Masukบทที่ 5
วนิดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพเพดานไม้แกะสลักปรากฏตรงหน้า กลิ่นยาจีนจาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ เสียงผ้าสีอ่อนเสียดสีกันเบา ๆ ดังอยู่ใกล้หู
ความทรงจำก่อนหน้าค่อย ๆ ไหลกลับเข้ามา
น้ำทะเล…ความเย็น…ความมืด…และการขาดอากาศหายใจ เธอควรจะตายไปแล้ว
แต่ตอนนี้กลับยังมีชีวิตอยู่ และไม่ใช่ในร่างของตัวเอง ความคิดนั้นทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที
“คิน…” เสียงแหบแห้งหลุดออกจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว “คินอยู่ไหน…”
คำถามนั้นทำให้สาวใช้สองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงชะงักไปพร้อมกัน
อี้เจียงกับม่านม่านหันมามองหน้ากันอย่างงุนงง ก่อนจะหันกลับมามองนายหญิงของตน
“ฮูหยิน…เมื่อครู่ท่านเรียกผู้ใดหรือเจ้าคะ”
วนิดาขมวดคิ้วเล็กน้อย “คินไง” เธอตอบอย่างหงุดหงิด “ก็ผู้ชายที่บอกว่าจะผ่าท้องฉันไงล่ะ!”
ไอ้บ้าคิน…
แทนที่จะอยู่รออธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น พอฟื้นขึ้นมา ดันหายหัวไปเฉย ทิ้งเธอไว้กับสถานการณ์บ้า ๆ นี่คนเดียว
อี้เจียงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล
“ท่านแม่ทัพเซียว…หรือเจ้าคะ”
“แม่ทัพ?” วนิดาทวนคำ
ม่านม่านพยักหน้า “เจ้าค่ะ แม่ทัพเซียว”
คำตอบนั้นทำให้เธอนิ่งอึ้งไป ภาพของบุรุษที่ช่วยเธอขึ้นจากน้ำผุดขึ้นมาในหัวทันที
ใบหน้าคมคาย
สายตาเย็นชา
รูปร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยอำนาจ
เขา…มีบางส่วนคล้ายอาคิรา จนเธอคิดว่าเขาคือคิน แต่พอสติกลับมาครบถ้วนเมื่อพิจารณาดีแล้วพบว่าเพียงคล้ายแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ความเหมือนนั้น…คล้ายเพียงเงาราง
แต่บรรยากาศรอบตัวกลับต่างกันลิบลับ
อาคิราเย็นชาแบบกวนประสาท
แต่ชายคนนี้ เย็นชาแบบ…อันตราย
วนิดาก้มลงมองหน้าท้องของตัวเองอีกครั้งท้องที่นูนใหญ่ หนักอึ้ง และมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายใน มันไม่ใช่ของปลอม ไม่ใช่ภาพฝัน แต่เป็นของจริง ทารกในครรภ์ขยับเบา ๆ จนรู้สึกได้ชัดเจน ความรู้สึกนั้นทำให้เธอถึงกับกลืนน้ำลาย
“อย่าบอกนะว่า…”
เสียงพึมพำเบาแทบไม่ได้ยิน “รอดตายแล้วมาโผล่ต่างมิติ…” ภาพซีรีส์แนวตั้งย้อนเวลาที่เคยดูผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ได้นัดหมาย
เธอแทบอยากจะหัวเราะ แต่มัน…ดันเป็นเรื่องจริง
“ทำไมไม่ฟื้นในร่างเดิมนะ…” เธอบ่นเบา ๆ อย่างหัวเสีย “จะได้กลับไปลากคอคนที่ผลักฉันตกเรือออกมา”
ภาพเหตุการณ์ก่อนตายชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
จุดที่เธอยืน…ไม่ใช่จุดอับสายตา กล้องวงจรปิดก็ต้องมี ยิ่งไปกว่านั้น เธอกับพบตะวันเจ้าของเรือก็สนิทกัน ไม่มีทางที่เรื่องนี้จะถูกปิดเงียบได้ ถ้าได้กลับไปเธอไม่มีทางปล่อยคนร้ายไว้แน่นอน
