Se connecterการศึกเดือดระอุที่แปรผันมาหลายทิวาผ่านมาหลายราตรี
ท้ายที่สุดก็สงบลงแล้วภายในสนธยาหนึ่งต้นสารทฤดู คงเหลือเพียงพื้นดินสีแดงฉานไม่ต่างจากทะเลเลือดและกองศพทับถมที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
แคว้นเทียนเป่ยพ่ายแพ้ยับเยิน แคว้นต้าถังได้รับชัยชนะไม่ผิดจากที่คาดการณ์ เสียงแซ่ซ้องกล่าวสรรเสริญแด่จอมทัพแห่งมังกรจึงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ปลายคิมหันต์ บนเชิงเขา เหนือทุ่งราบ ใต้แสงตะวันรอน
จอมทัพหนุ่มในอาภรณ์สีดำสนิทสวมชุดเกราะเหล็กสะท้อนแสงสายัณห์จนกลายเป็นสีแดงฉานปานโลหิตหลั่งไหลอาบไล้ไปทั่วเรือนกายเพียงยืนนิ่งอย่างมั่นคงดุจศิลาแกร่ง
สายตาคมปลาบดำสนิทลึกล้ำดุจห้วงรัตติกาลค่อยๆ กวาดมองทุกสิ่งช้าๆ อย่างเฉยชา ภาพเบื้องหน้าคือผืนพสุธากว้างใหญ่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ดวงหน้าคมสันที่เผยเพียงครึ่งเพราะสวมหน้ากากเงินอักขระโบราณสีดำอำพรางเอาไว้ยังคงเรียบเฉยไม่เผยอารมณ์อันใด
ริมฝีปากสีแดงสดยิ่งไม่เปล่งวาจาแม้ครึ่งคำ
ท่าทางเรียบนิ่งเช่นนั้นยิ่งน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงกดข่มผู้คนอย่างรุนแรงทั้งน่าเกรงขามในคราเดียวกัน รอบเรือนกายที่แผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารเข้มข้นยิ่งกำจายอำนาจที่แฝงมหันตภัยคืบคลานทว่าเปี่ยมบารมีแผ่ไพศาลมากล้น
เนิ่นนานให้หลังชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวกลับมาเนิบช้า ทุกอากัปกิริยาล้วนเย็นเยียบเฉียบขาดดุจมีดดาบอาบน้ำแข็งค้าง นิ้วเรียวยาวในถุงมือสีดำสนิทกระชับทวนเหล็กไหลก่อนสะบัดชายชุดคลุมเสียงดังพึ่บ
พริบตาพลันพาร่างสูงขึ้นนั่งเหยียดหลังตั้งตรงสง่างามบนหลังอาชาสีดำพ่วงพี หางตาปรายมองเหล่าทหารทางด้านหลัง ก่อนโบกมือเบาๆ อันเป็นสัญญาณให้พวกเขาหยุดวาจาสรรเสริญแล้วเตรียมตัวถอนทัพเพื่อเดินทางกลับหลังสิ้นศึกหนักครานี้
สุ้มเสียงแซ่ซ้องพลันเปลี่ยนเป็นโห่ร้องยินดีดึงกึกก้องสะเทือนฟ้า เหล่าทหารกล้าพากันเข้าแถวเรียงรายเป็นระเบียบ แม้หลายคนจักบาดเจ็บสาหัสแต่ยังฮึกเหิมเต็มเปี่ยมกำลังวังชา
