LOGINย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งวันก่อน ณ จวนของนายอำเภอกู้ แห่งอำเภอฉงหลิน แคว้นเหวินหนิง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นหนานซานและแคว้นฉางโจว แห่งดินแดนเทียนหนิง
ปัง!
กู้หยวนจิ้ง ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปี ลุกพรวดจากเก้าอี้แล้วตบโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่น จนแทบลืมความเจ็บปวดที่ฝ่ามือไปสิ้น เพราะไม่อาจทนต่อแรงกดดันจากบุรุษตรงหน้าที่นั่งนิ่งอยู่นานเกือบสองเค่อได้อีกต่อไป
“ใต้เท้าอู๋ ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่ หากมีเรื่องใดก็รีบพูดออกมาให้ชัดเจนไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรวันนี้ท่านก็มีอำนาจเหนือเสี่ยวกวนอยู่แล้ว”
นายอำเภอกู้มีรูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางคล้ายบัณฑิตผู้คงแก่เรียน ทว่าเวลานี้ใบหน้ากลับแดงจัดด้วยความโมโห
ตรงกันข้ามกับอู๋เหล่ยที่ยังคงนั่งนิ่ง เพียงใช้นิ้วขยับฝาถ้วยชาอย่างใจเย็น ราวกับไม่ได้ยินเสียงตวาดเมื่อครู่แม้แต่น้อย
เส้นผมสีขาวโพลนทั่วศีรษะยิ่งขับให้บุรุษผู้นี้ดูเยือกเย็นและสุขุม ท่าทางนิ่งสงบจนสามารถข่มคนอายุมากกว่าได้อย่างอยู่หมัด
“ไยท่านนายอำเภอกู้จึงดูเกรี้ยวกราดนักเล่า”
อู๋เหล่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“ถึงเปิ่นกวนจะเคยรัก...ไม่สิ เพียงคิดว่าถูกใจกู้ฮูหยินมาก่อน จนถึงขั้นเร่งหมั้นหมายโดยมิได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ทว่าเปิ่นกวนก็มิได้หน้ามืดตามัวถึงขั้นจะดึงดันเอาสตรีที่มีทั้งสามีและบุตรแล้วกลับไปด้วยหรอก ท่านนายอำเภอกู้จงอย่าได้ว้าวุ่นใจไปเลย”
กล่าวจบ เขาก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“หึ...หึ...หึ”
การทรมานเหยื่อให้หวาดกลัวก่อนลงมือสังหาร นับเป็นวิธีที่อู๋เหล่ยถนัดมานานแล้ว
บุรุษผู้นี้แม้ใบหน้ายังคงดูอ่อนเยาว์ แต่กลับมีเส้นผมขาวโพลนทั้งศีรษะ สีหน้าเยือกเย็นจนยากจะคาดเดาความคิด แม้แต่คนที่รู้จักเขามานานก็ยังไม่อาจอ่านใจได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนายอำเภอเล็ก ๆ อย่างกู้หยวนจิ้งว่าจะสามารถคาดเดาความคิดขององครักษ์หลวงแห่งหน่วยพยัคฆ์ดำ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจและโหดเหี้ยมที่สุดแห่งเทียนหนิงได้อย่างไร
“เช่นนั้น ขอใต้เท้าอู๋ได้โปรดเมตตาชี้แนะเสี่ยวกวนสักนิดเถิด ว่าแท้จริงแล้วท่านมาเยือนวันนี้ด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่”
กู้หยวนจิ้งเอ่ยอย่างอดทนเต็มกลืน
เดิมทีเขากับอู๋เหล่ยเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักดาบเดียวกันอยู่ช่วงสั้น ๆ ทว่าบัดนี้สถานะของอีกฝ่ายต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
อู๋เหล่ยคือองครักษ์หลวงป้ายทอง ขุนนางขั้นสาม และผู้บังคับการด้านวางแผนของหน่วยพยัคฆ์ดำ แม้แต่ผู้ตรวจการ ถิงเว่ย หรือเจ้ากรมอาญา ยังต้องเกรงใจเขา
ในเทียนหนิงมีคนอยู่ไม่กี่คนที่อู๋เหล่ยต้องก้มศีรษะคารวะ และแน่นอนว่าอดีตศิษย์ร่วมสำนักอย่างกู้หยวนจิ้งย่อมไม่ใช่หนึ่งในนั้น
“เช่นนั้น...”