แต่ตอนนี้…เธอติดอยู่ที่นี่
ในร่างของใครก็ไม่รู้
ในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย
“ฉันชื่ออะไร” คำถามหลุดออกมาอย่างกะทันหัน
อี้เจียงกับม่านม่านชะงักไปอีกครั้ง
“ฮูหยิน…” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกใจ
วนิดาถอนหายใจ “ข้าจมน้ำจนสิ้นสติไป” นางพยายามปรับคำพูดให้เข้ากับสถานการณ์ “ความทรงจำมันเลือนหมดแล้ว จำอะไรไม่ได้เลย”
คำโกหกถูกเอ่ยออกมาอย่างแนบเนียนเพราะดูจากสถานการณ์แล้ว นี่น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด สองสาวใช้มองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนที่สีหน้าจะเต็มไปด้วยความสงสาร
“โถ่…ฮูหยิน…” ม่านม่านแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ อี้เจียงเองก็รีบขยับเข้ามาใกล้
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะฮูหยิน พวกเราจะเล่าให้ท่านฟังเอง”
ทั้งสองเริ่มช่วยกันทบทวนเรื่องราว อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฮูหยินมีนามว่า อู่เหมยหลิน” อี้เจียงเริ่มต้น “เป็นบุตรสาวคนโตของท่านราชครูอู่”
วนิดาพยักหน้าช้า ๆ พยายามจดจำทุกอย่าง
“ฮูหยิน…หลงรักท่านแม่ทัพตั้งแต่แรกพบ”ม่านม่านเสริม
“ตอนที่ท่านแม่ทัพนำทัพกลับเมืองหลวง”
คำพูดนั้นทำให้เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย
รักแรกพบ? เอาจริงดิ
“แล้ว…” เธอถามต่อ “หลังจากนั้นล่ะ”
อี้เจียงสูดลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อ “ฮูหยินไปอ้อนวอนท่านราชครู ขอให้ได้แต่งกับท่านแม่ทัพ”
“ถึงขั้นอดอาหาร…” ม่านม่านเสริม “แล้วก็…”
ทั้งสองชะงักเล็กน้อย ก่อนที่อี้เจียงจะกัดฟันเลียนเสียงนายหญิงของตนในอดีต
“หากไม่ได้แต่งกับเขา…ชาตินี้ลูกจะไม่แต่งให้ผู้ใดอีก!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้น จนวนิดาถึงกับนิ่งไป “…”
นี่มันละครหลังข่าวชัด ๆ เธอในร่างนี้…เล่นใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ
อี้เจียงเองก็ยังทำหน้าประหลาดใจ
“ตอนนั้นบ่าวก็งงมากเจ้าค่ะ” นางพูดตามตรง “คุณหนูของบ่าวเรียบร้อย อ่อนหวาน ไม่เคยอยากได้อยากมีสิ่งใด แต่กลับ…ถึงขั้นจะปลิดชีพตนเอง…เพียงเพราะชายที่เห็นแค่ครั้งเดียว”
วนิดาได้แต่กลอกตาในใจ “แล้วบิดาข้า…”เธอถามต่อ “เห็นดีเห็นงามด้วยงั้นหรือ”
ม่านม่านพยักหน้าแรง “เจ้าค่ะ! ท่านราชครูรีบเข้าวังทันที เพื่อขอพระราชทานสมรสจากฝ่าบาท”
อี้เจียงพูดต่อ “เพราะคนที่คุณหนูปักใจรัก…เป็นถึงวีรบุรุษของแคว้น ท่านแม่ทัพเซียวหาน”
ชื่อนั้นดังขึ้นชัดเจน วนิดานิ่งไปเล็กน้อยภาพชายคนนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง
สายตาคมกริบท่าทีเย็นชา และคำพูดที่แทงใจ
‘อย่าคิดจะพาลูกข้าไปตายด้วย’
เธอถอนหายใจเบา ๆ สรุปง่าย ๆ ก็คือเธอมาอยู่ในร่างของผู้หญิงที่คลั่งรักผู้ชายคนหนึ่ง จนยอมเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน แล้วสุดท้ายก็ได้แต่งงานจริง