ทุกครั้งที่รุ่ยอ๋องถังไห่เฉิง องค์ชายรองแห่งราชวงศ์ต้าถังผู้นี้นำกองทัพปีกเหล็กเคลื่อนพลออกรบยังไม่เคยประสบกับคำว่าแพ้เลยสักครา
เหล่าทหารใต้อาณัติให้รู้สึกเป็นเกียรติแก่ชีวิตอย่างยิ่ง พวกเขาคิดว่าไม่เสียชาติเกิดจริงๆ ที่ได้ติดตามเทพสงครามฉายาอ๋องทมิฬไร้พ่ายผู้นี้
หลายปีมาแล้วที่ต้าถังมีสงครามรายล้อมรอบชายแดน พวกต่างแคว้นเหิมเกริมยกขบวนรุกรานไม่ขาดสาย
ในขณะที่ราชสำนักยังมีบรรยากาศเคร่งเครียดอึมครึมมิใช่น้อย
ช่วงเปลี่ยนรัชศกจากอดีตฮ่องเต้ถังเทียนเหมินเป็นรัชศกของฮ่องเต้ถังจ้าวเหว่ยนับเป็นช่วงที่วุ่นวายไม่น้อย การบริหารจัดการบ้านเมืองยิ่งเข้มขลังหนักหน่วงใช่ย่อย
เมื่อฮ่องเต้ไม่คิดรับสนม ยืนหยัดรักมั่นคงเพียงฮองเฮาของพระองค์ ราชสำนักจึงมีขุนนางคัดค้านมากมาย เสนอฎีกาแนบภาพวาดสาวงามไม่เว้นแต่ละวัน
แม้ระบบการปกครองต้าถังของถังจ้าวเหว่ยจักจัดการแบบกระจายอำนาจจากส่วนกลางเบ็ดเสร็จและฮ่องเต้ครองราชย์อย่างเด็ดขาดเฉียบคมมิให้ใครสงสัยการตัดสินใจ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคลื่นใต้น้ำที่หวังบั่นทอนกำลังใจอยู่เงียบๆ หมายปีนป่ายขึ้นสูงเฉกเช่นรัชสมัยก่อน
การรับสนมเป็นเรื่องของการใช้อำนาจตระกูลใหญ่หนุนหลังราชวงศ์ บารมีราชศักดิ์เป็นหลักประกันวงศ์ตระกูล ค้ำคานราชสำนัก เป็นหลักจารึกยึดเป็นหลักนับแต่บรรพกาล
หากขาดสกุลทั้งหลายหนุนหลังด้วยการนำธิดาเข้ามาเป็นหลักประกันหลังวัง แล้วยังจะยืนหยัดได้อย่างไรให้ยาวนาน ต้องแข็งแกร่งปานใดจึงจะสู้ได้ไหว
เรื่องราวเหล่านี้ถังไห่เฉิงล้วนกระจ่างแจ้งดีแก่ใจ
ตัวเขาจึงจำต้องเติบใหญ่ก่อนวัยอันควร ฝึกฝนตนจนเก่งกาจเรื่องกลยุทธ์การศึก รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นำพาชายแดนต้าถังทุกสารทิศสงบสุขจนทุกวันนี้
ถังไห่เฉิงรั้งตำแหน่งรุ่ยอ๋องออกรบพุ่งประจัญทั่วแคว้น โดยมีพี่ชายใหญ่อย่างถังไท่หลินเร่งรัดตำแหน่งรัชทายาทแล้วขึ้นครองราชย์ในวัยแตกพานเท่านั้น
เพราะนับแต่จำความได้ ตัวเขาก็เห็นพระบิดาต้องทรงงานหนักควบคุมราชสำนักทุกวัน ตรวจฎีกาสูงหลายเซี๊ยะทุกคืน บางครายังเห็นพระมารดาปลอมตัวไปออกรบด้วยองค์เอง พระนางกลายร่างเป็นเพียงทหารหญิงนามว่าซานซานเช่นอดีต เพราะตำแหน่งฮองเฮาไหนเลยจักกรีธาทัพเอิกเกริกได้
ต้องลำบากมิใช่น้อย...
