Beranda / แฟนตาซี / อาศิรวิษ / 2-แค่เพียงบังเอิญ 1/4

Share

2-แค่เพียงบังเอิญ 1/4

last update Tanggal publikasi: 2025-04-27 08:12:28

“เป็นเยี่ยงไรบ้างเพคะเจ้านางน้อย รู้สึกดีหรือไม่” เพียงแค่ฉันลืมตาตื่นเสียงทักก็ดังขึ้น จึงหันไปมองพบเป็นกาลัดที่นั่งอยู่ข้างเตียง

               “อืม หลับสนิทดี แล้วนี่กลีบบัวไปไหนล่ะ?” ฉันพยุงตัวลุกนั่งทั้งที่ยังมีอาการงัวเงีย ไม่เห็นกลีบบัวจึงได้ถามขึ้น

               “ห้องครัวเพคะ เตรียมสำรับให้เจ้านางน้อย” กาลัดตอบ

               “ตอนนี้กี่โมงกี่ยามละ” ฉันถามกาลัดทั้งที่ยังสะลืมสะลือมือขยี้ตาเบา ๆ

               “ย่ำค่ำแล้วเพคะเจ้านางน้อย” กาลัดตอบฉัน และมันก็ทำเอาตาฉันสว่างโล่ เพราะงุนงงกับเวลาที่กาลัดบอก

               “ย่ำค่ำนี่กี่โมงวะ” ฉันเกาหัวงึมงำกับตัวเอง “เออย่ำค่ำก็ย่ำค่ำ”

               “เจ้านางน้อยทรงตรัสว่ากระไรหรือเพคะ” กาลัดถามพลางขมวดคิ้วงง

               “ไม่มีอะไรหรอก บ่นไปเรื่อยน่ะ” ฉันฉีกยิ้มแล้วตอบเธอ

               “กลีบบัวไปนานนัก ทำให้เจ้านางน้อยต้องคอยอยู่นาน” กาลัดบ่น พร้อมกับชะเง้อมองไปทางบานประตู

               “เออนี่กาลัด แล้วถ้าฉันอยากจะอาบน้ำล่ะต้องไปตรงไหน”

               “สระบัวแก้วมรกตเพคะ เป็นสระส่วนพระองค์ที่เจ้าหลวงสร้างขึ้นเพื่อเจ้านางน้อยพระองค์เดียวอย่างไรเพคะ...ทรงลืมอีกแล้วรึเพคะ”

               “ชื่อเพราะดีจัง”

               “กลีบบัวมาพอดี”

ฉันกำลังนั่งคิดเพลิน ๆ ต้องชะงักเมื่อเสียงเปิดประตูดังขึ้น เป็นกลีบบัวที่มาพร้อมกับสำรับที่มีคนยกตามหลังเข้ามา

               “ผ้าชุบน้ำเพคะเจ้านางน้อย จะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น” กลีบบัวยื่นผ้าชุ่มน้ำมาตรงหน้า ฉันรับมาและทำตามอย่างว่าง่าย ก็ไม่รู้ว่าจะฝืนไปเพื่ออะไร ขนาดการมาที่นี่ฉันก็ยังจับจุดไม่ได้ด้วยซ้ำ

“ขอบใจนะ”

“จะ จะ เจ้านางน้อยพูดขอบใจบ่าวอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ข้าหูฝาดไปไหมวะกาลัด”

มันแปลกตรงไหนกับการที่ฉันพูดแบบนี้ ทำให้ทั้งกาลัดและกลีบมองมองหน้ากันด้วยความงุนงง และฉันก็งงพวกหล่อนเช่นกัน

“ข้าก็เช่นกันกลีบบัว”

“อะไรกันอะ แค่พูดขอบใจเองนะแปลกตรงไหน?”

