LOGINเหอซูหลิงเห็นลู่เจิงอวี่มาตั้งแต่ยังเล็ก นางใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้สวมชุดสีแดงมงคล ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและผูกผมอยู่เคียงข้างเขาไปจนผมขาวโพลนทว่าแผนการกลับพลาดพลั้ง!ผู้ที่ควรจะได้อยู่ในเรือนนั่น และอยู่บนเตียงนั้นกับลู่เจิงอวี่สมควรเป็นนาง หาใช่สตรีผู้อื่นไม่!แม้เขาจะดื่มสุราที่นางแอบวางยาปลุกกำหนัดไว้แล้วก็ตาม ไฉนเลยท่านย่ากลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน ถึงขั้นสลับเรือนรับรองแขกกับเรือนหอของพี่ชายและพี่สะใภ้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักครึ่งคำ กว่าที่เหอซูหลิงจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อหวนกลับไปยังเรือนหอหลังเดิม นางเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาคลอไปกับเสียงทุ้มต่ำพร่าดังเล็ดลอดออกมา…ที่แม้แต่เด็กสามขวบได้ยินยังเข้าใจได้ร่างของนางชะงักแข็งทื่อไปในทันที ไม่รู้ว่าควรเปิดเข้าไปขัดจังหวะหรือควรทำเช่นไรดี!เหอซูหลิงยืนนิ่งฟังอยู่นาน หัวใจเจ็บหนึบราวถูกบีบด้วยฝ่ามือจนคล้ายจะหายใจไม่ออกเกรงว่าบรรยากาศภายในเรือนคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวสันต์และความสุขสมที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้แน่!เหอซูหลิงหาได้เปิดเข้าไปขัดขวางไม่หลังจากยืนตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน เหอซูหลิงจึงได้ข้อสรุปว
อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัวเหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก…เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที…ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหวซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิมเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่งสะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามสายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น