ครั้นเมื่อพระมารดาตั้งครรภ์ ต่างแคว้นยังถือโอกาสทองยามนั้นรุกรานไม่ว่างเว้น หาได้เกรงอกเกรงใจอันใดไม่ มโนธรรมแห่งจิตวิญญาณของพวกมันต่ำตมยิ่ง รีบจุดคบเพลิงถืออาวุธ[1] ยกขบวนวิ่งมาอย่างเหิมเกริม
เภทภัยต่างๆ ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าความสุขไม่มาซ้ำ ความทุกข์ไม่มาเดี่ยว[2]เลยทีเดียว
การศึกแม้กำชัยบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ปราชัยนับไม่ถ้วน
ส่วนท่านปู่โซวอ๋องก็อายุมากแล้ว
แม่ทัพที่มีฝีมือฉกาจบ้างก็แก่ชราตามวันเวลา บ้างที่เป็นสตรีก็ออกเรือนแล้วตั้งครรภ์
คนที่ยังหนุ่มแน่นก็ไม่พอให้เรียกใช้งาน
ยังไม่นับรวมพวกแม่ทัพที่กระด้างกระเดื่องเพราะมีหัวคิดยึดติดเรื่องส่งสตรีในสกุลตนเชื่อมสัมพันธ์กับราชนิกูล หวังหยั่งรากลึกแห่งตระกูลสืบร้อยปี
เพราะฮ่องเต้ทรงปฏิเสธรับสตรีหลังวัง คนเหล่านั้นจึงมิได้มีใจให้อย่างเต็มที่กับบทบาทแห่งตน ยังผลให้ฮ่องเต้กริ้วหนัก กระทั่งสั่งปลดไปก็หลายคน ส่วนพวกที่เหลืออยู่ยังต้องควบคุมหยั่งเชิงขบเคี่ยวกันต่อไป
ถังไห่เฉิงจึงตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะมิให้เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ต้องทรงเหน็ดเหนื่อยไปมากกว่านี้ จึงเรียกรวมตัวพี่ชาย พี่หญิงและน้องหญิงทุกคนเข้าเฝ้าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขโดยการแต่งตั้งองค์รัชทายาท
นับแต่พี่ชายใหญ่รับตำแหน่งรัชทายาทก็รับอนุชายาเลย เมื่อขึ้นครองราชย์ยังรับสนมอีกมากโข
ใช้ความเป็นสุภาพชนผู้อบอุ่นอ่อนโยนบริหารงานด้านบุ๋น ละเล่นกับบุปผางามเพื่อถ่วงดุลอำนาจราชสำนัก
ส่วนตัวเขาที่กร้าวแกร่งทรงพลังเพียงรับภาระงานด้านบู๊ ดำรงตำแหน่งจอมทัพนำจอมพลทั้งหลายไล่เข่นฆ่าล่าสังหารพวกชนเผ่าต่างแคว้นผู้รุกราน จัดระเบียบกองทัพ สอนสั่งไพล่พล คิดค้นอาวุธร้าย เป็นพยัคฆ์ทมิฬปกปักษ์พิทักษ์บัลลังก์ให้พี่ชาย
บิดามารดาย่อมได้พักผ่อนใช้ชีวิตสบายช่วงบั้นปลาย ทั้งสมหวังกับการเป็นคู่รักที่อิสรเสรีและมีความสุขที่สุดในใต้หล้า
ยังมีพี่หญิงใหญ่ลู่หลิ่งอีกคนที่สมควรสร้างครอบครัวอันร่มเย็นเป็นสุขและได้ท่องยุทธจักรอย่างสำราญใจกับชายคนรัก มิต้องห่วงหน้าพะวงหลังอันใดอีกต่อไป
ดาราพราว จันทร์กระจ่าง พิภพกว้าง เส้นทางทอดยาว
บนทางเส้นนั้นปรากฏบุรุษหนุ่มรูปงามบนอาชาแกร่ง เขามีชีวิตที่ถูกลิขิตให้เป็นนักรบนับแต่เกิด เป็นผู้นำแห่งสันติ สร้างความสงบสุขด้วยสงคราม...
