เข้าสู่ระบบเวลาคล้อยต่ำเชื่องช้า แสงยามเย็นจางหาย ความมืดคืบคลานเข้ามาแทนที่ อากาศเย็นลงจนปลายนิ้วเล็กชาน้อยๆ เยี่ยนชิงแวะเล่นข้างทางตลอดทางกว่าจะถึงบ้านห่างจากเมืองก็เย็นย่ำ ปากเล็กเปรอะคราบขาวแดงของผลไม้ข้างทาง เยี่ยนชิงพ่นลมหายใจเป็นไอสีขาวออกมา
"ฟู้ว~อูยยย หนาว รีบเข้าบ้านดีกว่า" ทางเดินยาวอยู่ในแสงสุดท้ายของวัน เยี่ยนชิงซุกมือในแขนเสื้อเพราะลมเย็นเริ่มกัดผิวขาวบางจนแดงเป็นหย่อมหนาวสั่น เยี่ยนชิงเลือกเดินเลียบกำแพงไปทางสวนชาวบ้าน หลบเข้าเส้นทางที่ไม่มีผู้คน วันนี้ก็ผ่านไปอีกวันโดยไม่เกิดอะไรขึ้น…เพราะถูกแกล้งประจำ ช่วงวัยรุ่นของผู้อื่นอาจเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ของคนแซ่หยางนามเยี่ยนชิงผู้นี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย แอ้ด~ ประตูเรือนเก่าราวกับไม่ค่อยถูกใช้งานนักถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา แสงตะเกียงในบ้านส่องออกมารับร่างบางที่ยืนอยู่หน้าธรณี เยี่ยนชิงหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง ภาพบ้านเงียบเหงาร้างซ้อนทับความสะอาดสะอ้านจัดวางเป็นระเบียบตามแบบฉบับนักกวีผู้หลงไหลในศิลปะ ป้ายเข้าประตูบ้านมียันต์ไม้แปะกำกับ เยี่ยนชิงแหงนมองป้ายครู่หนึ่นก่อนก้าวเข้าไปภายใน ปากเล็กมอมแมมกรุ่นกลิ่นผลไม้หวานยกแขนเสื้อเช็ดปากพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ‘กลับมาแล้วหรือเยี่ยนชิงลูกรัก...นั่นเจ้า..นำสิ่งใดกลับมาด้วย?’ "คัมภีร์ปราบสัตว์อสูรขอรับ กู้หมิงเยว่ให้ลูก..ช่วยดูความเรียบร้อยให้ แห่ะ แห่ะ" 'อ้อ..' "อาหารเสร็จรอข้าอีกแล้วนี่ลูกกลับบ้านช้าเกินไปใช่หรือไม่ข้ามาไม่ท้นช่วยท่านเตรียมอาหารเสียที ท่านแม่ทำอาหารเช่นไรครัวยังคงสะอาดสะอ้านราวกับๆ ม่ได้แตะต้องเช่นนี้ลูกละเชื่อเลยเป็นหญิงคงลำบากกับงาสนบ้านน่าดู คราวหลังข้าจะช่วยท่านแม่เอง" 'ไม่เป็นไรเลยลูกเจ้าไปล้างมือมากินข้าวจะได้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า มอมแมมไปหมดแล้วดูสินั่น เหมือนเด็กเล็กเลย ลูกโตเป็นหนุ่มแล้วนะเยี่ยนชิง' "โอ้~ มอมแมมจริงด้วย ข้าไปล้างมือก่อน" รอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้เช่นทุกวัน กลิ่นอาหารลอยมาตามลมเข้ามาในเรือน กลิ่นเดียวกับอาหารในบ้านไม่น่าแปลกใจเท่าใดเพราะมีเรือนไม้หลังเล็กพึ่งมาสร้างไม่นานมานี้ ความหนาวจากภายนอกพลันจะจางลงเมื่อเข้ามาอยู่ในบ้าน เยี่ยนชิงคลี่ยิ้มงดงามให้ความสงบในบ้าน ใบหน้าน่ารักพยักหน้าหงึกหงั่กเดินตัวปลิวแทนคำตอบ ก่อนจะถอดรองเท้าเรียบร้อยวางเข้าที่เหมือนเด็กดีไม่ขาดตกบกพร่อง ร่างบางเดินผ่านห้องที่หยางไป่ฮัวท่านพ่อที่มักอ่านหนังสืออยู่ภายในจึงยกมือคำนับค้อมหัวลง แววตาสีอ่อนมองมาที่บุตรชายด้วยความเอ็นดูมุมปากหยักยกยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้าให้ ภาพครอบครัวสุขสันต์ทั้งที่ที่บ้านก็ดูมีความสุขดีแต่เยี่ยนชิงกับรู้สึกเชื่องช้าราวกับชีวิตขาดบางอย่างไป แกร่ก.. ระหว่างมื้ออาหาร เยี่ยนชิงนั่งหลังตรงใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากอย่างสุภาพ ทั้งที่มีสามคนพ่อแม่ลูกแต่เสียงตะเกีียบกระทบจานชามกลับมีเพียงหนึ่งบรรยากาศรอบบ้านเงียบสงัดแต่ลานบ้านภายในประตูรั้วกลับมีเงาที่แสงตะเกียงตกกระทบร่างนับสิบเดินไปเดิินมาไม่เว้นแม้แต่ลำธารด้านล่างระเบียงเรือนไม้ที่เยื้องออกไป ‘หากไม่ชอบพูดก็เขียนเรื่องไม่สบายใจไว้ที่สมุดเล่มเดิมนะ พ่อจะเขียนตอบปัญหาให้เอง' “ขอรับท่านพ่อ” คำพูดของบิดาลอยผ่านโต๊ะอาหารแผ่วเบาอ่อนโยน เยี่ยนชิงชะงักเดียงเสี้ยวนาทียามมองผ่านใบหน้าบุพการีเลยไปเบื้องหลังราวกับเห็นบางอย่างที่ไม่ใช่สมาชิกในบ้าน แต่ใบหน้าน่ารักก็กลับมายิ้มสดใสให้คนที่มีรอยยิ้มงดงามสมคำล่ำลือ ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชอบ “ขอรับ” หลังอาหารเย็นเมื่อกลับเข้าห้องเยี่ยนชิงปิดประตูเบาๆ ไม่ให้เกิดเสียงรบกวนผู้คนในเรือน ร่างบางเดินมาหยุดอยู่ริมระเบียงติดธารน้ำหลังบ้านทรุดกายลงนั่งช้าๆ รอยยิ้มที่มีค่อยๆ เลือนหายไปเหลือไว้เพียงใบหน้าที่อ่อนล้าอย่างไม่อาจปิดบังได้ เยี่ยนชิงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ชมดวงดาวและดวงจันทร์ก่อนนอน ทั้งบ้านเงียบสงบเพราะเป็นครอบครัวนักกวี..เงียบมาก... เงียบราวกับไม่มีผู้คน..ทั้งที่มีควันดำเคลื่อนที่ไปมาล้อมรอบเรือนเอาไว้ ภายนอกเสียงน้ำไหลสัตว์ตัวเล็กร้องดังแว่วเข้ามาชวนให้เคลิบเคลิ้มกระทั่งเปลือกตาสีอ่อนปิดลงสนิทลงปล่อยให้ความเงียบเจือจางความรู้สึกอ้างว้างเช่นทุกคืน ...(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ
"รู้สึกเช่นไร กายเจ้าคุ้นชินกับมันหรือไม่ ต้องการมันมากยิ่งขึ้นหรือไม่เยี่ยนชิง" เสียงทุ้มพร่ากระซิบข้างใบหูเล็กคล้ายจะก่อกวนให้หงุดหงิดแต่หนนี้ตรงกันข้าม ความรู้สึกสุขสมราวกับรอคอยบางสิ่งมานานคล้ายกับการรอวันที่ผลของแอปเปิลสุกได้ที่ "อะ..ข ข้า ไม่…ไม่รู้" ร่างเล็็กในกำมือชายแปลกหน้าบิดกายเร่า
กึ่ก ภาพซ้อนทับค่อยๆ ไหลเข้ามาเงียบงัน เยี่ยนชิงเห็นตัวเองในวัยเด็ก เดินอยู่บนทางเดิน มือเล็กถูกกุมไว้ด้วยมือของใครบางคน มือคู่นั้นอุ่นและมั่นคง เดินนำเขาไปข้างหน้าเสมอ ภาพจำเลือนลางใบหน้าคนผู้นั้นพร่าเบลอ เด็กสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปไหนไปด้วยกัน นั่งเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ แบ่งขนมกันกิน หัวเราะกับเ
เฮื้อกกก!! ลมหายใจขาดห้วง หอบแรงราวเพิ่งถูกดึงขึ้นจากใต้น้ำ หัวใจเต้นกระหน่ำจนเสียงดังอยู่ในหู มือคว้าผ้าห่มแน่นโดยไม่รู้ตัว ในความมืดเงาหนึ่งทอดยาวนิ่งอยู่บนพื้นไม้ ราวกับภาพสะท้อนใต้ผิวน้ำที่ยังไม่ทันเลือนหาย ก่อนจะค่อยๆ จางไปอย่างไร้ร่องรอย เยี่ยนชิง...ไม่สิ ชายผู้นั้นยังคงจมอยู่ในความมืด
ค่ำคืนนั้น ทั้งใบเงียบงัน ราวกับถูกสายน้ำกลืนกินจนไม่เหลือซากสีฟ้าหม่นซึมลึกแผ่ขยายไปทั่วทุกทิศทาง ฟ้าไม่ใช่ฟ้า ดินไม่ใช่ดิน มีเพียงผืนน้ำกว้างใหญ่ทอดตัวนิ่งสนิท เบื้องหน้าราวกระจกไร้ระลอกคลื่น ไร้แรงลม ไร้ชีวิต เยี่ยนชิงยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนยืนอยู่ริมขอบของบางสิ่งที่ไม่อาจหวนกลับเงาสะท้อนในน้ำค่อ







