เข้าสู่ระบบ
“ครั้งนี้เจ้าตายแน่ จีหลุน!” ร่างในชุดเกราะสีน้ำตาลเข้มแผดเสียง
“แน่ใจนะว่าไม่ใช่วันตายของเจ้า หากมั่นใจก็เข้ามาเลย” แม่ทัพหนุ่มที่ทวนเหล็กเอาไว้มือขยับปลายนิ้วเพื่อคลายเหงื่อ
คนทั้งสองต่อสู้กันมาร่วมหนึ่งชั่วยาม เรี่ยวแรงของฝ่ายนั้นดูเหมือนจะลดลงไปไม่น้อย จีหลุนหรี่ตาลง เหงื่อที่ไหลลงมาจากไรผมโดนปลายหางตา เขาพยายามสะบัดหน้า ควบคุมสติให้มั่น ขยับสองมือเพื่อคลายนิ้วหวังระบายเหงื่อที่ชุ่มโชก ทวนเหล็กเคลือบด้วยความชื้นจากมือทั้งสองข้าง เท้าของชายหนุ่มเคลื่อนไปด้านข้าง ดวงตาจับจ้องที่คู่ต่อสู้ไม่วางตา
“อ๊าก!”
บุรุษตรงหน้ากระโดดขึ้นสูงเงื้อดาบใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะหมายพิชิตศึก ครั้งนี้ให้เด็ดขาด คนผู้นั้นส่งเสียงดังจนชวนหวาดหวั่น
จีหลุนยกทวนขึ้นขวาง ใช้มือซ้ายรองส่วนปลายทวนเอาไว้ เขาย่อตัวลงด้วยการถอยเท้าข้างหนึ่ง ปล่อยให้ศัตรูกดดาบลงได้เล็กน้อย ก่อนจะใช้พลังภายในผลักจนอีกฝ่ายกระเด็น
ร่างในชุดสีน้ำตาลลอยถอยหลัง ก้นของคนผู้นั้นกระแทกลงพื้น ก่อนที่จะหงายหลังลงไป ดาบพลันกระเด็นออกจากมือ
แม่ทัพหนุ่มแห่งแคว้นหมิงได้ทีกระโจนตามไปคร่อมร่างนั้นเอาไว้ ใช้มือซ้ายบีบไปที่คอของอริที่ต่อสู้กันมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดเวลาสามปีกว่า
“วันนี้เป็นวันตายของเจ้า!” จีหลุมออกแรงบีบที่มือขึ้นอีก
พลันชายหนุ่มนักรบต้องชะงัก ในดวงตาของเขาปรากฏภาพตนเองกำลังกอดจูบ ปลดเปลื้องอาภรณ์บุรุษตรงหน้า ใจของเขาเต้นกระหน่ำ กระแสความร้อนถูกส่งผ่านผิวที่ลำคอของศัตรูมาถึงฝ่ามือแล้วไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว
คนที่ถูกบีบคออยู่เตรียมจะดิ้นอย่างสุดชีวิต ทว่าพอจ้องตาอีกฝ่าย กลับเห็นดวงตาของจีหลุนกำลังแข็งค้าง มือที่บีบคออยู่ค่อยๆ คลายออก
พลั่ก!
ร่างของเขาถูกกัวเยี่ยนสือถีบกระเด็นจนกลิ้งไปหลายตลบ
พลันรองแม่ทัพซ้ายและรองแม่ทัพขวาของทัพพยัคฆ์ไฟก็พุ่งเข้ามาช่วยอย่างรวดเร็ว พญายมคู่อิ่นเฉินตวัดกระบี่ป้องกันขุนศึกฝ่ายตรงข้ามแล้วรีบลากเอาแม่ทัพจีพร้อมด้วยทวนสะท้านฟ้าออกจากสมรภูมิ
ชายหนุ่มสะบัดร่างจากการประคองของอิ่นเหว่ยถิงและเฉินอี้ชิง แล้วแย่งเอาทวนคู่ใจของตนไปถือไว้ “ปล่อยข้า! ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ”
“ไม่ทันแล้วขอรับ พวกเขาล่าถอยไปแล้ว”
สายตาของแม่ทัพหนุ่มฉายความเสียดายอย่างชัดแจ้ง นี่เป็นเพียงครั้งเดียวที่เขาสามารถเข้าประชิดตัวของศัตรูได้ ที่ผ่านมา ต่างคนต่างได้รับบาดเจ็บแล้วล่าถอย ไม่เคยล่วงล้ำเข้าไปเกินสมรภูมิเลือดแห่งนี้ได้เลยสักครั้ง
“บัดซบ! เกือบฆ่ามันได้แล้วแท้ๆ”
“ท่านแม่ทัพ! ถึงประตูเมืองหลวงแล้ว” จิ่งอี้องครักษ์ประจำตัวที่นั่งอยู่คู่กับคนขับรถม้าร้องบอกคนด้านใน
ลี่เทียนเป่าเห็นสหายขยับเปลือกตาขยุกขยิกแต่กลับไปไม่ยอมตื่น ทั้งยามนี้เหงื่อของแม่ทัพหนุ่มไหลย้อยจึงยื่นมือไปเขย่าต้นแขนของอีกฝ่ายเบาๆ
“แม่ทัพจี ตื่นเถิด!”
