เข้าสู่ระบบสายลมเย็นพัดผ่านปะทะใบไม้ไหวจนเกิดเสียงอันไพเราะ ขับกล่อมให้ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ผิวสีแทน คิ้วเข้มดกดำ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูปสีคล้ำ จากการสูบบุหรี่มาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น หลับอยู่บนเปลในบ้านต้นไม้หลังเล็กอย่างสบายตัว เขาคือ ‘พ่อเลี้ยงเวหา’ ผู้ซึ่งเป็นที่รักใคร่ของคนงานในไร่ภูผาแห่งนี้ และเป็น ‘พี่ใหญ่’ พี่ชายที่น่ารักของน้องชายทั้งสองคนอีกด้วย
“พี่ใหญ่ครับ!”
“.....”
“พี่ใหญ่ครับ!”
เสียงที่คุ้นหูตะโกนดังมาจากเบื้องล่าง ทำให้คนที่นอนกอดอกหลับอยู่บนเปลรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะอ้าปากหาวหวอด โน้มตัวขึ้นนั่งแล้วหยิบหมวกคาวบอยหนังสีน้ำตาลขึ้นมาสวมใส่ ชะโงกหน้าลงไปมองยังพื้นดินด้านล่างก็เห็น ‘ธารา’ น้องชายคนสุดท้องและยังเป็นสัตวแพทย์ประจำไร่อีกด้วย
“มีอะไรวะไอ้เล็ก”
“รีบลงมาเร็วพี่ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว”
“เรื่องอะไรของมึงวะ ทำหน้าตาตื่นเชียว”
“เร็ว ๆ รีบลงมาเถอะ”
“เออ ๆ เดี๋ยวกูลงไป รออยู่นั่นล่ะ”
คนเป็นพี่ลุกขึ้นจากเปลนอน ก่อนจะค่อย ๆ ไต่บันไดลงมาหาน้องชายอย่างคล่องแคล่ว สมกับที่ปีนป่ายต้นไม้มาตั้งแต่เด็กจนโต
“สรุปว่าเรื่องอะไร”
“มีผู้หญิงมาหาถึงที่บ้าน บอกว่าเป็นคู่หมั้นพี่ใหญ่ ผมเลยรีบมาตามครับ”
“แม่ง! ใครกันวะ กูไม่เคยมีคู่หมั้นที่ไหนนี่นา” เวหายืนขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความงุนงง เขาไม่เคยไปยุ่งหรือให้คำสัญญากับผู้หญิงคนไหนมาก่อน มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
“ใช่หรือไม่ใช่ก็ไปดูให้เห็นกับตาเสียก่อน”
“กูว่าแม่งต้องเป็นคนบ้าแน่ ๆ ผู้หญิงอะไรจะมามั่วบอกว่าคนอื่นเป็นคู่หมั้นตัวเองอย่างนี้”
“ไปเถอะพี่ผมเองก็อยากจะรู้ความจริงเหมือนกัน”
“เออ ๆ”
หลังจากนั้นทั้งสองหนุ่มก็นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซต์ มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านที่ตอนนี้กำลังมีเรื่องตื่นเต้นรออยู่
*-*-*-*-*-*-*-*
ภายในบ้านไม้สองชั้นสไตล์รีสอร์ต ตอนนี้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอึดอัดสำหรับแขกที่เพิ่งจะเข้ามาถึง เพราะชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอาแต่จ้องมองอ่านกินเธอแทบไม่ละสายตา จนต้องเอาเสื้อมาปิดที่ต้นขาขาวเนียนไว้
เขาคนนั้นคือ ‘พนา’ น้องชายคนกลางของคนที่เจ้าหล่อนกำลังรอพบหน้า เป็นวิศวกรที่ควบคุมกระบวนการผลิตทางการเกษตรให้กับไร่ เพราะจบวิศวกรรมการเกษตรมาจากต่างประเทศ ด้วยความที่พนาเป็นหนุ่มนักรัก จึงไม่แปลกที่จะมองหญิงสาวด้วยสายตากรุ้มกริ่มเช่นนี้ แต่ทว่าพอมองไปนาน ๆ แล้วกลับรู้สึกคุ้นหน้า เหมือนเคยเห็นกันมาก่อนเสียอย่างนั้น
เจ้าหล่อนแต่งตัวดูดีมีรสนิยมทางแฟชั่น ใบหน้าสะสวย ผิวพรรณขาวสะอาด ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นหญิงเมืองกรุงอย่างแน่นอน
