย! ไอ้บ้า! โยนลงมาได้” จากที่น้ำตาแห้งไปก่อนหน้านี้มันไหลออกมาอีกครั้ง“ซี้ด! เจ็บเป็นบ้า” เธอบ่นคนเดียวก่อนขยับนั่งให้เข้าที่เข้าทาง พ่อเลี้ยงดินเดินอ้อมมายังฝั่งคนขับเขาหัวเสียอย่างหนักผู้หญิงอะไรเจอกันทีไรหาเรื่องได้ตลอดเวลา เขาพลางส่ายหัวขับไล่เรื่องไร้สาระออกจากหัว“นาย รองเท้าฉัน” เธอพูดเบาๆ“ช่างมัน เธอรวยซื้อใหม่แค่นี้เอง” ก่อนเลี้ยวรถกลับเข้าทางจงใจให้ล้อรถเหยียบทับรองเท้าเจ้าปัญหาเจ้าของรถขับรถไปยังโกดังเก็บผัก เหล่าพนักงานกำลังขะมักเขม้น จัดเรียงผักสลัดใส่กล่องโฟมเตรียมส่งไปยังร้านอาหารต่างๆเมื่อเห็นรถของพ่อเลี้ยงดินแล่นเข้ามาจอดต่างช่วยกันขนเข่งผักลง“เรียบร้อยครับพ่อเลี้ยง” โต้งเดินเข้ามาบอก“อ้าว… ฮั่นแน่! พ่อเลี้ย

  • อายดินกลิ่นรัก ณ บ้านไร่   ยอมที่ไหนกัน

    หลังจากเหลือกันแค่สองคน หญิงสาวก้าวเท้าไปหาชายหนุ่มที่เขาจ้องมองเธอดู“มองอะไรของนาย ว้าย!” รองเท้าส้นสูงจมดินโคลนทำให้เธอหน้าคะมำ เธอล้มกองที่พื้น“เฮ้ย!” แต่เจ้าของไร่กลับยืนกอดอกมองดูหญิงสาวหน้าตาเฉย ไม่แม้แต่จะช่วยเหลือ“ไอ้คนแล้งน้ำใจ” หญิงสาวต่อว่าชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน อารดาพาตัวเองลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เธอเจ็บเท้าและขา ทั้งรองเท้าที่กัดเท้าและไหนจะล้มเมื่อกี้นี้อีก เธอถอดรองเท้าออกลุกขึ้นยืนโดยเท้าเปล่า ก่อนจะหันไปดึงเอารองเท้าข้างที่จมดินขึ้นมาถือเธอเดินเขย่งเท้าเข้าหาชายหนุ่ม“เธอมาทำอะไรที่นี่” ทั้งสองประจันหน้ากันก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น อารดาเชิดหน้าใช้มือเกลี่ยผมออกจากใบหน้า สายตาเข้มชำเลืองใบหน้าแสนหวาน แม้จะถูกปกปิดด้วยความมอมแมมแต่ยังคงดูสวยน่ารัก อยู่ๆ ใจเขากลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“ฉันมาหาโทรศัพท์”“โทรศัพท์… ทำไมถึงมาหาที่นี่”“ก็เมื่อวานฉันเป็นลม มันน่าจะตกที่โซฟา”“เห็นตอนตกหรือ” เขาปั้นหน้าถาม“ไม่เห็น แต่ฉันมั่นใจ” เธอลอยหน้าลอยตาบอก“ทำไมไม่หาที่บ้าน มาหาอะไรตรงนี้”“ไอ้ลูกน้องบ้าของนายนะสิ หลอกฉันมาเนี่ย” เธอแว้ดใส่คนตรงหน้า คิดแล

  • อายดินกลิ่นรัก ณ บ้านไร่   มีคนสวยอยากเจอพ่อเลี้ยง

    อารดาเดินสวนกับแม่ ขณะที่จะมาตามไปกินข้าว เพราะเมื่อเช้าลูกสาวยังไม่ได้กินข้าว“อาย แม่กำลังจะตามไปกินข้าว”“แม่จ๋า อายจะไปไร่อีตาขี้เก๊ก”“เอ๋… ตาขี้เก๊ก ใครเหรอลูก” คนฟังถึงกับขมวดคิ้ว“ก็ไร่ของคนที่แม่ให้อายไปเมื่อวานนี้ไงคะ”“อ๋อ… เขาชื่อพ่อเลี้ยงดิน ขี้ก๊กขี้เก๊กอะไรกัน เราเป็นเด็กเป็นเล็ก คำพูดคำจาให้มีมารยาทรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ เดี๋ยวเขาหาว่าพ่อแม่ไม่สอน” แม่ชบาติเตือนลูกสาว“พ่อแม่สอนมาดี… แต่ผู้ใหญ่บางคนยียวนกวนประสาทจะตายแม่” เธอย้อนคำแม่“แม่…”“หือ…”ขณะที่เดินกลับบ้าน หญิงสาวได้เอ่ยถามถึงบุคคลที่สาม เธออยากรู้ว่าเขาเป็นมาอย่างไรถึงได้มีแต่คนเรียกพ่อเลี้ยง ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นคนที่นี่มาแต่เกิด ทำไมเขาถึงถูกเรียกว่า“พ่อเลี้ยง” ทั้งที่ดูๆ แล้วอายุอานามยังน้อยๆ“อีตาขี้เก๊ก เอ๊ย! พ่อเลี้ยงดินของแม่นี่เป็นคนยังไงกันคะ”“คนแถวนี้ตั้งให้เพราะคุมคนงานดูแลพื้นที่หลายร้อยไร่ตามลำพัง แม่ว่าหนูคงจำพ่อเลี้ยงไม่ได้หรอกลูก ช่วงนั้นหนูยังเด็กมากๆ ส่วนพ่อเลี้ยงดินเขาเทียวไปเทียวมา ระหว่างกรุงเทพฯ กับที่นี่ ให้เล่ามันยาวเอาไว้แม่ค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน ไปกินข้าวกัน” แม่ชบาจูงมือลูกสาวเข้าบ้าน