จีหลุนค่อยๆ ลืมตาขึ้น ศีรษะที่พิงรถม้ามีเหงื่อซึมออกมาตามไรผม
กุนซือหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าฝันร้ายอีกแล้วหรือ? อย่าบอกนะว่าฝันเรื่องที่ต่อสู้กับกัวเยี่ยนสือ”
“อืม...”
“เจ้าคงจะเสียดายที่คราวนั้นฆ่าเขาไม่สำเร็จ”
จีหลุนพูดไม่ออก ครั้งนั้นไม่เพียงเสียดายที่ไม่อาจจะฆ่าผู้นำทัพฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ยังมีความรู้สึกโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านหลงเหลืออยู่ด้วย ความรู้สึกในวันนั้นทำให้เขายังคงฝันถึงเรื่องนี้อยู่เป็นระยะ
ตลอดหลายปีที่มาประจำการอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์ไฟซึ่งเป็นค่ายทหารฝั่งตะวันตกของแคว้นหมิง ชายหนุ่มทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จีหลุนแทบไม่ได้ใส่ใจเรื่องอื่นนอกจากการสู้รบตรงหน้า
ชนเผ่าเขตทะเลทรายมักจะรุนรานเข้ามาอยู่เรื่อย อาจเป็นเพราะความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างคนสองเผ่าใหญ่ในเขตทุ่งหญ้ามังกรที่อยู่เลยทะเลทรายหมื่นลี้ ทำให้กระทบถึงห้าเผ่าที่อาศัยอยู่บนเนินทรายเซี่ยงซาวาน
ชนเผ่าทั้งหลายในทะเลทรายเริ่มมองหาแผ่นดินใหม่ที่จะตั้งรกราก พวกเขาพยายามรุกเข้ามาแบ่งดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ในแคว้นหมิง จึงเป็นหน้าที่ของแม่ทัพจีที่ต้องยกไพร่พลไปต้านเอาไว้
แม่ทัพหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง เขายังอยู่ในอาการงัวเงีย มือใหญ่รูดผ้าม่านหน้าต่างรถม้า ยื่นหน้าออกไปมองแถวชาวบ้านที่กำลังรอการตรวจหนังสือ เข้าเมือง
“ถึงเสียที ข้าจะได้นอนเตียงใหญ่สบายๆ แล้ว”
“จะว่าไปพวกเราไม่ได้กลับเมืองหลวงเกือบสามปีแล้วนะ มาคราวนี้ข้าจะถือโอกาสเที่ยวเล่นเสียให้ทั่ว” ลี่เทียนเป่ายิ้มกว้าง
“พรุ่งนี้ก็อย่าลืมแล้วกันว่าต้องเข้าเฝ้า”
“ไม่ลืมแน่นอน”
“ไม่ดีๆ คืนนี้เจ้าไปนอนที่วังจีกับข้าก่อนก็แล้วกัน”
กุนซือหนุ่มยิ้มกริ่ม “นึกว่าจะไม่ชวนเสียแล้ว ข้าชอบอาหารที่พ่อครัว สกุลจีทำที่สุดเลย รสชาติดี ละมุนลิ้น กินอาหารที่ค่ายจนเบื่อแล้ว”
“เหล่าลี่ หากว่ามีคนอื่นที่พึ่งพาได้มากกว่าเจ้า ข้าคงไม่พาเจ้ามาด้วยแน่” จีหลุนทำหน้าเอือม “คืนนี้ห้ามดื่มสุรานะ จำเอาไว้”