“เมื่อไหร่จะมาสักทีคะคุณ”
“รออีกสักครู่นะครับ อีกประเดี๋ยวก็คงจะมาแล้วล่ะคนสวย พี่ใหญ่ก็เป็นอย่างนี้ล่ะไม่ค่อยอยู่บ้านสักเท่าไหร่ ว่าแต่คุณเถอะไปรู้จักกับพี่ชายผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นานจนจำไม่ได้แล้ว ฉันไม่เคยเห็นหน้าเขามาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว”
“ห๊ะ! เกือบจะยี่สิบปีแล้ว พี่ใหญ่กับคุณไปหมั้นหมายกันตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย สวย ๆ อย่างคุณไม่น่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเลยนะครับ”
“เอ๊ะ! นี่คุณจะมากไปแล้วนะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น รอให้พี่ชายคุณมาก่อนเถอะ ฉันมั่นใจว่าเขาต้องรู้จักฉันแน่นอน” พรรณวรทลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว ชักสีหน้าใส่คนที่นั่งตรงหน้า เห็นอย่างนั้นพนาก็ยืนขึ้นตาม
น้องชายยังกวนประสาทมากขนาดนี้ เธอนึกไม่ออกเลยว่าคนเป็นพี่ชายจะขนาดไหนกัน
“อ้าว! พี่ใหญ่มาพอดีเลย” พนากำลังจะตอบกลับแต่ทว่าเห็นพี่ชายเดินเข้ามาพอดี
“ไหน! ใครที่มาอ้างตัวว่าเป็นคู่หมั้นกูวะ” เข้ามาถึงในห้องรับแขกแล้ว พ่อเลี้ยงก็โวยวายกวาดสายตามองหาผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะพบว่ากำลังยืนอยู่ตรงข้ามกับน้องชาย
เขามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจนต้องตะลึงในความสวย ดูจากผิวพรรณและการแต่งตัวรู้ทันทีเลยว่าไม่ใช่คนแถวนี้ แถมยังรู้สึกคุ้นหน้าแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก
“มาสักทีสินะคุณใหญ่”
“รู้จักชื่อผมด้วย?” คนถามยังคงขมวดคิ้วมองเธออย่างจับผิด
“จะยืนคุยกันอย่างนี้เหรอคะ ฉันว่าเรานั่งคุยกันดีกว่าไหม” ว่าแล้วก็นั่งลงบนโซฟาตัวเดิม พยักพเยิดเชิดหน้าราวกับนางพญาหงส์ ทำเอาผู้มาใหม่ถึงกับมองอย่างไม่ชอบขี้หน้า
พรรณวรทมองไปรอบตัวรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกสอบปากคำ จึงเหลือบตามองบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งสอง ให้รู้ตัวว่าเธอไม่ประสงค์จะให้อยู่ร่วมฟังบทสนทนาด้วย
ช่วงเย็นวันนั้น.....แสงสีส้มอ่อนสะท้อนลงมาให้ความอบอุ่นแก่ผืนป่าสีเขียว ในช่วงพระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงมา เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คนงานต่างก็ทยอยเตรียมตัวกลับที่พักหลังจากหมดเวลาทำงาน เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ของคนงานเงียบลงเรื่อย ๆ จนบัดนี้มีเพียงเสียงนกร้องประสานเสียงดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ“อยู่ที่นี่ก็ตั้งนาน...แต่ทำไมฉันไม่เคยมาเดินเล่นในไร่ช่วงเย็น ๆ อย่างนี้เลยนะ...รู้สึกดีจัง” เธอหันไปยิ้มให้ผู้เป็นสามี ขณะเดินจูงมือกันบนถนนลูกรังตรงกลางไร่องุ่นอย่างรู้สึกสบายใจ“ถ้าชอบเอาไว้ผมพามาบ่อย ๆ นะ รู้ไหมว่าคุณคือผู้หญิงคนแรกที่ผมเดินจูงมือในไร่อย่างนี้เลยนะ” เขาหันไปยิ้มให้ภรรยาสุดที่รัก ส่งความจริงใจผ่านนัยน์ตาคมคู่นั้น“น่าภูมิใจจัง เอ...