Beranda / แฟนตาซี / อาศิรวิษ / 2-แค่เพียงบังเอิญ 4/4

Share

2-แค่เพียงบังเอิญ 4/4

last update Tanggal publikasi: 2025-04-27 08:14:18

“เจ้านางน้อยแสดงกิริยาเช่นนั้นไม่งามเจ้าค่ะ เสด็จกลับเถิดเพคะ” กาลัดยังคงพูดกรอกหูของฉัน พร้อมกับลากแขนไปพลาง

“น่าโมโหชะมัด เขาด่าฉันชอบเสือกนะ...คิดว่ากลัวหรือไง!” ฉันหยุดเดินแล้วมือเท้าสะเอวพูดกับสองสาว ตามด้วยประโยคหลังตะโกนกลับหลังหวังให้เขาได้ยิน

“ชู่...เบาเสียงเพคะเจ้านางน้อย” กลีบบัวปรามฉัน

“ก็ดูสิเขาปากเสียขนาดนั้นนะ ไอ้คนบ้า!” แต่อารมณ์ของฉันมันเดือดมาก

“เบา ๆ เพคะเจ้านางน้อย เดี๋ยวท่านอาศิรวิษก็ได้ยินนะเพคะ” กาลัดปรามอีกเสียง แถมยังเอามือปิดปากของฉันไว้อีก

“ได้ยินก็ได้ไปสิใครกลัวเขากัน” อารมณ์ร้อนปะทุจนห้ามไม่ไหว ฉันหันหลังกลับแล้วแหกปากพูดเสียงดังอีกครั้ง แต่...

“ไม่กลัวกระหม่อมอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ม ม ไม่กลัว ทำไมต้องกลัวด้วย”

การมาที่ไร้เสียงทำให้ฉันตกใจจนพูดออกไปตะกุกตะกัก มองหน้าที่แสนจะเย็นชาด้วยความหวาดหวั่น สายตาของเขานั้นฉันเดาไม่ออกเลยว่ากำลังรู้สึกหรือนึกคิดอะไร มันดูว่างเปล่าซะเหลือเกิน

“เจ้านางน้อยเพคะ” กลีบบัวกระตุกแขนฉัน แล้วพูดเสียงอ่อนย้ำเตือนอยู่ข้าง ๆ

“ทรงลืมแล้วหรืออย่างไรว่าแม้จะเป็นองครักษ์ประจำกายของพระองค์ แต่ท่านอาศิรวิษก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าหลวงนะเพคะ...นับเป็นพระเชษฐาของเจ้านางน้อยเช่นกัน” กาลัดกระซิบข้างหูฉัน

(“พระเชษฐา!? พี่ชาย!”) สิ่งที่กาลัดบอกทำให้ฉันเบิกตากว้างทันที ลูกบุญธรรมอย่างนั้นเหรอ ทำไมเขาถึงได้ดูเจียมตัวจนฉันมองไม่ออกเลยล่ะ

“จริงปะเนี่ย?” ฉันด้วยท่าทางตกตะลึง

“จริงแท้เพคะ” กลีบบัวจึงยืนยันย้ำชัดอีกครั้ง ทำให้ฉันต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“โอเค ใจเย็น ๆ” ฉันยืนหลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์

“เสวนากันเสร็จเรียบร้อยหรือยัง” ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก แค่ฟังก็ทำเอาขนแขนของฉันลุกชัน

“ทำไมต้องดุด้วย” ฉันมองหน้าเขาและพึมพำเบา ๆ ชักสีหน้าไม่พอใจ แต่คนที่ยืนตรงข้ามกับนิ่งขรึมเย็นชา

“พวกเจ้าสองคนกลับไปเตรียมเครื่องนอนให้เจ้านางน้อยเถิด ข้าขอเสวนากับเจ้านางน้อยสักประเดี๋ยวจะเป็นคนไปส่งที่ตำหนักเอง”

(“เจ้าค่ะ”)

“ไม่นะ...กลีบบัว! กาลัด! รอด้วย...ว้าย!”