“ตรงที่เจ้านางน้อยไม่เคยพูดกับพวกหม่อมฉันอย่างไรเล่าเพคะ” กลีบบัวรีบตอบหน้าตาตื่น       

“เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อว่าสุดแสนจะเย็นชา แล้วมากล่าววาจาเช่นนี้กับบ่าวอย่างหม่อมฉันเลยรู้สึกแปลกหูเพคะ” กาลัดพูดเสริมต่อ

“ฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ? (“ไม่สินั่นไม่ใช่ฉัน แต่เป็นผณินทรต่างหาก”)” ฉันชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้าไม่ใช่ตัวตนของตัวเองจึงเข้าใจได้

“เพคะ”

“หิวแล้วล่ะ”

“พวกเจ้ายกสำรับมาถวายเจ้านางน้อยได้แล้ว” กลีบบัวหันไปออกคำสั่งคำเหล่าบริวาร จากนั้นสำรับก็ถูกวางตรงหน้าของฉันมากมาย หน้าตาของอาหารสวยสดงดงาม จนฉันไม่กล้าจะตักเข้าปาก

“ทอดพระเนตรอยู่นานแล้ว เจ้านางน้อยไม่สบายพระองค์หรืออย่างไรเพคะ” กลีบบัวพูดขึ้นทำให้ฉันต้องละสายตาจากอาหาร แล้วมองไปยังเธอที่กำลังชักสีหน้าสงสัย

“หน้าตาอาหารดีเกินไปจนไม่กล้ากิน” ฉันให้คำตอบ

“เสวยเถิดเพคะ ประเดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน” เป็นกาลัดที่พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

จากนั้นฉันก็ข่มใจตักอาหารเหล่านั้นเข้าปาก คำแรกที่ได้ลิ้มรสมันจะจับใจเสียเหลือเกิน มันอร่อยมากจนฉันอยากจะตะโกนดัง ๆ รสชาติอาหารทำให้ฉันลืมเรื่องหน้าตาไปหมดสิ้น ตอนนี้ฉันนั่งตักอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย จนท้องของฉันเริ่มจุกแน่น

“เอิ้ก! อุ๊ย!...โคตรอิ่มเลยอร่อยมาก” ฉันเผลอหลุดเสียงออกมาเพราะความอิ่ม จนรีบยกมือปิดปากแล้วมองไปทางกาลัดกับกลีบบัวด้วยความอับอาย ทั้งสองคนก็ก้มหน้าอมยิ้มก้ำกึ่งหัวเราะ คงเพราะเสียงเรออันน่ารักของฉันที่พ่นออกมาหลังกินข้าวเสร็จ

“ต่อหน้าผู้อื่นเจ้านางน้อยจะกระทำเยี่ยงนี้ไม่งามนะเพคะ” กลีบบัวผู้เรียบร้อยบอกฉันด้วยคำพูดอ่อนโยน

“จ้า ฉันรู้...แค่ลืมตัวไปนิดนึง”

“เจ้านางน้อยทรงสรงน้ำเลยหรือไม่เพคะ นี่ก็มืดมากแล้ว”

“อืม เหนียวตัวจะแย่”

หลังจากที่นั่งย่อยสักพักกาลัดก็พูดขึ้น เป็นอะไรที่ดีมากเพราะตั้งแต่ที่ฉันรู้สึกตัวน้ำยังกระทบผิวของฉันสักหยด การมาอยู่ตรงนี้แม้จะยังไม่ข้ามคืน ความคิดถึงและคะนึงหาครอบครัวก็ทำให้หัวใจของฉันหว้าเหว่เหลือเกิน แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อมันไร้หนทางกลับ ฉันจำต้องอยู่ในสถานะนี้ด้วยความจำยอมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ให้ได้ แม้ว่ามันจะยากเย็นแสนเข็ญมากเหลือเกินก็ตาม

แสงไฟจากตะเกียงเพียงรำไร ทำให้พอเห็นเส้นทางเดินที่กำลังจะมุ่งหน้าเพื่อไปยังสระบัวแก้วมรกต ฉันเดินตามหลังกาลัดกับกลีบบัว พร้อมกับสอดสายตามองโดยรอบด้วยความใคร่รู้ และหูของฉันก็ดันได้ยินเสียงบางอย่างแว่วเข้ามา ทำให้ฉันต้องชะงักขาหยุดเดินทันที

“เสียงอะไรอะ”

