Mag-log inขาเล็กเตะฝุ่นคลุ้งกระจาย ที่ไม่ตอบโต้ไม่ใช่ไม่รู้สึกแต่เพราะทำอะไรไม่ได้ มือเล็กๆ มีไว้จับเพียงผู้กันเท่านั้น ท่านพ่อท่านแม่ไม่อนุญาตให้มือบาดเจ็บ จึงมักจะเลี่ยงการต่อสู้เรื่อยมา
ตั้งแต่ยังเด็กตั้งแต่จำความได้คำว่าทายาทกวีเอกสำหรับผู้อื่นคือเกียรติยศคือความภาคภูมิใจแต่สำหรับหยางเยี่ยนชิงไม่ดีเลยสักนิด สายตาเหยียดหยามทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งไม่ภูมิใจในรากเหง้าของตนเองนัก ในวัยย่างเข้าสิบแปดบุรุษหนุ่มผอมบางผิวขาวจัดดูไม่แข็งแกร่งเหมือนบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกัน อยู่กับพ่อแม่ที่รักใคร่กันดีเพียงแต่ผู้อื่นไม่เคยเห็นเป็นเช่นนั้น ชวนให้น่าเบื่อหน่าย ทำเพียงหลับตาลงครู่หนึ่งสูดลมหายใจลึกก่อนจะลืมตาขึ้นใหม่มองคัมภีร์หนากว่าคืบแล้วได้แต่ถอนหายใจ งานคัดกวีให้ท่านอาจารย์พึ่งเสร็จก็ได้งานใหม่อีก ยิ่งเติบใหญ่งานก็ยิ่งเยอะ อยากออกจากเมืองนี้ไปเป็นนักกวีพเนจรท่องยุทธภพ ท่องโลกกว้างที่แสนสดใสเพียงลำพังจัง อาาา ความรักของหยางเยี่ยนชิง ก็มีแต่สิ่งนั้นเท่านั้น… . . เลิกเรียนนานแล้วแต่เยี่ยนชิงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วเกาะขอบโต๊ะจนข้อขาวซีด สายตาก้มต่ำจับจ้องรอยขีดบนพื้นไม้เหมือนมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปเผชิญโลกภายนอก ห้องเรียนค่อย ๆ ว่างเปล่า เสียงพูดคุยจางหาย เหลือเพียงลมเย็นที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาแตะผิวเขาไม่ได้รีบลุก ไม่ใช่เพราะอยากอยู่ต่อ แต่เพราะไม่กล้าเป็นคนออกไปเดินสวนผู้คนที่แข็งแกร่งสูงใหญ่กำยำตรงทางเดินยาวเหยียดนั่น เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงฝีเท้าผู้ใดหลงเหลือร่างผอมบางจึงเดินตัวลีบออกมาจากสำนักเล่าเรียนเพียงลำพังเป็นเช่นนั้นเสมอ พาขาเล็กคืบคลานออกมาอย่างเกียจคร้าน ใบหน้าน่ารักที่ก้มหน้าก้มตาเล่าเรียนมาทั้งวันยามเจอผู้คนก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตายอมให้กลั่นแกล้งกดขี่ข่มเหง เลิกเรียนก็ต้องหาอะไรเยียวยาจิตใจ ปึ่ก ปึ่ก .. เสียงเท้าเบาๆ เหยียบลงบนลำต้นไม้ ไล่ขึ้นไปตามกิ่งแอปเปิลที่แผ่ใบแน่น กลิ่นหอมหวานของผลสุกลอยปะทะจมูกตั้งแต่ยังไม่ทันเอื้อมถึง แสงจันทร์ส่องผ่านช่องใบไม้ กระทบผลสีแดงสดจนดูเย้ายวนเกินทน ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก "ฮ่าาา ก็ต้องปีนต้นแอปเปิลสีแดงสดนะซี~" กิ่งไม้ไหวเล็กน้อยตามน้ำหนักตัวที่ไม่มากนักมือหนึ่งกอดลำต้น