เข้าสู่ระบบรถม้าคันเขื่องแต่มิได้ตกแต่งหรูหราคันนั้นจอดที่หน้าประตูใหญ่จวนสกุลจี บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูด้านหน้าจำได้ก็รีบวิ่งลงมารอต้อนรับ จีหลุนก้าวลงมาก่อนเป็นคนแรก ลี่เทียนเป่าเดินยิ้มๆ ลงมายืนอยู่ข้างหลัง
“ท่านชายขอรับ ท่านกั๋วกงรออยู่”
ลี่เทียนเป่าชะงัก เอียงหน้าไปกระซิบ “เหล่าจี เจ้าแจ้งทางบ้านไว้หรือ?”
แม่ทัพหนุ่มส่ายศีรษะ กุนซือลี่ถึงกับขมวดคิ้ว เขาเคยได้ยินเรื่องราวของสกุลจีมาไม่น้อย สกุลจีไม่อยู่ในสายอำนาจอย่างตระกูลอื่นที่ร่วมก่อตั้งแคว้น ทั้งยังกล่าวกันว่า...มีความลับซ่อนอยู่มากมาย
...ฝู่กั๋วกง จีจิงเทียนผู้เป็นบิดาของจีหลุนคือผู้สืบทอดวิชาคำนวณดวงดาว...
ลีเทียนเป่าเคยมาพักที่นี่ครั้งเดียว ฝู่กั๋วกงแม้จะดูใจดีแต่ก็มิได้เข้าถึงตัวได้ง่าย เขาถูกแยกให้ไปพักที่เรือนรับรองแขกที่อยู่ห่างจากเรือนพักของจีหลุนไปไม่ไกลนัก คราวนั้นมีโอกาสได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับเจ้าของบ้าน ทว่าบนโต๊ะอาหารกลับเงียบงัน จีหลุนเตือนเขาเอาไว้ก่อนแล้วว่าครอบครัวของเขาจะไม่พูดคุยระหว่างรับประทานอาหาร แต่ลี่เทียนเป่ากลับรู้สึกว่าคนสกุลจีไม่ต้องการจะสัมพันธ์กับคนภายนอกมากเกินไปต่างหากเล่า
หลังจากรับประทานอาหาร บิดามารดาของจีหลุนกลับไปยังเรือนนอน ตัวจีหลุนจึงตามไปสนทนากับคนทั้งสอง
ลี่เทียนเป่าลองสอบถามพูดคุยกับบ่าวรับใช้ในเรือนจึงได้รู้ว่าฝู่กั๋วกงไม่มีอนุภรรยา ซึ่งผิดวิสัยจากผู้มีอำนาจวาสนาทั่วไป กุนซือหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อได้รู้ว่าวังจีอันใหญ่โตนี้มีเพียงครอบครัวของจีหลุนพักอยู่กับสาวใช้ บ่าวรับใช้และองครักษ์จำนวนมาก
“ท่านกุนซือ เชิญที่เรือนพักหลังเดิมขอรับ” บ่าวรับใช้ที่เคยต้อนรับเขาเมื่อสามปีก่อนผายมือ
ลี่เทียนเป่าสังเกตดูก็พบว่าในวังจีแห่งนี้ไม่มีสาวใช้และบ่าวรับใช้หน้าใหม่ ทุกคนล้วนเป็นคนที่เขาเคยพบเมื่อสามปีก่อนทั้งสิ้น แต่ที่เพิ่มเติมก็คือมีเด็กตัวเล็กๆ มาวิ่งเล่นอยู่ในสวนด้านข้างหลายคน
“เด็กพวกนั้น?”
“เป็นลูกสาวใช้กับบ่าวรับใช้ที่นี่ล่ะขอรับ ท่านกั๋วกงอนุญาตให้นำมาเลี้ยงรวมกันในตอนกลางวันที่เรือนถัดไปโน่น”
“พวกเขาอยู่อาศัยที่นี่กันทั้งครอบครัวเลยหรือ?”