“เสียงจากที่ใดหรือเพคะเจ้านางน้อย”

“มาจากทางนั้น”

ฉันหยุดนิ่งแล้วพยายามฟังเสียงนั้นอย่างตั้งใจ เสียงเหมือนกำลังมีการปะทะกัน เสียงของการต่อสู้หรืออะไรสักอย่าง จนกาลัดถามขึ้นฉันจึงขี้นิ้วไปตามเสียงที่ดังเข้าหู ซึ่งอยู่ฝั่งขวามือของฉัน

“หม่อมฉันไม่ยักจะได้ยินเพคะ” กลีบบัวพูดต่อ

“แต่ฉันได้ยินจริง ๆ นะ นั่นไงดังอีกแล้ว”

(“เจ้านางน้อย!”)

เสียงเริ่มดังขึ้นอีกระลอก พูดจบฉันก็รีบวิ่งไปตามเสียงนั้นทันที โดยไม่สนกาลัดกับกลีบบัวเลย มันดึงดูดความอยากรู้ของฉันมาก เสียงเหมือนเหล็กกระทบกระทั่งดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนว่าฉันกำลังเข้าใกล้เสียงนั้นเต็มที และสุดท้ายฉันก็มาถึงที่หมายเห็นภาพทุกอย่างเต็มสองตา มันทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อาศิรวิษ   จบ-เสียงกระซิบจากห้วงนาคา 2

    -ปัจจุบัน- ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน ฉันเริ่มรู้สึกตัวและได้กลิ่นคละคลุ้งของยา พยายามเปิดเปลือกตาขึ้น และมองโดยรอบเห็นแม่กับพี่น้ำที่นอนตรงโซฟา นี่คงเป็นห้องพักพิเศษถึงได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย“ณินฟื้นแล้วค่ะ” เสียงของแม่ดังขึ้นด้วยความดีใจฉันกวาดสายตามองรอบ ๆ เห็นพ่อ แม่และพี่ชาย ยืนยิ้มมองมาทางฉันด้วยสีหน้าดีใจ“เป็นยังไงบ้างลูก น้ำไปตามหมอบอกณินฟื้นแล้ว”“ครับพ่อ”พ่อถามแต่ฉันยังไม่ตอบ เหมือนกับปากของฉันมันไม่มีแรงอ้าจะพูดกับใคร ได้แต่พยายามฉีกยิ้มให้ สื่อว่าฉันไม่เป็นอะไร จากนั้นพ่อกันหันไปบอกพี่น้ำให้ตามหมอ แล้วพี่ชายของฉันก็รีบวิ่งออกจากห้องไป ไม่นานพี่น้ำก็มาพร้อมหมอและพยาบาลหนึ่งคน มาถึงก็จับนั่นตรวจนี่ ฉันรู้สึกตัวทุกครั้งและมีสติดี เพียงแต่ยังรู้สึกอ่อนแรงเท่านั้น มองเห็นทุกการกระทำของหมอและคนอื่น ๆ“ร่างกายปกติดีนะครับ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ช่วงนี้ก็นอนพักผ่อนให้เยอะ ๆ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วล่ะครับ” หมอพูดขึ้น“แต่ลูกสาวดิฉันนอนสลบไปสิบแปดวันเลยนะคะ แน่ใจใช่ไหมคะว่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ”แม่ถามย้ำท่านคงเป็นห่วง นี่ฉันนอนหลับไปสองอาทิตย์กว่าเลยงั้นเหรอ?“คนไข้ไม่เป็นอะ