อีกมือเอื้อมคว้าผลกลมแน่นอย่างไม่ลังเลอ้าปากกว้างกัดลงบนเนื้อกรอบแน่น กร้อบบบ กร้วม~ "อือ ยังเปรี้ยวไปนิด กร้วม~" คิ้วขมวดเล็กน้อย รสเปรี้ยวแล่นจี๊ดขึ้นปลายลิ้น แต่แทนที่จะหยุด กลับเอียงหน้ามองผลอื่นที่ห้อยต่ำกว่าเหมือนนักล่ากำลังประเมินเหยื่อ ปุ้บ! กร้วมมม~ "อ่า หวาน แต่ลูกนั้นอาจจะหวานกว่า" สายตาเป็นประกาย ขยับคว้าแอปเปิลผลนั้นผลนี้เคี้ยวแก้มตุ่ย สมองไม่ทันคิดไตร่ตรองความต้องการก็บอกว่าจะชิมมือก็เอื้อมไปคว้าอีกลูกแล้ว งั่ม งั่ม~ ปากบางกัดใหญ่จนแก้มเปรอะเลอะเนื้อสีขาวเปลือกสีแดง เคี้ยวไปหัวเราะไปอย่างพอใจ เศษน้ำแอปเปิลไหลเปื้อนปลายนิ้วหอมฟุ้งไปทั่ว "ชาติที่แล้วข้าต้องเป็นนกแน่ ๆ ทำไมติดใจในรสชาติหวานหอมของผลไม้เช่นนี้นะ" แม้ข้าจะไม่ได้ปลูก แต่อดใจไม่ไหวทุกทีที่ได้เห็นผลสีแดงสดนี่…บ้าชะมัด นี่เรียกหัวขโมยหรือเปล่า? เยี่ยนชิงคิด แต่ก็ลืมไปได้อย่างรวดเร็วพอ ๆ กับมือที่คว้าแอปเปิลลูกถัดไป เอิ๊กกก~ ปากเล็กเรอออกมาพลางลูบพุงป้อยๆ "ไม่หรอกน่า แค่ต้นละลูกสองลูก ชาวสวนไม่ว่าอะไรหรอก" เยี่ยนชิงปลอบใจตัวเองหน้าตาเฉย ทั้งที่รอบตัวมีแต่กิ่งไม้โล่งขึ้นเรื่อยๆ ผลไม้ที่เคยห้อยแน่นเริ่มหายไปเพราะขโมยตัวน้อย "อิ่มจริง ลั้ลลาา~" เอิ๊กกก~ . . "ท่านแม่ มีขโมยกินผลแอปเปิลของเราอีกแล้ว!" เสียงแหลมเล็กดังไล่หลังร่างบางที่หายตัวว่องไวราวกับสายลม ในมือกอดคัมภีร์ของกู้หมิงเยว่ไว้อีกมือกวัดแกว่งขึ้นลงโยกร่างไปมาอย่างอารมณ์ดี ข้อดีของหยางเยี่ยนชิงก็คงเป็นเรื่องโกรธง่ายหายเร็วนี่กระมัง ความจริงแล้วกู้หมิงเยว่ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างแต่สหายร่วมสำนักอีกกลุ่มนิสัยแย่กว่านี้เยอะ โจรหน้าใสคิดอะไรเพลินๆ ระหว่างทางกลับบ้าน สระบัวข้างทางออกดอกตูมแล้วสักพักคงมีเม็ดในฝักให้ลงไปเก็บกิน เดินไปอีกหน่อยก็มีต้นพุทราให้ชะเง้อหาลูกสุก ดอกดาวกระจายดอกไม้เล็กหลากสีแซมใบหญ้าเขียวก็งดงามช่างเป็นริมทางที่สบายตาสบายใจยิ่งนัก อาจดูไม่มีค่าเท่าต้นไม้ในรั้วในวังของท่านตาแต่เรือนท้ายหมู่บ้านนั้นมีของกินอุดมสมบูรณ์กว่าดอกไม้เยอะกว่าสัตว์เยอะกว่าเพราะติดห้วยน้ำภูเขาห้องกลับมาเงียบอีกครั้งเยี่ยนชิงยืนอยู่ที่เดิม มองแท่นหมึกที่เอียงเล็กน้อย หมึกหยดหนึ่งไหลช้าๆ ก่อนจะหยุดนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเยี่ยนชิงเม้มริมฝีปากบาง เงยหน้ามองหน้าต่าง ลมด้านนอกพัดผ่านกิ่งไม้เบาๆ“กับผู้อื่นกลัวหัวหดทีกับข้าแทบจะกินหัวแถมบ่นจนหูชา”เสียงที่ลอยมาตามลมของร่างสูงที่ยืนกอดอกปรายหางตามองมาแสยะยิ้มหนึ่งหนราวกับคนไม่เคยยิ้มแล้วเบะปากบึ้งตึงดังเดิมเยี่ยนชิงปาพูกันลอยละลิ่วปลิวไปถึงเสียงนั้นแต่มันก็ถูกหยุดลงแล้วกระเด็นออกนอกหน้าต่างไปเพียงโบกมือปัดผ่านลมเบาๆฟิ้วววตุ้บ!'