เพียงแค่อาศิรวิษออกคำสั่งทั้งสองคนก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย ค่อมตัวทำความเคารพแล้วเดินจากไป ทิ้งฉันเอาไว้ข้างหลังเผชิญกับคนเย็นชาเพียงลำพัง ตอนนี้สายตาเฉี่ยวที่มองมา ฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเขากำลังคิดหรือจะทำอะไรหลังจากนี้ ก้าวขาจะวิ่งหนีตามกลีบบัวกับกาลัดไป ทว่ากับถูกมัดด้วยอิทธิฤทธิ์อะไรบางอย่างจนฉันนิ่งกับที่

“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!” ฉันจ้องตาเขม็งอย่างเอาเรื่องเมื่อเขาเดินมาหยุดเคียงข้าง

“เอาล่ะตอนนี้ไม่มีบริวารการที่เราสองคนจะเสวนากันย่อมเป็นกันเอง เฉกเช่นที่เราเคยพูดคุยเสวนากัน อาการป่วยเป็นเยี่ยงไรบ้าง”

“ไม่บอก!”

“ทำไมถึงได้ไม่เหมือนเช่นเดิมเล่า อย่างกับคนละคน”

(“ก็มันคนละคนกันนี่หว่า”)

คำพูดคำจาของฉันคงต่างกันลิบลับกับผณินทรจนทำให้อาศิรวิษจับสังเกตได้ ฉันก็ได้แต่บอกเขาในใจว่าสิ่งที่เขารู้สึกนั้นถูกต้องแล้ว แต่ฉันไม่สามารถอธิบายได้มากกว่านี้ แล้วถ้าบอกว่าฉันไม่ใช่เจ้าของร่างจะมีใครเชื่อฉันไหมล่ะ

“พี่เพียงอยากถามไถ่อาการของน้องแต่ช่างยุ่งเรื่องงานราชงานหลวงนัก ตอนนี้มีโอกาสแล้ว จึงอยากถามเพราะเป็นห่วง” น้ำเสียงของเขาที่พูดออกมาช่างแตกต่างกับก่อนหน้าเสียเหลือเกิน น้ำเสียงฟังแล้วอบอุ่น ละมุนหู ทำให้ฉันต้องเก็บความดื้อรั้นลง

“หายแล้วไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ...เจ้าค่ะ” ฉันตอบเขาด้วยความเคยชินกับภาษาที่ใช้ในโลกของฉัน แต่พึงนึกได้จึงรีบเปลี่ยนคำลงท้ายตามสถานการณ์ และฉันคงต้องพยายามพูดภาษาถิ่นให้คุ้นชินไว ๆ

“แต่น้องช่างเปลี่ยนไปมากนัก คงเพราะอาการเลอะเลือนยังคงอยู่ตามที่หมอหลวงกล่าวไว้”

“ฉันไม่ได้บ้าบอวิปลาสนะ”

“พี่ก็ไม่ได้บอกเช่นนั้น เอาล่ะไม่เถียงกับน้องแล้ว รีบเข้านอนเถิด”

“จะให้เดินยังไงล่ะ ถูกมัดแน่นแบบนี้” ฉันก้มมองไปยังส่วนที่ถูกมัด พร้อมกับบอกให้เขารับรู้ สักพักความแน่นก็คลายเป็นอิสระ เขาเดินนำหน้าฉันแต่ไม่ทิ้งห่าง มองจากด้านหลังทำให้ฉันคิดถึงพี่น้ำมาก

“แล้วปกติฉันเรียกนายว่ายังไงเหรอ”

“การพูดจาก็แปลกประหลาดนัก”

“เอาใหม่...ก่อนหน้าหนู เอ๊ย น้องเรียกท่านว่าอะไร”

“แล้วแต่อารมณ์ของน้อง บางคราก็เรียกขานว่าเจ้าพี่ หรือบางทีก็เรียกขานเพียงชื่อเท่านั้น”

“เธออารมณ์แปรปรวนขนาดนั้นเลยเหรอผณินทร”

“เอาเป็นว่าน้องจะเรียกให้ชินปากว่าเจ้าพี่นับจากตอนนี้แล้วกันนะคะ เจ้าพี่อาศิรวิษ”