“ขอรับ ท่านกั๋วกงให้รับเฉพาะครอบครัวของบ่าวรับใช้เดิมเข้ามาขอรับ”
ลี่เทียนเป่ายืนกอดอกดูเด็กๆ พวกนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็กวาดตามองไปรอบๆ หากเป็นจวนของขุนนางใหญ่ทั่วไป ควรจะมีอนุภรรยาอย่างน้อยสักสี่คน มีลูกๆ อยู่สักเจ็ดแปดคนขึ้นไป แต่ที่นี่...เงียบเหงา
จีหลุนซึ่งเป็นบุตรคนโตและบุตรชายสายตรงเพียงคนเดียวยังมิได้แต่งงาน ไม่มีอนุภรรยา หรือกระทั่งสาวใช้อุ่นเตียง มีเพียงท่านหญิงจีน้องสาวคนรองที่แต่งงานกับฟ่านหลี่เจี๋ยรองเสนาบดีหนุ่ม ส่วนท่านหญิงจีเล็ก โลดโผนยิ่งนัก นางไปทำงานเป็นหัวหน้าสำนักข่าวนกกระจิบสาขาเมืองฉู่จิ้ง บัดนี้พบรักกับคหบดีหนุ่มสกุลเยว่
คนสกุลจีมิได้สนใจเรื่องการสร้างฐานอำนาจในราชสำนักเท่าใดนัก เพราะหากเป็นเช่นนั้นจีหลุนก็คงจะหวังให้ท่านหญิงจีเซี่ยงอี๋ผู้เป็นน้องสาวคนเล็กแต่งงานกับขุนนาง แต่ตอนที่ได้เห็นว่าที่น้องเขยซึ่งเป็นพ่อค้า ซ้ำเวลาเดินคนผู้นั้นยังต้องใช้ไม้เท้าค้ำ นับว่าคนสกุลจีมิได้ยึดติดกับหน้าตาเอาเสียเลย
ลี่เทียนเป่าจำได้ว่าตนเห็นแล้วถึงกับนิ่วหน้า ‘เหล่าจี เจ้าจะยอมให้ท่านหญิงจีเล็กแต่งงานกับพ่อค้าพิการเช่นนั้นหรือ?’
จีหลุนพูดคุยกับน้องสาวของเขาอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็พูดกับลี่เทียนเป่าเพียงว่า ‘หากนางเลือกชะตากรรมด้วยตนเอง นั่นก็เป็นเรื่องของนาง’
ตั้งแต่วันนั้นกุนซือหนุ่มก็รู้สึกว่าคนสกุลจีดูแปลกกว่าชนชั้นสูงทั่วๆ ไป
ณ วังหลวงของแคว้นหมิง
จีหลุนเงยหน้ามองดูกำแพงสูงตระหง่าน เขาเข้ามาวังหลวงหลายครั้งแต่ก็ยังคงไม่รู้สึกชิน นับตั้งแต่การทำลายตรามังกรคู่ที่เจดีย์วัดหยกสวรรค์จบสิ้นลง สกุลจีก็เหมือนเข้าสู่ความสงบ
หมิงฮ่องเต้ทรงลดความระแวดระวังลง ทำให้เส้นทางการเป็นแม่ทัพของจีหลุนค่อนข้างราบรื่น ในค่ายพยัคฆ์ไฟยังคงมีแม่ทัพอาวุโสสองคนคอยช่วยดูแล ร่วมกับเขา เพียงแต่การออกแนวหน้าในยามนี้มีเพียงเขาและรองแม่ทัพทั้งสองที่ยังหนุ่มแน่น
“แม่ทัพจี มาถึงวังหลวงแล้ว เจ้ายังจะถอนหายใจอยู่อีก เรื่องมันต้องเกิดอยู่แล้ว จะกดดันตนเองทำไม?”
