LOGINขณะเดียวกันนั้นเองใต้ต้นไม้ใหญ่หลันหลิงกับหมิงเยว่ก็ทำพิธีปลดผนึกจิตวิญญาณของหยางหยิน หลันหลิงวางมือลงบนแผ่นหินเย็นเฉียบเปื้อนเลือดของเยี่ยนชิง ทั้งที่ไม่รู้ว่าหากปลดปล่อยหยางหยินออกมาจะมามารถช่วยให้ทุกอย่างคืนสู่สมดุลหรือไม่เพราะมู่อวี่แข็งแกร่งถึงขนาดอี้หลานยังรับมือได้ยาก แต่หากหยินและหยางไม่อยู่ด้วยกันยุทธภพนี้ก็คงจบสิ้นแล้ว
อักขระโบราณเรืองแสงตอบสนองทันที หมิงเยว่ยืนด้านหลัง ยกมือขึ้นประสานอักขระ เส้นพลังสีม่วงเงินไหลเวียนเป็นวง ซ้อนทับกับแสงเขียวของผนึกเดิม พื้นดินสั่นสะเทือนอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่จากการต่อสู้แต่มาจากพิธีที่หลันหลิงใช้พลังเวทย์ของตนทั้งที่หมิงเยว่แบ่งจิตวิญญาณให้กึ่งหนึ่งยอมลดอายุขัยครึ่งชีวิตเพื่อคนรักที่เสียสละเพื่อตนมาโดยตลอด ครื้นนนนน เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!! รอยแตกแยกปรากฏบนป้ายสุสาน เสียงหินลั่นเบาๆ ดังขึ้นไม่หยุด บางสิ่งที่ถูกกักขังมานานกำลังดิ้นรนตอบสนอง กึกๆๆๆ ศิลาหนาแน่นผนึกนัับพันปีปริแยกแตกจากจุดเล็กรอยเลือดที่ซึมเข้าไปแหวกกว้างขึ้นเมื่อผู้สร้างปลดปล่อยสิ่งที่ฝังแล้วตายไปพร้อมกันจนกระทั่งหมิงเยว่กลับมา ครื้ดดดดด เปรี๊ยงงง!! แสงจากป้ายสุสานพุ่งขึ้นฟ้าแรงสั่นสะเทือนจากป้ายสุสานทำให้พายุหมุนรอบพื้นที่อากาศแปรปรวน อัดแน่น อี้หลานโอบร่างเยี่ยนชิงเอาไว้แนบอกแม้แต่ยามบาดเจ็บเจียนตายคนที่ยังอยากโอบกอดเอาไว้ก็ยังเป็นคู่ครองของตัวเอง โอบกอดกันและกันต่อหน้าฟ้าดินท่ามกลางดินแดนหยางหยินสุ่ยต่อหน้าป้ายสุสานบรรพชนที่เปรียบดังหยินหยางอันสมดุล ครื้นนน สายเลือดบนบาดแผลทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกันดั่งสายน้ำไหลมาบรรจบ เปรี๊ยงงงง! "สำเร็จ!" หลันหลิงร้องออกมาด้วยความดีใจดวงจิตใหญ่ของหยางหยินถูกปลดปล่อยออกมาเผชิญหน้ากับวายร้ายเมื่อโลกไร้สมดุลจะกำจัดคนชั่วได้ สัตว์อสูรผู้ควบคุมสมดุลอย่างไรดุลมนุษย์และสัตว์อสูรเพียงเพราะความละโมภของมู่อวี่จึงนำกวีรักอันโปรดปราณของหยางหยินมาทำให้ยุทธภพโกลาหลจนแทบจะฉุดรั้งไม่อยู่ หยางหยินคือความงดงามแห่งความโชคดีอยู่กับอี้หลานทำให้อี้หลานมีแต่ความสุขและยิ่งใหญ่ โดยลืมนึกไปว่าเพราะอี้หลานชอบช่วยเหลือดีร้ายเด็ดขาดแต่ไม่ชั่วช้าต่ำทรามเช่นมู่อวี่ ดวงจิตของหยางหยินลืมตาขึ้นมามองทุกคนในที่แห่งนี้พร้อมกันนั้นบรรพชนของหยางหยินสุ่ยก็ตามมารวมตัวพร้อมหน้าที่แท่นจารึกไร้นาม