ฉันพูดกับเขาด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากก่อนหน้า อาศิรวิษไม่ได้พูดตอบอะไรทำเพียงมองหน้าของฉันพร้อมกับรอยยิ้มบางเบาเท่านั้น และฉันให้การยืนยันในการเรียกขานระหว่างกัน ตอนนี้ฉันรู้สึกได้ถึงความเย็นชาของผู้ชายคนนี้ ที่เก็บซ่อนความอบอุ่นและอ่อนโยนไว้ไม่น้อย เขาคงจะมีให้เพียงผณินทรคนเดียวนั่นแหละ ถ้าหากวันหนึ่งวันใดเขารู้ว่าฉันไม่ใช่เธอ ทุกอย่างก็คงจะเปลี่ยนไป...

“น้องรีบเข้าตำหนักเถิด แล้วอย่าได้ซุกซนอย่างเช่นวันนี้อีก เพราะบางครั้งพี่ไม่อาจจะปกป้องน้องได้ตลอดเวลา...อย่าพาตัวเองไปเจออันตรายเข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะ”

“กลีบบัวกับกาลัดรออยู่ รีบไปเถิด พี่จะมองดูน้องจนกว่าจะลับสายตา และรู้ว่าปลอดภัยดี”

“โอเค กู๊ดไนซ์ค่ะเจ้าพี่อาศิรวิษ”

พูดจบฉันก็รีบวิ่งเข้าไปหากลีบบัวกับกาลัดที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้า โดยไม่หันกลับหลังไปมองอาการคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ฉันเผลอพูดภาษาของฉันออกไปเขาคงยืนงงและคงอยากรู้ความหมายแน่ ๆ ฉันนึกสีหน้าของเขาออกในมโนภาพ ได้แต่หัวเราะกับสิ่งที่วาดในหัวช่างตลกสิ้นดี

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อาศิรวิษ   จบ-เสียงกระซิบจากห้วงนาคา 2

    -ปัจจุบัน- ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน ฉันเริ่มรู้สึกตัวและได้กลิ่นคละคลุ้งของยา พยายามเปิดเปลือกตาขึ้น และมองโดยรอบเห็นแม่กับพี่น้ำที่นอนตรงโซฟา นี่คงเป็นห้องพักพิเศษถึงได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย“ณินฟื้นแล้วค่ะ” เสียงของแม่ดังขึ้นด้วยความดีใจฉันกวาดสายตามองรอบ ๆ เห็นพ่อ แม่และพี่ชาย ยืนยิ้มมองมาทางฉันด้วยสีหน้าดีใจ“เป็นยังไงบ้างลูก น้ำไปตามหมอบอกณินฟื้นแล้ว”“ครับพ่อ”พ่อถามแต่ฉันยังไม่ตอบ เหมือนกับปากของฉันมันไม่มีแรงอ้าจะพูดกับใคร ได้แต่พยายามฉีกยิ้มให้ สื่อว่าฉันไม่เป็นอะไร จากนั้นพ่อกันหันไปบอกพี่น้ำให้ตามหมอ แล้วพี่ชายของฉันก็รีบวิ่งออกจากห้องไป ไม่นานพี่น้ำก็มาพร้อมหมอและพยาบาลหนึ่งคน มาถึงก็จับนั่นตรวจนี่ ฉันรู้สึกตัวทุกครั้งและมีสติดี เพียงแต่ยังรู้สึกอ่อนแรงเท่านั้น มองเห็นทุกการกระทำของหมอและคนอื่น ๆ“ร่างกายปกติดีนะครับ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ช่วงนี้ก็นอนพักผ่อนให้เยอะ ๆ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วล่ะครับ” หมอพูดขึ้น“แต่ลูกสาวดิฉันนอนสลบไปสิบแปดวันเลยนะคะ แน่ใจใช่ไหมคะว่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ”แม่ถามย้ำท่านคงเป็นห่วง นี่ฉันนอนหลับไปสองอาทิตย์กว่าเลยงั้นเหรอ?“คนไข้ไม่เป็นอะ