ลี่เทียนเป่านับเป็นทั้งผู้ใต้บังบัญชาและสหาย ในยามเรียกขานจึงแล้วแต่สถานการณ์ ต่อหน้าผู้อื่น เขาจะเรียกจีหลุนว่าท่านแม่ทัพ แต่ลับหลังก็เหลือเพียงเหล่าจี
“เจ้าไม่ใช่คนที่ต้องเจอปัญหานี้นี่ เจ้าก็พูดได้สิ”
“กระดองเต่าของข้าทำนายไม่เคยผิดพลาด ครั้งนี้ก็เช่นกัน ป่านนี้คนผู้นั้นก็คงเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าอยากเห็นหน้าจริง”
จีหลุนเหลือบมองสหายแล้วร้องเหอะออกมาคำหนึ่ง
“เดี๋ยวก็ได้เห็นแล้ว หวังว่านี่จะเป็นเรื่องดีๆ อย่างที่เจ้าทำนายไว้”
ขุนนางทั้งราชสำนักเดินทางมาถึงแต่เช้า พวกเขากำลังเข้าแถวตรวจตราประจำตัวเพื่อเข้าสู่ท้องพระโรง
รูปร่างสูงเด่นเป็นสง่าของจีหลุนทำให้ทุกคนต้องหันมามองเขาซ้ำ
“พี่หลุน มาถึงตั้งแต่เมื่อใดขอรับ?”
จีหลุนหันกลับไปมอง บุรุษรูปงามในชุดขุนนางปักลวดลายบอกกรมและฐานะผู้นั้นยิ้มน้อยๆ ตามนิสัย น้องเขยของเขาในฐานะขุนนางใหญ่ดูน่าเกรงขามอย่างมาก
“อ้อ...หลี่เจี๋ย ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อวานตอนเย็น เลยยังไม่ได้บอกกล่าวเจ้ากับอิงอิง เอาไว้ประชุมเสร็จข้าจะไปเยือนจวนเจ้านะ”
ลี่เทียนเป่ารีบค้อมศีรษะคารวะน้องเขยของจีหลุน ฟ่านหลี่เจี๋ยรีบค้อมศีรษะตอบ กุนซือหนุ่มรู้จักฟ่านหลี่เจี๋ยรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นน้องเขยของจีหลุน แต่ไม่เคยได้ทักทาย ครั้งนี้เขาจึงดีใจยิ่งนัก
“ข้าน้อย กุนซือลี่ ติดตามท่านแม่ทัพมาจากค่ายพยัคฆ์ไฟขอรับ ได้ยินชื่อเสียงของท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายมานาน ครั้งนี้มีวาสนาได้พบพานแล้ว”
“ข้าเองก็ยินดีที่ได้พบกุนซือลี่ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านจากพี่หลุนมาตั้งแต่คราวก่อน น่าเสียดายวันนี้ประชุมยาว เอาไว้มีโอกาสค่อยพูดคุยกัน”
“ยินดี ขอรับ”
เสียงเคาะระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนให้แถวของเหล่าขุนนางทยอยเดินเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
วันนี้หมิงฮ่องเต้เสด็จออกท้องพระโรงโดยมีฮองเฮาตามเสด็จ ทำให้ ขุนนางมองไปบนบัลลังก์ด้วยความประหลาดใจ หลังจากประชุมตามปกติผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม หลูกงกงก็ประกาศว่าวันนี้มีเรื่องสำคัญยิ่ง
ครู่หนึ่งองครักษ์หน้าท้องพระโรงก็ขานชื่อผู้ที่จะขอเข้าเฝ้า
“เบิกตัว กัวเอินถง ธิดาหัวหน้าเผ่าเหลียนซาแห่งห้าเผ่า”
ขุนนางในท้องพระโรงส่งเสียงฮือฮาออกมาพร้อมกัน พวกเขารู้จักกันดีว่าเผ่าเหลียนซาคือผู้นำในเขตทะเลทรายเซี่ยงซาวานที่ทำศึกกับแคว้นหมิงในเขตชายแดนอยู่หลายปี บัดนี้ทั้งแม่ทัพแดนตะวันตกอย่างท่านชายจีกับธิดาของหัวหน้าเผ่าเหลียนซามาปรากฏตัวพร้อมกันที่ท้องพระโรง อาจจะมีเหตุสำคัญเกิดขึ้น
หญิงสาวที่ใช้ผ้าปิดหน้าจนเห็นเพียงดวงตางดงามนั่งบนรถเข็น มีสาวใช้ผู้หนึ่งเข็นเข้ามาหยุดอยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์
“หม่อมฉัน กัวเอินถง ธิดาของหัวหน้าเผ่าเหลียนซา กัวเฉิง ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ ขออภัยที่มิอาจคุกเข่า”
หมิงฮ่องเต้เลิกพระขนงเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ลำบากเจ้าแล้ว”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศ เหล่าขุนนางกำลังสงสัยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่ชายแดน นางจึงได้เดินทางเข้ามาถึงเมืองหลวงแคว้นหมิง
“หม่อมฉันเป็นตัวแทนของห้าเผ่าในทะเลทรายหมื่นลี้มาขอสงบศึกเพคะ”
จีหลุนหันไปจ้องมองนาง เขาเห็นเพียงเสี้ยวข้างของใบหน้า ฟังจากน้ำเสียงและดูจากรูปร่าง คนผู้นี้คล้ายฝาแฝดผู้พี่ยิ่งนัก ลี่เทียนเป่าเอียงหน้ามากัดฟันกระซิบ
“เห็นทีคราวก่อน กัวเยี่ยนสือคงจะเจ็บหนัก ถึงกับต้องส่งน้องสาวพิการมาขอสงบศึก”
“แผลง้าวไม่ลึกสักหน่อย ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะ” แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าฟันถูกผู้นำทัพฝ่ายนั้นไม่มากและตอนที่บีบคอก็เป็นฝ่ายนั้นที่ถีบเขาจนกระเด็น ซ้ำตนเองก็ยังถูกกัวเยี่ยนสือใช้ดาบฟันมาหลายแผล
ขุนนางอาวุโสด้านข้างหันมาทำตาดุใส่ครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มทั้งสองจึงได้ หุบปากหันไปมองฮ่องเต้กับฮองเฮาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
“หัวหน้าเผ่าเหลียนซาอุตส่าห์ส่งบุตรสาวคนเดียวมาเจรจาสงบศึกถึงเมืองหลวงของเจิ้น เพียงแต่การสงบศึกครั้งนี้เป็นพวกเจ้าแสดงเจตจำนง เจิ้นขอดูความจริงใจสักหน่อยเถิด”
กัวเอินถงกลืนน้ำลายลงไปเล็กน้อย
“ท่านพ่อของหม่อมฉัน ได้เตรียมเครื่องบรรณาการเอาไว้แล้วตามรายการที่บันทึกข้างในนี้เพคะ ทูลเชิญพิจารณา”
หลูกงกงเดินลงมาแท่นด้านบนรับเอาฎีกาที่บันทึกรายการเครื่องบรรณาการจากกัวเอินถงขึ้นไปถวาย ฮ่องเต้ทรงรับเอาแล้วกางออกอ่าน พอหนึ่งจึงทรงเงยพระพักตร์ขึ้นแล้วแย้มพระสรวล
“นับว่าใช้ได้ ผู้นำห้าเผ่าให้เงื่อนไขที่ดี อย่างนี้ค่อยน่าคุย”
*ฟ่านหลีเจี๋ย พระเอกจากเรื่อง “ท่านหญิงจีจอมพลัง”
*การทำลายตรามังกรคู่ เป็นเหตุการณ์ในเรื่อง “ท่านหญิงจีจอมพลัง”