  • อาศิรวิษ   เสียงกระซิบจากเงาห้วงนาคา

    ณ มคธนคร กลางค่ำคืนแห่งจันทราแดง ท้องฟ้าสีเลือดคลุ้งด้วยกลิ่นลางร้าย ดวงจันทร์เต็มดวงถูกหมอกพิษบดบังเพียงครึ่ง… และที่ระเบียงสูงของของตำหนัก ผณินทรยืนนิ่ง ลมเย็นปะทะใบหน้าที่เปื้อนแววหม่นเศร้า เธอยังฝันถึงเสียงของรีภพ…เพื่อนร่วมรบ แม้เขาจะสลายกลายเป็นเศษพลังแห่งนาคธาตุไปแล้วเสียงฝีเท้าก้าวมาช้า ๆ...อาศิรวิษในชุดนักรบสีดำทอง สะพายหอกนาคา ก้าวเข้ามาเงียบ ๆ แต่สายตาเขาจับจ้องมาไม่ลดละ“ข้าฝันถึงตรีภพอีกแล้ว…” เอ่ยเบา ๆ ราวสายลม“เขาอาจยังไม่ได้จากเราไปเสียหมด...” อาศิรวิษพูดเสียงต่ำแผ่ว "...วิญญาณที่ยึดมั่นในคำสัตย์ จะไม่มีวันดับสูญง่ายดาย"และแล้วทันใดนั้น...แผ่นดินก็สั่นไหวเบา ๆ เงานาคที่หลับใหลใต้มหานทีเริ่มขยับณ เทวสถานบ่วงนาคบาศ ในห้องลับใต้เมืองซึ่งซ่อน บ่วงนาคบาศไว้ตราบชั่วกาล…รอยร้าวปรากฏบนผนึกหิน เสียงกระซิบดั่งจากห้วงเหว..."ผู้ที่ควบคุมบ่วง คือผู้ปกครองพรหมแดน...แต่หากบ่วงนี้ตกอยู่ในมือของเงามืดจะไม่มีวันคืนใดปลอดภัย"ฉันและอาศิรวิษรีบรุดไปยังเทวสถานพร้อมคณะองครักษ์ที่นั่น...พวกเขาเจอร่องรอยการบุกรุกและสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดคือหน้ากากของศัตรูปรากฏ“นั่นใครหรือเจ้าคะเสด็จพ่อ

  • อาศิรวิษ   13-เสียงกระซิบจากเงามืด2

    “ความลับที่อยู่ในใจของอาศิรวิษ... คือกุญแจสุดท้าย”และก่อนที่ฉันจะถามต่อ เสียงระเบิดพลังพุ่งเข้ามาจากทิศตะวันตก เสียงร้องเตือนจากทหารของมคธนครดังสนั่น“มีเงามืดบุกเข้ามา! พวกมันมีตราเหมือนกับศศินา!”ฉันเบิกตากว้าง“หมายความว่าไง?!”เสียงของอาศิรวิษตะโกนมาอย่างรีบเร่ง“เจ้านางน้อย! อยู่ข้างหลังข้า!”เขาคว้าฉันไว้ในอ้อมแขน ดึงออกจากระเบียงก่อนเปลวพลังจะระเบิดฟาดผ่านจากเงามืด...ศศินาค่อยๆ เดินออกมาอีกครั้ง“ข้า...ไม่ใช่ศศินาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว อาศิรวิษ”และเบื้องหลังนางคือเงาในคราบอดีตของอาศิรวิษ ที่เขาไม่เคยเปิดเผยกับใคร...ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้าไม่ใช่เพียงศศินา หากแต่คือใครบางคนที่มีเงาทาบซ้อนอยู่เบื้องหลัง นัยน์ตานางไม่ใช่ศศินาอีกต่อไปแต่คือผู้ที่ครอบครองนางอาศิรวิษหน้าถอดสี ฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังสั่นเล็กน้อย“นางคือ...อาคิรนัย”เสียงของอาศิรวิษหลุดเบาออกมาราวกับวิญญาณเขาจะหลุดจากร่าง ฉันหันไปมองเขาด้วยความสงสัยปนสั่นไหว