โอ๊ย! ใครปาพู่กันมาใส่หัวข้า!'เสียงคนนอกห้องดังเล็ดลอดเข้ามาทำให้เยี่ยนชิงหดหัวหมอบลงบนโต๊ะแยกเขี้ยวใส่เจ้าของผลงาน“เยี่ยนชิงปาข้าวของทำไมไม่พอใจสิ่งใด~”เยี่ยนชิงสูดลมหายใจเข้ากัดฟันกรอด ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับคืนสู่ท่าทางเรียบร้อยเมื่อท่านอาจารย์ถือพู่กันเข้ามา"นี่ของเจ้า เยี่ยนชิง"“เอ่อ..ศิษย์ไล่แมลง ใช่ๆ ปาไล่แมลงน่ารำคาญอยู่ขอรับในห้องเรียนมีแมลง...น่ารำคาญอยู่่"เยี่ยนชิงหันมองหน้าต่างจัดชายแขนเสื้อ ทั้งที่สายตาแวบมองเงาสะท้อนบนพื้นอย่างระแวดระวังแน่ใจว่ามีเพียงคนตรงหน้าเห็นเหตุการณ์เมื่อค
“ได้ยินข่าวฆ่ายกครัวตระกูลหยางหรือไม่”เสียงสนทนากดต่ำดังลอดมาจากแถวหน้าในสำนักเรื่องเล่าเช้านี้คงไม่พ้นเรื่องนี้เพราะมันชวนสยดสยองเสียจนอดเล่าลือไมาได้ ช่วงนี้มีการเข่นฆ่ายกครัวเกิดขึ้นจนราชสำนักยุ่งเหยิงพอสมควรบรรยากาศอันหนักอึ้งไม่สดชื่นนัก“น่ากลัวมาก เด็กก็ไม่เว้น ฝีมือใครกันนะ”“สัตว์อสูรไง มันออกอาละวาดหลายหนผู้ใดใช้แซ่หยางก็ลำบากหน่อยนะไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคต ก็คงย่ำแย่ราวกับต้องสาป”“ถ้าเป็นเช่นนั้นจะรับมือเช่นไรดี”ข่าวการตายยกครัวแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงราวกับควันพิษ ลอยคลุ้งอยู่ในโรงน้ำชา ตลาด และลานประลองยุทธ์ ไม่มีผู้ใดไม่พูดถึง และไม่มีผู้ใดไม่หวาดหวั่นแซ่หยางเป็นแซ่ต้องสาปจริงหรือเยี่ยนชิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเรียน ปลายพู่กันชะงักกลางตัวอักษร ได้ยินข่าวนั้นชัดเจนหากเป็นสัตว์อสูรละก็...มีตรงนี้หนึ่งตัวนะ...ไอ้คนที่ตามติดเป็นเงาตามตัวนี่ไง!ตาคู่สวยเผลอเหลือบลงไปใต้โต๊ะเตี้ยแม้ตรงนั้นจะไร้แสง แต่่เงาบนพื้นไม้กลับทอดยาวผิดธรรมชาติ ยาวเสียจนดูคล้ายกับเยี่ยนชิงตัวสูงใหญ่นักหนาจึงได้ทอดยาวบนพื้นไม้เช่นนี้ ราวกับเป็นเงาของใครอีกคนที่ซ้อนอยู่เยี่ยนชิงขยับตัวเล็กน้อยเงานั้น