เมื่อย้อนกลับมายังเผ่าเหลียนซาอีกครั้ง จีหลุนรีบถือโอกาสตอนที่พ่อตายังนอนอยู่บนเตียงขอลาแม่ยายกลับไปยังแคว้นหมิง ผู้เฒ่าโอสถเห็นดีเห็นงามจึงได้มอบยาเม็ดพลังม้าศึกให้กัวเอินถงอีกแปดเม็ด “เจ้ากินเดือนละเม็ดก็พอ ร่างกายและลูกน้อยของเจ้าจะได้แข็งแรง เดินทางไกลก็ไม่กระทบกระเทือนครรภ์ เอาไว้เจ้าคลอดลูกแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมที่แคว้นหมิงก็แล้วกัน” จีหลุนได้ยินเช่นนั้นก็รีบพาภรรยาออกเดินทาง เขาอ้างว่าไม่อาจจะรอให้กัวเฉิงลุกขึ้นเดินได้สะดวก “หากว่ารอจนท่านพ่อของเจ้าหายดี เห็นทีเราคงไม่ได้กลับแคว้นหมิง คราวนี้ข้าต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ จากนั้นก็เดินทางกลับไปอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์เหิน ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย จะให้ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่วังจีก็ไม่วางใจ” กัวเอินถงยิ้มกว้าง ยกสองมือขึ้นลูบแก้มสามีแล้วยื่นหน้าไปจูบที่ริมฝีปากเขาติดๆ กันสองสามที “ข้ารู้ ท่านพี่ไม่ยอมทิ้งข้ากับลูกเด็ดขาด ข้าเองก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นมาแยกเราจากกันหรอกเจ้าค่ะ” สายตาของแม่ทัพหนุ่มวิบวับขึ้นมาทันที “เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูกนะเสี่ยวถง ข้าเป็นคนอ่อนไหวกับการสัมผัสตัวเจ้า ตอนนี้ร่างกายข้าเริ่มร้อนข
กัวเฉิงรู้สึกตัวในวันต่อมา เขาลุกขึ้นได้ก็โวยวายด่าทอลูกเขยเสียงดังลั่น “จีหลุน เจ้าช่วยข้าไว้ทำไม? ข้าจะฆ่าเซียงเชินด้วยมือของข้าเอง เจ้าทำเช่นนี้ก็เท่ากับไม่เคารพข้า” กัวเอินถงที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบิดาประณามสามีก็รู้สึกทนไม่ได้ “ท่านพ่อ ข้าเป็นคนสั่งให้ท่านพี่ทำเช่นนั้นเอง มันควรหรือที่ท่านจะไปแลกชีวิตกับคนเลวอย่างหัวหน้าเซียง ท่านเป็นถึงผู้นำห้าเผ่า ควรรักษาชีวิตเอาไว้ปกปักษ์ผู้คนในแดนเซี่ยงซาวานจะดีกว่านะเจ้าคะ ในตอนนี้เผ่าฝูซากับเผ่าเซียนซาก็สิ้นผู้นำแล้ว ยังมีเรื่องที่ท่านต้องจัดการอีกมาก พี่เยี่ยนสือเองก็เพิ่งหายป่วย หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใด?” พอถูกบุตรสาวขึ้นเสียงใส่เช่นนั้น หัวหน้าเผ่าเหลียนซาก็หุบปากลงฉับ “จริงด้วยขอรับท่านพ่อ เสี่ยวถงพูดถูก ท่านไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิต ตอนนี้หัวหน้าเซียงก็ตายไปแล้ว เป็นผู้เฒ่าโอสถที่เอาแมงมุมยัดใส่ปากเขาตอนที่ตกลงมาจากหลังคา” กัวเยี่ยนสือบรรยายสภาพการตายของเซียงเชินจนบิดาต้องกำหมัด “สภาพเช่นนั้นไม่ต่างจากตอนที่เจ้าสองคนถูกแมงมุมกัด นับว่าเป็นการตอบแทนที่สาสมแล้ว เห็นทีข้าคงต้องมอบรางวัลแด่ผู้