ว่าแต่ฉันเป็นผู้หญิงคนที่เท่าไหร่ของคุณล่ะ”“เอาเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก”“เอาเรื่องจริงสิ ฉันอยากรู้ว่าคนอย่างพ่อเลี้ยงเวหาผ่านผู้หญิงมาแล้วกี่คน”“อืม...ขอผมนับแปบนึงนะ”“แสดงว่าเยอะน่าดูสินะ ฉันควรจะดีใจไหมเนี่ยที่ได้เป็นหนึ่งในเมียของคุณ” พรรณวรทส่ายหน้าเล็กน้อย ช่วงเวลาที่รอฟังคำตอบก็ทอดมองไปยังถนนที่อยู่ตรงหน้า มันไกลสุดลูกหูลูกตา ปลายทางมีภูเขาส
ผ่านเรื่องวุ่น ๆ มาแล้วตอนนี้ไร่ภูผากลับสู่ภาวะปกติเช่นเดิม ร้านกาแฟมีพนักงานสาวสวยเข้ามาใหม่ แต่ก็ไม่วายหลงเสน่ห์พ่อเลี้ยงเช่นเดิม พรรณวรทได้แต่ขำและคิดว่าคงหนีเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ เพราะสามีของเธอออกจะหล่อและมาดแมนตรงสเปคสาว ๆ ถึงเพียงนี้ จึงเปลี่ยนจากระแวงเป็นความภูมิใจแทนซะเลยหลังจากถูกเสนอเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้ออกจากไร่ กาสะลองไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย แต่เพื่อนซี้ทั้งสองของเธอยังคงทำงานที่เดิม แม้นิสัยใจจะเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้ แต่เมื่อไม่มีคนนำทีมอย่างกาสะลองก็ไม่มีปัญหาอะไร“คุณแอลลี่จะไปไหนครับ”ได้ยินเสียงพนาดังจากด้านหลัง พรรณวรทก็หันขวับไปมองแล้วส่งยิ้มให้“ฉันจะเข้าไปหาคุณใหญ่ที่ไร่ค่ะ พอดีว่าหัดทำขนมกล้วยเลยจะเอาไปส่งค่ะ คุณกลางมีอะไรหรือเปล่าคะ”“ผมมีอะไรจะให้ดูครับ” คนพูดยิ้มกริ่มราวกับมีเรื่องน่ายินดี“อะไรเหรอคะ คงจะเป็นเรื่องดี ๆ แน่นอนถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างนี้”พนาใช้นิ้วเขี่ยหน้าจอมือถืออยู่สักพักก็ยื่นมาให้พี่สะใภ้ดู“นี่ครับ”“นี่ใครกันคะหน้าตาสวยเชียว อย่าบอกนะว่าเป็นแฟนคุณกลาง”“ยังไม่ใช่แฟนครับ แค่กำลังตามจีบแต่ไม่รู้เขาจะยอมใจอ่อนหรือเปล่า”“ว่าแล้วเ
“แค่อยากรู้ว่าคุณรักผมมากแค่ไหน ตอนที่คุณร้องไห้อยู่บนรถผมโคตรจะดีใจมากเลยรู้ไหม คนอย่างพ่อเลี้ยงเวหาไม่มีทางยอมมีเมียน้อยให้เสียเกียรติหรอกครับผม”“ให้มันจริงอย่างที่พูดเถอะ ฉันจะคอยดู” เธอยิ้มและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน ก่อนจะเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าขึ้นไปจูบเขาก่อนเมื่อริมฝีปากสัมผัสกันแล้วเวหาก็คลายอ้อมกอด จับมือเรียวมาประสานนิ้วไว้บนที่นอนนุ่ม ส่งปลายลิ้นร้อนเข้าไปชอนไชลิ้มลองรสชาติความหอมหวานอย่างบ้าคลั่ง“อื้อ...”เวหาเริ่มปฏิบัติการปลดเปลื้องอาภรณ์ของเธอออกอย่างช้า ๆ จนเจ้าหล่อนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เขาจ้องมองทุกสัดส่วนของเธอปานจะกลืนกิน พร้อมทั้งถอดเสื้อผ้าตัวเองไปด้วย“ผมรักคุณมากนะแอลลี่ รักจนยอมให้คุณได้ทุกอย่าง”“ฉันก็รักคุณค่ะ”เวหาเดินเข่าเข้าไปนั่งตรงหว่างขาเรียว ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมา ลากลิ้นเลียตั้งแต่ปลายเท้าแล้วหยุดอยู่ที่ต้นขา นัยน์ตาคมจ้องมองเนินสวาทด้วยแววตาเป็นประกาย แสดงออกทางสีหน้าว่าต้องการเธอมากแค่ไหน ก่อนจะแยกกลีบอูมทั้งสองข้างแล้วประทับริมฝีปากลง ลิ้มลองรสชาติอย่างหิวโหย“อ๊ะ...อื้อ...ซี๊ดดด....คุณใหญ่คะ!”จ๊วบ! จ๊วบ! จ๊วบ!พรรณวรทนอนดิ้นพล่าน ขบริมฝีปากล่างแน่น ๆ เ
สิ่งที่เธอได้ยินทำให้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนโดนมีดกลีดกลางใจซ้ำ ๆ ดวงตาสวยแดงก่ำก่อนจะมีหยาดน้ำใส ๆ ไหลลงมาเป็นทางบนพวงแก้มขาว ไม่เคยคิดว่าเวหาจะตัดสินใจอย่างนี้ แล้วเธอยังอยากจะกลับไปหาเขาอยู่อีกหรือ(คุณแอลลี่ครับ!)(คุณแอลลี่ครับ!)“เอ่อ...ค่ะคุณกลาง”(คุณโอเคไหมครับเนี่ย จริง ๆ ผมไม่น่าพูดให้ฟังเลย)“ไม่เป็นไรค่ะฉันโอเค เขาคงตัดสินใจดีแล้วล่ะ คุณกลางแค่นี้ก่อนนะคะฉันต้องขึ้นไปห้องพักแล้ว”ตู๊ด ๆ ๆ ๆเธอไม่รอฟังคำร่ำลาจากปลายสาย เพราะตอนนี้น้ำตามันหลั่งออกมาไม่หยุดหย่อน แม้พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมาแต่ก็ทำไม่ได้“ฮึก...ฮือ...”“คุณผู้หญิงเป็นอะไรไหมครับ”“ฉะ...ฉันไม่เป็นไรค่ะ”“จอดหน้าโรงแรมเลยใช่ไหมครับ”“ใช่ค่ะ”เธอรีบจ่ายเงินค่าโดยสารแล้วลงจากรถ เดินก้มหน้าตรงเข้าไปในโรงแรม เพราะกลัวว่าใครจะเห็นว่าตอนนี้เธออ่อนแอแค่ไหนห้านาทีต่อมา.......เข้ามาในห้องพักแล้วเจ้าหล่อนก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนอย่างไร้พลังงาน หยาดน้ำใสไหลลงจากหางตาเมื่อนึกถึงประโยคที่พนาเอ่ยผ่านสายมา หรือเขาจะหมดรักเธอแล้วจริง ๆ ถึงได้หักหาญน้ำใจกันเช่นนี้“คุณมันบ้าไปแล้ว ฮึก คุณทำอย่างนี้ได้ยังไงคุณใหญ่ ฉัน
@กรุงเทพมหานครได้กลับมาที่นี่อีกครั้งทำให้พรรณวรทนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งยังมีบิดาอยู่ข้างกาย บ้านราคาหลายสิบล้านตอนนี้ตกเป็นของคนอื่นไปแล้ว เธอจะไม่มีวันลืมว่ามันเคยเป็นสถานที่ซึ่งบันทึกเรื่องราวความทรงจำดี ๆ ระหว่างเธอกับบิดาเอาไว้ แต่ก็ไม่คิดที่จะเอามันกลับคืนมาเป็นของตัวเองแล้ว ก็เพราะบ้านหลังนั้นอีกเช่นกันที่ทำให้บิดาเธอต้องปลิดชีพตัวเองออกจากโรงแรมที่พักแล้วเธอก็เดินทางมาที่วัด ซึ่งเป็นสถานที่เก็บอัฐิของบิดาเอาไว้ เดินถือพวงมาลัยไปตรงไปยังโซนที่ตั้งของเจดีย์บรรจุอัฐิ ซึ่งถูกจัดวางไว้เป็นสัดเป็นส่วนอย่างมีระเบียบ เมื่อถึงที่หมายแล้วเจ้าหล่อนก็หยุดอยู่ตรงหน้าเจดีย์ ซึ่งมีรูปของผู้เป็นบิดาติดอยู่พร้อมกับชื่อที่บ่งบอกว่าเป็นผู้ใด“พ่อ...หนูมาหาพ่อแล้วนะคะ” เธอนั่งพับเพียบแล้ววางพวงมาลัยที่ถูกร้อยเรียงอย่างปรานีตไว้บนฐานเจดีย์ ก่อนจะก้มลงกราบระลึกถึงบุญคุณที่ท่านให้กำเนิด และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มาจนถึงตอนนี้“วันนี้หนูไปเคลียร์หนี้สินของเราจนหมดทุกเจ้าแล้วนะคะ พ่อไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินของคุณใหญ่ ผู้ชายที่พ่ออยากให้หนูแต่งงานด้วย แ
“ใช่หรือไม่ใช่พวกเธอต่างก็รู้ดี ถ้าพวกเธอสองคนยังอยากทำงานที่นี่ต่อไป บอกความจริงฉันมาว่าวันนั้นที่น้ำตก พวกเธอรู้เห็นอะไรบ้าง” มาถึงขั้นนี้แล้วพรรณวรทต้องการทำให้เรื่องมันกระจ่างเสียที มันจะได้จบ ๆ ไป“พวกเราไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยนะคะแม่เลี้ยง”กาสะลองยิ้มเยาะอย่างพอใจ เพราะคิดว่าถึงอย่างไรเพื่อนทั้งสองก็ไม่มีทางหักหลังเป็นแน่“ใช่ ๆ พวกเราไม่ได้ไปที่นั่นจริง ๆ ค่ะมีแต่นังกาสะลองคนเดียวเท่านั้น”“เล่ามาว่าพวกเธอรู้เห็นอะไรบ้าง แล้วฉันจะไม่เอาเรื่อง”“นี่พวกแกกล้าหักหลังฉันเหรอ!” เจ้าหล่อนถลึงตามองเพื่อนสองเพื่อข่มขู่“ฉันขอโทษนะกาสะลอง เพราะถ้ายังอยู่ข้างแกพวกฉันก็ไม่มีเงาหัวแน่ ๆ แม่เลี้ยงคะ นังกาสะลองมันเป็นคนผลักเพื่อนแม่เลี้ยงตกน้ำในวันนั้น สร้างสถานการณ์ให้แม่เลี้ยงโดนใส่ร้ายค่ะ”“อีคำหล้าอีเพื่อนสารเลว มึงกล้าหักหลังกู”เพี๊ยะ!ด้วยความโมโหกาสะลองรีบพุ่งเข้าหาเพื่อน ขยุ้มผมด้านหลังแล้วง้างมือฟาดเข้าไปที่ใบหน้าสุดแรง หลังจากนั้นความชุลมุนในห้องพักคนงานก็เริ่มต้นขึ้นจากการตบตีของเพื่อนรักทั้งสามคน คนที่อยู่ในหอพักต่างก็ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อมามุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพรรณวรทเดินกล
“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ”“สมควรแล้วไหมล่ะ ทำไมคุณถึงไม่มียางอายเอาซะเลย ทำอย่างนั้นต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง” หลังเกิดเหตุการณ์น่าอายที่ร้านกาแฟ เวหาก็ลากตัวเธอขึ้นรถขับออกมาจากที่นั่นโดยเร็ว พามายังท้ายไร่ก่อนจะเป็นเป้าสายตาไปมากกว่านี้“ก็คุณคิดจะหักหน้าฉัน ไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นหรอก” เธอยืนกอดอกทำหน้าไม
“คู่หมั้นพ่อเลี้ยงงั้นเหรอ!” คนที่เพิ่งมาใหม่ยืนอึ้งไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานที่นี่ ยังไม่เคยเห็นเวหาพาผู้หญิงคนไหนเข้ามาในไร่เลยสักครั้ง“ใช่! แล้วคุณล่ะเป็นใคร” ตอนนี้เจ้าหล่อนหายจากอาการตื่นกลัวแล้ว สามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างสบายใจขึ้น“ฉันชื่อดาวเรืองเป็นผู้จัดการไร่นี้
ในระหว่างทางคนทั้งสองต่างก็นั่งเงียบ อีกคนขับรถไปอย่างไม่สบอารมณ์ ส่วนอีกคนเอาแต่นั่งมองสองข้างทางด้วยความตื่นตาตื่นใจ ใบหน้าสวยมีรอยยิ้มตลอดเวลา เมื่อได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของสองข้างทาง ธรรมชาติที่เธอไม่คิดว่าจะได้กลับมาสัมผัสมันอีกครั้ง หลังจากครอบครัวย้ายไปอยู่เมืองหลวงตั้งแต่เธอยังเด็กเอี๊ยด!
“ว่ามาสิ”“กรุณาบอกลูกน้องในไร่ของคุณด้วยว่าฉันเป็นคู่หมั้นคุณ โดยเฉพาะไอ้พวกลูกน้องหื่นพวกนั้น ฉันยังไม่ได้ชำระความเรื่องที่คุณปล่อยให้ฉันอยู่กับไอ้พวกนั้นเลยนะ ถ้าพวกมันรุมโทรมฉันจะทำยังไง” พูดถึงเรื่องนี้พรรณวรทก็โมโหขึ้นอีกครั้ง“ก็ไม่ทำยังไง คุณจะได้มีผัวสมใจอยากยังไงล่ะ มีทีเดียวหลายคนเลยนะไม