“ได้ๆ ข้าไม่ดื่มแน่นอน”
จีหลุนมองลี่เทียนเป่าด้วยความเอือมปนขำ
คนผู้นี้มีฉายาว่า ‘กุนซือสื่อสวรรค์’ ไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญในตำราพิชัยยุทธ ช่วยวางกลศึกได้อย่างแยบยล ทำนายทายทักเหตุการณ์ที่ต้องการคำตอบ คำนวณดินฟ้าอากาศได้แม่นยำ แต่ยังการอ่านใจผู้อื่นจากท่วงท่าและการแสดงออกได้อย่างถูกต้อง
ครั้งนี้...เขาจำต้องลากเอาลี่เทียนเป่ามาด้วย แม้จะต้องสิ้นเปลืองสุราสักหน่อยแต่ก็หวังว่าคนผู้นี้จะช่วยให้หนักกลายเป็นเบา
“เอาเถอะเหล่าลี่ หากว่าทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ข้าจะหาสุรา แสงจันทร์ให้เจ้าสักไห”
“จริงหรือ?” สีหน้าของลี่เทียนเป่ากระตือรือร้น
“เจ้าเห็นข้าเป็นคนสับปลับหรือไร?”
“มิได้ๆ ท่านแม่ทัพเป็นผู้มีสัจจะยิ่ง กล่าวคำใดย่อมเป็นคำนั้น”
การเดินทางครั้งนี้จีหลุนให้ทหารฝีมือดีร่วมร้อยคนของเขาแต่งกายอย่างชาวบ้าน ทว่าจำนวนรถม้าและม้าที่ตามกันมานั้น ดูแล้วก็ยังชวนให้คนเกรงขามเพราะล้วนเป็นบุรุษวัยฉกรรจ์ท่าทางฮึกเหิม
ก่อนจะเข้าประตูเมือง ท่านแม่ทัพหนุ่มให้คนทั้งหมดเก็บอาวุธรวมกันที่รถม้าคันกลาง เมื่อเห็นลักษณะสดุดตาของคนขบวนใหญ่ ทหารที่เฝ้าประตูเมืองก็รีบวิ่งเข้ามาสอบถาม
ลี่เทียนเป่าจึงลงจากรถม้านำเอาหนังสือแสดงตัวของตนกับจีหลุนให้ พอทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นเช่นนั้นก็ชี้ให้พวกเขาไปยังประตูเล็ก
“พวกท่านคือทหารจากค่ายพยัคฆ์ไฟนี่เอง มีคำสั่งจากเบื้องบนมาแล้วขอรับว่าให้เปิดทางสะดวกให้พวกท่าน ทางโน้นขอรับประตูทางด่วน”
ลี่เทียนเป่าพยักหน้ารับ โบกมือให้ขบวนของตนเข้าประตูอีกฝั่งหนึ่ง จีหลุนที่นั่งบนรถม้ามองดูผู้คนที่กำลังเดินทางเข้าออกประตูเมืองด้วยความสนใจ
เขาไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนานแล้ว เป็นเพราะชายแดนตะวันตกมีปัญหามากมาย การสู้รบกับพวกชนเผ่าติดพันจนไม่อาจจะปลีกตัวขอพักกลับมาบ้านได้
ลี่เทียนเป่าขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้ง เขามองลอดหน้าต่างดูหญิงสาวงดงามในเมืองหลวงที่เดินขวักไขว่ตามท้องถนนแล้วยิ้มกว้าง
“นี่ เหล่าจี ข้ารู้สึกว่าในเมืองหลวงยามนี้มีหญิงสาวเดินไปมามากกว่าเมื่อก่อน เจ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่?”
“อืม...เจ้าจำไม่ได้หรือ? จดหมายข่าวนกกระจิบเคยลงบทความเรื่องของบทบาทของหญิงสาวในเมืองหลวง ทุกวันนี้พวกนางล้วนเลียนแบบหลวนฮองเฮากับพระชายาของท่านอ๋องเก้า”
“อ้อ...พอพวกนางไม่ได้หวังพึ่งพาบุรุษแล้ว ก็เลยมีสตรีออกมาเดินตามท้องถนนกันมากขึ้น ทั้งไปสำนักศึกษาอย่างเค่อเฉิง เรียนการค้า เรียนงานฝีมือ และมีทั้งฝึกวรยุทธ์” ลี่เทียนเป่ามองเห็นขบวนของมือปราบเมืองหลวงเดินผ่านมา พอมองดีๆ เขาถึงกับทำตาโต “เฮ้! เหล่าจี ข้าเห็นมือปราบหญิงด้วยล่ะ หน้าตาน่ารักเสียด้วย”
“เจ้าตื่นเต้นไปไย? น้องสาวของข้าก็ยังเป็นหัวหน้าสำนักข่าวนกกระจิบได้ พวกมือปราบหญิงในเมืองหลวงจะนับเป็นกระไร?”
“เออ...จริงของเจ้า ยุคสมัยล้วนแตกต่าง” พลันกุนซือหนุ่มก็มองเห็นสตรีสวมหมวกคลุมศีรษะอีกหลายคน “แต่ก็ยังมีพวกยึดขนบธรรมเนียมอยู่เหมือนกันนะ ดูท่าพวกแม่นางน้อยเหล่านั้นคงจะเป็นคุณหนูที่ยังไม่แต่งงาน”
*หลวนฮองเฮา นางเอกจากเรื่อง “ซือซือฮองเฮาพันโฉม”
*ท่านอ๋องเก้า พระเอกจากเรื่อง “ท่านอ๋องกับชายาหมี”
เมื่อย้อนกลับมายังเผ่าเหลียนซาอีกครั้ง จีหลุนรีบถือโอกาสตอนที่พ่อตายังนอนอยู่บนเตียงขอลาแม่ยายกลับไปยังแคว้นหมิง ผู้เฒ่าโอสถเห็นดีเห็นงามจึงได้มอบยาเม็ดพลังม้าศึกให้กัวเอินถงอีกแปดเม็ด “เจ้ากินเดือนละเม็ดก็พอ ร่างกายและลูกน้อยของเจ้าจะได้แข็งแรง เดินทางไกลก็ไม่กระทบกระเทือนครรภ์ เอาไว้เจ้าคลอดลูกแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมที่แคว้นหมิงก็แล้วกัน” จีหลุนได้ยินเช่นนั้นก็รีบพาภรรยาออกเดินทาง เขาอ้างว่าไม่อาจจะรอให้กัวเฉิงลุกขึ้นเดินได้สะดวก “หากว่ารอจนท่านพ่อของเจ้าหายดี เห็นทีเราคงไม่ได้กลับแคว้นหมิง คราวนี้ข้าต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ จากนั้นก็เดินทางกลับไปอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์เหิน ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย จะให้ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่วังจีก็ไม่วางใจ” กัวเอินถงยิ้มกว้าง ยกสองมือขึ้นลูบแก้มสามีแล้วยื่นหน้าไปจูบที่ริมฝีปากเขาติดๆ กันสองสามที “ข้ารู้ ท่านพี่ไม่ยอมทิ้งข้ากับลูกเด็ดขาด ข้าเองก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นมาแยกเราจากกันหรอกเจ้าค่ะ” สายตาของแม่ทัพหนุ่มวิบวับขึ้นมาทันที “เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูกนะเสี่ยวถง ข้าเป็นคนอ่อนไหวกับการสัมผัสตัวเจ้า ตอนนี้ร่างกายข้าเริ่มร้อนข
กัวเฉิงรู้สึกตัวในวันต่อมา เขาลุกขึ้นได้ก็โวยวายด่าทอลูกเขยเสียงดังลั่น “จีหลุน เจ้าช่วยข้าไว้ทำไม? ข้าจะฆ่าเซียงเชินด้วยมือของข้าเอง เจ้าทำเช่นนี้ก็เท่ากับไม่เคารพข้า” กัวเอินถงที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบิดาประณามสามีก็รู้สึกทนไม่ได้ “ท่านพ่อ ข้าเป็นคนสั่งให้ท่านพี่ทำเช่นนั้นเอง มันควรหรือที่ท่านจะไปแลกชีวิตกับคนเลวอย่างหัวหน้าเซียง ท่านเป็นถึงผู้นำห้าเผ่า ควรรักษาชีวิตเอาไว้ปกปักษ์ผู้คนในแดนเซี่ยงซาวานจะดีกว่านะเจ้าคะ ในตอนนี้เผ่าฝูซากับเผ่าเซียนซาก็สิ้นผู้นำแล้ว ยังมีเรื่องที่ท่านต้องจัดการอีกมาก พี่เยี่ยนสือเองก็เพิ่งหายป่วย หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใด?” พอถูกบุตรสาวขึ้นเสียงใส่เช่นนั้น หัวหน้าเผ่าเหลียนซาก็หุบปากลงฉับ “จริงด้วยขอรับท่านพ่อ เสี่ยวถงพูดถูก ท่านไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิต ตอนนี้หัวหน้าเซียงก็ตายไปแล้ว เป็นผู้เฒ่าโอสถที่เอาแมงมุมยัดใส่ปากเขาตอนที่ตกลงมาจากหลังคา” กัวเยี่ยนสือบรรยายสภาพการตายของเซียงเชินจนบิดาต้องกำหมัด “สภาพเช่นนั้นไม่ต่างจากตอนที่เจ้าสองคนถูกแมงมุมกัด นับว่าเป็นการตอบแทนที่สาสมแล้ว เห็นทีข้าคงต้องมอบรางวัลแด่ผู้
เซียงเชินกับกัวเฉิงกระโจนตามกันขึ้นไปบนหลังคา กระบวนท่าที่ทั้งสองใช้ล้วนเป็นสุดยอดท่าไม้ตายที่หมายจะปลิดชีวิตของศัตรู กัวเอินถงนึกเป็นห่วงบิดาแต่วิถีของจอมยุทธ์ย่อมต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี นี่เป็นการต่อสู้เพื่อสะสางหนี้แค้นที่นางไม่ควรเข้าไปยุ่ง หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเห็นว่าบิดาถูกกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามฟันเข้าที่แขน แต่ในเวลาไม่นานกัวเฉิงก็สามารถเอาคืนได้สำเร็จ “ไม่เลวเลยจริงๆ หลังจากอาการของพ่อเจ้าดีขึ้น วรยุทธ์ของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมามาก แม้จะไม่เท่าเดิม แต่ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว” ผู้เฒ่าโอสถพยักหน้า “นับว่ายาที่ข้าไปเสาะหามาไม่สูญเปล่า” หญิงสาวพยักหน้า “ยาบำรุงพวกนั้นดีที่สุดเท่าที่มีขายในแคว้นหมิง ข้าให้คนออกไปกว้านซื้อมาจากทุกมุมเมืองตามที่ท่านแนะนำไว้” กัวเยี่ยนสือผู้ไร้วรยุทธ์ถอยไปอยู่ด้านหลังเหล่าองครักษ์ เขามองดู อิ่นเหว่ยถิงกับเฉินอี้ชิงต่อสู้ด้วยความเลื่อมใส และยิ่งได้เห็นน้องเขยที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ไฟแสดงฝีมือแล้วก็ยิ่งอยากจะฝึกวิทยายุทธ์ให้สำเร็จ วันหน้าในยามที่กัวเอินถงกลับไปแคว้นหมิงแล้ว แม่ทัพกัวตัวจริงอย่าง
“เสี่ยวถง เจ้าไหวหรือไม่? ให้ข้าพาไปเข้านอนดีไหม?” จีหลุนสีหน้าเป็นกังวล สามชีวิตในร่างของกัวเอินถงนี้เขาต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ให้ท่านพ่อกล่าวปิดงานก่อนก็แล้วกัน” หัวหน้ากัวลุกขึ้นกล่าวขอบคุณทหารทุกคนที่เดินทางไปสู้รบจนปราบเผ่าฝูซาได้สำเร็จและขอบคุณที่ช่วยปกป้องจวนสกุลกัวให้ปลอดภัยจากคนเลว พอกล่าวจบทุกคนก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน พลันเสียงตวาดก็ดังขึ้นมาจากหลังคาเรือนใหญ่ “จะรีบไปไหนเล่ากัวเฉิง? คืนนี้ข้ามาเพื่อส่งพวกเจ้าคนสกุลกัวไปเลี้ยงสังสรรค์กันต่อในนรก” สายตาทุกคู่หันไปยังร่างในชุดสีน้ำเงินขลิบทองที่ยืนจังก้าอยู่ข้างบน “หัวหน้าเซียง!” “ใช่! ข้าเอง ข้ามาทวงแค้นแทนบุตรชายของข้า!” “เชอะ! แค้นของบุตรชายเจ้า แล้วแค้นของลูกข้าเล่า? เจ้าใช้แมงมุมพิษมาทำร้ายลูกของข้าก่อน แต่พอถูกทำคืนกลับแค้นเคือง เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกระมัง?” หัวหน้ากัวตะโกนตอบ พร้อมยื่นมือข้างหนึ่งไปด้านข้าง องครักษ์คนสนิทจึงส่งกระบี่ให้ “ข้าดื่มสุรารอเจ้ามาตั้งนาน ในที่สุดก็โผล่หัวมา ความแค้นระหว่างเราค
