LOGINกึก..แท่นบรรพชนสูงสุดตั้งตระหง่านอยู่กลางลานหินสีหม่น อักขระโบราณที่สลักไว้รอบแท่นถูกกาลเวลากัดกร่อนจนเส้นสายเลือนลาง แต่แรงกดดันที่แฝงอยู่ไม่เคยจางหาย ลมในเขตสุสานพัดเอื่อยหากความเย็นกลับซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกราวกับที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่ หากเป็นแดนคั่นระหว่างความทรงจำกับคำสาป
หรูอี้หงก้าวขึ้นไปด้านหน้าช้าๆ แหงนใบหน้าที่เหมือนองค์ชายสามที่ได้มารู้เรื่องราวทุกอย่างในชาติภพนี้จากกวีโกลาหลที่มีผู้ลึกลับส่งมาให้ อี้หงคุกเข่าลง ฝ่ามือวางแนบพื้นหินเย็นจัด ความทรงจำที่ฟื้นคืนไม่ใช่ภาพแตกกระจายหากเป็นเรื่องราวที่เรียงร้อยต่อกันในชะตาที่โหดร้ายในครั้งเก่า "ตอนนี้ทายาทาหยางหยินสุ่ยทุกคนกลับมาแล้ว" อี้หงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยถ้อยคำแรกออกมา เสียงหนักแน่น “ขอคารวะบรรพชนผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งเลือดเนื้อยังคงไหลเวียนอยู่ในกายข้า นามข้าคือหรูอี้หงเป็นบรรพชนเป็นผู้รอดจากการผนึกเพียงหนึ่งเดียวของราชสำนักหยางหยินสุ่ยเมื่อพันปีที่แล้ว ข้าทำตามจารึกที่ถูกส่งต่อสืบทอดกันมาเมื่อครบสิบแปดปีให้นำตราประทับมาทำพิธีพร้อมกับหมิงเยว่และเยี่ยนชิงตอนอายุครบสิบแปดมายังที่แห่งนี้ ข้าขอให้บรรพชนทุกตนกลับมาผนึกกำลังแก้ไขสิ่งที่ติดค้างด้วยเถิด!” วื้บบบบบ~ มือของอี้หงกำคมกระบี่ที่ปักลงหน้าสุสานบรรพชนกดคมแน่นขึ้นให้ใบมีดคมดาบกรีดผ่านผนังเนื้อ ให้โลหิตหลั่งลงมาที่ปลายดาบให้นิ้วทั้งสิบของสายเลือดตระกูลหยางไหลรินสู่เบื้งล่างแล้วยกปลายนิ้วมือซ้ายทั้งห้าลูบดวงตาซ้ายให้ปิดสนิทส่วนมือขวาลูบบนดวงตาขวาแล้วเปิดตาออก พรึ่บบบ!! ดอกพลับพลึงสีชาดแดงฉานสั่นไหวปล่อยควันสีแดงพวยพุ่งทั่วทั้งสุสานปิดดวงตามนุษย์เปิดดวงตาอสูรวิชามารนำมาอัญเชิญวิญญาณบรรพชนผู้ก่อตั้งสกุลหยาง ครื้นนน!! วาบบ!! ทันใดนั้นอักขระบนแท่นบรรพชนส่องแสงวาบ เสียงหินเสียดสีกันดังต่ำลึก ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นจากการหลับใหล ลานหินสั่นสะเทือนเพียงราวกับจะถล่มลง อี้หงลืมตาขึ้นเพ่งสายตาพร่ามัวมองผ่านกลุ่มควันแดงคลุ้งยังป้ายบรรพชนสีดำเบื้องหน้า เอ่ยประโยคต่อมาด้วยเสียงหนักแน่นมั่นคง “ข้าขอเปิดผนึกตามจารึกในบทกวีรักไร้นามขององค์ไทเฮาหยางหยินแห่งบรรพชนหยางหยินสุ่ยเพื่อแก้ไขอดีตที่ติดค้างลบล้างมลทินให้บรรพบุรุษของข้า ขอให้บรรพชนกำจัดอสูรร้ายไม่ให้ชื่อเสียงสกุลแปดเปื้อนอีกต่อไป!" ครืนนน~ เปรี้ยงงง!!! เมื่อถ้อยคำนั้นสิ้นสุด