[1] อุปมาว่าลงมือปล้นอย่างเปิดเผย
[2] เรื่องโชคดีมักไม่มาติดๆ กัน แต่เรื่องโชคร้ายมักมาติดกันเสมอ (ที่มาจากนิยายแปลเรื่องจอมนางคู่บัลลังก์)
หลิงเจินยังพูดไม่หมด ถังไห่เฉิงพลันสลัดบ่ากว้างออกจากฝ่ามือเหล็กไหลของอู๋จวินได้ในที่สุด บุรุษสูงศักดิ์เอ่ยแทรกเสียงเข้ม “นางมิใช่อย่างที่เจ้าคิด! และข้าย่อมไม่มีทางถูกใครหลอกลวงโดยง่าย เจ้าอย่าริอาจหาญดูแคลนความสามารถของข้า”“...!?”อ๋องหนุ่มเดินตรงเข้ามาทางหญิงสาวที่เก้าอี้หินอย่างเร็ว สีหน้าของเขาเย็นชา สายตายิ่งดุดัน กระนั้นเขากลับไม่พูดไม่จาต่อจากนั้น เพียงโน้มตัวลงและยื่นมือเรียวยาวให้ลี่เซียนเพราะหากชักช้า ภรรยาของเขาคงได้นอนหลับตรงนี้แน่ ทุกครั้งที่นางฟังนิทาน พลังมหาศาลคล้ายถูกสูบจนสิ้น และนางย่อมต้องได้นอนกลางวันหลังกินอาหารอิ่มก่อนเท่านั้นอ๋องทมิฬผู้เคร่งขรึมเหี้ยมโหดโฉดทุกสมรภูมิผู้นี้เป็นสามีที่ดูแลเอาใจใส่และทะนุถนอมภรรยาหนึ่งเดียวของเขามากเมื่อแม่นางน้อยเหลือบตาเห็นถังไห่เฉิง สองแขนเรียวเล็กก็กางออกโดยสัญชาตญาณชายหนุ่มโอบร่างนุ่มด้วยอ้อมแขนอย่างรักใคร่หวงแหน ให้นางได้ซุกซบแผงอกอุ่นของเขา มองนางถูใบหน้านวลเนียนคลอเคลียไปมาเบาๆ เพื่อหามุมสบาย ฟังเสียงครางหวิวอย่างผ่อนคลายคล้ายลูกแมวน้อยอยู่ครู่หนึ่งจึงปรายตามองหลิงเจินอย่างอำมหิตคาดโทษ แม้อีกฝ่ายจักเป็นสหายตั้งแต่
ภายใต้ต้นไม้กฤษณาหอมกรุ่นร่มรื่นเย็นสบายลี่เซียนเห็นอีกฝ่ายจู่ๆ เงียบงัน ก็มิได้เอ่ยคำทำลายความเงียบนั้น เพียงพินิจอีกฝ่ายนิ่งๆ สังเกตจากรูปร่างหน้าตางดงามและผิวพรรณเนียนละเอียดขาวผ่องเปล่งประกาย ดูก็รู้ว่าเชื้อสายคงเป็นสตรีชั้นสูง นางจึงคาดเดาได้ไม่ยาก พลางถามเสียงเนือย“เจ้าเป็นลูกของภรรยาเอกผู้แทรกกลางนางนั้นหรือ?”หลิงเจินยังคงทอดมองเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า หาได้เปล่งวาจาใด แต่นั่นย่อมเพียงพอแล้วสำหรับลี่เซียนหมอหญิงแค่นยิ้มเย็นชา แต่ในใจกลับรู้สึกเป็นมิตรต่อพระชายามากยิ่งขึ้นนางจึงกล่าวต่ออย่างเถรตรงเฉกเช่นสหายที่ดีที่พึงกระทำต่อกัน ไร้ฐานันดรของอีกฝ่ายกางกั้น ปราศจากความห่างเหินแบ่งแยกชนชั้นเหมือนเช่นคราแรก สรรพนามที่เรียกขานยังเปลี่ยนไปเล็กน้อย“สามีมากภรรยานับเป็นเรื่องธรรมดาของชายหญิงทั่วไป ทว่าบุตรของพวกเขามิได้คิดเช่นนั้นกันทุกคน ข้าหนีออกจากบ้านด้วยเงินทองที่แอบเก็บออมเอาไว้ รวมกับที่แอบขโมยท่านแม่มา”“...”ลี่เซียนชะงักพลางมุ่นคิ้ว ขโมย?หลิงเจินปรายตามองลี่เซียนนิ่งๆ ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่หรี่แคบพร้อมคำถามคาดคั้นกับคำว่า ‘ขโมย’นางเหยียดยิ้มหยันแล้วเล่าต่อ “เงิน
เมื่อนั่งเคียงกันแล้ว สองตาหลิงเจินเพียงมองไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่อันไกลโพ้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า“หมู่บ้านห่างไกลความเจริญมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเป็นเพียงหมอชาวบ้านธรรมดา ทว่ากลับมีรูปร่างหน้าตาสง่างามโดดเด่น พื้นเพของเขาเป็นเพียงสามัญชนไร้สกุลยิ่งใหญ่ บิดามารดาล้วนตายจากไป ญาติมิตรอพยพย้ายถิ่นฐานจนหมดสิ้น เนื่องจากไม่เคร่งครัดธรรมเนียมปฏิบัติจึงอยู่กินกับภรรยาตั้งแต่อายุยังน้อยโดยมิได้ผ่านการแต่งงานอันใด ยามนั้นพวกเขายังไม่มีฐานะอะไร ต่อมา...ฝ่ายชายมีโอกาสสร้างผลงานความดีความชอบเพราะสามีภรรยาเดินทางเข้าเมืองหลวงและได้รักษาอาการเจ็บป่วยปางตายให้ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งจนขุนนางผู้นั้นหายดีเป็นปลิดทิ้ง จากนั้น...หมอหนุ่มซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจึงเริ่มมีชื่อเสียง เงินทองไหลมาเทมา กระทั่งมีหน้ามีตาและมีฐานะที่ดี ผู้คนนับถือ มีเกียรติยศสูงส่งตามลำดับ”ยามเอ่ยเรื่องราว หลิงเจินมองเห็นว่าพระชายานิ่งฟังอย่างตั้งใจยิ่ง ท่าทางคงชอบฟังนิทานจริงๆ หญิงสาวจึงเล่าต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลดุจเดิม“สิ่งไม่คาดฝันพลันบังเกิด เมื่อฝ่ายบุรุษมีสตรีมาติดพัน นางผู้นั้นเป็นถึงคุณหนูสูงศักดิ์ตระกูลใหญ่ ปั
ประโยคยาวเหยียดนั้นทำถังไห่เฉิงชะงักงันไปชั่วขณะ หัวใจในอกแกร่งวูบไหวอ่อนยวบสองตาคู่คมจ้องมองลี่เซียนอย่างลึกซึ้งสุดจะหยั่ง มีความรักใคร่ท่วมท้นอยู่ในนั้นอย่างไม่ปิดบังในขณะที่หลิงเจินถึงกับก้าวเท้าถอยหลังอย่างตระหนกนี่...นางเคยพูดอะไรไปตอนเมาเหล้าหรือไม่? แย่แล้ว...ลี่เซียนถอนหายใจอย่างคนปลงตก เอ่ยอีกครา “หากเจ้าจะต่อว่าย่อมเป็นข้าที่สมควรถูกกระทำ เพราะข้าเป็นฝ่ายเข้าหาท่านอ๋องแต่แรก ข้าแค่ต้องการปกป้องเขา ไม่คิดแย่งเขาจากใคร หากว่าเจ้ากับเขาเป็นคนรักกันจริงๆ ข้าก็พร้อมจะจากไป...”หญิงสาวเอ่ยไม่ทันจบ หลิงเจินพลันร้องห้าม“พระชายา! ท่านอย่าได้เอ่ยอีกเลยเพคะ”ลี่เซียนกะพริบตาปริบๆ เอียงหน้าน้อยๆ มองหลิงเจินอย่างตกใจเบาๆความเงียบสงัดปกคลุมรอบด้านโดยพลัน บรรยากาศบังเกิดความวังเวงทันทีทั้งลี่เซียนและหลิงเจินต่างมองหน้ากันเงียบเชียบไม่มีใครเอ่ยวาจาใดต่อจากนั้นแม้แต่คำเดียว...หลังผ่านพ้นภาวะกระอักกระอ่วนอันอึดอัดเนิ่นนานหลิงเจินถอนหายใจลึกยาว นึกละอายใจเหลือจะกล่าว ทั้งยังรู้สึกนับถือน้ำใจอีกฝ่ายอย่างยิ่งหลังจากได้พบพานและสนทนาเช่นนี้ หลิงเจินถึงได้รู้ว่าถังไห่