แต่ดูจากสถานการณ์… สามีไม่ได้รักเลยแม้แต่น้อย แถมยังเกลียดพ่อของนางเข้าไส้
“…”
ชีวิตดี ๆ ทั้งนั้น
วนิดาหลับตาลงชั่วครู่ พยายามเรียบเรียงสถานการณ์
หนึ่ง…เธอตายแล้ว แต่ดันมาอยู่ในร่างนี้
สอง…ร่างนี้กำลังท้องใกล้คลอด
สาม…สามีเป็นแม่ทัพสุดโหดที่ไม่ได้รักนาง
สี่…บิดาของร่างนี้น่าจะมีปัญหากับสามี
และห้า…เธอต้องใช้ชีวิตต่อไป…ในฐานะ อู่เหมยหลิน
“เฮ้อ…”
เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้น อี้เจียงกับม่านม่านมองหน้ากันอีกครั้ง
“ฮูหยิน…ท่านไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ”
วนิดาลืมตาขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“เปล่า…” เธอตอบเรียบ ๆ แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความสับสน…กลายเป็นความมุ่งมั่นบางอย่าง “แค่คิดว่า…” เธอยกมือลูบท้องตัวเองเบา ๆ “ต่อจากนี้…คงต้องเหนื่อยหน่อยแล้ว”
ชีวิตใหม่ ในร่างใหม่ และสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ถ้าจะให้ยอมแพ้ตั้งแต่ต้น มันไม่ใช่นิสัยของเธอ
“ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว…” นางพึมพำเบา ๆ “ก็ต้องเล่นให้จบเกม” ดวงตาของวนิดาหรืออู่เหมยหลินคนใหม่ฉายแววแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าอดีตของร่างนี้จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเรื่องราวจะยุ่งยากแค่ไหน แต่ต่อจากนี้ชีวิตนี้ จะเป็นของเธอเอง
ตอนพิเศษ 2 ถ้าซวีหยวนหยานตัวจริงได้เห็นค่ำคืนหนึ่งหลังแต่งงานกับเฉินยวี่ได้หลายเดือนเสี่ยวถังฝัน เป็นความฝันที่ชัดเจนเสียจนเหมือนเรื่องจริงนางยืนอยู่ในสวนแห่งหนึ่งรอบกายเงียบสงบ ดอกเหมยสีขาวผลิบานเต็มกิ่ง หิมะโปรยลงมาอย่างแผ่วเบา ทุกสิ่งงดงามราวกับฉากหนึ่งในนิยายตรงหน้าของนาง มีสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้อาภรณ์สีแดงเข้ม เรือนผมดำยาว แผ่นหลังอรชรที่คุ้นตาเหลือเกิน คุ้นเสียจนหัวใจของเสี่ยวถังพลันเต้นช้าลงนางค่อย ๆ สาวเท้าเข้าไป เสียงฝีเท้าจมลงบนหิมะบางเบาเมื่อสตรีผู้นั้นหมุนกายกลับมา เสี่ยวถังก็ชะงักทันทีเพราะใบหน้านั้น…คือใบหน้าของซวีหยวนหยาน เหมือนกันทุกประการ สตรีผู้นั้นยิ้มอ่อน ดวงตาคู่นั้นไม่มีความเกรี้ยวกราดไม่มีความคับแค้น มีเพียงความสงบที่ลึกซึ้ง“ในที่สุด…ข้าก็ได้พบเจ้าเสียที”เสี่ยวถังเม้มริมฝีปาก “ท่าน…คือซวีหยวนหยาน”อีกฝ่ายพยักหน้า “ใช่ เจ้าคือผู้ที่มาใช้ชีวิตแทนข้า”ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เสี่ยวถังไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน นางเคยคิดถึงเจ้าของร่างนี้มาหลายครั้งคิดว่า หากซวีหยวนหยานตัวจริงได้เห็นทุกอย่างนางจะโกรธหรือไม่จะเสียใจหรือไม่จะคิดว่าเสี่ยวถังขโมยชีว
ตอนพิเศษ 1 เมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้ สามปีหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด 2ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองนาง“ถังถัเจ้าว่า…หรือเรื่องราวของเรา กำลังถูกใครบางคนอ่านอยู่เช่นกัน”เสี่ยวถังมองเขา ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน“คงไม่หรอก”นางตอบทันทีแต่ในใจ…กลับไม่แน่ใจเลยแม้แต่น้อยสายลมพัดผ่านลานเรือน หน้าหนังสือพลิกไปเองทีละหน้า จนไปหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้ายหน้าซึ่งก่อนหน้านี้ยังว่างเปล่าบัดนี้…กลับมีตัวอักษรปรากฏขึ้นทีละบรรทัดตอนพิเศษเมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้…เสี่ยวถังถึงกับยกมือกุมหน้าผากก่อนหัวเราะจนแทบหยุดไม่อยู่“นี่มัน…จะเกินไปแล้วนะ”เฉินยวี่เองก็อดหัวเราะตามไม่ได้ “อย่างน้อย ตอนจบคราวนี้ ผู้เขียนก็ใจดีกับท่าน”เสี่ยวถังปิดหนังสือลงเบา ๆ บุรุษนักเดินทางมองทั้งสองสลับกันด้วยสีหน้างุนงง“ตกลง…พวกท่านรู้จักหนังสือเล่มนี้หรือไม่”เสี่ยวถังมองหนังสือในมือ ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามเหนือยอดต้นท้อ รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า“รู้จักเจ้าค่ะ รู้จักดีมากทีเดียว”เฉินยวี่มองนางด้วยรอยยิ้ม “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับมัน”เสี่ยวถังค่อย ๆ ลูบปกหนังสือว่างเปล่า ก
ตอนพิเศษ 1 เมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้ สามปีหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด 1เช้าวันหนึ่งในเมืองหลวงแสงแดดอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิสาดผ่านกิ่งท้อในลานเรือน ดอกท้อสีชมพูอ่อนผลิบานเต็มกิ่ง กลีบบางปลิวร่วงตามสายลม ตกลงบนพื้นหินและขอบโต๊ะไม้ราวกับหิมะสีอ่อนเสี่ยวถังนั่งอยู่ใต้ต้นท้อบนโต๊ะมีสมุดบัญชีหลายเล่มวางซ้อนกันปลายพู่กันในมือนางเคลื่อนไปตามแผ่นกระดาษอย่างคล่องแคล่วสามปีผ่านไป นางยังคงทำงานตรวจบัญชีเช่นเดิมเพียงแต่เวลานี้ ชื่อของนางมิใช่เพียงผู้ช่วยของหน่วยตรวจการอีกต่อไปผู้คนทั่งแคว้นต่างรู้กันดีว่าหากบัญชีใดตกถึงมือซวีหยวนหยาน ต่อให้ซ่อนตัวเลขไว้ลึกเพียงใด ก็ไม่มีทางหลุดรอดสายตานางไปได้เฉินยวี่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะแต่แทนที่จะช่วยตรวจเอกสาร เขากลับนั่งมองนางเสียมากกว่าเสี่ยวถังเขียนตัวเลขต่อไปได้หลายบรรทัด แรก ๆ นางทำเป็นไม่สนใจ แต่เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาอีกฝ่ายยังคงจับจ้องอยู่ในที่สุดนางก็เงยหน้าขึ้น“ท่านมีอะไรจะพูดหรือ”เฉินยวี่ส่ายหน้า “ไม่มี”เสี่ยวถังวางพู่กันลง “เช่นนั้นเหตุใดจึงมองข้าอยู่เช่นนี้”เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง “เพราะข้ากำลังคิด”“คิดอะไร”“หากวันนั้น…”“
บทที่ 45 ชีวิตที่ไม่ได้วางแผนเรือนเช่าหลังเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงที่พักชั่วคราว บัดนี้กลายเป็นเรือนหลังใหม่ที่กว้างขึ้นไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่าแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นเรือนที่นางกับเฉินยวี่ช่วยกันเลือก ช่วยกันปลูกต้นไม้หน้าบ้าน ช่วยกันจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นหนังสือ และเครื่องใช้ทุกชิ้นไม่มีสิ่งใดล้ำค่า แต่ทุกสิ่งล้วนมีความทรงจำทุกมุมของบ้าน ต่างมีเรื่องราวของคนทั้งสองซ่อนอยู่หน้าต่างบานหนึ่งเป็นที่ที่เสี่ยวถังชอบนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นเหมยในลานเรือนคือสถานที่ที่เฉินยวี่มักชงชารอให้นางกลับจากทำงานส่วนห้องหนังสือยังคงเต็มไปด้วยสมุดบัญชีและเอกสารกองโตไม่ต่างจากเดิมเพียงแต่คราวนี้ มันไม่ได้เป็นภาระ หากเป็นงานที่ทั้งสองต่างภาคภูมิใจเช้าวันหนึ่งแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านบานหน้าต่างไม้เสียงพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดดังแว่วมาตามสายลม กลิ่นโจ๊กหอมกรุ่นจากร้านหัวมุมถนนลอยเข้ามาเจือกับกลิ่นชาที่กำลังต้มอยู่ในครัวเสี่ยวถังค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฟังเสียงธรรมดาเหล่านั้นอย่างเงียบงันเช้าธรรมดาวันหนึ่งและนั่นเอง คือสิ่งที่นางโหยหามาตลอดไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกเบา ๆ
บทที่ 44 การกลับมาของคนที่รอหนึ่งเดือนผ่านไปเมืองหลวงก้าวเข้าสู่ปลายฤดูหนาวอย่างเงียบงัน หิมะที่เคยปกคลุมทั่วเมืองเริ่มละลายทีละน้อย ราวหลังคาเปียกชื้นด้วยหยดน้ำที่หยดลงมาเป็นจังหวะ สองข้างถนนเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง พ่อค้าแม่ค้าต่างทยอยเปิดร้านรับลูกค้าแต่เช้าตรู่ชีวิตของเสี่ยวถังยังคงดำเนินไปไม่ต่างจากทุกวันยามเช้า นางออกตรวจเอกสารและบัญชียามบ่าย ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจการ เพื่อวางแผนตรวจสอบเมืองใกล้เคียงยามค่ำจึงกลับเรือนหลังเล็กของตน นั่งอ่านตำราใต้แสงตะเกียง ก่อนเข้านอนพร้อมจดหมายของเฉินยวี่ที่เก็บไว้ในกล่องไม้ข้างเตียงแม้เขาจะไม่อยู่แต่งานของหน่วยตรวจการไม่เคยหยุดเดินตรงกันข้าม…กลับเดินหน้าอย่างเป็นระบบยิ่งกว่าเดิม เสี่ยวถังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายคนจัดระเบียบการทำงานใหม่ทั้งหมดสมุดบัญชีที่เคยกองสุมจนแทบหาสิ่งใดไม่พบ ถูกแบ่งหมวดหมู่ตามเมืองและปีเอกสารทุกฉบับมีเลขกำกับมีสารบัญมีผู้รับผิดชอบชัดเจนแม้แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสหลายคนยังอดเอ่ยชมไม่ได้ว่า“ตั้งแต่มีคุณหนูซวีเข้ามา งานของพวกเราง่ายขึ้นมาก”ทุกครั้งที่ได้ยินคำชมเช่นนั้น เสี่ยวถังเพียงยิ้มรับ นางไม่ได
บทที่ 43 จดหมายระหว่างสองเมืองวังหลวงอยู่ห่างจากเรือนที่เสี่ยวถังอยู่ไม่ไกลมากนัก แต่เพราะหน้าที่ที่เขากำลังทำอยู่ทำให้การส่งหรือรับจดหมายต้องตรวจสอบทุกตัวอักษรจดหมายหนึ่งฉบับจึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเดินทางถึงมืออีกฝ่ายเมื่อก่อนเสี่ยวถังไม่เคยคิดว่าตนเองจะเฝ้ารอจดหมายจากผู้ใดในโลกเดิม การส่งข้อความเพียงชั่วพริบตาก็ถึงปลายทางอยากถามอะไรก็ถามอยากตอบอะไรก็ตอบ หากอีกฝ่ายไม่อ่านข้อความภายในครึ่งวันก็เริ่มสงสัยว่าเขายุ่งหรือไม่พอใจแต่ในโลกแห่งนี้ การรอคอยหนึ่งฉบับกลับต้องนับเป็นวัน และถึงจะช้าเพียงใด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงบุรุษส่งสารเคาะประตูเรือน หัวใจของเสี่ยวถังก็ยังเผลอเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่จดหมายฉบับแรกมาถึงในวันที่หิมะแรกของปีเริ่มโปรยปรายเกล็ดหิมะสีขาวลอยลงมาอย่างแผ่วเบา ปกคลุมหลังคาเรือนและถนนหินด้วยสีขาวจาง ๆบุรุษส่งสารมาถึงตอนยามสาย เสื้อคลุมของเขามีละอองหิมะเกาะอยู่เต็มบ่า“จดหมายจากในวังหลวงขอรับ”เพียงได้ยินคำว่าวังหลวง เสี่ยวถังก็วางพู่กันลงทันที นางรับซองจดหมายมา บนซองมีลายมือคมสวยเป็นระเบียบเพียงเห็นตัวอักษร มุมปากของนางก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนเจ้าของลา
บทที่ 7แม่ทัพหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ภายในเรือนอักษร บรรยากาศโดยรอบเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านชายคาเบา ๆ และเสียงกระดาษในมือที่ถูกคลี่ออกช้า ๆแววตาของเซียวหานมืดครึ้มท่าทางเคร่งเครียดกว่าทุกวันรายงานลับในมือเขาถูกอ่านซ้ำไปมาแต่ยิ่งอ่านสีหน้าก็ยิ่งหนักอึ้ง“อ๋องแปด…” เขาพึมพำเบา ๆ ข้อมูลที่สายลับส่
บทที่ 6“ข้าว่าพี่หญิงต้องจงใจกระโดดลงไป เพื่อเรียกร้องความสนใจของญาติผู้พี่เป็นแน่เจ้าคะ”เสียงหวานอ่อนเอ่ยขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคน เซียวเจินก้าวเข้าสู่เรือนหลักด้วยท่าทางรีบร้อน ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยความเป็นห่วงดูเหมือนจริงเสียจนยากจะจับพิรุธแต่ในแววตานั้นกลับซ่อนประกายบางอย่างที่ไม่อาจเรียกว่าบริ
บทที่ 4เซียวหานดึงร่างอ่อนปวกเปียกขึ้นจากสระบัว น้ำไหลอาบไปทั่วเรือนกายของสตรีในอ้อมแขนเขา กลีบบัวเปียกชื้นติดตามเส้นผมและอาภรณ์ที่แนบแน่นกับผิวกายทันทีที่เขาก้าวขึ้นจากน้ำ เสียงหวีดร้องของสาวใช้ในจวนก็ดังระงม“ฮูหยิน!”“รีบเอาผ้ามาเร็วเข้า!”“ท่านแม่ทัพ…ฮูหยิน…”เสียงแตกตื่นดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเว
บทที่ 3หลังจากเดินไปบอกให้อาคิราควบคุมคนของตัวเองให้เรียบร้อย วนิดาก็ไม่คิดจะยืนอยู่ตรงนั้นแม้แต่วินาทีเดียว“กูขอออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ” เธอหันไปบอกปราณี น้ำเสียงแม้จะพยายามนิ่ง แต่สีหน้ากลับตึงเครียดจนเห็นได้ชัดปราณีมองเพื่อนรักเพียงแวบเดียวก็เข้าใจทันที “เออ ไปเหอะ” เธอพยักหน้า “หน้ามึงตอน