สายฟ้าฟาดลงมากลางป้ายหินดังสนั่นหวั่นไหวแผ่นดินสะเทือนไกลหล้ายลี้ กลีบดอกพลับพลึงร่วงหล่นลงบนผืนดินเต็มหุบเขาราวกับสายเลือดอาบทา ครื้นนนนน!! ท้องฟ้ามึดครึ้มสลับสว่างจากแสงฟ้าแล่บเป็นระยะ ปฏิกริยาบนเทียบเชิญสามอันสั่นไหวมีรอยปริแตกส่งควันพวยพุ่งออกมาราวกับปลดปล่อยสิ่งที่ผนึกไว้ วื้ดดดด~ เปรี้ยงงง!! อั่กกกก! ป้ายบรรพชนสลักคำว่าหยางหยินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดกระแทกร่างหรูอี้หงลอยไปกระแทกกับโขดหินร่วงลงจนตัวงอ ร่างสะบักสะบอมมือเปื้อนเลือดโชกชุ่มขยับร่างลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก "อ่ะ.." ..ปลายเท้า เมื่อเเหงนหน้าขึ้นหรูอี้หงเห็นปลายเท้าใครบางคนอยู่ตรงนั้นชายผ้าสีแดงปักลวดลายในราชสำนักสีทองเมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมองก็เห็นเป็นเครื่องนุ่งห่มในชนชั้นสูงศักดิ์ลวดลายโบราณตามจารึกในหนังสือเลื่อนสายตาสูงขึ้นเห็นเป็นปลายผมยาวตรงสีขาวจนกระทั่งถึงใบหน้า.. สี่ร่างใบหน้าคนทั้งสี่นั้น.. เหมือนกันกับตนหมิงเยว่เยี่ยนชิงและคนที่นั่งอยู่เบื้องล่างที่ไม่รู้จักออกมาจากเทียบเชิญสามอันหนึ่งกับอีกหนึ่งดวงจิตใบหน้าเหมือนหยางเยี่ยนชิงแต่เป็น ชาย... ชายผู้นั้นยืนอยู่ท่ามกลางเศษศิลาและควันอักขระที่ยังไม่ทันจาง ราวกับไม่เคยได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดที่ฉีกกระชากสุสานบรรพชนให้แตกสลาย อาภรณ์สีดำพลิ้วไหวราวเปลวเพลิงแห่งพิธีบวงสรวง ปักลวดลายทองคำโบราณซ้อนทับเป็นชั้น ๆ ละเอียดลึกยิ่งกว่าภาพในคัมภีร์ราชสำนัก ชายผ้านั้นมิใช่เครื่องทรงของผู้มีชีวิตอยู่ในยุคใด หากเป็นฉลองพระองค์ที่ควรปรากฏเพียงในภาพจารึก หรือบทกวีที่สลักไว้เพื่อสรรเสริญบรรพชนผู้ก่อตั้งแผ่นดิน เรือนผมยาวตรงสีขาวเงินไหลรินลงตามแผ่นหลัง ประหนึ่งแสงจันทร์ที่หลุดร่วงจากฟากฟ้า ไม่มีลมใดพัด แต่เส้นผมกลับเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ ราวกับตอบสนองต่อพลังบางอย่างที่กำลังตื่นขึ้นจากใต้พิภพ ใบหน้าที่เหมือนเยี่ยนชิงนั้นงดงามจนเกินจะเป็นมนุษย์ เส้นสายสงบนิ่ง เย็นเยียบ และสูงส่ง ดวงตาคมลึกทอดมองลงมาอย่างไม่เร่งเร้า ไม่โกรธ ไม่เมตตา หากเป็นสายตาของผู้ที่เคยมองเห็นการล่มสลายของราชวงศ์มานับครั้งไม่ถ้วน และยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิมโดยไม่แยแสต่อกาลเวลา แสงจากฟ้าแลบสะท้อนลงบนดวงตาคู่นั้น เผยให้เห็นเงาอักขระโบราณหมุนเวียนอยู่ภายใน ราวกับจารึกแห่งสายเลือด “หยางหยิน” ที่ยังไม่ยอมสูญสลาย(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ







