Accueil / วาย / อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี / บทที่ 2 นักเลงอันธพาลในคราบผู้ดี

Partager

บทที่ 2 นักเลงอันธพาลในคราบผู้ดี

last update Date de publication: 2025-02-14 03:13:14

ท้องฟ้ามีแสงแดดจ้าจนแสบตา แต่เพราะลานด้านหลังของหอเจิ้นเชียงสร้างกระท่อมเล็กเป็นที่พักพิงคนงานไว้ไม่น้อย และที่ว่างบนลานด้านหลังมีราวไม้ มีเสื้อผ้าเก่า ผ้าขี้ริ้ว รวมทั้งของทะเลแห้งแขวนตากอยู่เต็มไปหมด เนื่องด้วยไม่มีแดดตลอดปี กลิ่นอับคาวจึงอบอวล กลิ่นพึงประสงค์ไม่เคยจางไปจากบริเวณนั้นเลย

บนพื้นแผ่นหินเป็นมันเขรอะวางกะละมังไม้ใบใหญ่ ซึ่งมีกองชามตะเกียบสกปรกกองไว้สิบกว่าคู่ ม้านั่งเตี้ยที่ไม่สามารถบอกอายุอานามได้ว่าใช้งานผ่านศึกมาเพียงใดหนึ่งตัว อีกคนต้องนั่งยองล้าง บ่อน้ำที่มีตะไคร่ และลูกยุงเจริญเติบโตหนึ่งบ่อ เหล่านี้เป็นองค์ประกอบทั้งหมดของลานหลัง

ด้านหน้าคือภัตตาคาร มีอาหารดีรสเลิศให้ลิ้มชิมได้ไม่หมด แต่ลานด้านหลังนี้กลับมีสภาพชวนสะอิดสะเอียน น้ำเจิ่งนองเฉอะแฉะเหมือนคูน้ำเน่า หากมีลูกค้ามาเห็น ร้อยทั้งร้อยต้องอ้าปากค้างเกิดอาการไม่อยากอาหารไปเลย

 ไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นสถานที่เดียวกันเมื่อสองนายบ่าวมาถึงในตอนแรก น่ากลัวมากว่าจะมีหนูอยู่หรือไม่ มันสกปรกเสียจนที่ให้คนยืนยังไม่มีเลย แน่นอนว่าต้าหลิวกับอังโก้วที่คอยคุมพวกเขาเห็นจนชินกันแล้ว พูดว่า

“พอดีเลย พวกคนที่ทำงานล้างชามก่อนหน้านี้บ่นว่างานลําบากเกินไป พากันโบกมือไม่ทำแล้ว”

“กําลังกังวลเรื่องขาดคน พวกเจ้าสองคนก็มาพอดี ช่วยโรงเตี๊ยมล้างชามหกเดือน อย่างน้อยสุดมีหมื่นสองหมื่นใบ สวรรค์ทิ้งคนงานลงมาโดยแท้จะไม่ให้ดีใจได้หรือ ฮ่า ๆ”

ทั้งสองถึงกับหัวเราะลั่นพร้อมกัน แต่ด้วยเหตุนี้ท่าทีของยงเจ้งจึงมีความเป็นมิตรอยู่บ้าง เขาส่งผ้ากันเปื้อน ที่สภาพไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วให้พวกเขาคนละชิ้น บอกให้แยกย้ายกันทํางานเลย

ชุนหลี่เอาแต่พูดไปด่าไปตลอดไม่หยุด ไม่ชอบที่พวกเขาทํางานชักช้า เรี่ยวแรงน้อย เวลากินกลับกินเยอะ พวกเขากินเยอะที่ไหนกัน กะอีแค่ซาลาเปาเหลือ ๆ มีกลิ่นเหม็นหืนฝืดคอ กล่าวอีกอย่างคือชุนหลี่หากระดูกในไข่ไก่ พยายามหาจุดบกพร่องที่ไม่มี สงสัยนี่คงเป็นคำแนะนำของเถ้าแก่ เพราะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ขนมา จานชามก็บิ่นก็แตกอยู่แล้ว แต่กลายเป็นพวกเขาทําเสียหาย ยังให้ชดใช้เงินอีกต่างหาก บัญชีเก่าทบบัญชีใหม่

สองนายบ่าวล้างชามตลอดทั้งหกเดือนนึกว่าอยู่ในนรก เหนื่อยแทบตายผลกลับเป็น...ยังต้องชดใช้เงินให้เถ้าแก่หรงฝู่เลาเพิ่มอีกหนึ่งพวง วันนี้ก็อีก ฟ้ายังไม่สางกลับถูกชุนหลี่เรียกมาทำงาน แม้แต่ข้าวเช้ายังไม่ให้กิน อยากจะกระโดดถีบหน้าขาคู่นัก

“อันเต๋อจื่อ มา ข้าช่วยเจ้านะ!"

ชายหนุ่มซึ่งนั่งล้างชามบนแท่นข้างบ่อน้ำ ลุกขึ้นมาช่วยโดยจับถังไม้ให้อยู่นิ่ง สุดท้ายสองคนร่วมแรงร่วมใจกันหิ้วถังน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำบ่อเย็นเสียดกระดูกออกมาได้สำเร็จ

“อะ...องค์ชายสิบ งานที่เหลือเดี๋ยวกระหม่อมทําเอง พระองค์ทรงไปนั่งพักสักครู่เถิด”

เด็กรับใช้หายใจหอบ มองมือของเจ้านายอย่างปวดใจ นี่เพิ่งผ่านมาแค่สองวันเอง นิ้วที่เรียวขาวสะอาดหมดจดนั้นกลับมีบาดแผลน้อยใหญ่เต็มไปหมด ก้างปลาในจานอาหาร จานชามปากบิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนกลายเป็นของที่ทำร้ายคนได้ กระทั่งแปรงไม้ไผ่ หากไม่ระวังขูดโดนหลังมือก็เจ็บจนต้องกล้ำกลืน แต่ถึงกระนั้นยังต้องทําถึงหกเดือนเต็ม บ้าบอที่สุด ถ้าได้รู้สถานะที่แท้จริงของนายท่านพวกนี้ต้องมีสันหลังหวะแน่

“ไม่เป็นไร เจ้าวางใจเถอะ อย่าเรียกนามจริงข้า ในตอนนี้เราอยู่ที่ห่างไกลบ้านเกิดไร้อำนาจ ยิ่งต้องระมัดระวัง อันเต๋อ ข้ายังทำไหว”

”ขอรับ..นายท่าน..”

เด็กรับใช้สีหน้าสลดลง ตนเองนั้นไร้วิชาปกป้ององค์ชายสิบก็ไม่ได้ เป็นผู้ติดตามแท้ ๆ ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ กลับไปนั่งหน้ากะละมังไม้ที่มีชามสกปรกกองพะเนิน หยิบผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งขึ้นมาล้างชามอย่างขะมักเขม้น เร่งรีบให้เสร็จจะได้พักพร้อมกัน กิจการของภัตตาคารรุ่งเรืองดี มีจานชามใช้แล้วส่งมาหลังครัวเป็นร้อยใบ

จากเช้าตรู่จนถึงตอนนี้ หัวของชายหนุ่มไม่ได้เงยขึ้นมาเลย กลับยังเหลือจานชามที่ยังไม่ได้ล้างอีกกองโต ถ้าชุนหลี่ตื่นแล้วคงต้องด่าว่าสักหน่อย เด็กรับใช้มองชายหนุ่มแล้วน้ำตาจะร่วง ถ้าเพียงตนโดนทุบตี หิวท้องกิ่ว เขาก็สามารถอดทนต่อไปได้ ถึงอย่างไรบทลงโทษของขันทีในวังยังโหดกว่าเถ้าแก่หรงฝู่เลาเสียอีก! แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้กับองค์ชายสิบ ช่างทำใจได้ยากเหลือเกิน

ไป๋อันโหวเต๋อจื่อรู้สึกว่าตนเองทำผิดมหันต์ นึกเสียใจทีหลังว่าไม่ควรนําเสด็จองค์ชายสิบออกจากวังเลย พอเหลือบมองชุนหลี่ก็เห็นเขาหลับอุตุอยู่ จึงวางถังน้ำเขยิบไปใกล้ชายหนุ่มที่กำลังจะถ้ำมองบ้านของคนอื่น เพียงแต่บ้านเหล่านั้นเป็นกําแพงดินโคลนหลังคามุงหญ้าดูไม่โอ่อ่าเหมือนหอเจิ้นเชียง

“นายท่าน เหมือนจะมีพิธีมงคล...งานแต่งงานขอรับ”

เด็กรับใช้เอาขากางเกงลง มองไปข้างนอกพลางมองเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงหลังใหญ่ที่หยุดตรงปลายตรอก แต่ที่น่าแปลกคือคนที่ถือประทัดไม่ใช่ขบวนรับเจ้าสาว แต่เป็นเจ้าหน้าที่ขุนนางฝ่ายพลเรือนในชุดข้าราชการ

“ไหนข้าขอดูหน่อย”

ชายหนุ่มรามือจากการล้างจานไปมองข้างนอก รู้สึกเหตุการณ์มันดูแปลก ๆ ไม่ได้มงคลขนาดนั้น พวกเจ้าหน้าที่ขุนนางพลเรือนถืออาวุธล้อมบ้านพลเรือนเรียบง่ายหลังหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งใช้ดาบเหล็กตบประตูกล่าวเสียงกรรโชก

“สกุลหยาง! รีบเปิดประตู! ใต้เท้าเฉินมารับลูกสาวบ้านพวกเจ้าเป็นอนุภรรยา!”

ตะโกนจบยังยกเท้าถีบประตูอีก บานประตูหยาบ ๆ นั้นไหนเลยจะทานแรงกระแทกได้ ล้มคว่ำไปด้านในเสียงปังใหญ่

“ท่านพ่อ! ท่านแม่! ช่วยเสี่ยวหลินด้วย!”

เจ้าหน้าที่พลเรือนกระทำดุจโจรชั่ว เข้าไปก็ก่อความวุ่นวายทุบทำลายข้าวของ บ้านใกล้เรือนเคียงได้ยินทีแรกยังเปิดประตูเฝ้ามอง ครั้นเห็นขบวนแห่ก็ปิดประตูตายทันทีไม่สนเสียงเอะอะทั้งหมดทั้งมวลของภายนอก แม่นางน้อยที่ถูกลากจูงสวมชุดกระโปรงสีขาวเนื้อผ้าหยาบ รูปโฉมงามสะคราญหยดย้อย นางร้องไห้ฟูมฟาย

กลับยังคงถูกเจ้าหน้าที่จับตัวออกมาจากบ้าน พยายามเอาผ้าแดงหนึ่งผืนคลุมศีรษะ บังคับส่งเข้าเกี้ยวเจ้าสาว สามีภรรยาสูงวัยร้องห่มร้องไห้ไล่ตามออกมา ถูกเจ้าหน้าที่ทุบตีจนล้มอยู่กับพื้น หลังจากกระทํารุนแรง เจ้าหน้าที่ตัวแทนใต้เท้าเฉินโยนตั๋วเงินสามใบให้แล้วยังกล่าวน้ำเสียงกร้าว

“ถือว่าท่านเจ้าเมืองใต้เท้าเฉินซื้อลูกสาวบ้านเจ้าแล้ว หลังจากนี้เป็นตายไม่ติดต่อกันอีก!”

ชายหนุ่มเฝ้ามองจนตัวสั่นโกรธจนลมออกหู แคว้นเหยาเป็นสถานที่เจริญระดับนี้ ยังทำผิดจรรยาบรรณมนุษย์ที่เกินคาด

“นี่...นี่มันใช้กําลังฝืนบังคับสตรีชาวบ้านมาแต่งเป็นอนุภรรยามิใช่หรือ? น่ารังเกียจ เลวทรามที่สุด! ไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้กลางวันแสก ๆ?! ช่างไม่เห็นกฎหมายในสายตาจริง ๆ!

“บ่นอะไรของเจ้าหา! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า? ท่านเจ้าเมืองต้องตาลูกสาวพวกสกุลหยางจึงรับตัวไป เป็นอนุพวกเขาน่ะโชคดีไปถึงคนรุ่นหลังหลายชั่วอายุคนเลยจะบอกให้”

ชุนหลี่ที่อยู่ข้าง ๆ โผล่มาตอนไหนไม่รู้พูดหน้าตาย

“พวกเจ้ารีบกลับไปล้างชามเร็วเข้า คืนนี้ข้ายังต้องไปดื่มเหล้ามงคลที่จวนใหญ่เจ้าเมืองนะ!”

“นี่มันข้าราชการเป็นดั่งพ่อแม่ของชาวบ้านที่ไหนกัน นักเลงอันธพาลในคราบผู้ดีชัดๆ!”

ชายหนุ่มระเบิดโมโห ไม่คิดให้มากความ มองซ้ายขวาหนึ่งที หยิบกระบอกไม้กระบองลำหนึ่งไว้ในมือแล้วพุ่งออกไป

“นะ! นายท่าน! รอข้าก่อน! อย่าวู่วาม!”

เด็กรับใช้ตะโกน เมื่อยั้งเจ้านายไว้ไม่ทันจึงตามไล่หลังไปติด ๆ

“เจ้าพวกเด็กโง่! ไสหัวกลับมา!”

ชุนหลี่ตะโกนพลางรีบไล่ตามออกไป เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเจ้าหนูนุ่มนิ่มนี่จะกล้าหาเรื่องเจ้าหน้าที่ทางการ ทำลายเรื่องดี ๆ ของคนอื่น รนหาที่ตายชัด ๆ

“ข้าบอกให้หยุด!”

ชายหนุ่มตะโกนเสียงดัง มือกระชับไม้กระบองแน่น ยืนขวางหน้าเกี้ยว หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตัวแทนเจ้าเมืองกําลังเดินอย่างภาคภูมิ จู่ ๆ มีชายแปลกหน้ากระโจนมาขวางหน้า กลับไม่รู้สึกตกใจสักนิด มองสํารวจโดยละเอียด ผู้ที่มาขวางอายุน้อย สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ จากหัวจรดเท้าล้วนสกปรกมอมแมมน่ารังเกียจ กระทั่งใบหน้ายังเปื้อนขี้เถ้าก้นหม้อ ถือไม้กระบองเป็นอาวุธ มองทีเดียวก็รู้ว่ากระจอกงอกง่อย หัวหน้าเจ้าหน้าที่กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก

“ไอ้เด็กสามหาวนี่มันเป็นใคร ไม่กลัวจะถูกข้าบั่นหัวงั้นรึ!”

"บังอาจ! ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพูดจาหยาบคายโต้เถียงกับนายท่านของข้า! เจ้าคนเลวแสนต่ำช้า!”

เด็กรับใช้กระโจนตามออกมาติด ๆ ขวางอยู่ระหว่างชายหนุ่มกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ยื่นมือปกป้องผู้เป็นนายอย่างแข็งขัน

“หา? นายท่าน? ฮ่า ๆ ๆ หน้าอย่างนี้เนี่ยนะเป็นนายท่าน?! ข้าล่ะอยากหัวเราะให้ฟันหัก”

พวกเจ้าหน้าที่พากันหัวเราะขบขันฟันแทบร่วง ชุนหลี่ไล่ตามมาด้วยความร้อนใจ โค้งคํานับขอโทษเจ้าหน้าที่ทุกท่านก่อนแล้วจึงค่อยกล่าวอธิบาย

“พะ...พวกเขามาจากที่อื่น หลอกกินหลอกดื่มในหอเจิ้นเซียง ถูกเถ้าแก่จับตัวไว้ ตอนนี้ทํางานล้างชามที่ลานหลังขอรับ โปรดอย่าถือสา”

“อ้อ ที่แท้เป็นกุลีของหอเจิ้นเชียง พวกชักดาบกินไม่จ่าย โจรชัด ๆ”

หัวหน้าเจ้าหน้าที่เหลือบมองเด็กรับใช้กับชายหนุ่มด้วยสีหน้าดูถูก คิดว่าหอเจิ้นเชียงกับเจ้าเมืองสนิทสนมกันอยู่พอสมควร เวลาปกติก็ให้ของกำนัลไม่น้อยด้วย สู้ไว้ค่อยคิดบัญชีกับเขาทีหลังดีกว่า จึงกล่าวตวาด

“ชุนหลี่ รีบให้พวกเขาหลีกไปซะ หากเลยฤกษ์มงคลแต่งงานของนายท่านใครก็รับผิดชอบไม่ไหว!"

“ขอรับ ขอรับ! เอ่อ...เจ้า! ยังไม่รีบหลบอีก!”

ชุนหลี่คิดจะเรียกชื่อของชายหนุ่ม กลับนึกไม่ออกว่าจะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร เช่นนั้นจึงชี้หน้าชายหนุ่ม กล่าวเอ็ด

“เจ้า! เจ้าน่ะ! รีบไสหัวกลับไปล้างชามเลย! ยุ่งเรื่องชาวบ้านให้มันน้อยหน่อย!”

“ยุ่งเรื่องชาวบ้าน? สุภาษิตว่าถนนไม่เรียบมีคนเกลี่ยเกิดอยุติธรรมต้องมีคนจัดการ! นับประสาอะไรกับตอนนี้ ข้าราชการชั่วถืออํานาจ ใช้กําลังฉุดหญิงสาว ข้าในฐานะ...เอ่อ...ฐานะประชาชนเหยาไม่สนมิได้!”

“เหอะ! เจ้าหนู ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่ไหมถึงกล้าด่าท่านนายอําเภอว่าชั่ว? มานี่ ซ้อมมันให้ข้า! เอาให้ตาย! ถ้ามันตายข้ามีรางวัลให้!”

หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตะเบ็งเสียงอย่างเดือดดาล เหล่าเจ้าหน้าที่เข้าล้อมกรอบในทันที

“พระบิดาอรหันต์! มีคนได้ตายแน่!”

ชุนหลี่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี รีบหดหัววิ่งแจ้นไปแจ้งข่าว เหลือเพียงเด็กรับใช้คุ้มครองชายหนุ่มอยู่ข้างหน้า รับหมัดดุจเม็ดฝน ไม้พลองดุจป่าไม้ที่ตีเข้ามาไม่หยุดหย่อน ท้ายสุดนอนคว่ำบนพื้นเลือดเปรอะหน้า! ชายหนุ่มกระชับไม้กระบองในมือ ปัดป้องลูกถีบกับกำปั้นแบบชุลมุน พลางกระโจนใส่เหยื่อไม่หยุดมือ ช่วยเด็กรับใช้ขึ้นจากพื้นจนได้ในที่สุด อีกฝ่ายเห็นคนชั่วชักดาบเล่มใหญ่มาตั้งใจจะฟันให้รู้แล้วรู้รอดไป ชายหนุ่มยกเท้าข้างหนึ่งถีบสองคนคว่ำ ยังใช้ไม้กระบองฟาดไม่ยั้งมือ ก่อนตะโกนว่า

“ตัดสินจากการต่อสู้ ข้าไม่แพ้พวกเจ้า! วันนี้ ข้าจะขจัดความชั่วแทนเบื้องบน ลงโทษพวกเจ้าอันธพาลช่วยคนชั่วทำเรื่องเลวทรามให้หนัก!”

เท้าชายหนุ่มราวกับทาน้ำมัน ไม่ว่าเจ้าหน้าที่รุมจู่โจมอย่างไร ล้วนต่อสู้หลบหลีกด้วยความปราดเปรียวว่องไว ซ้ำยังฟาดเหล่าเจ้าหน้าที่เสียจนร้องโอดโอยเสียงหลง

“มัวร้องบ้าอะไร! รีบฟันมันให้ตาย ๆ ไปซะสิวะ!” หน้าผากของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ถูกไม้คานฟาดแตก เลือดไหลซิบเจ็บจนขาดสติ โก่งคอตะเบ็งสุดเสียง

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทส่งท้าย 2

    ส่วนผู้บัญชาการทางทหารส่วนใหญ่หลุบตาก้มหน้า ไม่กล้ามองหน้าจงถานไถหมิง คนที่พวกเขาเคารพรัก ช่างน่าผิดหวัง ไม่รู้จะเอาหน้าไปสู้ยังไง หลังจากนิ่งเงียบครู่หนึ่ง หวังซีเอ่อจึงสอบถามความคิดเห็นของจงถานไถหมิงสหายเก่าโดยระมัดระวังยิ่งหลังจากรู้ว่า‘จงถานไถหมิงไตร่ตรองการก่อกบฏครั้งนี้มาดีแล้ว มิอาจโต้แย้งหาข้อแก้ต่างให้รอดได้อีก’จึงเห็นด้วยกับพวกเขา พระราชทานโทษประหารเก้าชั่วโคตร ผู้ที่กระทำผิดน้อยกว่าก็ถอดถอนเป็นสามัญชน รวมทั้งเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อแซ่เดิม จงถานไถหมิงคิดว่าคำถามของฮ่องเต้เกินความจำเป็นบางส่วน นับแต่อัครเสนาบดีว่าเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ตามแต่โบราณมา“การจะตัดสินโทษผู้ใด มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่ต้องตัดสินใจเอง กษัตริย์ทรงต้องเด็ดเดี่ยวไม่เอนเอียง คำสั่งกษัตริย์ถือว่าเป็นที่หนึ่ง ตรัสแล้วไม่สามารถคืนคำ...” หวังซีเอ่อเพียงยิ้มกล่าวต่อ“แม่ทัพใหญ่จงกล่าวถูกต้อง” หวังซีเอ่อแสดงชัดว่าเห็นพ้องต่อคําพูดของจงถานไถหมิง “ในใจข้ามีข้อสงสัย ขอท่านแม่ทัพตอบอธิบาย”“ฝ่าบาทโปรดตรัส”“ถ้าเจ้าต้องโทษประหารตัดหัวเสียบประจาน แล้วฮองเฮาของเจ้า อยากให้นางตายตามไปหรือไม่”“ไม่พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมขอบัง

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทส่งท้าย 1

    พิธีสถาปนาราชวงศ์ใหม่ถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา เหล่าขุนนางทุกฝ่ายแต่งกายจัดเต็มพิธีการ ประชาราษฎร์ทุกคนต่างมายืนล้อมนอกวังหลวงเพื่อชมการแต่งตั้งฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ใหม่ โดยมีจวิ้นอ๋องเฒ่าไห่หมิงหรา และ พระชายาไป๋ฟานเหนียนเป็นผู้ใหญ่นำพิธีการเวลาฤกษ์มงคลถูกจัดขึ้นในเวลาเที่ยงวัน พระอาทิตย์เลยดูจะร้อนแรงเป็นพิเศษ พิธีดูเหมือนจะไปได้ดี แต่หารู้ไม่ว่ากำลังจะเกิดการปฏิวัติขึ้น หวังซีเอ่อและอู๋เสี่ยวหวานั้นมาถึงแคว้นเหยาชุนแล้ว โดยมีชินอ๋องจูไปรับที่ท่าเรือเมืองควานเหลียง และได้รับกองกำลังสนับสนุนจากใต้เท้าเฉินมาช่วยเสริมทัพพร้อมกับทหารแคว้นซีเป่ยจำนวนหนึ่ง เพื่อหวนคืนสู่บัลลังก์อันชอบธรรมเมื่อกำลังจะถึงเวลาที่จงถานไถหมิงและเจียวหวงกำลังจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรในฐานะฮ่องเต้และฮองเฮาก็ต้องหยุดชะงัก เป็นเสียงของขันทีผู้หนึ่ง เป็นเสี่ยวสี่จื่อที่หายตัวไปตั้งแต่เช้ามืดและจงถานไถหมิงตามหาไม่พบ บัดนี้ได้เห็นเขาล้มลุกคลุกคลานกลิ้งมาหลุน ๆ จนหยุดตรงหน้าราชพิธี“เป็นบ่าวทำไม่ถูก! บ่าวสมควรตาย!” เสี่ยวสี่จื่อคุกเข่ากับพื้น เป็นแส้หนังที่หวดขึ้นเหนือหัวของอู๋เสี่ยวหวาที่กระทำอุกอาจลงแส้เฆี

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 27.2 ช่วงเวลาที่เขามีความสุขก็เพียงลมพัดดับเทียนไข

    “หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกจากกัน แต่อีกฝ่ายนั้นชอบอีกฝ่าย” จงถานไถหมิงเสริมอีกหนึ่งประโยค“เป็นความชอบแบบที่เหมือนบุรุษชอบรักสตรี”“อึ้ก! แค่กแค่ก!” เจียวหวงสําลัก จงถานไถหมิงยังไม่เคยเห็นเจียวหวงหลุดกิริยามาก่อนผุดลุกขึ้น ให้ฮวาหลันหยิบผ้าเช็ดหน้ามา“ไม่...ไม่ต้อง” เจียวหวงยังคงหอบหน้าแดงก่ำ ฝึกกระบี่เมื่อครู่ยังไม่หายใจรวนขนาดนี้เลยนะ“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเจียวหวง” จงถานไถหมิงถามอย่างเป็นห่วง “สําลักผลไม้ตากแห้งงั้นหรือ”“เปล่าเจ้าค่ะ แค่ตกใจ ท่านแม่ทัพยกเรื่องความรักบุรุษสตรีขึ้นมา เสวนาถือว่าแปลกเจ้าค่ะ”แม้เจียวหวงรู้ว่าต้องมีสักวันที่จงถานไถหมิงรู้จักสิ่งเหล่านี้ วันหนึ่งที่เขาเข้าใจ ‘ความรัก’ นั่นเท่ากับเกิดใจหวั่นไหวกับใครสักคน ทว่าเจียวหวงไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ จงถานไถหมิงแสดงท่าทีแบบรู้แจ้งแก่ใจ ทั้งยังปลอบเจียวหวง“หวงเอ๋อร์ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกอาย เบื้อใบ้ไปชั่วขณะ หรือเจ้ามองข้าผิดไป” เจียวหวงรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของจงถานไถหมิงเปลี่ยนจากบุรุษเย็นชาหาสนใจใคร่รักสตรีรูปงามโดดเด่น ส่วนตัวเขานั้นไม่เพียงแต่เคยสู้รบยังคุ้นเคยไปมาหาสู่กับชาวยุทธ์ จงถานไถหมิงจึงรู้จักเรื่องพวกนั้นนา

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 27.1 ช่วงเวลาที่เขามีความสุขก็เพียงลมพัดดับเทียนไข

    โคมไฟสว่างไสวแขวนห้อยสูง แสงเทียนเหลืองแกมส้มให้แสงสว่างครอบคลุมลานสวนของตำหนักสนมเสียนเฟยประหนึ่งม่านโปร่งสีเหลืองคฤหาสน์แห่งนี้ห่างจากวังหลวงจะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล สวนและสิ่งก่อสร้างลอกเลียนรูปแบบซูรวมมียี่สิบห้องพัก หลังคาเชิงชายกิเลนทองสัมฤทธิ์กระดกเชิดสูงเป็นสัญลักษณ์แทนความรุ่งโรจน์รุ่งเรือง เมื่อสายลมยามค่ำโชยแผ่วยังสามารถได้ยินเสียงกระดิ่งลมด้านล่างชายคาดังเสนาะเพราะพริ้งชวนให้สดชื่นรื่นใจจะมีต้นไม้เยอะมากกว่าตำหนักอื่นเป็นพิเศษโดยเฉพาะต้นกุ้ยเหม่ยขวับ!เสียงคมกระบี่แหวกลมเด็ดขาดว่องไว เกิดประกายแสงทองจุดเล็กพร่างตาประหนึ่งดาราทองจํานวนนับไม่ถ้วนกะพริบวิบวับกลางท้องนภายามราตรี พร้อมกันนั้นร่างผู้ถือกระบี่เหินแฉลบวนเวียนในสวนเบาดุจนกนางแอ่น“เจียวหวง เจ้าอยู่นี่เอง”เสียงเรียกอันคุ้นเคยจู่ ๆ ก็ดังขึ้นมา ทําให้การร่ายกระบี่สะดุดหยุดชั่วขณะ เจียวหวงพลิกตัวลงจากบนหลังคามาอยู่ข้างหน้าคนผู้นั้นอย่างแผ่วเบา“ฝ่าบาท?! ทรงมาได้อย่างไรเพคะ” นี่เป็นครั้งที่สองอีกฝ่ายมาเยือนตำหนักเหม่ยกุ้ยของนาง เจียวหวงแปลกใจพอสมควรคุกเข่าลงเสียงดังตุบ“สนมเสียนเฟยน้อมรับเสด็จ ขอทรงพระเจร

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 26.3 ท่านต้องปลอดภัย

    หวังเผยจูปลอบพระชายาที่ดูในใจยังคงหวาดหวั่น ประคองนางเข้าในจวน อยู่ด้วยตลอด จับมือไว้แน่นกอดกันจนพอใจ จนตะวันคล้อยทางตะวันตกจึงเตรียมแผนการณ์ของตนเอง ให้บ่าวรับใช้ผู้ชายปลอมเป็นเขา ให้อยู่แต่ในจวน เพราะทหารองครักษ์ที่จวิ้นอ๋องเฒ่าสั่งการมาให้เฝ้าหนาแน่นทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อให้การแสดงตบตานี้แนบเนียน บ่าวรับใช้คนนี้เคยแสดงละครเป็นตัวตลกเลียนแบบเสียงได้จึงหายห่วง เพียงแค่อย่าให้เห็นหน้า เห็นแค่เงาและเสียงก็เพียงพอจะหลอกผู้คนได้แล้วหวังเผยจูเร้นปลอมกายเป็นหมอยาเทวดาเฒ่าหลังงอ เดินถือไม้เท้าแทรกซึมออกไปพร้อมหมอยาที่มารักษาดูอาการพระชายา จากนั้นก็ปลีกเข้าพร้อมฝูงชนออกไปนอกเมืองก่อนประตูเมืองหลวงหยานชุนจะปิดตำหนักชุนชางยามชวี (เวลา19.00-20.59 น.)“ฝ่าบาท ทรงรับพระกระยาหารเย็นได้แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวสี่จื่อจัดเก็บสมุดฎีกาบนโต๊ะ“นี่ยามชวีแล้วงั้นหรือ..” จงถานไถหมิงวางพู่กันแดงชาดลง “แต่เราไม่หิวสักนิด ขนมที่กินไปเมื่อบ่ายถึงตอนนี้ยังถ่วงกระเพาะข้าอยู่เลย”“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือจะเรียกหมอหลวงมาดู?” เสี่ยวสี่จื่อถามด้วยลักษณะท่าทางตื่นเต้น“ไม่ต้อง เราแค่อิ่มเฉย ๆ ใครให้ฮองเฮาคีบขนมมาแบบไม

