Masuk‘รักไร้วาจา’ เป็นภาครุ่นลูกของ ‘พยัคฆ์สาวจ้าวดวงใจ’ อันประกอบไปด้วยเรื่องราววุ่นวายสายยุทธภพของพี่หญิงใหญ่อย่างลู่หลิ่ง เรื่องราวความรักใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผสมผสานความดิบเถื่อนเย็นชาของจอมทัพอย่างองค์ชายรองถังไห่เฉิง และเรื่องราวความรักฉ่ำหวานที่น่าค้นหาและจับตาเฝ้ามองฉบับวังหลวงขององค์ชายใหญ่ผู้เป็นถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันถังไท่หลิน
บุตรธิดาทั้งสามคนของซานซานและถังจ้าวเหว่ยจากพยัคฆ์สาวจ้าวดวงใจสู่รักไร้วาจานี้จะน่ารักกลมกล่อมและลึกซึ้งตรึงใจเพียงใด รอให้ทุกท่านได้พิสูจน์อย่างมีความสุขค่ะ
ด้วยรักและหวังดี
*********
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้อาจมีเนื้อหารุนแรง
ทุกตัวอักษรเกิดจากจินตนาการทั้งหมด
สื่อถึงความรักของคนในครอบครัว
ไม่มีการช่วงชิงบัลลังก์ ไม่มีพี่น้องเข่นฆ่ากันเอง
ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับตำนานที่มีอยู่จริง
และไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ขอให้ทุกท่านมีความสุข
*********
*********
แนะนำตัวละคร
ถังลู่หลิ่ง ธิดาคนแรกของซานซานกับจ้าวเหว่ย ลู่หลิ่งมีนิสัยน่ารักกิริยาเรียบร้อย เฉลียวฉลาดซ่อนเล่ห์มารยา มีท่านอานามว่าถังจ้าวสุนผู้ร้ายกาจยิ่งกว่าผู้ใด
ถังไท่หลิน ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแห่งแคว้นต้าถัง ฉลาดปราดเปรื่องสง่างาม มีอุปนิสัยเยือกเย็นสุขุมลุ่มลึกเฉลียวฉลาดเกินวัย แผ่ซ่านความเป็นสุภาพชนผู้อ่อนโยน แต่เด็ดขาดเฉียบคม มีสนมเต็มวัง นับเป็นบุรุษไร้ใจอย่างแท้จริง
ถังไห่เฉิง สุดยอดนักรบ ฉายามัจจุราชต้าถัง กร้าวแกร่งทรงพลัง ผ่าเผยเหี้ยมหาญ หล่อเหลาแต่ดุดัน งามสง่าแต่เย็นชา เหล่าสตรีหนีห่าง ไม่กล้าแม้แต่สบตา
หั่วซาน ประมุขเจ้าสำนักมังกรดำ ราชาปีศาจหรือจักรพรรดิมารแล้วแต่คนเรียกขาน ผู้ครองใต้หล้าฝ่ายอธรรม นิสัยโฉดชั่วอำมหิตผิดมนุษย์ ฉายาจอมมารทมิฬ ผู้ถูกหลอกล่อให้นำความชั่วที่มีมาสร้างคุณงามความดีแก่แผ่นดิน
หลี่หวงเหมย หญิงงามอันดับหนึ่ง ดุจนางพญาหงส์นับแต่กำเนิด นางผู้เกิดมาเพื่อเป็นฮองเฮา ไร้ซึ่งปรารถนาหัวใจจากบุรุษ หวังเพียงเคียงข้างมังกรจนชีพวาย
ลี่เซียน ดรุณีนางน้อยไม่ประสาต่อโลกหล้า นางผู้มาจากดินแดนลี้ลับอันไกลโพ้น ซุกซ่อนความร้ายกาจเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
*********
คำนำ
กาลเวลาเหมือนน้ำใสไหลริน
ไม่นาน...ฮ่องเต้ถังจ้าวเหว่ยทรงประกาศพระราชโองการสละราชสมบัติให้องค์รัชทายาทถังไท่หลินขึ้นครองบัลลังก์ทอง
แต่งตั้งองค์ชายรองถังไห่เฉิงเป็นรุ่ยอ๋องคุมกองกำลังพลเรือนแสน เป็นจอมทัพเหนือจอมพลคนทั้งแคว้น ออกศึกคุมการรบทั่วดินแดน เป็นราชาพยัคฆ์ปกปักษ์พิทักษ์บัลลังก์ทองให้พี่ชายตลอดมา...