"เจ้าเด็กนี่..อะไรที่ทำให้เป็นแบบนี้กัน ทำไมไม่เห็นความว่างเปล่า ทำไมต้องติดยันต์เชื้อเชิญสัตว์อสูร คนผู้นี้ปลดผนึกที่ไม่มีผู้ใดปลดได้ให้ข้าเพราะเหตุใด"ร่างสูงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเรียบเฉยปรายสายตาคู่คมสอดส่ายทั่วเรือนไม้กว้างขวางสะอาดสะอ้านแต่ไร้วี่แววของการใช้ชีวิตอื่นนอกจากเสียงเดินของเท้าเล็ก ไม่มีกลิ่นอายมนุษย์อื่นนอกจากเจ้าของบ้าน“ที่นี่…เป็นบ้านใครกันแน่”คำถามที่เปล่งออกมาทำให้หมอกควันรอบบ้านสงบนิ่งราวกับหมดหน้าที่ลงแล้วร่างสูงยืนนิ่งมองร่องรอยแห่งการเข่นฆ่า เลือดสาดกระเซ็นทั่วบ้านเพียงแตะต้องผนัง สิ่งของ หรือแม้แต่ตอนแตะต้องเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่ ก็เห็นบางอย่างย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำเพียงแต่เลือนลางไหลเข้ามาเร็วเสียจนจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ก็เท่านั้นตกดึกร่างหนาสวมผ้าที่เย็บต่อกันลวกๆ แต่กลับไม่ดูแย่ลงสักนิด อาจเป็นเพราะใบหน้าหล่อเหลาที่เข้าได้กับทุกสถาณการนั่นก็เป็นได้ห้้องนอนเยี่ยนชิงเงียบลงอีกครั้งท่ามกลางความมืด มีเพียงเสียงลมกับน้ำพัดผ่าน“ข้าไม่เข้าใจ…ว่าทำไมเจ้าถึงยอมให้ผู้อื่นแตะต้องร่างกายแรงเช่นนั้น”เสียงหนึ่งดังในความเงียบเยี่ยนชิงนอนไม่หลับแม้จะดึกดื่นมากแล
“รอยบนร่างกายเจ้ามีมากเพียงนี้เพราะซุ่มซ่ามสินะมือนั่นก็ด้วยผิวสวยเสียเปล่าไม่รักษา”เสียงเอ่ยตำหนิจากด้านหลังของเยี่ยนชิงมองชายผู้มีผิวพรรณเรียบเนียนดั่งอัญมณีแต่ปล่อยให้มีตราประทับเป็นรอยแผลเป็นมากมาย ราวกับเป็นคนทนุถนอมสิ่งของอย่างดีแม้สีหน้าน้ำเสียงจะราบเรียบแต่แววตาและถ้อยคำคุ้นหูราวกับมีคนพูดเช่นนั้นกับเยี่ยนชิงมาก่อนมือเล็กจึงชะงักมือที่จับสวมเสื้อผ้าชั่วขณะกึก..“นี่เจ้ายังไม่ออกไปอีกข้าผลัดผ้าอยู่ถึงเป็นบุรุษเช่นเดียวกันก็ไม่ควรมายืนมองคนไม่รู้จักกันเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่รู้จักมารยาท เป็นคนป่าหรือไร” เยี่ยนชิงหมุนตัวกลับทันที มือกุมเสื้อที่กำลังจะถอดแน่น“แค่สงสัย”“ไม่ต้องมายุ่งกับร่างกายข้าหันหลังไปข้าไม่เคยเห็นผู้ใดที่หน้าไม่อายเช่นเจ้า”เยี่ยนชิงรีบสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ มือสั่นเล็กน้อยทั้งเพราะความหนาวเหน็บ“กลิ่นบ้านเจ้าเหมือนกลิ่นเจ้า”กลิ่นสะอาดอ่อนๆ ของดอกพลับพลึงที่ส่งกลิ่นยามค่ำกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นหมึกซึมฝังเจืออยู่ในทุกอณูของผู้อาศัย ทุกซอกทุกมุม“บ้านข้ากลิ่นไม่เหมือนข้าจะเหมือนเจ้าหรือ” เยี่ยนชิงสวนตอบกลับเร็วตอกย้ำว่าที่นี่คือถิ่นตนชายแปลกหน้ายังคงถามต่อพลางกวาดสายตาม