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 26.2 ท่านต้องปลอดภัย

    ตลอดจนถึงนาทีนี้จงจวิ้นอ๋องเฒ่ายังคิดว่าทำแบบนี้จะบีบบังคับให้หวังเผยจูสิโรราบแก่เขาได้ จะต้องคุกเข่าวิงวอนขอให้อภัย อย่างไรเสียชินอ๋องหวังเผยจูก็ไม่กล้าเหยียบออกจากจวนอ๋องสักก้าวแน่ หากไร้ที่พึ่งพิงอย่างเสด็จพี่ใหญ่ของเขา ผ่านมาหกเดือนแล้วที่ฟางเย่เซียนเข้ามาสวมบทบาทเป็นพระชายาเอกปรนนิบัติดูแลชินอ๋องจูเป็นอย่างดี จนเกิดความรักใคร่กันขึ้นมาจริง ๆ แต่ยังไม่สุกงอมดี หวังเผยจูยังไม่เคยร่วมเตียงเคียงหมอนกับนาง นับแต่พลาดพลั้งครั้งแรกไปเขาก็ไม่แตะต้องตัวนางอีก ให้เกียรติฟางเย่เซียนเป็นอย่างมาก เรียกนางว่าพระชายาหาใช้คำพูดว่านังโสเภณีหรือนางคณิกาหอนางโลมอีกเลยเมื่อตอนยังไม่เกิดเรื่อง ฟางเย่เซียนก็ใช้ชีวิตอยู่ในจวนอ๋องนี้สุขสบาย แต่นางไม่ใช่คนอยู่นิ่งเฉย ก็คอยหาอะไรทำตามที่พ่อบ้านเหอชิงอบรมสั่งสอนเพิ่มเติม ทุกคนในตำหนักก็ต่างพากันชื่นชอบพระชายาฟางเย่เซียน แล้วพอหลังจากที่ฮ่องเต้หวังซีเอ่อถูกถอดถอนจากราชบัลลังก์ ฝ่ายพระชายาไป๋ฟานเหนียนก็ควบคุมภรรยาหวังชินอ๋องจูอย่างเข้มงวดในฐานะอาสะใภ้ พระชายาฟางเย่เซียนตะลึงงันจากนางขับร้องที่เพียงเหลือบตาคลี่ยิ้มก็บังเกิดเสน่ห์ล้นเหลือคนหนึ่ง กลายเป็นนางอ

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 6 สนมชายตำแหน่งเฟิ่งอี๋

    หลังค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไป องค์รัชทายาทหวังซีเอ่อก็ส่งข่าวให้ฮ่องเต้แคว้นซีทรงทราบว่าพบตัวองค์ชายสิบอู๋เสี่ยวหวาแล้ว และทางนั้นก็ได้ส่งสารตอบรับกลับมาว่าโปรดดูแลองค์ชายสิบของบรรณาการให้ดีแทนน้ำใจชาวแคว้นซีด้วยพิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างง่าย องค์ชายสิบได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเฟิ่งอี๋ ขั้นเก้า ชั้นเอก สนมลำดั

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 5 ใต้ผืนฟ้าคือแผ่นดินของกษัตริย์ และข้าคือโอรสกษัตริย์แคว้นเหยา

    ภายในกระโจมสีแดง อู๋เสี่ยวหวาสังเกตเห็นสีหน้าองค์รัชทายาทที่นิ่งขรึมกว่าปกติหนึ่งเท่าตัวแล้วไม่สบายใจเอามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ยังถูกอีกฝ่ายกอดกระชับในวงแขน ไร้ที่หลบซ่อนได้ นี่คือผลของการเป็นของบรรณาการสินะ อย่างไรก็ตาม เขาเป็นถึงองค์ชายสิบแคว้นซี ออกจากวังโดยพลการเพียงเพราะอยากหลบเลี่ยงการ

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 4 บรรณาการแคว้นซี

    นอกเมืองควานเหลียนไกลออกไปหลายลี้ แม่น้ำยาวสุดลูกหูลูกตาส่องประกายภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนระอุงามล้ำเกินบรรยาย บนที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำตอนเหนือ ทหารหยานชุนปักหลักยืนกันอยู่นานค่อนวัน ธงของกองทัพปลิวสะบัด หอกดาบวาววับ ขบวนแถวเรียงเป็นระเบียบมีวินัยเคร่งครัด ธงผืนใหญ่ที่มีเพียงตัวอักษร ‘หวัง’ สีดำลวดลายมัง

  • อู๋เสี่ยวหวาบรรณาการแค้วนซี   บทที่ 1 บรรณาการสวามิภักดิ์

    วันที่ยี่สิบหกเดือนสามท้องฟ้าปลอดโปร่ง แสงอาทิตย์สาดส่องละลายหิมะยามเข้าสู่ฤดูวสันต์ หอสูงประดับกิเลนบนหลังคาอันเป็นเอกลักษณ์ของอําเภอควานเหลียง เด่นตระหง่านท่ามกลางแสงเหลืองทองแซมแดงสดสะท้อนประกายวาววับพร่างตา นกตัวน้อยน่ารักเกาะที่กิ่งไม้ ต้นหลิวใบเขียวสดดั่งหยกเนื้องามริมแม่น้ำโบกกิ่งไหว ตามสายล

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status