อู๋เหล่ยวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังขนลุก
“หากเปิ่นกวนกล่าวว่าต้องการสินสอดที่เคยหมั้นหมายให้แก่กู้ฮูหยินเป็นสิบเท่า เพื่อเป็นค่าชดเชยที่ท่านแอบขโมยว่าที่เจ้าสาวของเปิ่นกวนมาเป็นภรรยาตนเอง จนทำให้ขุนนางขั้นสามเช่นเปิ่นกวนต้องอับอายขายหน้าเล่า?”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ
“ท่านนายอำเภอกู้ก็คงมิขัดข้องกระมัง”
“หึ...หึ...หึ”
เพล้ง!
เพียงได้ยินข้อเรียกร้องของอดีตคู่หมั้นภรรยาตนเอง กู้หยวนจิ้งก็ถึงกับมือไม้อ่อนแรง ถ้วยชาที่ถืออยู่ร่วงลงพื้นแตกกระจาย
บุรุษผู้เคยข่มเหงคนที่ต่ำต้อยกว่ามาโดยตลอด บัดนี้กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
...ก็หากมากมายถึงเพียงนั้น ต่อให้ขายทรัพย์สินที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด เกรงว่าก็คงยังไม่ถึงสามในสิบส่วนเสียด้วยซ้ำ!
ในอดีตเขาเคยเหยียบย่ำดูแคลนเจ้าเด็กแซ่อู๋ ผู้มีมารดาเป็นเพียงหญิงหม้ายขายน้ำเต้าหู้เลี้ยงชีพ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเจ้าเด็กที่เขาเคยข่มเหงรังแกจะกลายเป็นบุตรนอกสมรสของท่านแม่ทัพคู่พระทัยขององค์ฮ่องเต้แห่งเทียนหนิงไปได้
เช่นนั้น เมื่อมันคิดจะหมั้นหมายว่าที่อู๋ฮูหยิน ย่อมมิใช่เรื่องเล็กน้อย นอกจากผ้าไหมแพรพรรณอีกหลายสิบพับแล้ว ยังมีทองคำแท้ถึงห้าพันตำลึงทอง!
เพียงเท่านี้ ต่อให้เขาขายทั้งจวน ไร่ นา และทรัพย์สินที่มีจนหมด เกรงว่าก็คงยังไม่พอชดใช้ค่าสินสอดที่อีกฝ่ายเรียกร้องเสียด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำ หากเรื่องนี้ถูกฟ้องร้องขึ้นมา โทษที่ตามมายังอาจกระทบถึงตำแหน่งนายอำเภอของเขาอีกด้วย
หากเป็นเมื่อสองปีก่อน ก่อนบิดาจะสิ้นใจ กู้หยวนจิ้งย่อมไม่สะเทือนกับการจ่ายสินสอดคืนพร้อมค่าชดเชยตามที่อู๋เหล่ยเรียกร้อง ทว่าบัดนี้...ทรัพย์สินมากมายที่เขาคดโกงมาจากเหล่าน้อง ๆ กลับถูกผลาญในบ่อนจนแทบไม่เหลือแล้ว
"หากท่านนายอำเภอกู้มิอยากจ่ายสินสอดคืนแม้แต่อีแปะเดียว และยังอยากได้ทองคำมาเพิ่มพูนทรัพย์สินให้เพียงพอสำหรับนำไปละลายในบ่อนอีกนั้น..."
ดวงตาสีเงินยวงถูกเปลือกตาปิดบังแววร้ายเอาไว้จนมิด ส่วนริมฝีปากเรียวสวยเกินบุรุษกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทว่ามิได้ทำให้ใบหน้านั้นดูน่ามองแม้แต่น้อย กลับน่าหวาดหวั่นราวกับรอยยิ้มของพญายมราชที่กำลังมอบให้กู้หยวนจิ้ง
"เปิ่นกวนทราบมาว่า ท้ายจวนนี้ท่านนายอำเภอกู้ยังมีน้องสาวสุดที่รัก นามว่ากู้เฝิงซีหลงเหลืออยู่หนึ่งนาง หากอีกเจ็ดวันท่านนายอำเภอกู้จัดการส่งนางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปยังจวนสกุลอู๋ โดยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง...นอกจากจะมิต้องจ่ายสินสอดคืนให้เปิ่นกวนแม้แต่อีแปะเดียวแล้ว ท่านยังจะได้รับค่าสินสอดเป็นทองคำบริสุทธิ์เท่ากับน้ำหนักตัวของกู้เฝิงซีอีกด้วย"
ทองคำบริสุทธิ์เท่าน้ำหนักตัวของกู้เฝิงซี!