  • อาศิรวิษ   13-เสียงกระซิบจากเงามืด

    ฉันก้าวเดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง หัวใจหนักอึ้งด้วยความสูญเสีย ในมือยังคงกำผ้าผูกข้อมือสีทองของอาศิรวิษและจี้หยดครามของตรีภพไว้แน่น ความทรงจำของพวกเขายังคงชัดเจนในจิตใจ​ ฉันตัดสินใจเดินทางสู่แดนต้องห้าม สถานที่ซึ่งเล่าขานว่าเป็นที่สถิตของ ผู้เฝ้าประตูแห่งวิญญาณ เชื่อกันว่าผู้เฝ้าประตูสามารถนำวิญญาณกลับคืนสู่โลกได้ แต่ต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดการเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย ฉันต้องฝ่าฟันผ่านป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายและกับดักมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความรักที่มีต่ออาศิรวิษและตรีภพ จึงไม่ยอมแพ้​ เมื่อมาถึงประตูแห่งวิญญาณ ฉันพบกับผู้เฝ้าประตู เธอเป็นหญิงสาวลึกลับที่มีดวงตาสีเงินเปล่งประกาย เธอมองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก"เจ้าปรารถนาจะนำวิญญาณกลับคืนหรือ?" เธอถามด้วยเสียงเย็นชาฉันพยักหน้าและตอบด้วยเสียงสั่นเครือ​"ข้ายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้พวกเขากลับมา"ผู้เฝ้าประตูยิ้มบางๆ และกล่าวว่า​"การแลกเปลี่ยนนี้ เจ้าต้องสละสิ่งที่เจ้ารักที่สุด เจ้าพร้อมหรือไม่?"ฉันนิ่งคิด ความรักที่มีต่ออาศิรวิษและตรีภพคือสิ่งที่มีค่

  • อาศิรวิษ   12-เงารักในภพชาติ

    คืนหลังศึกใหญ่...สายลมพัดเบา ใบไม้ไหวคล้ายลมหายใจแห่งพงไพร ฉันยืนอยู่ริมระเบียงเรือนรับรองของมคธนครจ้องมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นเหนือผืนน้ำเบื้องล่าง มือยังอบอุ่นจากสัมผัสสุดท้ายของใครบางคน เสียงฝีเท้าแผ่วเบา... แต่ฉันรู้ทันทีว่าเป็นเขา“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะตื่นอยู่” เสียงของเขาเบาราวกระซิบ“ข้ารอท่านอยู่ต่างหาก...”ฉันหันไปยิ้มอ่อนให้ชายตรงหน้า อาศิรวิษเดินเข้ามาใกล้ ยังสวมชุดนาคาธิคุณที่ซีดจางไปเล็กน้อย แผลบนร่างเขาเกือบหายดีแล้ว แต่ในดวงตายังมี ความอ่อนล้า...และบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าเดิม“ท่านรู้ไหม… ตอนที่ท่านกางแขนป้องข้าไว้ข้างหลัง ข้าคิดว่า…ข้ากำลังจะเสียท่านไป” เสียงของฉันเบาราวเสียงสายฝนแรกของปี “แต่ท่านก็ยังอยู่ตรงนี้…ยังอยู่กับข้า”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือฉันไว้“ข้าเคยคิดว่า ความรักของข้า…ต้องจางหายไปเหมือนละอองควัน แต่ท่านทำให้ข้ารู้ว่า ความรักไม่ต้องดัง ไม่ต้องร้อนแรง แค่อยู่ตรงนั้นเสมอ…ก็พอแล้ว”ฉันรู้สึกได