  • อาศิรวิษ   เสียงกระซิบจากเงาห้วงนาคา

    ณ มคธนคร กลางค่ำคืนแห่งจันทราแดง ท้องฟ้าสีเลือดคลุ้งด้วยกลิ่นลางร้าย ดวงจันทร์เต็มดวงถูกหมอกพิษบดบังเพียงครึ่ง… และที่ระเบียงสูงของของตำหนัก ผณินทรยืนนิ่ง ลมเย็นปะทะใบหน้าที่เปื้อนแววหม่นเศร้า เธอยังฝันถึงเสียงของรีภพ…เพื่อนร่วมรบ แม้เขาจะสลายกลายเป็นเศษพลังแห่งนาคธาตุไปแล้วเสียงฝีเท้าก้าวมาช้า ๆ...อาศิรวิษในชุดนักรบสีดำทอง สะพายหอกนาคา ก้าวเข้ามาเงียบ ๆ แต่สายตาเขาจับจ้องมาไม่ลดละ“ข้าฝันถึงตรีภพอีกแล้ว…” เอ่ยเบา ๆ ราวสายลม“เขาอาจยังไม่ได้จากเราไปเสียหมด...” อาศิรวิษพูดเสียงต่ำแผ่ว "...วิญญาณที่ยึดมั่นในคำสัตย์ จะไม่มีวันดับสูญง่ายดาย"และแล้วทันใดนั้น...แผ่นดินก็สั่นไหวเบา ๆ เงานาคที่หลับใหลใต้มหานทีเริ่มขยับณ เทวสถานบ่วงนาคบาศ ในห้องลับใต้เมืองซึ่งซ่อน บ่วงนาคบาศไว้ตราบชั่วกาล…รอยร้าวปรากฏบนผนึกหิน เสียงกระซิบดั่งจากห้วงเหว..."ผู้ที่ควบคุมบ่วง คือผู้ปกครองพรหมแดน...แต่หากบ่วงนี้ตกอยู่ในมือของเงามืดจะไม่มีวันคืนใดปลอดภัย"ฉันและอาศิรวิษรีบรุดไปยังเทวสถานพร้อมคณะองครักษ์ที่นั่น...พวกเขาเจอร่องรอยการบุกรุกและสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดคือหน้ากากของศัตรูปรากฏ“นั่นใครหรือเจ้าคะเสด็จพ่อ

  • อาศิรวิษ   13-เสียงกระซิบจากเงามืด2

    “ความลับที่อยู่ในใจของอาศิรวิษ... คือกุญแจสุดท้าย”และก่อนที่ฉันจะถามต่อ เสียงระเบิดพลังพุ่งเข้ามาจากทิศตะวันตก เสียงร้องเตือนจากทหารของมคธนครดังสนั่น“มีเงามืดบุกเข้ามา! พวกมันมีตราเหมือนกับศศินา!”ฉันเบิกตากว้าง“หมายความว่าไง?!”เสียงของอาศิรวิษตะโกนมาอย่างรีบเร่ง“เจ้านางน้อย! อยู่ข้างหลังข้า!”เขาคว้าฉันไว้ในอ้อมแขน ดึงออกจากระเบียงก่อนเปลวพลังจะระเบิดฟาดผ่านจากเงามืด...ศศินาค่อยๆ เดินออกมาอีกครั้ง“ข้า...ไม่ใช่ศศินาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว อาศิรวิษ”และเบื้องหลังนางคือเงาในคราบอดีตของอาศิรวิษ ที่เขาไม่เคยเปิดเผยกับใคร...ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้าไม่ใช่เพียงศศินา หากแต่คือใครบางคนที่มีเงาทาบซ้อนอยู่เบื้องหลัง นัยน์ตานางไม่ใช่ศศินาอีกต่อไปแต่คือผู้ที่ครอบครองนางอาศิรวิษหน้าถอดสี ฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังสั่นเล็กน้อย“นางคือ...อาคิรนัย”เสียงของอาศิรวิษหลุดเบาออกมาราวกับวิญญาณเขาจะหลุดจากร่าง ฉันหันไปมองเขาด้วยความสงสัยปนสั่นไหว