ดวงตาของคนโลภพลันเป็นประกายวาววับ ทว่าเจ้าก้อนหินเดินได้ตรงหน้ากลับยังคงจ้องเขานิ่ง สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ก่อนจะทิ้งคำพูดทั้งบีบคั้นและล่อลวงเอาไว้เล็กน้อย แล้วจึงลุกจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
เขาเร่งกลับฉางโจวเพื่อจัดขบวนไปรับเจ้าสาวในอีกเจ็ดวัน เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าคำตอบของกู้หยวนจิ้งย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว
"เช่นนี้ เปิ่นกวนก็คงมีเพียงคำกล่าวว่า 'จะรับสินสอด หรือจะชดใช้' คงลำบากท่านต้องเลือกแล้ว ถูกหรือไม่ ท่านนายอำเภอกู้"
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เอาละ หากท่านตัดสินใจได้แล้วก็ขอให้เร่งมือสักหน่อย เปิ่นกวนทิ้งคนของจวนสกุลอู๋เอาไว้โดยรอบจวนสกุลกู้แล้ว ท่านก็ค่อย ๆ คิดทบทวนให้แจ้งใจเถิด...ขอลา"
คำกล่าวของผู้มาเยือนในยามใกล้ค่ำยังคงดังก้องอยู่ในหัวของสองสามีภรรยาแซ่กู้ไม่หยุด แม้ ‘แขก’ จะจากไปนานกว่าชั่วยามแล้ว ท่านนายอำเภอหนุ่มก็ยังคงนั่งนิ่งอึ้ง
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า คนมากเล่ห์เช่นตนจะต้องมาเจอกับข้อเสนอที่ทั้งโง่เขลาและยากจะปฏิเสธเช่นนี้
หากน้องสาวลำดับที่แปดของเขางดงามล่มเมือง กู้หยวนจิ้งคงไม่ต้องคิดมาก ทว่ากู้เฝิงซีนั้นห่างไกลจากคำว่างดงามอย่างยิ่ง
นางมีใบหน้าขาวซีดจืดชืดจนแทบดูเหมือนศพเดินได้ รูปร่างก็อวบอ้วนเกินกว่าจะเรียกว่าสาวงาม แขนขาสั้น ไม่ได้มีส่วนใดดูอ้อนแอ้นชวนมองเลย
สิ่งเดียวที่พอจะนับว่าดีในตัวกู้เฝิงซี ก็คงเป็นผิวพรรณ นางมีผิวขาวราวน้ำนม เนียนละเอียดจนแทบไร้ที่ติ นอกเหนือจากนั้น ในสายตาของบุรุษอย่างเขา ก็มองไม่เห็นเลยว่าน้องสาวผู้นี้จะมีสิ่งใดที่พอสะดุดตาบุรุษได้
"ท่านพี่..."