  • อาศิรวิษ   11-ใต้ร่มบุษบัน ในใจนั้นคือเจ้า2

    หลังจากที่เข้าพบเจ้าหลวง ในคืนเดียวกันฉันรู้สึกถึงแรงบางอย่างที่กำลังเริ่มคืบคลานเข้ามา...อาศิรวิษพาฉันมายืนใต้แสงจันทร์ เขาเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดขึ้น“พี่มีเรื่องจะถาม…ถ้าวันหนึ่งเจ้าพบว่ามีบางคนจากอดีตชาติ กลับมาทวงคำสัญญา…เจ้าจักเลือกอะไร?”ฉันชะงักทันที คำถามนั้นแฝงความกลัว...ไม่ใช่ต่ออดีตแต่ต่อการสูญเสีย ฉันไม่ตอบ แต่กุมมือเขาไว้แน่น แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า“อดีตอาจมีคำสัญญา แต่ปัจจุบันคือความรู้สึก และในวันนี้...ข้าเลือกท่าน”อาศิรวิษหลับตาแน่น ดวงตาเขาเปียกชื้นเล็กน้อยแล้วกอดฉันไว้ เหมือนกลัวว่าฉันจะหายไปแต่ในเงาจันทร์เหนือสระบูชา เงาดำรูปหนึ่งก้าวออกจากเงาสะท้อนของน้ำ เขายืนเงียบ ใบหน้ายังปิดด้วยผ้าดำ...แต่เสียงแผ่วนั้นดังก้องในเงามืด เหมือนในฝันคืนก่อน“อ อาศิรวิษดูนั่น” ฉันเรียกให้เขาเงยมองเบื้องบน อาศิรวิษเจ้ามือฉันแน่น เหมือนสื่อว่าไม่ต้องกลัวตราบใดที่เขายังอยู่ตรงนี้“ในที่สุดเจ้าก็เลือกทางของเจ้า เยี่ยงนั้นข้าก็จะเลือกทางของข้าเช่นกัน...ผณินทร”

  • อาศิรวิษ   2-แค่เพียงบังเอิญ 3/4

    (“ไม่นึกฝันว่าเราจะได้เจอกันในเวลานี้ เจ้านางน้อยผณินทร”)“เฮือก! 0.0”ร่างสูงใหญ่ปีกหนาค่อย ๆ โฉบบินลงมาสู่พื้นดินพร้อมกับประกายรัศมีสีขาว ก่อนจะผันกลายเป็นร่างมนุษย์กำยำยืนตรงหน้าของฉัน คนที่มาใหม่ทำให้ฉันรับรู้ทันทีว่าเป็นใคร กาลัดกับกลีบบัวรีบเข้ามายืนบังด้านหน้าของฉัน พร้อมกับกางแขนออกทั้งสองข

  • อาศิรวิษ   2-แค่เพียงบังเอิญ 2/4

    “โอ้แม่เจ้า! มันตัวอะไรวะนั่น”ฉันเงยหน้ามองขึ้นไปยังกลางอากาศ ความใหญ่โตของสิ่งตรงหน้าทำเอาฉันอ้าปากค้างและรู้สึกกลัว ตัวหนึ่งเหมือนนกยักษ์ ส่วนอีกตัวเหมือนกับพญางูใหญ่กำลังต่อสู้กัน หัวใจของฉันเต้นระส่ำและกลัวมาก อยากจะวิ่งหนีไปหลบแต่ขาดันก้าวไม่ออกเสียอย่างนั้น ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเงยหน้ามองดูเห

  • อาศิรวิษ   1-เรื่องจริงหรือความฝัน 4/4

    “ท่านอาศิรวิษองครักษ์ประจำกายเจ้านางน้อยเพคะ”“หล่อจัง”คนที่ฉันเห็นทำให้ฉันเผลอลั่นปากพูดออกมา ก็ใบหน้าสมส่วนมีเสน่ห์ ใครเห็นก็ต้องทักแบบฉันนี่แหละ เขาหล่อจริง ๆ ล่ำสั่นสมชายชาตรี ฉันไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็หาที่ติในความหล่อเหลาของเขาไม่ได้เลย นี่คนหรือเทพบุตรกันแน่นะ“เจ้านางน้อยเพคะ...เจ้านางน้

  • อาศิรวิษ   1-เรื่องจริงหรือความฝัน 3/4

    “เจ้านางน้อยพูดสำเนียงกระไรรึเพคะ?” ผู้หญิงที่ชื่อกาลัดถามขึ้น“สำเนียงไทยนี่แหละ อะไรของพวกเธอละเนี่ย” ฉันก็งงกับพวกนางทั้งที่ฉันก็พูดภาษาไทย ทำไมถึงบอกมันแปลก“สำเนียงไทยฟังดูพิลึกชอบกลเพคะ”“เออ ช่างเถอะน่าแค่ฟังออกไม่ใช่ไง?”“ไม่ใช่ไง? แปลว่ากระไรรึเพคะ?”“พอ! เลิกถามเลิกสงสัยเพราะฉันปวดหัวกับพ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status