  • อาศิรวิษ   13-เสียงกระซิบจากเงามืด

    ฉันก้าวเดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง หัวใจหนักอึ้งด้วยความสูญเสีย ในมือยังคงกำผ้าผูกข้อมือสีทองของอาศิรวิษและจี้หยดครามของตรีภพไว้แน่น ความทรงจำของพวกเขายังคงชัดเจนในจิตใจ​ ฉันตัดสินใจเดินทางสู่แดนต้องห้าม สถานที่ซึ่งเล่าขานว่าเป็นที่สถิตของ ผู้เฝ้าประตูแห่งวิญญาณ เชื่อกันว่าผู้เฝ้าประตูสามารถนำวิญญาณกลับคืนสู่โลกได้ แต่ต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดการเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย ฉันต้องฝ่าฟันผ่านป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายและกับดักมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความรักที่มีต่ออาศิรวิษและตรีภพ จึงไม่ยอมแพ้​ เมื่อมาถึงประตูแห่งวิญญาณ ฉันพบกับผู้เฝ้าประตู เธอเป็นหญิงสาวลึกลับที่มีดวงตาสีเงินเปล่งประกาย เธอมองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก"เจ้าปรารถนาจะนำวิญญาณกลับคืนหรือ?" เธอถามด้วยเสียงเย็นชาฉันพยักหน้าและตอบด้วยเสียงสั่นเครือ​"ข้ายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้พวกเขากลับมา"ผู้เฝ้าประตูยิ้มบางๆ และกล่าวว่า​"การแลกเปลี่ยนนี้ เจ้าต้องสละสิ่งที่เจ้ารักที่สุด เจ้าพร้อมหรือไม่?"ฉันนิ่งคิด ความรักที่มีต่ออาศิรวิษและตรีภพคือสิ่งที่มีค่

  • อาศิรวิษ   12-เงารักในภพชาติ

    คืนหลังศึกใหญ่...สายลมพัดเบา ใบไม้ไหวคล้ายลมหายใจแห่งพงไพร ฉันยืนอยู่ริมระเบียงเรือนรับรองของมคธนครจ้องมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นเหนือผืนน้ำเบื้องล่าง มือยังอบอุ่นจากสัมผัสสุดท้ายของใครบางคน เสียงฝีเท้าแผ่วเบา... แต่ฉันรู้ทันทีว่าเป็นเขา“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะตื่นอยู่” เสียงของเขาเบาราวกระซิบ“ข้ารอท่านอยู่ต่างหาก...”ฉันหันไปยิ้มอ่อนให้ชายตรงหน้า อาศิรวิษเดินเข้ามาใกล้ ยังสวมชุดนาคาธิคุณที่ซีดจางไปเล็กน้อย แผลบนร่างเขาเกือบหายดีแล้ว แต่ในดวงตายังมี ความอ่อนล้า...และบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าเดิม“ท่านรู้ไหม… ตอนที่ท่านกางแขนป้องข้าไว้ข้างหลัง ข้าคิดว่า…ข้ากำลังจะเสียท่านไป” เสียงของฉันเบาราวเสียงสายฝนแรกของปี “แต่ท่านก็ยังอยู่ตรงนี้…ยังอยู่กับข้า”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือฉันไว้“ข้าเคยคิดว่า ความรักของข้า…ต้องจางหายไปเหมือนละอองควัน แต่ท่านทำให้ข้ารู้ว่า ความรักไม่ต้องดัง ไม่ต้องร้อนแรง แค่อยู่ตรงนั้นเสมอ…ก็พอแล้ว”ฉันรู้สึกได