“ถ้าคนในบ้านเห็นล่ะ”คราวนี้หันไปมองทางเรือน แสงตะเกียงจากในบ้านเลือนรางส่องออกมาผ่านช่องหน้าต่าง เส้นแสงสั่นไหวตามแรงลม เหมือนดวงตาของใครบางคนที่อาจหันมามองได้ทุกเมื่อ“ไม่เห็นหรอก”“เจ้าว่าอะไรนะ?”“ที่นี่มียันต์ด้วยนี่ ข้าเข้าได้”เยี่ยนชิงชะงัก หยุดแม้แต่การขยับปลายเท้า เขาหันกลับมามองชายตรงหน้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก สายตากวาดจากดวงตาสีทองที่สะท้อนแสงจันทร์บางเบา ไล่ไปตามสันจมูกคม เส้นกรามชัด และสีหน้าที่นิ่งสนิทราวกับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คนตรงหน้านี้พูดนั้นประหลาดเพียงใดยันต์ที่ติดหน้าประตูรั้วนี้ท่านพ่อบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรเขามาในบ้านจะเข้ามาไม่ได้ หากเจ้าคนเถื่อนเข้าไม่ได้ก็แปลว่า..."เช่นนั้นเจ้าก็เข้าประตูไปสิ""ทำไมเจ้าไม่รีบเข้าไป ไม่หนาวหรือ?"ชายแปลกหน้าถามใกล้ใบหูเยี่ยนชิงสะดุ้ง เนื้อตัวเปียกปอนสั่นเทาด้วยความหนาว ปากบางซีดสั่นหงึกๆ หันมาตวาดชายตัวโตเสียงแหบน้อยๆ คล้ายคนจะเป็นหวัด“หนาวเซ่…”เยี่ยนชิงเดินไปเดินมาสลับกับมองประตูอย่างใช้ความคิด ราวกับหาทางเข้าบ้านไม่ถูก ทั้งที่ประตูรั้วอยู่ตรงหน้าชายแปลกหน้าเปลือยท่อนบนยังคงยืนตรงไหล่ผายกว้างไม่่ต้องห่อตัวกอดอกสั่นเทาด้วยค
“เจ้ามาจากแคว้นใดกัน เอ่ยวาจาร้ายกาจด้วยใบหน้าเย็นชาดั่งคนตายเช่นนี้เสียมารยาทจริง!” เยี่ยนชิงยกแขนขึ้นกอดอกตัวเองเพราะหนาวจนปากสั่นซีดเซียวร่างบางสาวเท้าก้าวเร็วเข้าใกล้รั้วบ้านทุกทีลมหนาวพัดเอากลิ่นดอกไม้กลางคืนเช่นดอกพลับพลึงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศกลิ่นหอมจาง ๆ นั้นตัดกับความมืดเงียบรอบตัวเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาและเสียงฝีเท้าที่เปียกชื้นเดินไปตามทางดินแป่ะ…แป่ะ…แปะเยี่ยนชิงก้มหน้าก้าวเดินไหล่บางห่อเข้าหากันเพราะความหนาวปลายผมเปียกน้ำแนบแก้มจนรู้สึกเย็นเฉียบในอกเต็มไปด้วยความรำคาญปนสับสนไม่ใช่รำคาญความหนาวแต่รำคาญคนที่เดินตามหลังมาไม่เลิกกึ่ก…ร่างเล็กหยุดฝีเท้าฉับเสียงแว่วซ้อนทับการก้าวเดินก็หยุดตาม เยี่ยนชิงหันกลับไปมองด้วยหางตาเงาร่างสูงใหญ่ยังคงอยู่ตรงนั้นยืนเงียบๆ ใต้แสงจันทร์สลัวใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีทองนิ่งสนิทน่ากลัวหากมองเพียงผิวเผินแต่ท่าทางเหมือนเด็กน้อยแปะ แปะ ๆๆๆๆกึก..“เจ้าจะตามข้ามาทำไม!”เยี่ยนชิงหลุดเสียงหงุดหงิดหลุดออกมาอีกทั้งที่ไม่เคยใช้กับใครมาก่อนแม้แต่คนในเรือน เขายังไม่เคยบ่นมากขนาดนี้ชายผู้นั้นหยุดยืนหลังตั้งตรงใกล้ร่างเล็กของเยี่ยนชิงเย