เซียงเจียสวี่ที่หมดสติไปนาน ร่างกายร้อนผ่าวราวกับคนหลงทางอยู่กลางทะเลทราย บิดาของเขาเอายาพิทักษ์ร่างมาค่อยๆ ป้อนให้ ทว่าร่างกายที่ถูกพิษแมงมุมกัดกร่อนภายในจนเสียหายไม่อาจฟื้นได้ทัน ทำให้คุณชายสกุล เซียงตกอยู่ในสภาพเดียวกับกัวเยี่ยนสือไม่มีผิด หัวหน้ามือสังหารเล่าความลับที่เซียงเจียสวี่ได้เห็นในถ้ำหินให้กับเซียงเชินฟัง หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดด้วยความโมโห “ที่แท้แม่ทัพกัวก็คือกัวเอินถง ส่วนกัวเยี่ยนสือนอนเป็นผักอยู่ในถ้ำ มิน่า...นางจึงคลุมผ้าทุกครั้งที่ออกมาต้อนรับแขก นี่ข้าถูกตบตามานานตั้งหลายปีหรือนี่?” “วรยุทธ์ของกัวเอินถงร้ายกาจยิ่งนัก พวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ซ้ำยามนี้นางยังมีแม่ทัพใหญ่แคว้นหมิงคอยช่วยเหลือ สองสามีภรรยาใจเป็นหนึ่ง ยากนักจะทำลายได้ ดีที่พาคุณชายหลบหนีออกมาได้ขอรับ” หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดแน่น “แค้นนี้ ข้าจะต้องชำระแน่” ผู้เฒ่าโอสถยืนยันกับทุกคนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกไม่นานคนเผ่า เซียนซาจะต้องกลับมาชิงศิลาหิมะอีกครั้งอย่างแน่นอน ลี่เทียนเป่าได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ตาเฒ่า ท่านพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย
คนทั้งหมดจึงพากันเดินออกไปยังเรือนใหญ่ สองพี่น้องฝาแฝด กุมมือกันเดินนำหน้าด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข บ่าวรับใช้ สาวใช้ และองครักษ์ทั้งหลายเห็นสองพี่น้องต่างพากันตื่นตะลึง พวกเขาเพิ่งได้เห็นใบหน้าตอนโตของคุณชายกัว สองพี่น้องมีใบหน้าเหมือนกันอย่างมาก ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสองพี่น้องสกุลกัวช่างงดงามยิ่ง ทว่ามีหลายคนรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ กัวเยี่ยนสือก็สูงขึ้นอย่างมาก “คุณหนู เดินได้แล้วหรือขอรับ?” พ่อบ้านยิ้มปลื้มที่ผ่านมาเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เข้าใจว่ากัวเอินถงคือสตรีพิการ ในตอนที่นางกลับจากแคว้นหมิงได้ยินว่านางได้กินยาวิเศษจากท่านฝู่กั๋วกงผู้เป็นบิดาของสามี ไม่คิดเลยว่าผ่านไปไม่นานนางจะเดินได้เป็นปกติ “ใช่ ข้าเดินได้แล้ว เป็นเพราะไข่มุกสวรรค์ของท่านพี่แท้ๆ” หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับจีหลุน นางกล่าวด้วยเสียงอันดังเพื่อหวังให้บิดาคลายความแค้นเคืองในตัวสามี “เจ้านั่งเสียก่อนเถิด ลืมแล้วหรือไรว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์ เพิ่งจะเข้าเดือนที่สามเองนะเสี่ยวถง” เสียงแม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น คำพูดของเขาเหมือนจะบอกกล่าวภรรยาด้วยความห่วงใย แท้จริงเขาอยากจะให้ท่านพ่อตาได้ยินเรื่อ