  • อายดินกลิ่นรัก ณ บ้านไร่   พระพรหม

    ฟากฝั่งเจ้าของโทรศัพท์พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ เธอควรจะหลับไปนานแล้วแต่เพราะคิดมากทำให้เธอหลับไม่ลงมือบางคว้าโทรศัพท์แม่ขึ้นมากดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับโทรศัพท์ไม่ติด เหมือนถูกปิดเครื่องไปแล้ว ทำให้หญิงสาวขุ่นเคืองยิ่งนัก เสียใจก็เสียใจเพราะเธอเก็บเงินซื้อมาแพงด้วย“ใครเก็บได้แล้วไม่คืน ขอให้มันกินอะไรแล้วสำลักตายไปเลย เพี้ยง!” พูดเสร็จเธอก็ยกมือขึ้นท่วมหัวหญิงสาวสวมเสื้อคลุมออกมาเดินหน้าบ้าน เธอชะเง้อมองไปยังรี­สอร์ต ที่เชื่อมหากันได้ แสงไฟเปิดตามทางเดิน ห้องพักเต็มทุกห้อง เธอเดินเล่นไปตามทาง ดอกแก้วส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลชวนให้ชื่นใจเธอสูดดมกลิ่นหอมๆ จนเต็มปอด ก่อนจะกลับเข้าบ้านและขึ้นห้องเช้าที่สดใสสำหรับหลายคน แม่ชบาตื่นเช้าเตรียมอาหารไว้รอใส่บาตรยามเช้า หลังจากนั้นขึ้นไปปลุกบุตรสาวให้มาใส่บาตรด้วยกัน“อาย… ลูกตื่นหรือยัง” แม่ชบาเคาะประตูพร้อมบิดลูกบิดประตูแต่มันล็อก แม่ชบายังคงเรียกและเคาะประตูอยู่แบบนั้น แม่ผู้อยากให้ลูกได้ตื่นมาสูดอากาศยามเช้าเพราะรู้ว่าที่กรุงเทพฯ คงไม่มีโอกาสได้อากาศที่สดชื่นแบบนี้“แม่… เคาะอยู่ได้”ประตูถูกเปิดโดยลูกสาวหน้าบึ้งตึงบูดบึ้งที่ขัดจังหวะการนอน“

  • อายดินกลิ่นรัก ณ บ้านไร่   ฟ้าลิขิต

    บทสนทนาเริ่มเข้มข้นขึ้น พ่อเลี้ยงหนุ่มเป็นกันเองกับคนทั้งสอง ทำให้พวกเขาผ่อนคลายลงมาก จากที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกอาหารถูกจัดเรียงวางบนโต๊ะ แน่นอนการจัดวางดูสวยงามน่าทาน เพราะการใส่ใจดูแลของเจ้าของร้านที่นี่และเจ้าของร้านก็คือ “พ่อเลี้ยงดิน” นั่นเอง… เขาเปิดร้านอาหารนี้ให้กับภรรยาเป็นคนดูแล เพื่อไว้ต้อนรับลูกค้าที่มาเจรจาติดต่อผลผลิต และเป็นตัวบ่งบอกว่าสินค้าของเขา สดใหม่สมคำร่ำลือจริงๆแต่ตอนนี้เป็นเขาเองที่ต้องมาดูแลแทนหลังจากเลิกร้างกับภรรยา พ่อเลี้ยงดินฟังข้อเสนอต่างๆ พร้อมเอกสารสัญญาต่างๆ พร้อมกับลงลายเซ็น อันเป็นเสร็จสิ้นท่ามกลางความโล่งใจของผู้ที่มาติดต่อ การเจรจาตกลงใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ล่วงเลยสู่มื้อค่ำ“ทานเยอะๆ เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมเป็นเจ้าของร้านเอง”“ฮะ คุณบดินทร์ เป็นเจ้าของเหรอคะ” แก้วตาที่กำลังตักสลัดผักถึงกับชะงักงันที่ได้ยิน“ครับ”“ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ แต่ผักกรอบหวานมากเลยค่ะ” เธอตอบตามความจริง“ขอบคุณครับ” ด้วยความหิวของสองหนุ่มสาว บวกกับอาหารถูกปาก ทำให้พวกเขาตักกินไม่หยุดและตบท้ายด้วยของหวานเป็นลำดับสุดท้ายขณะที่พ่อเลี้ยงดินแนะนำของหวาน เขาพลันได้ยินชื่อใค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status