ประโยคต่อมาของลี่เซียน ทำหลิงเจินตกใจนักนี่มิใช่การประกาศตัดใจเพื่อยกสามีที่เป็นถึงรุ่ยชินอ๋องให้นางอย่างใจกว้างหรอกหรือไร?สตรีผู้นี้ช่าง....หมอหญิงคนงามไม่อาจหาคำใดมาเอื้อนเอ่ยต่อจากนั้นลี่เซียนผินดวงหน้าพริ้มเพรามาทางหลิงเจิน คลี่ยิ้มน้อยๆ แต่งามล้ำเลิศยิ่ง “เรื่องราวระหว่างเจ้ากับท่านอ๋อง ข้าจะไม่ถามท่านอ๋องให้เสียเวลา เพราะบุรุษยามอยู่ต่อหน้าสตรีแต่ละคนย่อมมีเหตุผลแตกต่างกัน วาจาจะเชื่อได้หรือไม่ ยังยากจะคาดเดายิ่ง ข้าจึงเลือกถามเจ้าตามตรง ทว่า...”น้ำเสียงเย็นฉ่ำให้รู้สึกชุ่มชื่นจับหัวใจ แต่กลับหนาวเหน็บซึมลึกถึงกระดูกไขอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ แม่นางน้อยเว้นระยะวาจาเพียงชั่วครู่ ยังผลให้คนฟังหัวใจกระตุกแทบทะลุออกมานอกทรวงอกฝ่ามือของหลิงเจินเริ่มชื้นเหงื่อ แต่เนื้อตัวกลับเย็นจัด นางเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวรอบด้านของหญิงสาวทั้งสองคือสวนดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งกำลังเบ่งบานล้อแสงตะวัน ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สดใสมากนัก หากแต่ความรู้สึกของผู้คนกลับมิได้สดใสดั่งที่ควรห่างออกไปไม่ไกลคือกลุ่มผู้เฝ้าสังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเย่เสีย อิงอิง ฉ่ายหรง ตงฟาง เสี่ยวเจี๋ย รวมถึงถังไห่เฉิงที่เดิน
ทว่าในจังหวะที่อิงอิงกำลังจะขยับปากประกาศกร้าว เป็นเย่เสียที่รีบเดินขึ้นหน้ามาบดบังเอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม“แม่นางอิงกับแม่นางหลิงเป็นสตรี พระชายาย่อมต้อนรับพวกท่านเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”ลี่เซียนเพียงยกยิ้มบางเบาส่งให้ เดินนำหน้าสตรีทุกคนไปด้วยกิริยาแช่มช้า สีหน้าปกติ มิรู้ได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่เมื่อเย่เสียเปิดฉาก ฉ่ายหรงจึงเปิดตาม“พระชายาได้เตรียมบุปผาบานสะพรั่งเอาไว้ให้พวกท่านได้ชมและน้ำชาชั้นเลิศให้ได้ชิม ทางนั้นเจ้าค่ะ”กล่าวพลางผายฝ่ามือเชื้อเชิญให้หันหน้าเดินไปอีกฝั่ง เป็นการส่งสัญญาณให้เสี่ยวเจี๋ยและตงฟางรีบเข้ามาจับประคองอิงอิงกับหลิงเจินแล้วพาเดินไปทันทีทุกอย่างทั้งรวดเร็วและรวบรัด คนสนิททั้งสี่ของลี่เซียนล้วนไม่ธรรมดาในศาลาจึงเหลือเพียงแขกเหรื่อฝ่ายบุรุษคล้อยหลังขบวนเสด็จของพระชายาผู้งดงาม ถังไห่เฉิงจึงร่วมดื่มชากับอู๋จวิน เว่ยฉี และหวังหย่ง โดยมีเมิ่งหรูคอยดูแลปรนนิบัติรินน้ำชาให้เช่นเดิมบรรยากาศผ่อนคลายระหว่างสหายดำเนินไปครู่ใหญ่ เป็นเมิ่งหรูที่เริ่มทนไม่ไหว นางลอบกะพริบตาส่งสัญญาณบางอย่างให้หวังหย่งไปหนึ่งครา เพื่อให้สามีถือโอกาสฟ้องร้องท่านอ๋องเรื่องที่






![เฟิ่งหวง [鳳凰]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