*********
เจ้าดวงดาวที่พลัดมาคล้ายความฝัน
โคจรร้อยรอบพันหมื่นครั้ง
ดั่งสวรรค์สรรสร้างแลเป็นใจ
แม้นชีวิตมิอาจยึดติดวาจาใด
ไฉนต้องใคร่ครวญ แค่ยอมเจ้าอยู่ในใจ
เมื่อมีรัก ข้าพร้อมภักดิ์ยากปล่อยวาง
*********
“ไม่สำคัญว่าเจ้าเป็นใคร แต่สำคัญที่เจ้าคือคนเดียวในใจข้าและข้าต้องได้ครอบครองเจ้าตลอดกาล”
รุ่ยอ๋อง ถังไห่เฉิง
*********
อารัมภบท
ดินแดนใต้หล้าแบ่งแยกหลากแคว้นหลายชนเผ่า ปกครองด้วยผู้นำของแต่ละพื้นที่ตามแบบวิถีของตนเอง
แผ่นดินใหญ่ที่มีอำนาจเหนือกว่ามักปกครองโดยบุคคลอันถูกเรียกขานว่าฮ่องเต้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นโอรสสวรรค์ ส่วนแผ่นดินผืนเล็กผืนน้อยมักจะปกครองกันเองด้วยหัวหน้าเผ่าหรืออ๋องศักดินา แต่ยังคงขึ้นตรงกับฮ่องเต้ของแผ่นดินใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่า
ทว่านอกเหนือจากดินแดนเหล่านั้นแล้ว ยังมีดินแดนหนึ่งซึ่งอยู่เหนือกว่าอีกขั้น นั่นก็คือดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียร
ปรมาจารย์เซียนหย่งสือ คือผู้ละแล้วซึ่งการนองเลือดทางโลก หลุดพ้นจากเส้นทางสายมารโฉดชั่ว หันเหไปเลือกหนทางแห่งเซียน บำเพ็ญเพียรสูงส่งบรรลุแจ้งเห็นจริงทุกสรรพสิ่ง
ท่านผู้นี้คือภูผาที่แข็งแกร่งผงาดกล้าในใต้หล้า มั่นคงยิ่งกว่าภูเขาไท่ซานและยิ่งโหดร้ายกว่าผู้ใดทั้งหมด
เมื่อครั้งที่เซียนหย่งสือลงทัณฑ์สั่งสอนศิษย์เอกนามว่า ซานซาน ยามนั้นเขามิอาจล่วงรู้ว่าพลังทำลายล้างมหาศาลในวิชาดูดวิญญาณได้บังเอิญกระชากดวงจิตของเซียนน้อยตนหนึ่งติดร่างแหไปด้วย
เพราะวิชาดูดวิญญาณของเซียนหย่งสือ ดวงจิตอันเปราะบางของเซียนน้อยจึงถูกกระชากออกจากกายที่ปล่อยวาง ได้ยินเพียงประโยคยามปลิดปลิวจากปรมาจารย์ดังก้องกังวานว่า
“จงชดใช้กรรมเสียดีๆ ชีวิตนี้จักได้ไม่สูญเปล่า”
เพราะต้องชดใช้กรรมนำคุณธรรมค้ำจุนโลกาของนางมารซานซานทำให้เซียนน้อยผู้หนึ่งซึ่งกำลังฝึกตบะขั้นปล่อยวาง[1] จำต้องกลายเป็นวิญญาณอยู่ในกำไลวงหนึ่งนานหลายร้อยปี...
[1] ระดับปล่อยวางอยู่ในขั้นฝึกตบะที่ห้าจากสิบขั้น เป็นขั้นที่จิตบริสุทธิ์คล้ายทารก สามารถเหาะเหินเดินอากาศ และมีคุณสมบัติพร้อมบำเพ็ญเพียร
นับว่าโชคดีที่ยามนั้นนางมีคัมภีร์พระธรรม ตำราคำสอนบาปกรรมช่วยกล่อมเกลาจิตใจมิให้ฟุ้งซ่าน นางอ่านหนังสือเหล่านั้นอย่างตรากตรำก่อนที่ทุกคนจะเอือมระอานางที่ดื้อรั้นเมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่เซียนจึงนึกถึงตำรารัญจวนขึ้นมาได้ทว่าเมื่อมองหากลับไม่เจอในสาบเสื้อย่อมไม่มี ในแขนเสื้อชุดแดงก็ไม่เห็นเรียวคิ้วงามขมวดมุ่น ลี่เซียนค่อยๆ คิดว่าลืมไว้ที่ใด ท้ายที่สุดก็คิดออกว่าคงลืมไว้ในเรือนบัญชาการหากแต่นางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปที่ใดนี่นาหญิงสาวครุ่นคิดลึกซึ้ง ครู่หนึ่งจึงมองชุดแดงตรงหน้าคำสั่งนั่นอยู่บนเงื่อนไขการใส่ชุดงามนี่นา ยามนี้นางมิได้ใส่ชุดที่ชอบ ย่อมออกไปได้แน่นอนว่าหญิงสาวไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินกรีดกรายนางเพียงขับปราณบริสุทธิ์สายหนึ่ง ชั่วพริบตาร่างงามพลันอันตรธานหายไป อย่างไร้ร่องรอยแสงแดดสีทองค่อยๆ โรยตัว บ่งบอกเวลายามเย็นภายในห้องหนังสือของถังไห่เฉิงเริ่มมีการจุดเทียนเพิ่มโดยพลทหารรับใช้หลังโต๊ะสลักลายพยัคฆ์คำราม ร่างสูงใหญ่สง่างามนั่งนิ่งไม่ไหวติงใด ๆ บนโต๊ะมี ‘สิ่งของบางอย่าง’ วางไว้ในระดับสายตา ด้านหน้าของโต๊ะห่างเพียงสามก้าว มีร่างระหงของสตรียืนอย่างสำรวมแต่แววตากลับท
ถังไห่เฉิงใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเขียนรายงานการรบเพื่อถวายฮ่องเต้ถังไท่หลินผู้เป็นพี่ชายเมื่อเสร็จจากงานในห้องหนังสือจึงเดินกลับมาที่ห้องหนึ่ง เพื่อยืนมองใครบางคนจากหน้าประตูห้องนี้เดิมทีเป็นห้องรับรองชั้นในอยู่ระหว่างห้องนอนกับห้องหนังสือของเขา แต่บัดนี้กลายเป็นห้องนอนของนางไปแล้วเขาสั่งให้คนเพิ่มตั่งยาว ม่านมุ้งและเครื่องเรือนครบครัน โดยไม่รู้เช่นกันว่าทำไปเพื่ออันใด ทั้ง ๆ ที่นางไม่น่าไว้ใจ ที่มาที่ไปยังไม่แน่ชัด แต่เขาไม่ถามไถ่ให้กระจ่างกลับซื้อตัวนางไว้ข้างกาย ท้ายที่สุด นอกจากไม่คิดถามถึงตัวตนแท้จริงอันเป็นสาระสำคัญ ถังไห่เฉิงยังสนใจอาการแปลกๆ ของลี่เซียนมากกว่าชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าหาแม่นางผู้ซึมเศร้า“เจ้าเป็นอะไร?”สุ้มเสียงทุ้มต่ำทำลี่เซียนจำต้องวางผ้าลงโดยไว รีบปาดน้ำใสที่หางตาอย่างเร็วอึดใจต่อมา นางลุกขึ้นยืนแล้วกางแขนออกถังไห่เฉิงขมวดคิ้ว มองอย่างงุนงงยังไม่ทันได้ถาม คนงามพลันเดินหน้าแล้วโถมร่างนุ่มใส่ วงแขนเล็กยังกระชับเอวสอบแน่น“...!?”อีกครั้งที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด หญิงสาวผู้กำลังส่ายหน้าขลุกขลักตรงแผงอกกว้าง พลันส่งเสียงหวานนุ่มเล็ดลอดออกมา “ข้าจะ
นางไม่ชอบชุดทหารแบบนี้เอาเสียเลย ไม่งามเลยสักนิด สู้ชุดของพี่เย่เสียก็ไม่ได้ ลี่เซียนเริ่มเอาแต่ใจ โดยการหันหลังให้ถังไห่เฉิงไม่มองหน้า ไม่พูดจา ไม่สนใจเขาอีกอ๋องหนุ่มเห็นเช่นนั้นกลับรู้สึกดีอย่างประหลาดเขาหมุนกายไปนั่งลงที่โต๊ะกลมพลางเอ่ย “เจ้า...มานี่!”เสียงทุ้มเย็นชาเช่นทุกคราทว่าครั้งนี้กลับเจือความอบอุ่นผิดปกติ ผู้ถูกเรียกเอียงคอมองเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ หมุนตัวเข้าหาอย่างไม่เต็มใจเลย“ท่านจะทำสิ่งใดอีก?”“ยืนนิ่งๆ”“...”แม้ดวงหน้าจะงอง้ำทว่าดวงเนตรกระจ่างใสที่ทอดมองกลับพร่างพราวดุจดวงดาวในคืนวสันต์ ยังผลให้บุรุษที่โต๊ะกลมยิ่งอารมณ์ดี วงหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มบางเบาตรงมุมปาก เนตรมังกรดำจัดเจือริ้วขบขันสายหนึ่งน้อยคนนักที่จะมีวาสนาได้ยลรุ่ยอ๋องที่เป็นเช่นนี้เมื่อฝ่ายสตรีหมุนกายมาหยุดยืนเบื้องหน้า ฝ่ามือหนาจึงช่วยจับสาบเสื้อให้เข้าที่ ผูกสายรัดเอวแน่น จับปกเสื้อให้มิดชิด ปิดถึงปลายคาง มีเพียงหน้าผากจรดคางมนที่เผยให้เห็นการแนบชิดเช่นนี้ ถังไห่เฉิงไม่เคยทำกับใคร ทว่าตั้งแต่เจอลี่เซียน เขากับนางกลับทำเรื่องสนิทสนมนับครั้งไม่ถ้วนเหลือเพียงสอดประสานเรือนกายแนบแน่นลึกซึ้งเท่านั้
ถังไห่เฉิงจ้องสตรีนางน้อยอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องหงุดหงิด แค่นางแต่งตัวงดงามปรากฏกายต่อธารกำนัลกลับดึงอารมณ์อันไร้สาระทั้งไม่คุ้นเคยเยี่ยงนั้นได้ ยิ่งเห็นนางไม่รู้สึกรู้สาว่าตนเองทำผิดอะไร เขาพลันร้อนรุ่มจนต้องระบายโทสะอ๋องหนุ่มเร่งตรึกตรองประคองสติ เริ่มคิดได้ว่าไม่เหมาะ เขาไม่ควรทำรุนแรงกับนางเฉกเช่นเมื่อคืนในห้องอาบน้ำ ภาพโลหิตไหลนองและบาดแผลบนกายนางไม่ควรเกิดขึ้นอีกเมื่อคิดได้เช่นนั้นฝ่ามือแกร่งที่จับตรึงเนื้อนุ่มจึงผ่อนแรง ทว่าในจังหวะที่กำลังมอบอิสระแก่นาง พลันได้ยินเสียงหวานใสเอ่ยต่ออย่างมีเหตุผลว่า“แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากว่าข้าจะน่าเอ็นดูจนเกินไป ผู้อื่นล้วนชื่นชมข้ามาแต่ไหนแต่ไร หลายคนมักจะชอบหยอกเย้าข้า พวกเขาชอบหยิกแก้มของข้าแรงๆ ผู้เฒ่าเคราขาวยังจับข้าให้นั่งลงบนตัก ข้ามิอาจทัดทานพวกเขาได้เลยสักครั้ง”หญิงสาวมิได้กล่าวเกินจริง เพราะตั้งแต่แบเบาะจนอายุแปดขวบ เหล่านักพรตในอารามผิงอันไม่มีใครไม่หยอกเอินนาง พวกเขาเรียกนางว่าเจ้าก้อนแป้ง ทั้งคิดว่านางเป็นซาลาเปาน้อยทว่าถังไห่เฉิงไหนเลยจะเข้าใจเฉกเช่นลี่เซียน นัยน์ตาคมลึกล้ำยาก
พี่เย่เสียบอกว่า นางนับเป็นสมบัติของเขาแล้ว ร่างกายของนางทุกส่วนคือของรุ่ยอ๋องถังไห่เฉิงนั่นคือสัจธรรมของชายผู้ไถ่ชีวิตหญิงคณิกาลี่เซียนที่ศึกษาพระธรรมคัมภีร์มาอย่างลึกซึ้งยาวนาน มีหรือจะไม่เข้าใจเรื่อง ‘สัจธรรม’ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพร้อมทำตามคำสั่งซึ่งแฝงไว้ด้วยโทสะอันไร้เหตุผล อีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจอารมณ์แห่งตนขึ้นทุกขณะถังไห่เฉิงเพียงมองลี่เซียนเงียบงัน ดวงตาคมกริบเย็นชาเผยความไม่พอใจออกมา พาให้วงหน้าหล่อเหลามืดครึ้มเขาเอ่ยเสียงขรึม “รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงไถ่ตัวเจ้า”หญิงสาวนึกถึงประโยคของเย่เสียที่เน้นย้ำก่อนหน้านี้ พลางขยับยิ้มอ่อนโยนกล่าวเสียงใส“เพราะท่านโปรดปรานข้า”หางคิ้วบุรุษพลันกระตุกถังไห่เฉิงหรี่ตา “ย่อมไม่ใช่”ลี่เซียนหัวเราะเบาๆ นึกในใจ วาจาบุรุษเชื่อมิได้จริงๆ กลีบปากสีชมพูแย้มยิ้มละมุนเอ่ยเสียงนุ่มว่า “ข้าไม่เชื่อท่านหรอก เป็นบุรุษควรพูดจาให้น้อยลงหน่อยเถอะ”กล่าวจบยังก้มลงจิบชาต่อ ไม่รู้สึกรู้สาถึงชายตรงหน้าว่าคล้ายเมฆดำทะมึนลอยต่ำ บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเต็มทีหากเอ่ยถึงบุรุษที่มีวาจาเปรียบประดุจทองคำยากหนักหนาที่ผู้ใดจักได้มีโอกาสเสวนาเอื้อนเอ่
หากหมอหญิงผู้นี้รู้เข้า คงริษยาเจียนคลั่งกระทั่งหาทางวางยาพิษแม่นางผู้นั้นแน่เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็รีบเก็บเงินเข้าแขนเสื้อ หมุนตัววิ่งไวหายตัววับไปอย่างไม่เหลียวหลัง“อ้าว! เจ้าอี๋เป่า กลับมาก่อน เงินข้า...”เหล่าทหารพากันโวยวาย เนื่องจากเสียเงินแล้วแต่กลับไม่รู้ความอันใดช่านเย่มองอย่างไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง กำลังจะวิ่งตามพลันถูกอิ๋นถิงที่ยืนอยู่ด้วยฉุดดึงให้ออกมาจากกลุ่มบุรุษเมื่อลับตาผู้คน ช่านเย่จึงเดือดดาลโวยวายเสียงดัง“อะไรของเจ้าอิ๋นถิง ข้าต้องตามเจ้าเด็กบ้านั่นมาถามความให้จงได้” นางสะบัดมือสหายออกอย่างแรง ตวาดอีกว่า “เมื่อคืนหลังจากนางโลมนั่นถูกลากตัวออกไป เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดวันนี้ยังอยู่ดีทั้งยังเดินลอยหน้าลอยตา ข้าไม่ยอม”อิ๋นถิงกลอกตาอย่างเอือมระอา พลางบ่น“หึ! ท่านอ๋องให้ความสำคัญกับสตรีผู้นั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าอี๋เป่าก็แค่ผู้ร้ายลวงเงินเท่านั้น บุรุษสูงศักดิ์อย่างท่านอ๋องน่ะหรือจะให้ความสำคัญกับสตรีที่เป็นแค่คณิกา”ประโยคนี้ทำอีกคนคลายโทสะทันที ทว่ายังไม่เชื่อ“แต่หญิงผู้นั้นงดงามยิ่งนัก ชายใดได้ยลจะไม่ตกบ่วงจนตกหลุมรักเชียวหรือ? ดูเถิด...เมื่อครู่ พวกบุร