  • อาศิรวิษ   11-ใต้ร่มบุษบัน ในใจนั้นคือเจ้า2

    หลังจากที่เข้าพบเจ้าหลวง ในคืนเดียวกันฉันรู้สึกถึงแรงบางอย่างที่กำลังเริ่มคืบคลานเข้ามา...อาศิรวิษพาฉันมายืนใต้แสงจันทร์ เขาเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดขึ้น“พี่มีเรื่องจะถาม…ถ้าวันหนึ่งเจ้าพบว่ามีบางคนจากอดีตชาติ กลับมาทวงคำสัญญา…เจ้าจักเลือกอะไร?”ฉันชะงักทันที คำถามนั้นแฝงความกลัว...ไม่ใช่ต่ออดีตแต่ต่อการสูญเสีย ฉันไม่ตอบ แต่กุมมือเขาไว้แน่น แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า“อดีตอาจมีคำสัญญา แต่ปัจจุบันคือความรู้สึก และในวันนี้...ข้าเลือกท่าน”อาศิรวิษหลับตาแน่น ดวงตาเขาเปียกชื้นเล็กน้อยแล้วกอดฉันไว้ เหมือนกลัวว่าฉันจะหายไปแต่ในเงาจันทร์เหนือสระบูชา เงาดำรูปหนึ่งก้าวออกจากเงาสะท้อนของน้ำ เขายืนเงียบ ใบหน้ายังปิดด้วยผ้าดำ...แต่เสียงแผ่วนั้นดังก้องในเงามืด เหมือนในฝันคืนก่อน“อ อาศิรวิษดูนั่น” ฉันเรียกให้เขาเงยมองเบื้องบน อาศิรวิษเจ้ามือฉันแน่น เหมือนสื่อว่าไม่ต้องกลัวตราบใดที่เขายังอยู่ตรงนี้“ในที่สุดเจ้าก็เลือกทางของเจ้า เยี่ยงนั้นข้าก็จะเลือกทางของข้าเช่นกัน...ผณินทร”

  • อาศิรวิษ   10-เสียงเงียบของคนที่ไม่มีวันถูกเลือก 3

    ฉันไม่เคยคิดว่า…เสียงของบ่วงนาคบาศจะเหมือนเสียงหัวใจ มันไม่ได้ดังกังวานอย่างศาสตรา แต่มันเต้นในจังหวะเดียวกับจิตของผู้ถือมัน ราวกับกำลังฟังเสียงความจริงจากเงาลึกในตัวเอง หลังจากปลดผนึกครุฑานนท์ โลกเริ่มเปลี่ยนเส้นพลังแห่งสมดุลเริ่มเคลื่อน แต่...บางอย่างกลับต้านไว้จากเบื้องหลัง

  • อาศิรวิษ   10-เสียงเงียบของคนที่ไม่มีวันถูกเลือก

    พิธีเริ่มต้น กลางทะเลสาบวิญญาณ ณ ผืนป่าหิมพานต์เราเริ่มพิธีในคืนที่ดาวทั้งหมดดับลง ฉันเปล่งเสียงเรียกชื่อตรีภพ เสียงนั้นทะลวงผ่านขอบฟ้ามิติ อาศิรวิษหลั่งเลือดลงกลางพิธีเกล็ดทองสว่างระยิบ ร่วงหล่นเข้าวงเวท และฉันร่ายบทสวดเรียกเสี้ยวจิต ในวินาทีที่เงาเงียบทั้งหมดรวมกัน.

  • อาศิรวิษ   10-เสียงเงียบของคนที่ไม่มีวันถูกเลือก

    ลมเย็นพัดแผ่วผ่านลานศิลาใต้แสงจันทร์ ฉันเดินเคียงข้างอาศิรวิษ บรรยากาศเงียบสงบอย่างประหลาด แสงไฟวาวจากโคมนาคายามค่ำ ค่อย ๆ ส่องสะท้อนระยิบบนพื้นน้ำ เขายังคงเดินอย่างเงียบขรึมตามแบบของเขา แต่ฉันจับได้ว่าทุกครั้งที่ฉันชะงักฝีเท้า...เขาจะหยุดก่อนฉันเสี้ยววินาทีเสมอ“อาศิรวิษ” ฉันเอ่ยเบา ๆ “ท่านเคยกลัวบ

  • อาศิรวิษ   9-บ่วงกรรมแห่งตรีภพ 2

    หลายพันปีก่อน เอกวรา นาคินีแห่งรัก ผู้เป็นที่รักยิ่งของเหล่านาค แต่หัวใจของเธอกลับมิได้อยู่ในวิมานบาดาล เธอตกหลุมรัก อริยะ พญาครุฑหนุ่มผู้กล้าหาญ ผู้ขึ้นสู้กับทวยเทพเพื่อขอความยุติธรรมให้เหล่าสัตว์ครึ่งอสูร ความรักของทั้งคู่ต้องห้ามเด็ดขาด แต่เอกวรายอมเสียทุกสิ่ง แม้กระทั่งบัลลังก์สูงสุดเพื

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status