เรียงหน้ากระดานสง่างามสมค่ำล่ำลือ ดวงจิตวิญญาณของหยางหยินถูกฝังไว้ในป้ายบรรพชนด้านหน้าทางเข้าแดนอสูร จิตวิญญาณหมิงเยว่เมื่อพันปีก่อน หมิงเหย่ที่ถูกชุบชีวิตแล้วฝึกฝนตนในแดนอสูรจนแบ่งจิตวิญญาณใส่ร่างคนรักอย่างหลันหลิง ดวงจิตเบาบางที่เป็นเส้นผมของอี้หลานสลายหายไปเมื่อมีอี้หลานตัวจริงอยู่ที่นี่ ทั้งหมดมายืนใต้ต้นไม้ผนึกจารึกไร้นามเพื่อปกป้องหยางหยินและต่อกรกัับสัตว์อสูรมู่อวี่ที่แข็งแกร่งเกินใคร มู่อวี่จ้องมองผ่านร่างอื่นไปยังดวงจิตของหยางหยินที่ครั้งหนึ่งเคยบอกรักและปกป้องเขาจนตัวตายเพราะไม่ต้องจดจำอดีตว่าเคยรักใครมาก่อนหากหยางหยินจำไม่ได้ก็จะรักเพียงคนที่ยืนเคียงข้างตนเท่านั้น และครั้งนี้ก็จะเป็นเช่นดังพันปีก่อน "มาพร้อมหน้าพร้อมตาเชียว รู้สึกเหมือนกับเป็นวันรวมญาติเสียจริง" "มู่อวี่เจ้าคนทรามปั่นหัวฮ่องเต้ปั่นป่วนราชสำนักแล้วยังพรากสมดุลโลกอสูรต่อไปเจ้าคงหวังจะครอบครองสวรรค์ใช่หรือไม่" "หึหึ เก่งมากอี้หงเจ้านี่มันอ่านใจข้าออกได้สมกับที่เป็นผู้เหลือรอดเมื่อพันปี เพียงแต่ยังเป็นลูกแหง่ติดแม่ไปหน่อย" "มู่อวี่นี่เจ้า!" "ส่งหยางหยินมาให้ข้าแล้วข้าจะไม่ทำลายจิตวิญญาณพวกเจ้าเป็นครั้งที่สองดูสภาพพวกเจ้าสิเศษเซี้ยวจิตวิญญาณที่แตกกระจัดกระจายจนร่างเลือนลางบ้างก็แบ่งครึ่งกันจะเอาปัญญาอะไรมาสู้กับข้าที่ผนึกร่างกับดวงจิตอสูรเก่งกาจนับพัน เลิกโง่เขลาเสียทีต่อไปข้าเป็นใหญ่ทั้งสามชั้นภพจะปราณีพวกเจ้ากว่าผู้ใดดีหรือไม่" "เจ้าอสูรชั่วฝันไปเถอะ!" "พวกเราล้วนมีดวงจิตสูงส่งมีรากเหง้าบรรพชนหนาแน่นไม่ใช้กาฝากต้นไม้ใหญ่เช่นเจ้า" "หึ่ เพราะข้าไม่มีรากพวกเจ้าจึงสมควรแบ่งปันข้าอย่างไรเล่า พันปีที่ผ่านมามีความสุขกับสิ่งที่กาฝากเช่นข้ามอบให้เป็นของกำนัลมากใช่หรือไม่ ฮ่าๆๆๆๆๆ" ฟ้าวววว ปึ่ก!! ผลึกเขีียวแหลมคมดั่งธนูพุ่งออกมาจากวงภายในพุ่งมาปักที่ไหล่มู่อวี่ด้วยความเร็วไม่ทันที่ใครจะทันรู้ตัวแม้เป็นเพียงดั่งหินคมชิ้นเล็กแต่กลับทะลุปราการป้องกันเข้าไปได้จนเลือดมู่อวี่ไหล่ซึมออกมา "หึ่ ผลึกนี่ของดีเชียวทะลุผนังอสูรได้แต่น่าเสียดายพวกเจ้าจะฆ่าข้าด้วยเศษกรวดเล็กเพียงนี้เองหรืออับจนหนทางสิ้นดี!" กึก กึก กึก "มู่อวี่.." ร่างเล็กๆ ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าเอ่ยนามอสูรด้วยเสียงใสไพเราะไม่เสื่อมคลายดวงหน้าน่ารักผมยาวสีขาวสวมชุดสีดำ "หยางหยิน เจ้านี่เอง คิดถึงข้ามากหรือไม่ถูกเอาไปซ่อนอยู่ในป้ายหลุมศพไม่ได้พบเจอผู้ใดเจ้าต้องเหงามากแน่มาหาข้าสิ" มู่อวี่กางแขนรอร่างเล็กด้วยใบหน้ายะโสโอหัง "ข้ารอเวลาที่จะได้ออกมาเนิ่นนาน..