เซียงเชินกับกัวเฉิงกระโจนตามกันขึ้นไปบนหลังคา กระบวนท่าที่ทั้งสองใช้ล้วนเป็นสุดยอดท่าไม้ตายที่หมายจะปลิดชีวิตของศัตรู กัวเอินถงนึกเป็นห่วงบิดาแต่วิถีของจอมยุทธ์ย่อมต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี นี่เป็นการต่อสู้เพื่อสะสางหนี้แค้นที่นางไม่ควรเข้าไปยุ่ง หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเห็นว่าบิดาถูกกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามฟันเข้าที่แขน แต่ในเวลาไม่นานกัวเฉิงก็สามารถเอาคืนได้สำเร็จ “ไม่เลวเลยจริงๆ หลังจากอาการของพ่อเจ้าดีขึ้น วรยุทธ์ของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมามาก แม้จะไม่เท่าเดิม แต่ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว” ผู้เฒ่าโอสถพยักหน้า “นับว่ายาที่ข้าไปเสาะหามาไม่สูญเปล่า” หญิงสาวพยักหน้า “ยาบำรุงพวกนั้นดีที่สุดเท่าที่มีขายในแคว้นหมิง ข้าให้คนออกไปกว้านซื้อมาจากทุกมุมเมืองตามที่ท่านแนะนำไว้” กัวเยี่ยนสือผู้ไร้วรยุทธ์ถอยไปอยู่ด้านหลังเหล่าองครักษ์ เขามองดู อิ่นเหว่ยถิงกับเฉินอี้ชิงต่อสู้ด้วยความเลื่อมใส และยิ่งได้เห็นน้องเขยที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ไฟแสดงฝีมือแล้วก็ยิ่งอยากจะฝึกวิทยายุทธ์ให้สำเร็จ วันหน้าในยามที่กัวเอินถงกลับไปแคว้นหมิงแล้ว แม่ทัพกัวตัวจริงอย่าง
“เสี่ยวถง เจ้าไหวหรือไม่? ให้ข้าพาไปเข้านอนดีไหม?” จีหลุนสีหน้าเป็นกังวล สามชีวิตในร่างของกัวเอินถงนี้เขาต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ให้ท่านพ่อกล่าวปิดงานก่อนก็แล้วกัน” หัวหน้ากัวลุกขึ้นกล่าวขอบคุณทหารทุกคนที่เดินทางไปสู้รบจนปราบเผ่าฝูซาได้สำเร็จและขอบคุณที่ช่วยปกป้องจวนสกุลกัวให้ปลอดภัยจากคนเลว พอกล่าวจบทุกคนก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน พลันเสียงตวาดก็ดังขึ้นมาจากหลังคาเรือนใหญ่ “จะรีบไปไหนเล่ากัวเฉิง? คืนนี้ข้ามาเพื่อส่งพวกเจ้าคนสกุลกัวไปเลี้ยงสังสรรค์กันต่อในนรก” สายตาทุกคู่หันไปยังร่างในชุดสีน้ำเงินขลิบทองที่ยืนจังก้าอยู่ข้างบน “หัวหน้าเซียง!” “ใช่! ข้าเอง ข้ามาทวงแค้นแทนบุตรชายของข้า!” “เชอะ! แค้นของบุตรชายเจ้า แล้วแค้นของลูกข้าเล่า? เจ้าใช้แมงมุมพิษมาทำร้ายลูกของข้าก่อน แต่พอถูกทำคืนกลับแค้นเคือง เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกระมัง?” หัวหน้ากัวตะโกนตอบ พร้อมยื่นมือข้างหนึ่งไปด้านข้าง องครักษ์คนสนิทจึงส่งกระบี่ให้ “ข้าดื่มสุรารอเจ้ามาตั้งนาน ในที่สุดก็โผล่หัวมา ความแค้นระหว่างเราค
เซียงเจียสวี่ที่หมดสติไปนาน ร่างกายร้อนผ่าวราวกับคนหลงทางอยู่กลางทะเลทราย บิดาของเขาเอายาพิทักษ์ร่างมาค่อยๆ ป้อนให้ ทว่าร่างกายที่ถูกพิษแมงมุมกัดกร่อนภายในจนเสียหายไม่อาจฟื้นได้ทัน ทำให้คุณชายสกุล เซียงตกอยู่ในสภาพเดียวกับกัวเยี่ยนสือไม่มีผิด หัวหน้ามือสังหารเล่าความลับที่เซียงเจียสวี่ได้เห็นในถ้ำหินให้กับเซียงเชินฟัง หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดด้วยความโมโห “ที่แท้แม่ทัพกัวก็คือกัวเอินถง ส่วนกัวเยี่ยนสือนอนเป็นผักอยู่ในถ้ำ มิน่า...นางจึงคลุมผ้าทุกครั้งที่ออกมาต้อนรับแขก นี่ข้าถูกตบตามานานตั้งหลายปีหรือนี่?” “วรยุทธ์ของกัวเอินถงร้ายกาจยิ่งนัก พวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ซ้ำยามนี้นางยังมีแม่ทัพใหญ่แคว้นหมิงคอยช่วยเหลือ สองสามีภรรยาใจเป็นหนึ่ง ยากนักจะทำลายได้ ดีที่พาคุณชายหลบหนีออกมาได้ขอรับ” หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดแน่น “แค้นนี้ ข้าจะต้องชำระแน่” ผู้เฒ่าโอสถยืนยันกับทุกคนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกไม่นานคนเผ่า เซียนซาจะต้องกลับมาชิงศิลาหิมะอีกครั้งอย่างแน่นอน ลี่เทียนเป่าได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ตาเฒ่า ท่านพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย
คนทั้งหมดจึงพากันเดินออกไปยังเรือนใหญ่ สองพี่น้องฝาแฝด กุมมือกันเดินนำหน้าด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข บ่าวรับใช้ สาวใช้ และองครักษ์ทั้งหลายเห็นสองพี่น้องต่างพากันตื่นตะลึง พวกเขาเพิ่งได้เห็นใบหน้าตอนโตของคุณชายกัว สองพี่น้องมีใบหน้าเหมือนกันอย่างมาก ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสองพี่น้องสกุลกัวช่างงดงามยิ่ง ทว่ามีหลายคนรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ กัวเยี่ยนสือก็สูงขึ้นอย่างมาก “คุณหนู เดินได้แล้วหรือขอรับ?” พ่อบ้านยิ้มปลื้มที่ผ่านมาเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เข้าใจว่ากัวเอินถงคือสตรีพิการ ในตอนที่นางกลับจากแคว้นหมิงได้ยินว่านางได้กินยาวิเศษจากท่านฝู่กั๋วกงผู้เป็นบิดาของสามี ไม่คิดเลยว่าผ่านไปไม่นานนางจะเดินได้เป็นปกติ “ใช่ ข้าเดินได้แล้ว เป็นเพราะไข่มุกสวรรค์ของท่านพี่แท้ๆ” หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับจีหลุน นางกล่าวด้วยเสียงอันดังเพื่อหวังให้บิดาคลายความแค้นเคืองในตัวสามี “เจ้านั่งเสียก่อนเถิด ลืมแล้วหรือไรว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์ เพิ่งจะเข้าเดือนที่สามเองนะเสี่ยวถง” เสียงแม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น คำพูดของเขาเหมือนจะบอกกล่าวภรรยาด้วยความห่วงใย แท้จริงเขาอยากจะให้ท่านพ่อตาได้ยินเรื่อ