กู้ฮูหยินเบิกตากว้างตั้งแต่ได้ยินว่าจะได้รับค่าสินสอดเป็นทองคำบริสุทธิ์เท่ากับน้ำหนักตัวของน้องสามี ในเมื่อเด็กสาวนางนั้นอวบอ้วนถึงเพียงนั้น น้ำหนักของนางย่อมมิใช่น้อย
เพียงคิดถึงทองคำจำนวนมหาศาล เลือดในกายของคนโลภก็พลันเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้นเสียแล้ว
บทส่งท้าย...อีกห้าเดือนต่อมา... หลายวันก่อนข่าวจากสกุลกู้มีมาถึงหูของอู๋ฮูหยินน้อย ที่พอได้ฟังสตรีครรภ์แก่ซึ่งปกติก็เจ้าน้ำตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข่าวที่พี่สะใภ้คนงามของนางทอดทิ้งบุตรวัยไม่ทันจะครบสองหนาวหนีตามพ่อค้าจากดินแดนทะเลทรายไป ปล่อยให้พี่ชายของนางต้องเลี้ยงบุตรทั้งสามแต่เพียงลำพัง น้ำตาก็แทบท่วมเรือนอรุณฉาย เดือดร้อนให้อู๋เหล่ยต้องปลอบโยนจนเพลีย ห่วงใยทั้งลูกน้อยในครรภ์และภรรยาตัวนุ่มสุดหัวใจ"อ้ายเหริน...คนดี...อย่าร้องอีกเลย ดวงตาของเจ้าบวมจนแทบปิดแล้ว"จุมพิตหน้าผากนูนเด่นแผ่วเบาทะนุถนอม"เจ้ายิ่งร้อง ข้ากลับยิ่งเจ็บปวดหัวใจ"กู้เฝิงซีนางก็รู้ตัวแต่มันกลับบังคับใจตนเองให้หยุดร้องไม่ได้ ตลอดหลายเดือนที่ต้องเผชิญกับอาการบ่อน้ำตาตื้นที่เกิดขึ้น นางมีแต่หงุดหงิดใจเพราะปกตินางเป็นคนที่เรียกว่าร้องไห้ยากเย็น พอมีสิ่งใดหรือเรื่องใดกระทบใจนิดหน่อยก็น้ำตาริน ส่วนลึกบอกชัดเจนว่านางนั้นรำคาญตนเองอย่างยิ่งเมื่อจนปัญญาสุดท้ายใต้เท้าอู๋ผู้ปราบเหล่าร้ายมาค่อนชีวิตสามสิบหนาวไม่เคยกลัวตาย และยิ่งไม่เคยกลัวเจ็บ หากแต่วันนี้ที่เขากลัวที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำตาของอ้ายเหรินตัวนุ่มในอ้อมแขนน
ตอนจบราตรีนี้ก็เป็นเช่นหลายราตรีที่ผ่านมา ภายนอกจวนว่าใต้เท้าอู๋นั้นเอาใจภรรยาจนสตรีทั่วฉางโจวริษยาแล้ว ทว่าภายในห้องหอกลับยิ่งน่าริษยากว่า เพราะบัดนี้เป็นกู้เฝิงซีที่นอนเหยียดยาวโดยมีอู๋เหล่ยบีบนวดตั้งแต่ปลายเท้าจนสูงขึ้นถึงปลีน่อง วนเวียนเช่นนั้นจนคนท้องสี่เดือนเหมือนจะเคลิ้มหลับ"อุ๊ย!..."...เฮือก!..."เม่นน้อยเจ้าเป็นอันใดเจ็บตรงใดหรือเจ้า ฟู่จวินบีบเจ้าแรงไปหรือ?"ก้อนหินเฒ่าแตกตื่นเพราะเกรงว่าตนเองจะบีบลงแรงมากไป จนอ้ายเหรินอาจจะเจ็บปวดนางจึงร้องออกมาเช่นนี้ เห็นเช่นนั้นกู้เฝิงซีนางจึงอมยิ้มด้วยเอ็นดูก้อนหินเฒ่าผู้เป็นสามีอย่างยิ่ง"เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อ...เจ้าตัวเล็กดิ้นเจ้าค่ะ เขาดิ้นแล้ว เขาเพิ่งดิ้นครั้งแรกเจ้าค่ะ"อู๋เหล่ยเร่งขยับไปใกล้แล้วแตะยังหน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาพอสมควรด้วยกิริยาระมัดระวังจนคนท้องมองแล้วอมยิ้มเอ็นดูก้อนหินเฒ่าจนเต็มใบหน้าไปอีก จากอดีตที่เขาคือก้อนหินเฒ่าร้ายกาจ บัดนี้ช่างเอาอกเอาใจจนนางนั้นเอาใจออกห่างเขาไม่ลง“ตรงนี้เจ้าค่ะ”นางจึงเลือกจะจับมือของสามีทาบลงไปในจุดที่คนซึ่งอยู่ด้านในนั้นขยับเป็นครั้งแรก และอาจเป็นเพราะจังหวะหรืออันใดก็สุดจะรู้ เพียงอู๋เ
ตอนที่ 50"เสี่ยวฝูเร็วเข้า เร่งพาใต้เท้าของเจ้าไปนอนในห้องเดี๋ยวนี้ ฉิงเหม่ยมากับข้า"บังเกิดความวุ่นวายขึ้นครู่ใหญ่ ถึงในยามนี้กู้เฝิงซีนางอยากหยิบกระบี่ของสามีออกมาแทงตาเฒ่ามากเล่ห์เช่นเซี่ยเสิ่นจั๋วมากเพียงใด แต่อาการของสามีก็ไม่อาจละเลย จึงต้องวางทุกสิ่งแล้วดูแลอู๋เหล่ยก่อน แต่กระนั้นนางก็ยังมีแก่ใจหันมาคว้าเอาข้อมือของน้องสาวบุญธรรมติดกายไปด้วย เซี่ยเสิ่นจั๋วนั้นให้นับถือพี่บุญธรรมของภรรยาเด็กอย่างยิ่งหวงกว่าบิดาเสียอีก..."ฟู่จวิน..."ทั้งน้ำเสียงและสัมผัสอ่อนโยนก็พอให้อู๋เหล่ยได้เบาใจว่าราตรีนี้เขาจะไม่ต้องถูกไล่ออกไปท่องพระสูตรที่หน้าเรือนเป็นเพื่อนเจ้าสหายชั่วเซี่ยเสินจั๋วเป็นแน่"ข้าเป็นอันใดไปหรือเม่นน้อย"เขาจำได้ว่ารู้สึกมึนศีรษะ จากนั้นทุกสิ่งก็ดับมืดลงไปเลย พอฟื้นคืนความกังวลเลยมากมายเพราะกลัวตนเองจะอายุมากจนร่างกายเจ็บป่วยไม่ไหวเสียแล้ว"เฝิงซีตรวจอย่างละเอียดแล้ว นอกจากอ่อนเพลียฟู่จวินก็ร่างกายแข็งแรงปกติดีทั้งหมด แต่เพื่อความไม่ประมาท เมื่อครู่จึงให้เฉียนฝูเร่งไปเชิญท่านหมอจางมาตรวจดูซ้ำอีกครั้งเจ้าค่ะ"ถึงนางจะเก่งกาจด้านพิษ แต่ทางด้านการแพทย์รักษาคน กู้เฝิงซียังห
และเพราะเหตุการณ์คราวนี้นอกจากจะได้กำจัดรากร้ายของเหล่ากบฏ กลับยังมีผลอนันต์ต่อความสัมพันธ์อันรุ่งริ่งยิ่งกว่าด้ายเก่าใกล้ขาดสะบั้นในอดีตระหว่างต้าเว่ยกับเทียนหนิงให้ฟื้นคืนกลับมาสดใสแนบแน่นอีกครั้ง จากการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ที่ฝ่ายเทียนหนิงรักษาชาวบ้านโดยไม่แบ่งแยกสองดินแดน โดยมีผู้นำเช่นท่านหมอจาง รองหัวหน้าแพทย์หลวงแห่งเทียนหนิง คอยส่งเสริมทั้งกำลังแพทย์และตัวยา ทั้งยังมีกู้เฝิงซีคอยให้ความร่วมมือไม่ย่อท้อ ทำให้องค์ฮ่องเต้ของต้าเว่ยซาบซึ้งน้ำใจอย่างยิ่ง ถึงกับส่งสาสน์และบรรณาการมาขอบคุณฝ่ายเทียนหนิงเสียมากมาย แล้วยิ่งเมื่อท่านหญิงหม่าหลานเย่ ท่านหญิงลำดับที่สามในฉินอ๋อง นางกำลังจะตบแต่งไปกับท่านหัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่าเซียะอันด้วยแล้ว อนาคตทางด้านความสัมพันธ์จึงยิ่งดูจะมั่นคง ส่งผลให้เขตชายแดนฟากฝั่งแคว้นต้าฉินมีแววจะสุขสงบไปอีกหลายหนาว ดังนั้นหลังจากส่งมอบหน้าที่คืนกลับให้แก่ฉินอ๋องได้ดูแลปกครองแคว้นต้าฉินต่อ แต่ยังมีข้อแม้ว่าต้องส่งท่านหญิงลำดับที่สี่หม่าเย่เจาไปอยู่เมืองหลวง โดยองค์ฮ่องเต้หลี่ปิงเฉิงได้ทรงรับนางเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมมอบตำแหน่งกงจู่ให้ภายนอกคือการตอบแทนฉ
ตอนที่ 49ต่อจากนั้นผ่านไปอีกหกวัน กู้เฝิงซีและจางจิ้งเหยาก็ค้นพบที่มาของจุดกำเนิดแห่งโรคร้ายว่าแท้จริงก็ล้วนไม่ผิดไปจากที่หย่งจงหวางและองค์ไท่จื่อหลี่โม่คังสงสัย โรคนี้แท้จริงมิใช่ภัยธรรมชาติ ทว่ามันคือภัยจากฝีมือคน...ซึ่งวิธีนั้นช่างแยบยลอย่างยิ่ง นั่นก็คือพวกมันใช้ยุงและมดคันเป็นตัวพาหะ ซึ่งยุงนั้นเป็นชนิดกลางวัน เมื่อชาวบ้านถูกกัด อาการหลังผู้ได้รับพิษเมื่อผ่านไปราวห้าถึงเจ็ดวัน อาการนั้นจะใกล้เคียงกับกาฬโรคจนแพทย์ทั้งหลายล้วนเข้าใจผิด การให้ยาจึงยิ่งส่งผลไปกระตุ้นให้ผู้ถูกพิษแทนที่จะหายกลับกลายเป็นยิ่งทรุดหนักและตายลงในท้ายที่สุด เพราะตัวสมุนไพรที่ใช้รักษากาฬโรคกลับเป็นยาที่เมื่อร่างกายของผู้ป่วยรับเข้าไปเจอกับพิษร้าย จะยิ่งเพิ่มความร้ายกาจของพิษหญ้าหมอกทมิฬ และหญ้าเกล็ดหิมะม่วง ที่เป็นตัวตั้งต้นพิษปีศาจ คำนึงตัวยาเก่าแก่ของเผ่าเหลียงที่สาบสูญไปร่วมร้อยกว่าหนาวแล้วพอพิษร้ายเจอกับหญ้าพญาหงแดง ตัวยาหนึ่งที่ใช้บรรเทาความปวดของกาฬโรค ความรุนแรงจากเดิมเพียงสร้างความเจ็บป่วยเท่านั้น จึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกถึงเก้าส่วน นับว่าผู้คิดค้นพิษนี้ช่างฉลาดล้ำลึก และต้องคุ้นเคยกับสมุนไพรที่ให
“เห็นที…ก่อนจะใช้จริง คงต้องทดลองกับร่างคนตายเสียก่อนเจ้าค่ะ เพราะกับกระต่ายแล้วก็หนู เฝิงซีเกรงว่าจะไม่แน่ชัดพอ เช่นไรก็อยากทดลองกับผิวหนังมนุษย์อีกครั้งเจ้าค่ะ”เพราะอาการเริ่มต้นของผู้ป่วยก็คือมีตุ่มคันขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่พอพวกเขาเผลอไปเกาเท่านั้นการลุกลามของตุ่มคันกลับรุนแรงจนเกิดเป็นแผลพุพองใหญ่ บางคนที่ตายลงก็เพราะทานทนต่อความเจ็บปวดและพิษไข้จากแผลอักเสบไม่ไหวกันทั้งนั้น“อ้อ…พรุ่งนี้จางจิ้งเหยามีเรื่องจะหารือกับเจ้า คาดว่าก่อนยามอู่เขาคงเดินทางมาถึง”เมื่อช่วงหัวค่ำคนของกระโจมเสบียงหลวงเพิ่งมาส่งข่าวนี้ แต่ตอนนั้นเขากำลังจะออกไปลาดตระเวนจึงรอกลับมาบอกนางครั้งเดียวเมื่อเข้านอนเลย ถึงส่วนใหญ่จะมีเขาที่มานอนเฝ้านางแต่เขาก็พอใจเพียงเท่านี้ อย่างน้อยก่อนหลับไปก็เห็นนางอยู่ในสายตา พอตื่นลืมตาก็จะพบภาพของกู้เฝิงซีนางเป็นคนแรก สำหรับเขาในสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกวัน เพียงเท่านี้ก็สุขใจเหลือเกินแล้ว ซึ่งราตรีนี้สองสามีภรรยาต่างก็พูดคุยกัน จนกู้เฝิงซีเห็นท่านก้อนหินเฒ่านิ่งไป นางจึงสงบปากแล้วเร่งทำงานในมือของตนเองต่อไป หวังจะให้เสร็จสิ้นก่อนยามรุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง…ปลายยามอิ๋