ข้าเหงา ข้ารู้สึกผิด ข้าอยากพบคนผู้หนึ่งเอ่ยขอโทษผู้นั้นสักพันครั้งที่พาเจ้าไปพบ อี้หลานข้าขอโทษ" ดวงจิตที่น่าสงสารของหยางหยินเอ่ยด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเศร้าสร้อยกับอี้หลานร่างสะบักสะบอมเพียงส่งยิ้มอ่อนให้แล้วเอยอย่างไม่ถือสา "หยางหยิน..ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นอะไร ได้อยู่ในบทกวีของเรามีความสุขดี ข้ารู้ว่าสักวันเราจะได้กลับมาพบกันขอบคุณหลัันหลิงที่เก็บเจ้าไว้ที่ปลอดภัย" "หึ่..พวกเจ้านี่มัน..น่ารำคาญไม่เปลี่ยน!" ปึ้งงง!! มูวี่ฝ่ามือยกขึ้น พลังสีดำข้นรวมตัวอย่างรุนแรงจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นวงกว้างพลังอสูรแหวกกาศเข้าโจมตีสองร่างกับหนึ่งดวงจิตวิญญานที่ไม่เคยใช้พลังวิเศษกับผู้ใดวาดแขนกวดอากาศสลัดผลึกสีเขียวนับร้อยใส่มู่อวี่ใช้ร่างตนเองกำบังสองร่างบนพื้นอย่างกล้าหาญ "หยางหยินใช้พลังได้ด้วยรึ หมิงเยว่ถามคนรักที่ยืนปรบมือเอาใจช่วย" "ไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่าอสูรผู้อ่อนโยนจะสาดอาวุธใส่ผู้อื่น ปกติมีแต่อี้หลานคอยปกป้องครั้งนี้คงจะสิ้นสุดความอดกลั้นแล้ว" "ที่มู่อวี่พูดก็มีเหตุผลนะเราเป็นเพียงเศษเซี้ยวดวงจิตแม้นจะเป็นตระกูลสูงส่งก็คงสู้อสูรทั้งกองทัพไม่ได้ไม่มีวิธีปลดอาวุธเจ้าจรเข้นั่นได้เลยหรือ" ข้ามีข้อสงสัย อี้หงยกมือขึ้นแสดงความเห็น เยี่ยนชิงถามขึ้น "สิ่งใด" "ท่านฑูตหลันหลิงท่านผนึกจิตวิญญานหยางหยินไว้อย่างไรทั้งที่หยางหยินเป็นพลังสมดุลที่ไม่มีใครเหมือน" "อักษรในบทกวีที่หยางหยินกับอี้หลานเขียนด้วยกันมีพลังควบคุมซ่อนอยู่" หลันหลิงไขข้อสงสัยให้ทุกคน "ทำให้ตาบอด ทำให้เป็นใบ้ ทำให้ตัวร้อน ทำให้รัก" "เราใช้สิ่งนั้นทำลายพลังอสูรได้หรือไม่ เจ้านั่นชอบปั่นหัวเล่นสกปรกสารพัดสิ่งที่มันทำกับหยางหยินและอี้หลานไม่สมควรได้รับการอภัยแต่การจะสู้ซึ่งๆ หน้าคงสู้เจ้านั่นไม่ได้" "ต้องแยก" "ฮะ? เจ้าเอ่ยว่าอะไรนะหยางหยิน" "ฝังบทกวีบทนี้ที่ข้าสร้างขึ้นแยกมู่อวี่ออกจากฮ่องเต้หลงเล่ย หากร่างมนุษย์ถูกดึงออกจากดวงจิต ก็ไม่ต่างจากน้ำไร้ภาชนะหลอมรวม ต้องอาศัยพลังของทุกคนทำพิธีใต้ต้นไม้ไร้นามนี้ข้าจะไปหลอกล่อมู๋อวี่" หยางหยินเสนอขึ้น "ได้!"(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ







